Language
  • คำอธิบาย

    - ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนา
    – หลักศรัทธาและหลักปฏิบัติของศาสนา
    – โลกทัศน์และคตินิยม (Ideology)
    – โลกทัศน์แห่งพระเจ้าและวัตถุ
    – ศาสนาสากลและรากของศาสนา
    ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนา
    สิ่งที่ต้องการสร้างความเข้าใจกับท่านผู้อ่าน คือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของศาสนาประเภทเทวนิยม (หลักศรัทธาของอิสลาม) หรือที่เรียกว่าหลักอุซูลุดดีน แต่สิ่งจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจก่อนอันดับแรกคือ คำว่าศาสนา ในทัศนะของเทวนิยม เนื่องจากตามหลักตรรกศาสตร์แล้วจะเห็นว่ารากฐานสำคัญสำหรับการคิดคือ การอธิบายหรือการให้คำจำกัดความต่อสิ่งนั้นเป็นอันดับแรกก่อนอธิบายถึงเนื้อหาสาระ
    คำว่า ศาสนา หรือดีน เป็นภาษาอารับหมายถึงการภักดีหรือผลรางวัล ส่วนความหมายในทัศนะของนักปราชญ์ หมายถึง ความศรัทธาต่อผู้ทรงรังสรรค์สำหรับโลกและมนุษย์ และเป็นระเบียบให้ปฏิบัติอันมีความเหมาะสมกับหลักความเชื่อ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ไม่มีความศรัทธาต่อพระผู้ทรงรังสรรค์ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกจึงเป็นเพียงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น หรือเป็นเป็นเพียงผลของการกระทำที่เกิดจากเหตุปัจจัยทางธรรมชาติ ถือว่าเป็นผู้ไม่มีศาสนา ส่วนบุคคลที่เชื่อว่าทุกสิ่งบนโลกนี้คือการรังสรรค์ของพระผู้ทรงสร้าง แม้ว่าความศรัทธาและกิจกรรมด้านศาสนาของตนจะคู่กับการหลงทางออกไป ถือว่าเขาเป็นผู้มีศาสนา บนพื้นฐานดังกล่าวศาสนาที่มีอยู่ท่ามกลางประชาชาติในปัจจุบันจึงแบ่งเป็นความถูกต้องและไม่ถูกต้อง
    ศาสนาที่ถูกต้องจึงหมายถึง แนวทางที่มีความเชื่ออันถูกต้องตรงกับความจริง ความประพฤติปฏิบัติได้รับการสนับสนุน และได้รับการเน้นย้ำเอาไว้ ซึ่งเป็นหลักประกันอันเพียงพอต่อความถูกต้องและความสัมพันธ์
    หลักศรัทธาและหลักปฏิบัติของศาสนา
    จากคำอธิบายเกี่ยวกับความเข้าใจศาสนาข้างต้นเป็นที่ประจักษ์ว่า ทุกศาสนาย่อมมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการประกอบด้วย
    1. หลักศรัทธา ซึ่งมีรากที่มาอันเป็นพื้นฐานสำคัญ
    2. หลักปฏิบัติ ซึ่งมีความเหมาะสมกับหลักศรัทธา หรือเป็นหนึ่งในผลพวงที่เกิดจากหลักศรัทธา
    ด้วยเหตุนี้ ถือว่าถูกต้องที่กล่าวเรียกความศรัทธาของทุกศาสนาว่า รากหลักศรัทธาหรือรากของศาสนา และเรียกหลักปฏิบัติว่า สาขาของศาสนา ซึ่งนักวิชาการอิสลามส่วนใหญ่ใช้คำทั้งสองนี้เกี่ยวกับ หลักศรัทธาและหลักปฏิบัติในอิสลาม
    โลกทัศน์และคตินิยม (Ideology)
    คำว่า โลกทัศน์ เป็นคำ ๆ หนึ่งที่มักคุ้นกันไม่มากก็น้อย เพราะอย่างน้อยความหมายของคำว่าโลกทัศน์ ได้บ่งบอกถึงความต่อเนื่อง หรือลูกโซ่แห่งความเชื่อและวิสัยทัศน์ทั้งหมดที่สัมพันธ์กันเกียวกับโลกและมนุษย์ หรืออาจกล่าวโดยรวมว่า โลกทัศน์ นั้นหมายถึงการมีอยู่ทั้งหมด ส่วนความหมายของ วิสัยทัศน์ หมายถึง ความต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ด้านความคิด และความสัมพันธ์เกี่ยวกับการกระทำและมนุษย์
