แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. การนำเสนอของอัลกุรอาน

การนำเสนอของอัลกุรอาน

5) อัล-กุรอานมีมิติด้านในและด้านนอก
อัลลอฮฺ (ซบ.) ผู้ทรงสูงส่งตรัสว่า
وَاعْبُدُواْ اللّهَ وَلاَ تُشْرِكُواْ بِهِ شَيْئًا
“จงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงอย่าตั้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นเป็นภาคีกับพระองค์” (อัน-นิซาอฺ/36)
ความหมายภายนอกตามตัวอักษรของโองการนี้ คือการห้ามเคารพรูปปั้นบูชาโดยทั่วไป ดังที่พระองค์ตรัสอีกว่า
فَاجْتَنِبُوا الرِّجْسَ مِنَ الْأَوْثَانِ وَاجْتَنِبُوا قَوْلَ الزُّورِ
“ดังนั้น สูเจ้าจงออกห่างจากความโสมม อันหมายถึงเจว็ดทั้งหลาย และจงออกห่าง จากการกล่าวคำเท็จ”(อัล-ฮัจญ์ 30)
ถ้าหากพิจารณาใคร่ครวญอย่างละเอียดเราจะพบว่า การเคารพรูปปั้นบูชาเป็นสิ่งที่ต้องห้าม เนื่องจากถือเป็นการยอมจำนนต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ (ซบ.) และรูปนั้นมิได้จำกัดอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเป็นการเฉพาะ ดังที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงถือการเชื่อฟังชัยฏอนเป็นการเคารพภักดี ดังที่พระองค์ตรัสว่า
لَمْ أَعْهَدْ إِلَيْكُمْ يَا بَنِي آدَمَ أَن لَّا تَعْبُدُوا الشَّيْطَانَ إِنَّهُ لَكُمْ عَدُوٌّ مُّبِينٌ
“ข้ามิได้บัญชาแก่พวกเจ้าดอกหรือ โอ้ ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย ว่าพวกเจ้าอย่าได้สักการะบูชาชัยฏอน แท้จริงมันนั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเจ้า” (ยาซีน/60)
ถ้าหากพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่งเราจะพบว่า การเคารพภักดีนั้นไม่มีความแตกต่างกัน ระหว่างตัวเองกับบุคคลอื่น การที่มนุษย์จะต้องไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามอารมณ์ปรารถนาของบุคคลอื่น เขาก็จะต้องไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามอารมณ์ปรารถนาของตน โดยนำสิ่งนี้ไว้เหนือพระประสงค์ของอัลลอฮฺ  (ซบ.) ดังที่พระองค์ตรัสว่า
فَرَأَيْتَ مَنِ اتَّخَذَ إِلَهَهُ هَوَاهُ وَأَضَلَّهُ اللَّهُ عَلَى عِلْمٍ وَخَتَمَ عَلَى سَمْعِهِ وَقَلْبِهِ
“เจ้าเคยเห็นผู้ที่ยึดถือเอาอำนาจฝ่ายต่ำมาเป็นพระเจ้าของตนบ้างไหม และอัลลอฮฺ จะทรงให้เขาหลงทางด้วยการรอบรู้ (ของพระองค์) และทรงผนึกการการฟังของเขาและหัวใจของเขา” (อัล-ญาษิยะฮฺ/23)
ถ้าหากพิจารณาใคร่ครวญให้ลึกซึ่งจะพบว่ามนุษย์ต้องไม่ให้ความสนใจ และมุ่งหวังต่อผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) และต้องไม่หลงลืมพระองค์ในทุกสถานการณ์ ทั้งนี้เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือเป็นการแสดงความเคารพภักดีแก่บุคคลอื่น และเป็นการแสดงความต่ำต้อยน้อยค่าต่อหน้าบุคคลดังกล่าว ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจและเป็นแก่นแท้ของการเคารพภักดี (ซึ่งจะต้องสงวนไว้เฉพาะอัลลอฮฺ (ซบ.) เท่านั้น) ดังที่พระองค์ตรัสว่า
وَلَقَدْ ذَرَأْنَا لِجَهَنَّمَ كَثِيرًا مِّنَ الْجِنِّ وَالإِنسِ لَهُمْ قُلُوبٌ لاَّ يَفْقَهُونَ بِهَا وَلَهُمْ أَعْيُنٌ لاَّ يُبْصِرُونَ بِهَا وَلَهُمْ آذَانٌ لاَّ يَسْمَعُونَ بِهَا
“และแน่นอนเราได้บังเกิดสำหรับนรก ซึ่งมากมายจากญินและมนุษย์ โดยที่พวกเขามีหัวใจ แต่พวกเขาไม่ใช้ทำความเข้าใจ และพวกเขามีตา แต่พวกเขาไม่ใช้มอง และพวกเขามีหู แต่พวกเขาไม่ใช้ฟัง..และพระองค์ตรัสในท้ายโองการว่า
