แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

    1. home

    2. article

    3. วิธีพิสูจน์มุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุด 

    วิธีพิสูจน์มุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุด 

    Rate this post

    มุจญฺตะฮิด ที่มีความรู้สูงสุด สามารถพิสูจน์ได้ ดังนี้
    1.  การรู้จักด้วยตัวเอง กรณีที่บุคคลนั้นเป็นผู้รู้ และสามารถแยกแยะระหว่างมุจญฺตะฮิดและผู้รู้ได้
    2. ด้วยการยืนยันของผู้รู้ที่อาดิล 2 ท่าน ซึ่งสามารถแบ่งแยกแยะระหว่างการวินิจฉัยกับความรู้สูงสุดได้ โดยมีข้อแม้ว่าผู้รู้ที่อาดิล 2 คน อื่นต้องไม่มีความเห็นที่ต่างไป
    *อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี เพียงแค่มั่นใจว่าบุคคลนั้นมีความรู้สูงสุด ถือว่าเพียงพอแล้ว (อิซติฟตาอาต เล่ม 1 หน้า 11)
    3. การมีชื่อเสียงอันเป็นประโยชน์ต่อความรู้ หมายถึง เป็นที่รู้กันในผู้รู้ถึงเรื่องการค้นคว้าและความรู้ของเขา
    แนวทางการรู้จักฟัตวา (คำวินิจฉัย) ของมุจญฺตะฮิด
    1. ได้ยินฟัตวาจากมุจญฺตะฮิด
    2.ได้ยินจากผู้มีความอาดิล 1 หรือ 2 คน
    3. ได้ยินจากผู้ที่เชื่อถือได้ในคำพูดของเขา 1 คน
    4. เห็นฟัตวาในหนังสือริซาละฮฺของมุจญฺตะฮิด[1]
    การเปลี่ยนตักลีด  (อุดูล) จากมุจญฺตะฮิดคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง
    1. อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่มิได้เป็นอะอฺลัม (ผู้ที่มีความรู้สูงสุด) ไปยังมุจญฺตะฮิดที่อะอฺลัม
    2. ไม่อนุญาต ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่อะอฺลัม ไปยังมุจญฺตะฮิดที่ไม่อะอฺลัม
    3.ไม่อนุญาต ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดท่านหนึ่งไปยังอีกท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้เท่าเทียมกัน* และไม่อนุญาต กรณีที่เคยปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดท่านนั้นมาก่อนแล้ว
    *อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฎวาญิบ ตราบที่มุจญฺตะฮิดที่ตนตักลีดยังมีชีวิตอยู่ ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนตักลีดไปยังท่านอื่น เว้นเสียแต่ว่าขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดไป (อิซติฟตาอาต หน้า 1 คำถามที่ 1 / 47)
    4. วาญิบ ต้องเปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่ขาดคุณสมบัติการเป็นมัรญิอฺ เช่น เสียสติ หรือความจำเสื่อมไปสู่มัรญิอฺที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์
    5. อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องเปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิด จนถึงขณะนั้นเป็นผู้มีความรู้สูงสุด ไปสู่มุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงกว่าในปัจจุบัน
    6. อนุญาต ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่ตักลีดอยู่ แต่ขณะนั้นถึงแก่กรรมแล้ว ไปยังมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิต ทว่าเป็นอิฮฺติยาฏมุซตะฮับ*
    *อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฏมุซตะฮับ ให้คงสภาพการตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมไปแล้วถ้าท่านมีความรู้สูงกว่ามุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
    7. อิฮฺติยาฏวาญิบ ไม่อนุญาต ให้เปลี่ยนตักลีดจากมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตไปยังมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมแล้ว ถึงแม้ว่าเคยตักลีดตามมุจญฺตะฮิดท่านนั้นอยู่ แต่หลังจากเสียชีวิตแล้วได้เปลี่ยนไปสู่มุจญฺตะฮิดที่มีชีวิต
    สองสามประเด็นสำคัญ
    1. อุดูล จากมุจญฺตะฮิดท่านหนึ่งไปยังอีกท่านหนึ่ง หมายถึง ปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดคนใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากมุจญฺตะฮิดคนเดิม
    2. กรณีที่มุจญฺตะฮิด ที่มีความรู้สูงสุดมิได้ออกฟัตวาในปัญหาข้อใดข้อหนึ่ง อนุญาตให้ผู้ตักลีดตามท่านปฏิบัติตามคำฟัตวาของมุจญฺตะฮิดท่านอื่นได้ และอิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ปฏิบัติตามมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงกว่ามุจญฺตะฮิดคนอื่น[2]
    3.  ถ้ามุจญฺตะฮิดเปลี่ยนแปลงฟัตวา ผู้ปฏิบัติตามต้องปฏิบัติตามฟัตวาใหม่ ไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามฟัตวาเดิม[3]
    4. ถ้าผู้ปฏิบัติตามสงสัยในการเปลี่ยนแปลงฟัตวา สามารถปฏิบัติฟัตวาเดิมจนกว่าจะแน่ใจ[4]
    5. ถ้าผู้ปฏิบัติตามสงสัยคุณสมบัติของมุจญฺตะฮิดที่ตนตักลีด เช่น สงสัยว่าอาดิลหรือไม่  กรณีที่ก่อนหน้านี้มีคุณสมบัตินั้นอยู่ แต่ปัจจุบันสงสัยว่าขาดคุณสมบัติดังกล่าวหรือไม่ ให้ถือว่ายังมีคุณสมบัติอยุ่ แต่ถ้าสงสัยว่ามีคุณสมบัตินั้นตั้งแต่แรกหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจสอบ[5]
