แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. การกำเนิดแนวคิดด้านเทววิทยาตรงข้ามกับมุอฺตะซิละฮฺ

การกำเนิดแนวคิดด้านเทววิทยาตรงข้ามกับมุอฺตะซิละฮฺ

การปกป้องมุมมองของซุนนะตียฺ ดีนียฺ โดยอาศัยสื่ออิสระ หมายถึง การพิสูจน์ด้วยคำพูด ปฏิกิริยาเมื่ออยู่ต่อหน้ามุอฺตะซิละฮฺ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วรู้สึกว่าการปกป้องด้วยวิธีการของสติปัญญาจากมุมมองดังกล่าว เมื่อเผชิญหน้ากับมุอฺตะซิละฮฺถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ความรู้สึกที่จะยืนหยัดด้านความคิดได้เกิดขึ้นทั่วโลกอิสลาม เพียงแต่ว่าต้องอาศัยเวลาที่จะให้แนวความคิดนี้ประทุขึ้นมาเพื่อก่อร่างสร้างตัว แนวคิดต่างๆ ในช่วงที่แนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺกำลังเติบโต ซึ่งบรรยากาศในตอนนั้นได้เป็นปัจจัยช่วยเหลือให้แนวคิดเทววิทยาทั้ง 3 แนวคิด ได้ประเกิดขึ้นใน 3 มุมแห่งโลกอิสลาม ซึ่งทั้งสามนั้นมีทัศนะใกล้เคียงกันและเกิดในยุคเดียวกัน กล่าวคือ ประมาณต้นฮิจญฺเราะฮฺศตรวรรษที่ 4 ในอิยิปต์ ได้เกิดสำนักคิด เฏาะฮาวียฺ ในอีรักเกิดสำนักคิด อัชอะรียฺ ส่วนในเมื่องซามาร์คันด์[1] ได้เกิดสำนักคิด มาตุรีดียฺ
แนวคิดของอัชอะรียฺนั้นมีความผูกพันกับสำนักฟิกฮฺของชาฟิอียฺอย่างมาก และแนวคิดของอะฮฺมัด ฮันบัลนั้นมีอิทธิพลกับเขาพวกสมควร ส่วนแนวคิดของเฏาะฮาวียฺ และมาตุรีดียฺ นั้นจะผูกพันอยู่กับสำนักฟิกฮฺของ อบูฮะนีฟะฮฺเป็นส่วนใหญ่ เฏาะฮาวียฺ และมาตุรีดียฺ ทั้งสองเป็นฮะนะฟียฺ จึงไม่ค่อยเห็นทั้งสองโจมตีมุอฺตะซะละฮฺหนักเหมือนกับที่อัชอะรียฺ ได้โจมตี แต่ถ้าพิจารณาในแนวคิดเทววิทยาจะเห็นว่า อัชอะรียฺ มีความสำคัญมากกว่าทั้งสองสำนักคิด เนื่องจากอัชอะรียฺได้ถูกชุบเลี้ยงความคิดมาจาก สำนักคิด ญุบัยอียฺ ในตอนแรกถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ซื่อสัตย์ต่อแนวความเชื่อของมุอฺตะซิชะละฮฺเป็นอย่างดี แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ว่าคืออะไร เขาได้เปลี่ยนแปลงทัศนะตัวเอง ซึ่งไม่ว่าแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺจะสามารถตอบคำคาใจที่เกิกับเขาได้หรือไม่ก็ตาม หรือว่าวิชาการของเขาได้ล้ำหน้าแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺไปแล้ว และเขาได้ยึดถือแนวคิดใหม่ซึ่งมีความขัดแย้งกับแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ แต่เข้ากันได้กับอัล-กุรอาน ซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และแนวคิดของสะละฟียฺ ซึ่งต่อมาโดยส่วนตัวเขาถือว่า สำนักคิดมุอฺตะซิละฮฺบิดอะฮฺ หรือเป็นปรปักษ์กับแนวคิดอุซูล (หลักความเชื่อ) ของมุอตะซิละฮฺ เขาได้ทิ้งทัศนะทั้งหมดของมุอฺตะซิละฮฺที่เกี่ยวกับเจตนารมณ์เสรี กุรอานเป็นสิ่งใหม่ ความเข้าใจเกี่ยวกับความยุติธรรมของพระเจ้า อำนาจแห่งสติปัญญาของมนุษย์ และความดีและความชั่วที่เป็นตัวตน ตลอดจนฐานะภาพระหว่างฐานะภาพทั้งสอง ซึ่งเขาได้แสดงทัศนะส่วนตัวที่ขัดแย้งกับทัศนะของมุอฺตะซิละฮฺโดยสิ้นเชิง แม้แต่ในเรื่องเตาฮีด (ความเป็นเอกะของพระเจ้า) ที่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ เขาปฏิเสธและถือว่า คุณดั้งเดิมไม่ใช่สิ่งจำเป็น
อัชอะรียฺได้อธิบายทัศนะของตนเองโดยปฏิเสธทัศนะของมุอฺตะซิละฮฺ ซึ่งในเริ่องซิฟัต (คุณลักษณะ) ถือว่าคุณลักษณะ 7 ประการเป็นคุณลักษณะมีอยู่จริงในพระเจ้า เช่น ชีวิต ความรู้ อำนาจ ความประสงค์ การได้ยิน การมองเห็น และการสนทนา แต่ในเบื้องต้นคุณลักษณะประเภท มือ เท้า และใบหน้าเขาได้พยายามที่จะตีความเพื่อความเข้าใจ ในขั้นต่อมาเขาได้มีการพัฒนาการด้านความคิด ซึ่งช่วงหนึ่งแนวคิดของเขาสอดคล้องและเข้ากันได้กับแนวคิดของฮันบะลียฺ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเขาได้ยอมรับแนวคิดของ ฮันบะลียฺ นั่นเอง ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติมอีก ทว่าพวกเขาต่างยอมรับเรื่องการไม่มีปริมาณและความคล้ายเหมือน เพื่อว่าจะได้ปฏิเสธความคล้ายเหมือนและการมีเรือนร่างของพระเจ้า อัชอะรียฺ ขณะที่เขายอมรับคุณลักษณะ เช่น มือ และใบหน้าของพระเจ้า เขายังยอมรับว่าอาตมันของพระเจ้านั้นมีตัวตนอยู่ในทุกส่วน  แต่อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยหลีกเลี่ยงความไม่เข้าใจของตนเกี่ยวกับแก่นแท้ของซิฟัตเหล่านี้เลย หลังจากอัชอะรียฺจากไปแล้ว กลุ่มบุคคลที่เชื่อถือและปฏิบัติตามเขาในเรื่อง เตาฮีด และซิฟัตได้กลับไปยึดถือทัศนะมุอฺตะซิละฮฺ เหมือนเดิม และพวกเขาเชื่อว่าบรรดาคุณลักษณะเหล่านี้มีความหมายอื่น
อัชอะรียฺ เชื่อว่าซิฟัตของพระเจ้านั้น มีความเป็นนิรันดรและคงอยู่กับอาตมัน (ซาต) ของพระองค์ตลอดไป โดยปราศจากการอธิบายว่าซาตและซิฟัตนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน หรือไม่ใช่สิ่งเดียวกัน นอกจากนั้นแล้วอัชอะรียฺยังเชื่ออีกว่าซิฟัตอะซะลียฺ (คุณลักษณะที่มีตลอดกาล) เช่น ความรู้ การได้ยิน การสนทนา นั้นหมายถึงพระองค์ทรงรอบรู้ ทรงได้ยิน และทรงสนทนา ขณะที่อัล-กุรอานเองกล่าวว่า คำพูดของพระเจ้านั้นเก่าแก่ดั้งเดิม ส่วนทัศนะของอัชอะรียฺเชื่อทุกคุณลักษณะของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น อำนาจของพระองค์ คำพูดของพระองค์ ความประสงค์ของพระองค์ ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งสิ้น เกี่ยวกับคุณลักษณะที่ว่าด้วยเรื่องการกำหนด