أُوْلَئِكَ هُمُ الْغَافِلُونَ
ชนเหล่านี้แหละ พวกเขาคือผู้ทีเผอเรอ” [1]
จากโองการแรกที่กล่าวว่า “และจงอย่าตั้งสิ่งใดเป็นภาคีต่อพระองค์” อันดับแรกสิ่งที่เข้าใจคือ มนุษย์จะต้องไม่เคารพรูปปั้นบูชา ดังนั้น ถ้าพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะเข้าใจได้ว่ามนุษย์จะต้องไม่เคารพภักดีอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) และมุมมองที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น มนุษย์จะต้องไม่ปฏิบัติตามแม้กระทั่งความปรารถนาของตนเอง ในมุมมองที่ลึกซึ้งอีกระดับหนึ่ง มนุษย์จะต้องไม่หลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) หรือเบี่ยงเบนความสนใจไปยังสิ่งอื่นนอกเหนือจากพระองค์ (กล่าวคือ แม้แต่ความสนใจและความมุ่งหวังของมนุษย์ ก็จะต้องไม่เบี่ยงเบนออกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) เป็นอันขาด) ลักษณะดังกล่าวนี้มีปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วอัล-กุรอาน กล่าวคือ ความหมายภายนอกตามตัวอักษรของโองการ จะติดตามมาด้วยความหมายภายในที่ลึกซึ่งยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า “แท้จริงอัล-กุรอาน มีความหมายภายนอกและภายใน ซึ่งภายในยังมิติต่างๆ ถึงเจ็ดมิติ”[2]
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวสรุปได้ว่า อัล-กุรอานประกอบไปด้วยความหมายภายนอกและภายใน ซึ่งต่างก็เป็นเจตนารมณ์ของอัล-กุรอานทั้งสิ้น ความหมายภายนอกของอัล-กุรอาน มิได้ปฏิเสธเจตนารมณ์อันเป็นความหมายภายใน และความหมายภายในก็มิได้หักล้างเจตนารมณ์ของความหมายภายนอก
6) เหตุใดอัล-กุรอานจึงความหมายภายนอกและภายใน
1. ปฐมบทในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ กล่าวคือ ชีวิตชั่วคราวในโลกนี้ เปรียบเสมือนฟองน้ำในท้องทะเลแห่งหมาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ทุกๆ กิจกรรมในการดำรงอยู่ล้วนเป็นการยอมจำนนต่อคลื่นอันเกรี้ยวกราดของท้องทะเล เขาจะคุ้นเคยอยู่กับโลกของวัตถุเท่านั้น ความรู้สึกทั้งภายนอกและภายในของเขา ล้วนผูกพันอยู่กับวัตถุ ตลอดจนความคิดของเขาก็ยังผูกติดอยู่กับข้อมูลความรู้ที่ได้มา โดยการกลั่นกองผ่านประสาทสัมผัส มนุษย์ไม่ว่าจะกิน ดื่ม พูด ฟัง และกระทำกิจกรรมต่างๆ ล้วนอยู่ในขอบเขตของวัตถุ ซึ่งไม่มีความคิดอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้ การจินตนาการของมนุษย์เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นนามธรรมส่วนใหญ่ เช่น ความรัก ความเป็นศัตรู ความทะเยอทะยาน และภูมิธรรมอันสูงส่งและยิ่งใหญ่ มนุษย์สามารถเข้าใจได้ดีโดยอาศัยการรวบยอดทางความคิดในรูปของตัวอย่างที่เป็นวัตถุ เช่น มนุษย์มักบรรยายความหวานชื่นของชัยชนะด้วยความหวานของน้ำตาล พลังดึงดูดแห่งมิตรภาพด้วยแรงดึงดูดของแม่เหล็ก และภูมิธรรมอันยิ่งใหญ่ด้วยความมหึมาของขุนเขา
ในเวลาเดียวกัน ความเข้าใจโลกแห่งนามธรรมอันลึกซึ่งยิ่งกว่าโลกของวัตถุ ในมนุษย์แต่ละคนมีระดับขั้นที่แตกต่างกัน สำหรับคนๆ หนึ่งอาจดูเหมือนว่าความเข้าใจในโลกแห่งนามธรรมอาจเป็นไปไม่ได้  บางคนอาจมีความเข้าใจในระดับผิวเผิน และบางคนอาจเข้าใจสิ่งนั้นได้อย่างง่ายดายและลึกซึ้ง
