แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

    1. home

    2. article

    3. การรู้จักพระเจ้า 4

    การรู้จักพระเจ้า 4

    Rate this post

    แนวทางแก้ไขปัญหาโลกทัศน์
    –               บทนำ
    –               ประเภทของการรู้จัก
    –               ประเภทของโลกทัศน์
    –               ข้อท้วงติงและการวิเคราะห์
    –               บทสรุป
    บทนำ
    ขณะที่มนุษย์ต้องการแก้ไขปัญหาหลักของโลกทัศน์และการรู้จักศาสนาแห่งสัจธรรม คำถามแรกที่เขาต้องประสบ คือ เขาจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีใด และจะรับรู้ถึงการรู้จักอันเป็นพื้นฐานหลักที่ถูกต้องได้อย่างไร มีแนวทางใดบ้างที่นำไปสู่การรู้จัก และจะเลือกแนวทางเพื่อการรู้จักได้อย่างไร
    การวิเคราะห์วิจัยโดยละเอียดเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว เป็นหน้าที่ของการรู้จักสาขาหนึ่งในปรัชญา หรือที่รู้จักกันในนามของ ญาณวิทยา (Epistemology) ซึ่งจะทำหน้าที่วิเคราะห์ประเภทต่าง ๆ ในการรู้จักมนุษย์ ลักษณะ หน้าที่ และระเบียบต่าง ๆ ตลอดจนประเมินคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะขออธิบายบางประเด็นที่มีความสำคัญดังต่อไปนี้
    ประเภทของการรู้จัก
    การรู้จักรู้จักของมนุษย์ในมุมมองต่างๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
    1. การรู้จักทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ (ในความหมายที่เฉพาะเจาะจง) การรู้จักประเภทนี้ได้รับมาด้วยการช่วยเหลือของประสาทสัมผัสทั้งห้า และสติปัญญาเองก็มีบทบาทไม่น้อยในเรื่องของวิทยาศาสตร์ และยังช่วยส่งเสริมประสาทสัมผัสทั้งห้าอีกต่างหาก การรู้จักด้วยการทดลองในทางวิทยาศาสตร์ถูกใช้ประโยชน์อย่างมากในเรื่องของ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา
    2. การรู้จักทางสติปัญญา การรู้จักประเภทนี้เกิดจากความเข้าใจอันเป็นพื้นฐานที่แยกตัวออกมาจากประเด็นหลัก หรือที่เรียกว่า (เหตุผลในระดับรอง)  พื้นฐานหลักของความเข้าใจ คือ สติปัญญา แม้ว่าบางครั้งประสาทสัมผัส และวิทยาศาสตร์จะเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ หรือบางครั้งอาจใช้การสุ่มตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจก็ตาม ขอบข่ายของการรู้จักประเภทนี้ครอบคลุมวิชาการด้านตรรกวิทยา วิทยาศาสตร์ ปรัชญา และคณิตศาสตร์
    3. การรู้จักโดยการคิดพิจารณา การรู้จักประเภทนี้ได้รับมาโดยอาศัยข้อมูลจากการรู้จักในประเภทที่แล้ว หรือโดยการบอกเล่าที่เป็นความสัจจริง หรือการยอมรับประเด็นเรื่องราวของศาสนา ซึ่งบรรดาศาสนิกได้รับฟังมาจากบรรดาศาสดาหรือผู้นำของตน ซึ่งในบางครั้งความเชื่อมั่นในการรู้จักประเภทนี้ มั่นคงยิ่งกว่าความเชื่อที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้งห้า หรือผลที่ได้จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์เสียด้วยซ้ำไป
    4. การรู้จักที่เกิดขึ้นแบบอัชฌัตติกญาณ (รู้เอง) การรู้จักประเภทนี้แตกต่างไปจากประเภทต่าง ๆ ที่กล่าวผ่านมา กล่าวคือไม่ต้องผ่านสื่อและรูปใด ๆ  เป็นความเข้าใจที่ปรากฏในปัญญา และย้อนไปยังตัวตนขององค์ความรู้ ความผิดพลาดไม่อาจเกิดขึ้นได้กับการรู้จักประเภทนี้ ซึ่งจะอธิบายในบทต่อไป
    ประเภทของโลกทัศน์
    จากการแบ่งการรู้จักที่ผ่านมา สามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานในการแบ่งโลกทัศน์ได้เช่นกัน กล่าวคือ
    1.โลกทัศน์ของความรู้ หมายถึงมนุษย์เป็นผู้ค้นคว้าหรือทดลองผ่านขบวนการวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นได้ลงความเห็นและหาบทสรุปเกี่ยวกับความรู้นั้น
    2. โลกทัศน์ของปรัชญา เป็นโลกทัศน์ที่ได้รับมาโดยผ่านขบวนการพิสูจน์ การค้นคว้าและความพยายามของสติปัญญา
    3. โลกทัศน์ของศาสนา เป็นโลกทัศน์ที่ได้รับมาโดยความศรัทธาที่มีต่อบรรดาศาสดาและเหล่าผู้นำ พร้อมกับการยอมรับคำสอนของท่านเหล่านั้น