อัชอะรียฺ เชื่อว่าเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์มีความแตกต่างกับอำนาจสมบูรณ์ของพระเจ้า ดังนั้น จึงไม่ถูกต้องที่จะกล่าวว่า พระเจ้าทรงสร้างอำนาจและเจตนารมณ์เสรีมาพร้อมกันในตัวมนุษย์ ตามความเป็นจริงแล้วทัศนะของอัชอะรียฺต้องการอธิบายในส่วนหนึ่งสำหรับความรู้สึกที่ว่า มนุษย์มีเจตนารมณ์เสรี มิได้มีเจตนาเหมือนกับคำพูดของบางคน ที่พยายามจะให้เห็นความแตกต่างและสร้างความเห็นชอบระหว่าง 2 ทัศนะที่ขัดแย้งกันระหว่างการบีบบังคับกับการปล่อยอิสระ
อัชอะรียฺ นั้นยอมรับเรื่อง มนุษย์ไม่มีหน้าที่ปฏิบัติในสิ่งที่ตนไร้ความสามารถ หมายถึงบุคคลไม่มีอำนาจในการกระทำการหนึ่งจริง เขาจึงไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ แน่นอน คำกล่าวของเขาย่อมเปิดทางให้กลุ่มชนที่มีความเห็นขัดแย้งกับเขาโจมตี แต่ต่อมาภายหลังนักวิชาการฝ่ายอัชอะรียฺ ได้พยายามเติมเต็มช่องว่างนั้นเพื่อให้เกิดความสมดุล ในทัศนะของอัชอะรียฺ ความดีและความชั่ว เป็น 2 คุณลักษณะที่อยู่เบื้องหลังการงานของมนุษย์  ในฐานะที่มีอยู่จึงไม่ใช่ทั้งความชั่วและความดี การกำหนดว่างานนั้นดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับ ชัรอฺ ถ้าหากชัรอฺ กำหนดว่าสิ่งนั้นเป็นความดีซึ่งสิ่งที่ตรงข้ามกับมันคือความชั่ว ดังนั้น สติปัญญาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่สามารถปฏิบัติตามชัรอฺได้
สำนักคิดอัชอะรียฺ ได้เติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นที่ยอมรับของนักคิดนักอ่านในหลายชั้นด้วยกัน ซึ่งจุดประสงค์ต้องการจะอธิบายให้เห็นถึงแบบฉบับของชัรอฺคือ การมีอยู่ของสติปัญญา แต่หลังจากที่แนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ ได้สิ้นสุดลง สำนักคิดของอัชอะรียฺ ก็ได้เติบโตสุดตัว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่แนวคิดต่างๆ ได้เจริญรุ่งเรือง)
แต่อย่างไรก็ตามหลังจากการบุกโจมตีของพวกมองโกล สำนักคิดเทววิทยาทั้งสองได้สูญสิ้นสถานภาพของตนไป จนกระทั้งฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 10 ก็ไม่มีนักคิดหรือนักวิชาการคนใดกล่าวอ้างว่าตนมาจากสำนักคิดทั้งสอง แม้ว่าในตอนนั้นแนวคิดของอัชอะรียฺยังคงหลงเหลืออยู่บ้างก็ตาม ถ้าหากจะเปรียบเทียบแล้วก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า สำนักคิด มาตุรีดียฺ ในปลายศตวรรษหลังได้กำเนิดขึ้นมาและได้รับการยอมรับอย่างมากในประเทศแถบเมโสโปเตเมีย