    ความหมายทั้งสองตามที่กล่าวมาสามารถกล่าวได้ว่า ระบบความศรัทธาและรากของทุกศาสนาคือ โลกทัศน์ของศาสนานั้น ส่วนระบบของทุกการปฏิบัติเรียกว่าวิสัยทัศน์ของศาสนานั้น ซึ่งสามารถเปรียบได้กับหลักศรัทธาและหลักปฏิบัติ แต่สิ่งจำเป็นต้องพิจารณาคือ คำว่าวิสัยทัศน์ ไม่ครอบคลุมถึงหลักปฏิบัติที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยของศาสนา ส่วนคำว่า โลกทัศน์ นั้นไม่ครอบคลุมหลักความศรัทธาที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยเช่นกัน
    อีกประเด็นหนึ่งบางครั้งคำว่า วิสัยทัศน์ ก็ให้ความหมายทั่วไป ซึ่งในความหมายดังกล่าวนี้จะรวมถึง โลกทัศน์เข้าไปด้วย
    โลกทัศน์แห่งพระเจ้าและวัตถุ
    ท่ามกลางหมู่ชนทั้งหลายจะสังเกตเห็นว่ามีโลกทัศน์มากมายปรากฏอยู่ ซึ่งโลกทัศน์ทั้งหมดเหล่านั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ขึ้นอยู่กับการยอมรับและการปฏิเสธ ซึ่งสิ่งที่อยู่เหนือญาณวิสัยของมนุษย์กล่าวคือ โลกทัศน์แห่งพระเจ้าและโลกทัศน์แห่งวัตถุ
    บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามโลกทัศน์แห่งวัตถุในอดีตได้ถูกเรียกด้วยนามต่าง ๆ เช่น ธรรมชาตินิยม หรือผู้ปฏิเสธพระเจ้า หรือบางครั้งเรียกว่า ซันดีก หรือผู้ปฏิเสธนั่นเอง ส่วนในสมัยปัจจุบันเรียกว่า พวกวัตถุนิยม (Materialism)
    พวกวัตถุนิยม สามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน แต่กลุ่มที่มีชื่อเสียงทีสุดในยุคสมัยนี้ได้แก่ พวกวัตถุนิยมปฏิพัฒนาการ (Materialism, Dialectical) ซึ่งส่วนหนึ่งได้ผสมผสานลัทธิมาร์กซิกต์เข้าไปด้วย
    อย่างไรก็ตามเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าความเข้าใจเกี่ยวกับ โลกทัศน์ นั้นกว้างขวางกว่าหลักศรัทธาในศาสนา เนื่องจากคำว่าโลกทัศน์นั้น ครอบคลุมถึงความเชื่อของพวกที่ปฏิเสธพระเจ้า หรือศาสนาประเภทอเทวนิยม และพวกวัตถุนิยมเข้าไปด้วย ในทำนองเดียวกันคำว่าวิสัยทัศน์ก็มิได้มีขอบเขตจำกัดอยู่แค่หลักการปฏิบัติเท่านั้น
    ศาสนาสากลและรากของศาสนา
    ประมวลความเกี่ยวกับการค้นพบศาสนาต่าง ๆ ในหมู่ของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ศาสนาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์นั้นมีความขัดแย้งกัน แต่อย่างไรก็ตามหลักฐานของอิสลามที่ใช้เป็นเหตุผลอ้างอิงกล่าวว่า ประวัติการค้นพบศาสนานั้นมีมาพร้อมกับการค้นพบมนุษย์ ซึ่งมนุษย์คนแรกของโลกคือ ศาสดาอาดัม (อ.) ผู้ซึ่งเป็นศาสดาองค์หนึ่งของพระเจ้า ท่านมีพื้นฐานความศรัทธาอยู่ที่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว ส่วนศาสนาอื่นที่ตั้งภาคีเทียบเคียงพระเจ้านั้น เกิดจากการปรุงแต่งและเสริมสร้างในศาสนา และการประพฤติปฏิบัติตามรสนิยมและวัตถุประสงค์ของตนทั้งที่เป็นส่วนตัวและสังคมส่วนรวม