    4. โลกทัศน์ของรหัสย เป็นโลกทัศน์ที่ได้รับมาโดยการตรัสรู้ หรือการเกิดขึ้นโดยตรงในจิตด้านใน
    บัดนี้ย่อมพบแล้วว่าปัญหาพื้นฐานของโลกทัศน์นั้นสามารถแก้ไขได้โดยแนวทางทั้งสี่ตามที่กล่าวมา และหลังจากนี้เป็นคราวของคำถามที่พิเศษยิ่งกว่าที่จะร่วมกันพิจารณาต่อไป
    ข้อท้วงติงและการวิเคราะห์
    การรู้จักโดยผัสสะหรือวิทยาศาสตร์นั้น จะเห็นว่าอยู่ในวงจรที่มีความจำกัด อยู่ที่การปรากฏเป็นรูปร่างทางธรรมชาติ ซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถรู้จักรากแห่งโลกทัศน์ และการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโลกทัศน์ได้เด็ดขาด เนื่องจากปัญหาเหล่านี้อยู่นอกระบบของวิทยาศาสตร์ ประกอบกับวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ก็ไม่เคยกล่าวในเชิงของการยอมรับหรือปฏิเสธปัญหาดังกล่าว เช่น วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าได้ด้วยการทดลอง หรือ (ขอพระองค์ทรงคุ้มครองให้ห่างไกล) ปฏิเสธการมีอยู่ของพระองค์อย่างสิ้นเชิง เพราะว่าวิชาการด้านวิทยาศาสตร์เป็นเพียงความรู้สึกในเชิงของผัสสะ มีขอบเขตของความรู้อยู่ในวงจำกัด ไม่สามารถพิสูจน์สิ่งที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติ (Supernatural) หรือสิ่งที่เป็นอุตรภาพได้
    ด้วยเหตุนี้ โลกทัศน์ของความรู้และวิทยาศาสตร์ (ตามนิยามที่กล่าวมา) เป็นเพียงภาพลวงตา มิสามารถพิสูจน์หรือเข้าใจโลกทัศน์แห่งพระเจ้าในความหมายที่ถูกต้องได้  อย่างมากก็รู้จักและเข้าใจเพียงโลกแห่งวัตถุเท่านั้น ซึ่งการรู้จักลักษณะนี้ไม่สามารถเป็นคำตอบให้แก่ประเด็นที่เป็นรากหลักของโลกทัศน์ได้แน่นอน
    แต่การรู้จักที่ได้รับมาโดยการปฏิบัติตาม ดังที่กล่าวไปแล้วว่าอยู่ในส่วนของสาขาสำรองที่วางอยู่บนพื้นฐานของหลักการ หรือหลักฐานที่พิสูจน์แล้วว่าเชื่อถือได้หมายถึง อันดับแรกศาสดาหรืออิมามต้องได้รับการพิสูจน์ก่อนแล้วว่าสภาวะการเป็นศาสดาของท่านถูกต้องและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งก่อนหน้านั้นการมีอยู่ของผู้ประทานสาส์นหมายถึงพระเจ้าต้องได้รับการพิสูจน์ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นที่ชัดเจนโดยหลักการว่าการมีอยู่ของผู้ประทานสาส์น และผู้ถือสาส์นไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยสาส์นที่มีอยู่ เช่น ไม่สามารถกล่าวได้ว่า เนื่องจากอัล-กุรอาน กล่าวว่ามีพระเจ้า ดังนั้น พระองค์จึงมี แต่หลังจากพิสูจน์แล้วว่ามีพระเจ้าอยู่จริง มีศาสดา และอัล-กุรอานคือความสัจจริง สามารถยอมรับหลักศรัทธาข้อปลีกย่อยอื่น ๆ ตลอดจนบทบัญญัติในการปฏิบัติด้วยการอ้างไปยังข่าวที่เป็นความสัจจริงนั้น หรือแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ดังนั้น ประเด็นที่เป็นรากหลักของศาสนาต้องได้รับการพิสูจน์ และคลี่คลายก่อนปัญหาอื่นใดทั้งหมด
    ด้วยเหตุนี้ วิธีของการปฏิบัติตาม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอันเป็นรากหลักของโลกทัศน์ได้เช่นกัน
    ส่วนแนวทางของรหัสยมีคำพูดมากมายที่จำเป็นต้องกล่าวถึง
    ประการแรก โลกทัศน์ คือ การรู้จักที่เกิดจากความเข้าใจของปัญญา แต่ในนัยของการรู้เองมิได้อยู่ในขอบข่ายของความเข้าใจด้วยปัญญา ดังนั้น การนำความเข้าใจลักษณะนี้สัมพันธ์ไปยังการรู้เอง เท่ากับเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
    ประการที่สอง การอธิบายคำว่าการรู้เอง ในกรอบของภาษาหรือความเข้าใจต้องอาศัยสติปัญญาที่มีความรอบรู้พิเศษ หรือมีประสบการณ์อันยาวนานในการขวนขวายเกี่ยวกับปรัชญา ถ้านอกเหนือจากนี้แล้วไม่อาจเป็นไปได้ ดังนั้น บุคคลที่ไม่มีความคุ้นเคยกับหลักการดังกล่าว ถ้านำเอาสำนวนคำพูด ความเข้าใจ หรือความคล้ายเหมือนในวิชาการเหล่านี้ไปใช้ อาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หลงทางก็เป็นได้
    ประการที่สาม มีหลายประเด็นเป็นความสัจจริงของการรู้เอง แต่กลับอธิบายในลักษณะของการจินตนาการและอรรถาธิบายด้วยสติปัญญาอันน้อยนิด ซึ่งแ