    6. ต้องเรียนรู้เรื่องความสงสัยหรือการลืม ซึ่งโดยปกติเป็นความจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติตาม ถือว่าวาญิบ ยกเว้นกรณีที่มั่นใจว่าปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิดกับตน[6]
    7. ขณะนะมาซได้เกิดปัญหาขึ้น แต่ตนไม่รู้เงื่อนไขและไม่อาจแก้ไขได้ในตอนนั้น แต่ตั้งใจว่าหลังจากนะมาซจะถามถ้าขัดแย้งกับฟัตวาตนจะนมาซใหม่ ดังนั้น ให้นมาซต่อให้เสร็จ หลังจากนั้นถ้ารู้ว่าตนปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิด ถือว่าถูกต้อง ถ้ามิใช่เช่นนั้นต้องทำใหม่อีกครั้ง
    หน้าที่ของบุคคลที่ปฏิบัติโดยปราศจากการตักลีดหรือตักลีดไม่ถูกต้อง
    1. บุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการตักลีดในระยะเวลาหนึ่ง กรณีที่มั่นใจว่า
    – ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อันแท้จริงของตนแล้ว
    – หรือสิ่งที่ปฏิบัติตรงกับฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่ตนต้องตักลีดตาม
    – หรือตรงกับฟัตวาของมุจญฺตะฮิดซึ่งปัจจุบัจต้องตักลีดตาม
    – หรือการปฏิบัติของตนใกล้เคียงกับหลักอิฮฺติยาฏ ดังนั้น สิ่งที่กระทำผ่านมาถือว่าถูกต้อง[7]
    2. ถ้าระยะเวลาหนึ่งตักลีดตามมุจญฺตะฮิดที่ไม่มีเงื่อนไขสมบูรณ์ เหมือนกับผู้ที่ไม่เคยตักลีดมาก่อนเลย[8]
    3. ถ้ามุกัลลัฟเข้าใจว่าระยะเวลาหนึ่งตนปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการตักลีด  และไม่รู้ว่านานแค่ไหน แต่รู้ว่าที่ผ่านมาได้กระทำอย่างไร ตามเงื่อนไขที่กล่าวมาในข้อหนึ่ง สิ่งที่เคยปฏิบัติผ่านมาถือว่าถูกต้อง มิเช่นนั้นจำนวนที่มั่นใจว่านานแค่ไหนถือว่าบาฎิล และต้องชดเชยใหม่[9]
    4. ถ้าสงสัยความถูกต้องการตักลีดที่ผ่านมา ให้ถือว่าถูกต้อง[10]
    5. การบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติผ่านพ้นไปแล้ว แต่สงสัยสิ่งที่กระทำผ่านมาว่ากระทำบนการตักลีดที่ถูกต้องหรือไม่ ให้ถือว่าถูกต้อง[11]
    6. ถ้าคงสภาพการตักลีดกับผู้ตายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิต เหมือนกับผู้ปฎิบัติหน้าที่โดยปราศจากการตักลีด[12]
    หลักการอิฮฺติยาฏ
    การอิฮฺติยาฏ ในความหมายของนักปราชญ์ หมายถึง การปฏิบัติหน้าที่โดยมั่นใจว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว
    1. การปฏิบัติหน้าที่ โดยการอิฮฺติยาฏ อนุญาต สำหรับทุกคนทั้งมุจญฺตะฮิดและมิใช่มุจญฺตะฮิด แต่ต้องเข้าใจประเด็นที่จะอิฮฺติยาฏ ซึ่งมีส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้จักเนื่องจากการรู้จักประเด็นเป็นเรื่องยุ่งยากมาก จำเป็นต้องมีข้อมูลสมบูรณ์เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ [13]
    2. การปฏิบัติหน้าที่ โดยการอิฮฺติยาฏ บางครั้งเป็นเหตุให้ทำซ้ำและบางครั้งก็ไม่ใช่[14]
    ตัวอย่างที่หนึ่ง ผู้ที่ไม่รู้ว่าต้องนะมาซเต็มหรือนะมาซย่อ ถ้าต้องการปฏิบัติโดยการอิฮฺติยาฏ จำเป็นต้องนะมาซทั้งเต็มและย่อ
    ตัวอย่างที่สอง ผู้ที่ไม่รู้ว่าอะซาน และอิกอมะฮฺ เป็นวาญิบหรือมุซตะฮับ ถ้าต้องการปฏิบัติโดยการอิฮฺติยาฏ ต้องอะซานและอิกอมะฮฺ
    3. ถ้าผู้ปฏิบัติ รู้ว่าการกระทำนั้นไม่ฮะรอม แต่ไม่รู้ว่าเป็นวาญิบ หรือมุซตะฮับ หรือมักรูฮฺ หรือมุบาฮฺ สามารถปฏิบัติได้โดยเนียตเพื่อผลบุญ [15] เนื่องจากการกระทำนั้นคาดว่ามีการยอมรับร่วมอยู่ด้วย
    4. ถ้าผู้ปฏิบัติ รู้ว่าการกระทำนั้นไม่ฮะรอม แต่ไม่รู้ว่าเป็นวาญิบ หรือมุซตะฮับ หรือมักรูฮฺ หรือมุบาฮฺ สามารถละเว้นไม่ปฏิบัติได้ เนื่องจากการกระทำนั้นมีความโกรธกริ้วแฝงอยู่ด้วย[16]
    5. ความแตกต่างระหว่าง อิฮฺติยาฏวาญิบกับอิฮฺติยาฏมุซตะฮับ[17]
    อิฮฺติยาฏ หมายถึงข้อพึงระวัง   และทั้งหมดที่กล่าวในหนังสือริซาละฮฺทั้งหลาย อาจเป็นวาญิบหรือมุซตะฮับ แต่ทั้งสองมีความแตกต่างกันใน 2 ลักษณะ กล่าวคือ การรู้จักและการจำแนกว่าอิฮฺติยาฏมาจากส่วนใด และอีกส่วนหนึ่ง คือ การปฏิบัติ หมายถึงหน้าที่ของผู้ปฏิบัติเกี่ยวกับทั้งสองคืออะไร
    ความแตกต่างแรก อิฮฺติยาฏวาญิบ หมายถึง การอิฮฺติยาฏที่ปราศจากฟัตวาก่อนหน้านั้น ส่วนอิฮฺติยาฏมุซตะฮับ คือ การอิฮฺติยาฏที่มาพร้อมกับฟัตวา
    ถ้าปัญหาดังกล่าวมุจญฺตะฮิดออกฟัตวาและสำทับให้อิฮฺติยาฏด้วย อิฮฺติยาฏประเภทนี้เป็นมุซตะฮับ ถ้ามุจญฺตะฮิด มิได้ออกฟัตวา แต่ให้อิฮฺติยาฏตั้งแต่แรก อิฮฺติยาฏประเภทนี้เป็นวาญิบ หรือเรียกอีกอย่างว่า อิฮฺติยาฏมุฏลัก
    ตัวอย่าง อิฮฺติยาฏมุซตะฮับ เช่น ฆุซลฺอิรติมาซียฺ ถ้าเนียตทำฆุซลฺอิรติมาซียฺ แต่ค่อย ๆ ดำน้ำไปที่ละน้อยจนกระทั่งร่างกายทั้งหมดอยู่ใต้น้ำ ถือว่าฆุซลฺถูกต้อง ซึ่งการอิฮฺยาฏคือ ให้ดำน้ำเพียงครั้งเดียว[18]
    ตัวอย่างอิฮฺติยาฏวาญิบ เช่น สามารถใช้สิ่งที่เปื้อนนะญิซปกปิดอวัยวะได้ แต่ต้องไม่ใส่นะมาซ[19]
    ความแตกต่างที่สอง        อิฮฺติยาฏมุซตะฮับ ผู้ปฏิบัติต้องทำตามอิฮฺติยาฏนั้นหรือทำตามฟัตวา ในปัญหาดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดท่านอื่นได้
    ส่วนอิฮฺติยาฏวาญิบ ผู้ปฏิบัติสามารถทำตามอิฮฺติยาฏหรือปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดท่านอื่นได้