    ซึ่งหนึ่งในการเสริมเติมแต่งในศาสนาของศาสนาแห่งฟากฟ้าบางศาสนาได้กระทำลงไป เพื่อเรียกร้องความสนใจหรือเพื่อความพึงพอใจของผู้ปกครองที่กดขี่ ซึ่งพวกเขาได้กำหนดขอบเขตของศาสนาไว้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และกำหนดหลักการปฏิบัติให้เป็นเพียงพิธีกรรมอันเฉพาะเจาะจงของศาสนา เช่น แยกการปกครองและการเมืองออกจากระบบของศาสนา และพยายามสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้คนทั้งหลายมีความคิดโน้มเอียงมาทางฝ่ายตน ขณะที่ศาสนาแห่งฟากฟ้าทั้งหลายมีหน้าที่ต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมดอันเป็นความต้องการของสังคม เพื่อให้สังคมพบกับความเจริญรุ่งเรืองทั้งโลกนี้และโลกหน้า แน่นอนว่าสติปัญญาธรรมดาของมนุษย์ทั่วไปไม่อาจไปถึงสิ่งนั้นได้ ซึ่งจะอธิบายในบทต่อไป ในที่สุดพระเจ้าทรงประทานศาสดาองค์สุด้ายลงมา เพื่อทำหน้าที่สาธยายหลักความเชื่อและหลักการปฏิบัติทั้งหมด อันเป็นความต้องการของมนุษย์จนถึงวันแห่งการอวสานของโลก และสิ่งนี้คือส่วนสำคัญที่สุดตามหลักการของอิสลาม ซึ่งมีส่วนเกียวข้องกับปํญหาสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
    ศาสนาประเภทเทวนิยม คือ ศาสนาแห่งฟากฟ้าที่แท้จริง ซึ่งมี 3 องค์ประกอบสำคัญที่เหมือนกันกล่าวคือ
    1. ความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าองค์เดียว
    2. ความศรัทธาในชีวิตอมตะสำหรับมนุษย์ทุกคนบนโลกหน้า หรือที่เรียกว่าศรัทธาต่อวันแห่งการฟื้นคืนชีพเพื่อรอรับการสอบสวนในสิ่งที่ตนกระทำไว้บนโลกนี้
    3. มีความศรัทธาต่อบรรดาศาสดาที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า เพื่อทำหน้าที่สั่งสอนและชี้นำมนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุดทั้งโลกนี้และโลกหน้า
    ความศรัทธาทั้ง 3 ประการนี้ ในความเป็นจริงแล้วคือคำตอบ สำหรับคำถามอันเป็นแก่นสำคัญสำหรับมนุษย์ผู้มีสติปัญญาทุกคนบนโลกนี้ที่ถูกถามว่า เจ้าเริ่มต้นมาจากไหน และกำลังจะไปสิ้นสุด ณ ที่ใด เลือกแนวทางใดอันเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตและการรู้จัก
    ซึ่งเนื้อหาสาระของแนวทางอันสามารถเป็นหลักประกันแก่ชีวิต ต้องได้รับมาจากเทวโองการ (วะฮฺยูของพระเจ้า) หรือที่เรียกว่าอุดมคติแห่งศาสนา ซึ่งเป็นผลพวงมาจากโลกทัศน์แห่งพระเจ้านั่นเอง
    ความศรัทธาที่แท้จริงย่อมมีรากที่มา มีความจำเป็นที่เกี่ยวข้องกัน ผลพวงที่ตามมา และรายละเอียด ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ถือเป็นระบบที่ประกอบขึ้นอันเป็นความเชื่อทางศาสนา แน่นอน ความขัดแย้งและความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในหลักศรัทธา ย่อมก่อให้เกิดศาสนาและนิกายต่าง ๆ ขึ้นอีกมากมาย ดังเช่น ความขัดแย้งในเรื่องสภาวะการเป็นศาสดาของศาสดาบางท่านของพระเจ้า หรือการกำหนดคัมภีร์ของศาสนาที่เชื่อถือได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในศาสนายูดาย (ยิว) คริสต์ และอิสลาม
    ส่วนความขัดแย้งประเภทอื่นในเรื่องหลักศรัทธาและหลักการปฏิบัติจึงตามมาภายหลัง ซึ่งบางเรื่องไม่เข้ากับหลักศรัทธาหลักของศาสนา เช่น ความเชื่อเรื่องพระเจ้า 3 องค์ ในศาสนาคริสต์ (พระบิดา พระบุตร และพระจิต) ซึ่งถือว่าขัดแย้งอย่างรุนแรงกับความเชื่อในเรื่องพระเจ้าองค์เดียว แม้ว่าชาวคริสต์ในยุคแรกจะพยายามอธิบายหรือตีความแล้วก็ตาม เช่นเดียวกันความขัดแย้งในเรื่องการกำหนดหรือแต่งตั้งตัวแทนของศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ซึ่งฝ่ายชีอะฮฺเชื่อโดยหลักการว่าตัวแทนของศาสดาต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า ขณะที่ฝ่ายซุนนียฺเชื่อการเลือกสรรจากประชาชน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความขัดแย้งในศาสนาอิสลาม ระหว่างนิกายชีอะฮฺและซุนนียฺ