ถ้าหากเข้าใจนามธรรมเพิ่มมากขึ้นมากเท่าใด ความผูกพันที่มีต่อโลกแห่งวัตถุและรูปโฉมภายนอกนอกที่ลวงตาก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงตามลำดับด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น มนุษย์สามารถเข้าใจและรับรู้โลกแห่งนามธรรมได้ด้วยธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ของตน และหากมนุษย์ไม่ปฏิเสธหรือทำลายความสามารถดังกล่าว มันก็พร้อมที่จะได้รับการฟูมฟักให้เติบโตและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป
2.จากข้อเท็จจริงข้างต้นสรุปได้ว่า นับเป็นเรื่องยากที่จะถ่ายทอดความหมายจากระดับความเข้าใจหนึ่งไปสู่อีกระดับความเข้าใจหนึ่ง โดยไม่สูญเสียความหมายที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เป็นนามธรรมซึ่งมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง มิอาจได้รับการถ่ายทอดไปสู่ความเข้าใจในระดับต่างๆ ของคนทั่วไปที่มิอาจก้าวพ้นขอบเขตของความรู้สึกและประสาทสัมผัส โดยไม่มีการอรรถาธิบายอย่างเพียงพอได้ ตัวอย่างเช่น หากผู้ใดพิจารณาคัมภีร์ของศาสนาฮินดู และศึกษาแง่มุมต่างๆ ของคัมภีร์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จะพบเป้าหมายหลักมิใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า จุดมุ่งหมายดังกล่าวได้รับการอรรถาธิบายอย่างสลับซับซ้อน จนทำให้ความเป็นเอกะของพระเจ้าได้รับการถ่ายทอดไปสู่ความคิดระดับต่างๆ ของคนทั่วไปในรูปแบบของการเคารพบูชาเทวรูป และการยอมรับพระเจ้าหลายองค์ ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถ่ายทอดนามธรรม และความลี้ลับที่ซ่อนอยู่เหนือโลกแห่งวัตถุ ด้วยภาษาที่มีรากที่มาอยู่ในโลกแห่งความเข้าใจทางวัตถุ
3. ขณะที่ผู้นับถือแนวทางอื่นถูกลิดรอนสิทธิของตนเอง เช่น สตรีในศาสนาฮินดู ยิว และคริสต์ ไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปล่วงรู้ถึงศาสตร์ต่างๆ ในคัมภีร์ทางศาสนาของตนได้ ในขณะอิสลามมิได้ลิดรอนสิทธิของผู้ใดในศาสนา ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้หรือคนธรรมดาสามัญ ผู้ชายหรือผู้หญิง ผิวขาวหรือผิวดำ ทุกคนต่างมีความเท่าเทียมกันในการแสวงหารความรู้ และได้รับความประเสริฐและความเหนือกว่าในศาสนา
ดังที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ผู้ทรงสูงส่งตรัสว่า
فَاسْتَجَابَ لَهُمْ رَبُّهُمْ أَنِّي لاَ أُضِيعُ عَمَلَ عَامِلٍ مِّنكُم مِّن ذَكَرٍ أَوْ أُنثَى
“แล้วพระผู้อภิบาบของพวกเขาก็ทรงตอบพวกเขาว่า “แท้จริงฉันจะไม่ให้การงานของผู้ปฏิบัติคนหนึ่งคนใดในหมู่สูเจ้าต้องสูญเสียดอก ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม” [3]
พระองค์ตรัสอีกว่า
يَا أَيُّهَا النَّاسُ إِنَّا خَلَقْنَاكُم مِّن ذَكَرٍ وَأُنثَى وَجَعَلْنَاكُمْ شُعُوبًا وَقَبَائِلَ لِتَعَارَفُوا إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِندَ اللَّهِ أَتْقَاكُمْ إِنَّ اللَّهَ عَلِيمٌ خَبِيرٌ
“โอ้ มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างสูเจ้าทั้งจากเพศชายและเพศหญิง เราได้แยกสูเจ้าเป็นชนชาติและเผ่าพันธุ์เพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริง ผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่สูเจ้า ณ อัลลอฮฺคือผู้ที่มีความสำรวมตนยิ่งในหมู่สูเจ้า”[4]
ดังนั้น เราสามารถกล่าวได้ว่า อัล-กุรอานได้พิจารณา “ความเป็นมนุษย์” เป็นเกณฑ์หลักในการนำเสนอคำสอนของตน กล่าวคือ อัล-กุรอานถือว่าความเป็นมนุษย์ของทุกคนนั้น สามารถพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ได้ ด้วยเหตุนี้ อัล-กุรอานจึงนำเสนอคำสอนอย่างกว้างขวางในโลกมนุษย์ ในระดับที่ง่ายที่สุดต่อการสร้างความเข้าใจของคนทั่วไป ด้วยภาษาพูดของคนธรรมดาสามัญที่ใช้สนทนากัน โดยคำนึงถึงขีดความสามารถในการเข้าใจที่แตกต่างกัน และความผิดพลาดในการนำเสนอความรู้ขั้นสูงสุดอันละเอียดอ่อนที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในสังคม
