แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. กฎของ Lavoisier (ลาโวซิเออ) และกฎแห่งการสร้างสรรค์

กฎของ Lavoisier (ลาโวซิเออ) และกฎแห่งการสร้างสรรค์

เราทุกคนต่างรู้จักเปลวไฟและเคยเห็นมันมาแล้ว ในปัจจุบันนี้เราต่างทราบดีว่าเปลวไฟเกิดขึ้นมาจากการรวมตัวกันระหว่างแก๊สกับออกซิเจนในอากาศ แต่นักเคมีบางส่วนในอดีตเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็นอยู่ในถ่านไฟหรือน้ำมัน เมื่อเกิดการเผาไหม้ สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นจะแยกตัวออกมาในรูปของเปลวเพลิง พวกเขาเรียกสิ่งดังกล่าวด้วยชื่อต่างๆ อาทิเช่น ซัลเฟอร์
ทฤษฎีนี้มีผู้สนับสนุนและเห็นด้วยมากขึ้นเป็นลำดับ นักวิชาการจำนวนมากให้การยอมรับทฤษฎีนี้และเรียกชื่อสารที่มองไม่เห็นนั้นว่า “Phlogiston”(โฟลจิสทัน)
Stahl (ค.ศ. ๑๖๖๐-๑๗๓๔) นักเคมีและนักชีววิทยาชาวเยอรมันกล่าวว่า สาร Phlogiston (โฟลจิสทัน) ซึ่งเป็นแก่นและหัวใจของไฟนั้นมีอยู่ในสารที่เป็นเชื้อเพลิงและจะแยกตัวออกมาจากเชื้อเพลิงเหล่านั้นเมื่อมีการเผาไหม้ในรูปของเปลวเพลิง เขายังได้อธิบายอีกว่า สาเหตุที่ไม้ ถ่าน และน้ำมันติดไฟเร็วมากนั้น เนื่องจากสิ่งต่างๆดังกล่าวมีสาร Phlogiston (โฟลจิสทัน) อยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนในโลหะนั้นมีอยู่น้อยกว่า
Stahl และผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้เชื่อว่าเมื่อเราเผาเหล็กด้วยความร้อน สาร Phlogiston (โฟลจิสทัน) จะแยกตัวออกมาและส่วนประกอบอื่นๆจะเหลือตกค้างอยู่ในรูปของสนิม
พวกเขาได้พูดถึงกำมะถัน (ซัลเฟอร์) ว่า หากเราเผากำมะถัน สาร Phlogiston (โฟลจิสทัน) จะแยกตัวออกมาและแก๊สไร้สีซึ่งที่จริงแล้วก็คือกำมะถันที่ปราศจากสาร Phlogiston จะคงค้างอยู่
Rouelle (ค.ศ. ๑๗๐๓-๑๗๗๐) นักเคมีผู้เรืองนามชาวปารีสและเป็นครูของ Lavoisier ก็เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้เช่นกัน อีกทั้งยังได้ใช้ความพยายามอย่างสูงในการพิสูจน์ความถูกต้องของทฤษฎีดังกล่าว
Lavoisier (ลาโวซิเออ) (ค.ศ. ๑๗๔๓-๑๗๙๔) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมกันวางรากฐานวิชาเคมีสมัยใหม่ ได้ทำการศึกษาวิจัยคำพูดของครูของตน (Rouelle) และของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตอย่างละเอียด เขาพบว่าการเชื่อในการมีอยู่ของสาร Phlogiston นั้นไร้แก่นสารโดยสิ้นเชิง
ในปี ๑๗๗๒ เขาได้เผาตะกั่วชิ้นหนึ่งโดยใช้แสงอาทิตย์ส่องผ่านเลนส์นูน และพบว่าน้ำหนักของตะกั่วเพิ่มขึ้น เขากล่าวกับตัวเองว่าอากาศส่วนหนึ่งได้ผสมกับโลหะและทำให้น้ำหนักของมันเพิ่มขึ้น หากมีสาร Phlogiston อยู่จริง น้ำหนักของโลหะจะต้องลดลง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยกเลิกทฤษฎี Phlogiston เสีย
เขาได้กล่าวยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีของตนอีกว่า หากเราให้ความร้อนแก่ตะกั่วที่เผาไหม้แล้ว มันจะปล่อยอากาศที่ถูกดูดซึมไว้ออกมาและจะเปลี่ยนเป็นตะกั่วอีกครั้งหนึ่ง
ในปี ๑๗๗๖ เขาได้ทำการทดลองโดยวางตะเกียงไว้ใต้ภาชนะที่ใส่ปรอทไว้เต็มนานติดต่อกัน ๑๒ วัน ผลปรากฏว่าเกิดเปลือกบางๆสีแดงปกคลุมทั่วพื้นผิวของปรอท
Lavoisier (ลาโวซิเออ) พบว่าอากาศภายในภาชนะดังกล่าวไม่สามารถใช้หายใจได้ เขาได้สันนิษฐานว่าอากาศส่วนหนึ่งภายในภาชนะจะต้องผสมกับตะกั่วอย่างแน่นอนซึ่งทำให้เกิดเปลือกสีแดงนั้นขึ้นมา และเพื่อเป็นการยืนยันความถูกต้องของการสันนิษฐานดังกล่าวเขาได้แยกเปลือกบางๆสีแดงนั้นออกมาและให้ความร้อนแก่มัน เขาพบว่ามีแก๊สชนิดหนึ่งออกมาจากเปลือกสีแดงนั้นซึ่งสามารถใช้หายใจได้ และในที่สุดเขาจึงได้ข้อสรุปว่าเมื่อปรอทเผาไหม้นั้นไม่มีสิ่งใดแยกตัวออกมาจากมันแต่อย่างใด แต่ทว่าแก๊สชนิดหนึ่งในอากาศจะรวมตัวเข้ากับปรอทและผลิตออกไซด์ของปรอทออกมา เขาได้เรียกแก๊สนี้ว่า “ออกซิเจน”