    สรุปสิ่งที่กล่าวมา จะเห็นว่าความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว ศรัทธาต่อสภาวะการเป็นศาสดา และศรัทธาต่อวันแห่งการฟื้นคืนชีพ เป็นหลักศรัทธาอันเป็นพื้นฐานหลักของศาสนาแห่งฟากฟ้า แต่อย่างไรก็ตามสามารถนำเอาหลักความเชื่ออื่น ๆ ที่เกิดจากการวิเคราะห์วิจัย หรือเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นตามนิยามอันเฉพาะเจาะจงของพวกเขา ซึ่งต่อมาได้บรรจุเข้าไว้ในหลักศรัทธา เช่น ถือว่าความศรัทธาทีมีต่อพระเจ้าเป็นหลัก ส่วนความศรัทธาในความเป็นเอกะของพระองค์เป็นรอง หรือความศรัทธาในสภาวะการเป็นศาสดา ถือว่าเป็นรากศรัทธาของทุกศาสนาแห่งฟากฟ้า ส่วนความศรัทธาที่มีต่อศาสดาท่านสุดท้ายคือ ท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นความศรัทธาอีกลักษณะหนึ่งตามหลักการของอิสลาม
    ดังเช่นที่นักวิชาการฝ่ายชีอะฮฺบางท่านถือว่า ความยุติธรรมของพระเจ้า (อัดลฺ) เป็นหนึ่งในหลักความเชื่อที่เป็นสาขาหนึ่งของความเป็นเอกะของพระเจ้า และเป็นหลักศรัทธาอันเป็นเอกเทศ ส่วนอิมามะฮฺ (Imam Logy) เป็นสาขาหนึ่งของหลักศรัทธาต่อสภาวะการเป็นศาสดา ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งในหลักศรัทธา
    ตามความเป็นจริงแล้วการใช้คำว่า รากหลัก หรือแก่นของศรัทธาในประเด็นของความศรัทธานั้น ถือว่าเป็นไปตามนิยาม หรือข้อตกลงซึ่งไม่จำเป็นต้องวิภาษกันในประเด็นนี้
    ด้วยเหตุนี้ คำว่า หลักความศรัทธา สามารถนำไปใช้ในความหมายทั่วไป และความหมายอันเฉพาะเจาะจงได้ ซึ่งในความหมายทั่วไปหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สาขาของศาสนา อันประกอบไปด้วยหลักการปฏิบัติซึ่งครอบคลุมถึงความศรัทธาทั้งหลายที่เชื่อถือได้ ส่วนความหมายอันเฉพาะเจาะจงสำหรับคำนี้ จะถูกใช้ในความหมายของรากศรัทธา อันเป็นแก่นสำคัญที่สุดของความเชื่อนั้น เช่นเดียวกันสามารถนำไปใช้ในความหมายของหลักความศรัทธาร่วมระหว่างศาสนาแห่งฟากฟ้าอันได้แก่ ความศรัทธาในพระเจ้า ศรัทธาต่อสภาวะการเป็นศาสดา และศรัทธาต่อวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และเพิ่มเติมรากศรัทธาอีกหนึ่งหรือสองประการ (รากศรัทธาเฉพาะของศาสนา) หรือเพิ่มเติมอีกหนึ่งหรือสองประการในความเชื่อ อันเป็นคุณลักษณะพิเศษสำหรับบางนิกาย ซึ่งเรียกว่า หลักศรัทธาประจำนิกาย นั่นเอง

    คำถามท้ายบท
    1. จงอธิบายความหมายของคำว่า ดีน (ศาสนา) ในเชิงภาษาและทัศนะของนักปราชญ์ว่าหมายความว่าอะไร
    2. จงอธิบายความหมายของโลกทัศน์และคตินิยมว่าหมายถึงอะไร และทั้งสองแตกต่างกันอย่างไร
    3. จงอธิบายความหมายทั่วไปของโลกทัศน์ทั้งสอง (โลกทัศน์แห่งพระเจ้าและวัตถุ)
    4. จงอธิบายความหมายโดยทั่วไปและเฉพาะเจาะจงของ อุซูลุดดีน ว่าหมายความว่าอะไร
    5. อุซูลข้อใดเป็นหลักการร่วมกันระหว่างศาสนาแห่งฟากฟ้า

     

     

    ความคิดเห็น