แน่นอนที่สุด วิธีนี้ย่อมจะมีผลทำให้คำสอนในสิ่งที่เป็นนามธรรมขั้นสูงต่างๆ ได้รับการอรรถาธิบายด้วยภาษาที่ง่ายดายของคนทั่วไป ซึ่งความหมายภายนอกตามตัวอักษรจะเป็นตัวช่วยในการถ่ายทอด และนำเสนอคำสอนในลักษณะที่สัมผัสได้ ส่วนนัยของสิ่งที่เป็นนามธรรมจะซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวอักษรเหล่านั้นและจะเปิดเผยตัวเองให้ผู้คนได้รับรู้ ตามขีดความสามารถและความเข้าใจของแต่ละคน มนุษย์แต่ละคนจะได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอานตามสภาพและระดับความเข้าใจของตน  อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงยืนยันถึงความคิดดังกล่าวว่า
إِنَّا جَعَلْنَاهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لَّعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ وَإِنَّهُ فِي أُمِّ الْكِتَابِ لَدَيْنَا لَعَلِيٌّ حَكِيمٌ
“แท้จริงเราได้ทำให้คัมภีร์กุรอานเป็นภาษาอาหรับ เพื่อสูเจ้าจะได้ใช้สติปัญญา และแท้จริงอัลกุรอานอยู่ในแผ่นบันทึกที่ถูกพิทักษ์ ณ ที่เรา สูงส่งพรั่งพร้อมด้วยปรัชญา” [5]
อัลลอฮฺได้ทรงชี้แจงถึงขีดความสามารถที่แตกต่างกันในความเข้าใจของมนุษย์ในรูปของการเปรียบเปรยว่า
أَنزَلَ مِنَ السَّمَاءِ مَاءً فَسَالَتْ أَوْدِيَةٌ بِقَدَرِهَافَاحْتَمَلَ السَّيْلُ زَبَدًا
“พระองค์ทรงประทานน้ำลงมาจากฟากฟ้า แล้วลำน้ำต่าง ๆ ไหลไปตามปริมาณของมัน” [6]
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า “แท้จริงเราบรรดาศาสดา จะพูดกับประชาชนตามระดับสติปัญญาของพวกเขา” [7]
ผลพวงในการนำเสนอคำสอนของอัล-กุรอานด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้นอีกประการหนึ่งคือ อัล-        กุรอานอรรถาธิบายความหมายด้านในในรูปแบบของอุปมาอุปไมย กล่าวคือ ถ้าเป็นคำสอนศาสนาที่สูงกว่าระดับความเข้าใจของคนโดยทั่ว อัล-กุรอานจะนำเสนอในรูปของการเปรียบเทียบเพื่อทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจคำสอนดังกล่าวได้ง่ายยิ่งขึ้น  อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า
وَلَقَدْ صَرَّفْنَا لِلنَّاسِ فِي هَذَا الْقُرْآنِ مِن كُلِّ مَثَلٍ فَأَبَى أَكْثَرُ النَّاسِ إِلاَّ كُفُورًا
“โดยแน่นอนเราได้อธิบายแก่มนุษย์แล้วจากทุกอุทาหรณ์ในอัลกุรอาน แต่ส่วนมากของมนุษย์ปฏิเสธไม่ยอมศรัทธา” [8]
พระองค์ตรัสอีกว่า
وَتِلْكَ الْأَمْثَالُ نَضْرِبُهَا لِلنَّاسِ وَمَا يَعْقِلُهَا إِلَّا الْعَالِمُونَ
“และเหล่านี้คืออุปมาทั้งหลายที่เราได้ยกมาสำหรับปวงมนุษย์ แต่นอกจากผู้รู้ไม่มีผู้ใดเข้าใจหรอก” [9]
ดังนั้น เราสามารถสรุปได้ว่า การนำเสนอและการอรรถาธิบายของอัล-กุรอานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำสอนอันละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของอัล-กุรอานนั้น ล้วนอยู่ในรูปของการเปรียบเทียบและเป็นอุปไมย

[1] .อัล-อะอฺรอฟ/179
[2] ตัฟซีร ศอฟีย์ บทนำที่ 8 ซะฟีนะตุล-บิหาร หมวด “بطن  “
[3] . อาลิอิมรอน/195
[4] .อัล-หุญุรอต/13
[5] .อัซ-ซุครุฟ/3-4
[6] .อัร-เราะอฺดฺ/17
[7] บิอารุล-อัลวาร เล่ม 1 หน้า 37
[8]อัล-อิสรออฺ/89
[9] .อัล-อันกะบูต/43