    [1] ตะรีรุลอัลวะซีละฮฺ เล่ม 1 หน้า 8 ข้อที่ 21
    [2] ตะรีรุล อัลวะซาอิล เล่ม 1 หน้า 7 ข้อที่ 11
    [3] อัลอุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 หน้า 12 ข้อที่ 31
    [4] อ้างแล้ว หน้า 13 ข้อที่ 39
    [5] อ้างแล้ว หน้า 14 ข้อที่ 32
    [6] ตะรีรุล อัลวะซาอิล เล่ม 1 หน้า 9  ข้อที่ 23
    [7] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 14
    [8] อัลอุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 หน้า 10 ข้อที่ 25
    [9] อ้างแล้ว หน้า 14 ข้อที่ 40
    [10] อ้างแล้ว หน้า 14 ข้อที่ 41
    [11] อ้างแล้ว ข้อที่ 45
    [12] อ้างแล้ว หน้า 17 ข้อที่ 52
    [13] ตะรีรุล อัลวะซีละฮฺ เล่ม 1 หน้า 5 / อัลอุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 หน้า 3 ข้อที่ 2
    [14] อัลฟัตวา อัลวาฎิฮฺ เล่ม 1 หน้า 118
    [15] อัลอุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 หน้า 11 ข้อที่ 30
    [16] อ้างแล้ว
    [17] อ้างแล้ว หน้า 23 ข้อที่ 64
    [18] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 367
    [19] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 867