แนวคิดการคิดของสำนักคิด มาตุรีดียฺ คล้ายกันมากกับแนวคิดของอัชอะรียฺ ซึ่งแถบจะมองไม่เห็นความแตกต่างเสียด้วยซ้ำไป แต่ความแตกต่างบางส่วนบางครั้งก็จริงจัง และนำไปสู่การแปลกแยกแท้จริง ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญของความแตกต่างก็คือ การพาดพิงเรื่องเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์ในทัศนะของ มาตุรีดียฺ ขณะที่เขาเชื่อว่าพระประสงค์ของพระเจ้าคือ แหล่งกำเนิดของการกระทำทั้งหลาย หมายถึงนอกจากจะมีเจตนารมณ์เสรีแล้วยังมีการกำหนดสภาวะของพระเจ้าอยู่ด้วย ตาตุรีดียฺ กล่าวหาว่าอัชอะรียฺนั้นมีความเชื่อเรื่องการบังคับ ซึ่งมาตุรีดียฺนั้นเชื่อว่า การงานเป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าเป็นเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน ซึ่งทั้งรางวัลตอบแทนและการลงโทษต่างขึ้นอยู่กับทั้งสอง หลังจากอัชอะรียฺจากไปแล้วบรรดาผู้เชื่อฟังปฏิบัติตามเขาบางกล่มก็เปลี่ยนใจเหมือนกัน ดังเช่น ท่านอิมามฮะเราะมัยนฺ ญุวัยนียฺ ปฏิเสธเรื่องพลังอำนาจของมนุษย์ และปฏิเสธเรื่องผลลัพธ์ของมัน ขณะที่อัชอะรียฺ มีความเชือต่อเรื่องดังกล่าว โดยเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีอำนาจ แต่แหล่งที่มาของอำนาจนั้นมาจากอัลลอฮฺ
ตามความเชื่อของมาตุรีดียฺ ความสามารถคือ อำนาจในการกระทำดังนั้นในเวลาเดียวกัน การหน้าที่ๆ เกินความสามารถจึงเป็นไปไม่ได้ ความศรัทธา (อีมาน) คือการยอมรับและการสารภาพ อีมานและอิสลามทั้งสองคือ การรู้จักพระเจ้า แต่อิสลามนั้นครอบคลุมมากกว่าอีมาน มาตุรีดียฺ นั้นเหมือนกับอัชอะรียฺ กล่าวคือ หลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) บุคคลที่ประเสริฐสุดคือ ท่านอบูบักรฺจนถึงท่านอะลี (อ.) ซึ่งในทัศนะของพวกเขาบรรดาคุละฟาอฺ (ตัวแทน) ของท่านเราะซูลก็มีเฉพาะ 4 ท่านเท่านั้น และหลังจาก 4 ท่านแล้วก็เป็นหน้าที่ของ ซุลต่าน หมายถึงนอกจาก 4 ท่านแล้วที่เหลือไม่สมควรนับว่าเป็นเคาะลิฟะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

—————————————————————————–
[1] ซามาร์คันด์  เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในเอเชียกลาง ตั้งอยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน เป็นโอเอซิสซึ่งได้รับน้ำมาจากคลองที่ขุดมาจากแม่น้ำซารัฟชาน ชื่อเดิมของเมืองซามาร์คันด์ คือ เมืองมาระกันดะ เมื่อปี 329 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนียเสด็จผ่านเมืองนี้เพื่อที่จะเดินทางไปอินเดีย จึงได้ยึดเอาไว้ ต่อจากนั้น พวกเติร์ก พวกอาหรับ และพวกเปอร์เซียก็เข้าปกครองเมืองนี้ต่อ ๆ กันมา เมืองซามาร์คันด์แห่งนี้เจริญรุ่งเรืองสูงสุดในยุคกลาง และในปี พ.ศ. 1758 (ค.ศ. 1215) เจงกิสข่านแผ่อาณาจักรเข้าควบคุมเส้นทางสายไหม แล้วได้ยึดซามาร์คันด์ในปี พ.ศ. 1764 (ค.ศ. 1221) อีก 100 ปีต่อมา เมืองนี้ก็เหลือแต่ซาก