Lavoisier (ลาโวซิเออ) ได้แสดงทัศนะอย่างเปิดเผยว่าเรื่อง Phlogiston ไม่มีข้อเท็จจริงแต่ประการใด และในระหว่างการเกิดปฏิกิริยาเคมีหนึ่งๆนั้นมวลรวมของสสารในปฏิกิริยาดังกล่าวจะเท่ากับน้ำหนักของสารที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานั้นๆเสมอ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า “ไม่มีสิ่งใดสลายไปและไม่สิ่งใดเพิ่มขึ้น”
ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎี Phlogiston จึงเสื่อมความนิยมไปในที่สุด และในปัจจุบันนี้เราต่างทราบดีว่าเปลวไฟนั้นเกิดจากการรวมตัวกันของไฟหรือเชื้อเพลิงกับออซิเจน มิใช่เกิดจากการแยกตัวออกมาของสารชนิดหนึ่งที่มองไม่เห็นในรูปของเปลวไฟแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ความเป็นมาของทฤษฎี Phlogiston และทฤษฎีของ Lavoisier (ลาโวซิเออ) ได้สร้างความกระจ่างชัดว่าจุดประสงค์ของ Lavoisier (ลาโวซิเออ) จากคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดสลายไปและไม่มีสิ่งใดเพิ่มขึ้น” นั้น เฉพาะในการเกิดปฏิกิริยาเคมีเท่านั้นและไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับรากฐานของการเกิดสรรพสิ่งต่างๆและการสร้างสรรค์ซึ่งถือเป็นประเด็นในทางปรัชญา
แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าบางคนคาดเดาว่า Lavoisier (ลาโวซิเออ) ต้องการพูดถึงประเด็นในทางปรัชญา ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า เรื่องของการสร้างสรรค์นั้นเข้ากันไม่ได้กับกฎของ Lavoisier (ลาโวซิเออ) เนื่องจากเขากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือสูญสลาย จึงเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีสิ่งหนึ่งถูกสร้างขึ้นมา?
หากเราศึกษาประวัติความเป็นมาของทฤษฎี Phlogiston และกฎของ Lavoisier อย่างถี่ถ้วนแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทัศนะของเขาจำกัดอยู่เฉพาะกรณีของปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นอยู่ในโลกปัจจุบันเท่านั้น กล่าวคือ โลกปัจจุบันอยู่ในสภาพที่ไม่มีสิ่งใดสูญสลายไปหรือเพิ่มเติมขึ้น ส่วนกรณีที่ว่าโลกถูกสร้างขึ้นมาหรือมีสภาพเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มแรกนั้น ถือเป็นประเด็นในทางปรัชญาซึ่งกฎของ Lavoisier (ลาโวซิเออ) ไม่ได้พูดถึงประเด็นดังกล่าวแต่ประการใด ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกจึงไม่มีความขัดแย้งใดๆกับกฎของ Lavoisier (ลาโวซิเออ)
ด้วยเหตุนี้ ในการศึกษาถึงทฤษฎีต่างๆในทางวิชาการและทัศนะของนักวิชาการนั้น จำต้องศึกษาและพิจารณาเนื้อหาของทฤษฎีและคำกล่าวของพวกเขาให้ละเอียดลึกซึ่งยิ่งขึ้น อีกทั้งต้องศึกษาหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ไว้วางใจได้เพื่อความชัดเจนของข้อเท็จจริง ทั้งนี้เนื่องจากความสะเพร่าอาจจะสร้างความคลุมเครือให้เกิดขึ้นกับหลักการศรัทธาได้
นอกจากนี้ เราจะต้องไม่ด่วนยอมรับทฤษฎีหนึ่งๆและถือว่ามันเป็นเสมือนข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วในทางวิชาการ เพราะทฤษฎีมากมายที่ได้รับการยอมรับโดยนักวิชาการเป็นเวลาหลายศตวรรษ แต่กลายเป็นโมฆะไปในชั่วพริบตาโดยไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆไว้เลย ตัวอย่างของทฤษฎีดังกล่าวได้แก่เรื่อง Phlogiston ข้างต้น หรือแม้กระทั่งกฎของ Lavoisier ก็ตาม ปัจจุบันนี้ก็มิได้คงรูปแบบเดิม (หลักการคงที่ของสสาร) ไว้ แต่ได้กลายเป็น “กฎการคงที่ของสสารและพลังงาน” กล่าวคือ หากเรารวมออกซิเจน ๘ กรัม เข้ากับไฮโดรเจน ๑ กรัม จะต้องกลายเป็นน้ำ ๙ กรัมตามกฎของ Lavoisier ในขณะที่ปัจจุบันนี้ด้วยกับการคำนวณอย่างละเอียดพบว่ามวลสารเล็กน้อยได้เปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน และน้ำหนักของน้ำที่ได้จากปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวจะต่ำกว่า ๙ กรัมเล็กน้อย