แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. การพิสูจน์สิ่งจำเป็นต้องมี

การพิสูจน์สิ่งจำเป็นต้องมี

– บทนำ
– สาระและเนื้อหาของเหตุผล
– ความเป็นไปได้และความจำเป็น
– เหตุปัจจัยและผล
– ความเป็นไปไม่ได้ของเหตุผลที่เยิ่นเยื้อไม่มีข้อสรุป
– การวิเคราะห์เหตุผล
บทนำ
ดังกล่าวไปแล้วในบทก่อนหน้านี้ว่านักปรัชญาอิสลามและนักเทววิทยา ได้กล่าวเหตุผลจำนวนมากมายไว้ถึงการพิสูจน์การมีอยู่จริงของพระเจ้า ซึ่งบันทึกไว้ในตำราปรัชญาและศาสนศาสตร์ ในที่นี้เราจะเลือกข้อพิสูจน์และเหตุผลที่ง่ายที่สุดต่อการอธิบายและการสร้างความเข้าใจสำหรับท่านผู้อ่าน ซึ่งไม่ต้องอาศัยบทนำที่ยืดยาวสัก 1 ประการ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีงามแก่ผู้ถวิลหาความจริง แต่สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนอื่นใดคือ ข้อพิสูจน์และเหตุผลที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นการยืนยันให้เห็นว่า พระเจ้าเท่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นต้องมี (วาญิบุลวุญูด) หมายถึง การมีอยู่ของพระองค์คือ ความจำเป็นต้องมีโดยปราศจากการบังเกิดหรือผู้ให้กำเนิดใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนคุณลักษณะอื่น ๆ ทั้งที่มีและไม่มีในพระองค์ เช่น ความรู้ อำนาจ เรือนร่าง การไม่พึ่งเวลา และสถานที่ จำเป็นต้องใช้เหตุผลอื่นพิสูจน์
สาระและเนื้อหาของเหตุผล
การมีอยู่ – ตามสมมุติฐานของสติปัญญา – มีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะกล่าวคือ วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) กับมุมกินุลวุญูด (อาจมีและไม่มีก็ได้) ซึ่งไม่มีการมีอยู่ใดอยู่นอกเหนือความเป็นจริง 2 สภาพนี้เด็ดขาด และไม่สามารถกล่าวได้ว่าการมีอยู่ทั้งหมดบนโลกนี้ล้วนเป็นมุมกินุลวุญูด (อาจมีและอาจไม่มีก็ได้) เนื่องจากมุมกินุลวุญูด (อาจมีและอาจไม่มีก็ได้) ต้องการเหตุ,ปัจจัย และถ้าเหตุปัจจัยทั้งหมดเป็นมุมกินุลวุญูด (อาจเป็นไปได้) เมื่อถึงตัวมันเองตัวมันก็ต้องก็ต้องการเหตุปัจจัยอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นมาบนโลกนี้อย่างแน่นอน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การไม่มีที่สิ้นสุดหรือติดกันเป็นลูกโซ่ของเหตุปัจจัย เป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น จำเป็นเอาเหตุปัจจัยอันไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ไปสิ้นสุดที่การมีประเภทหนึ่ง ซึ่งการมีประเภทนั้นต้องไม่ใช่ผล (effect) ที่มาจากการมีของสิ่งอื่น หมายถึง ตัวมันต้องเป็นวาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี)
ข้อพิสูจน์นี้เป็นข้อพิสูจน์ที่ง่ายที่สุดในเชิงปรัชญาที่ใช้พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า ซึ่งใช้บทนำทางปัญญาสองสามประการเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องอาศัยบทนำในเชิงผัสสะ หรือวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด แต่เนื่องจากข้อพิสูจน์ที่ใช้เป็นข้อพิสูจน์และเป็นนิยามของปรัชญา จึงจำเป็นต้องอธิบายนิยาม บทนำ และเหตุผลที่เกี่ยวข้องของปรัชญาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อไป
ความเป็นไปได้และความจำเป็น
ตรรกบท ทุกประเภทไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ง่ายหรือยากจะประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ คำรอง (หมายถึงคำที่เป็นภาคประธานของบทสรุป) กับคำหลัก (หมายถึง คำที่เป็นภาคนิเทศของข้อสรุป) ตัวอย่าง เช่น ดวงตะวันส่องแสง เป็นการยืนยันถึงความสว่างไสวของดวงตะวัน ดังนั้น ดวงตะวันเท่ากับเป็นคำรอง (เพราะเป็นเป็นภาคประธานของบทสรุป) ส่วนทอแสงเป็นคำหลัก (เพราะเป็นภาคนิเทศของข้อสรุป)
การยืนยันของคำหลักเพื่อคำรองหรือภาคประธานของประโยคนั้นมี 3 สถานะด้วยกันกล่าวคือ
– เป็นไปไม่ได้ เช่น กล่าวว่า จำนวน 3 มากกว่า 4
– เป็นความจำเป็น เช่น กล่าวว่า จำนวน 2 คือ ครึ่งหนึ่งของ 4
– มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้และไม่มีความจำเป็น เช่น กล่าวว่า ดวงตะวันอยู่เหนือศีรษะ
ตามหลักตรรกศาสตร์ประโยคแรกนั้น ความสัมพันธ์ของประโยคมีคุณสมบัติของการห้ามมิให้เกิดขึ้น ประโยคที่สองมีคุณสมบัติของความจำเป็นต้องเกิด ส่วนประโยคที่สาม มีคุณสมบัติของความเป็นไปได้ (ในความหมายจำเพาะ)
ส่วนในมุมมองของปรัชญาซึ่งส่วนใหญ่จะวิพากกันในประเด็นของ การมีอยู่ ฉะนั้น สิ่งที่ห้ามมิให้เกิดหรือเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจึงจะไม่มีตัวตนอยู่ภายนอก ด้วยเหตุนี้ ในวิชาปรัชญาจึงตั้งสมมุติฐานของการมีอยู่ของสิ่งหนึ่งไว้ 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) กับมุมกินุลวุญูด (อาจเป็นไปได้ที่จะมีและไม่มี)
วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) หมายถึง ภาวะของการมีอยู่ของสิ่งหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นโดยตัวเองไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งอื่น ซึ่งโดยปกติแล้วการมีอยู่ประเภทนี้จะเป็นอมตะนิรันดรกาล เนื่องจากการไม่มีอยู่ของสิ่งหนึ่งในตอนแรกหรือในสมัยหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าการมีขึ้นมาของมันมิได้มาจากตัวเอง ดังนั้น การเกิดขึ้นมาของมันต้องอาศัยการมีอยู่ของสิ่งอื่น ซึ่งสิ่งนั้นเป็นเหตุปัจจัย หรือเป็นเงื่อนไขในการเกิดของตัวมัน ในความหมายก็คือ ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยสิ่งนั้นก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
มุมกินุลวุญูด (อาจเป็นไปได้) หมายถึง ภาวะของการมีอยู่ของสิ่งหนึ่ง ที่มิได้เกิดขึ้นด้วยตัวเอง ดังนั้น การเกิดของสิ่งนั้นต้องอาศัยสิ่งอื่นอย่างแน่นอน
การแบ่งข้างต้นวางอยู่บนสมมุติฐานของสติปัญญา ซึ่งโดยนัยแล้วเท่ากับเป็นการปฏิเสธสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น แต่มิได้บ่งบอกว่าภาวะที่มีอยู่ภายนอกนั้นเป็นของส่วนใดจากหนึ่งในสอง (จำเป็นต้องมีกับอาจมีและอาจไม่มีก็ได้) หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าความถูกต้องของตรรกบทนั้นอาจจินตนาการได้ 3 แบบ กล่าวคือ
– ทุก ๆ การมีอยู่ คือ สิ่งจำเป็นต้องมีอยู่ (วาญิบุลวุญูด)
– ทุก ๆ การมีอยู่ คือ สิ่งเป็นไปได้ที่อาจจะมีและไม่มีเท่ากัน (มุมกินุลวุญูด)
– บางสิ่งจำเป็นต้องมีอยู่และบางสิ่งอาจมีและไม่มีเท่ากัน
ด้วยเหตุนี้ สมมุติฐานแรกและที่สาม การมีอยู่ของสิ่งจำเป็นต้องมีนั้นเป็นสิ่งแน่นอน ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องวิเคราะห์ คือ สมมุติฐานที่กล่าวว่าเป็นไปได้ไหมที่ทุกสิ่งของการมีอยู่ อาจเป็นเพียงสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่ได้ และเนื่องจากสมมุติฐานนี้โมฆะ การมีอยู่ของสิ่งจำเป็นต้องมีนั้นจึงเป็นความจริงแน่นอน แม้ว่าการพิสูจน์ความเป็นเอกภาพและคุณลักษณะอื่นของพระองค์ต้องอาศัยเหตุผลอื่นมาเป็นข้อพิสูจน์ก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ การทำให้สมมุติฐานที่สองโมฆะ ต้องอาศัยบทนำอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุผลประกอบการพิสูจน์มาเป็นสิ่งช่วยเหลือ กล่าวคือ สรรพสิ่งทั้งหมดล้วนอาจเป็นไปได้และไม่ได้เท่ากัน ซึ่งสิ่งนี้ไม่มีความเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามบทนำนี้ไม่มีความแน่นอน ดังนั้น การพิสูจน์หรือการอธิบายจึงจำเป็นต้องกล่าวในทำนองนี้ คือ ทุกสรรพสิ่งที่อาจเกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้นเท่ากันนั้นล้วนต้องการเหตุปัจจัยในการเกิด ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าความต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ของเหตุผลอันไม่มีจุดจบเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เหตุผลทั้งหมดต้องจบลงที่การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งอันเป็นภาวะไร้ขอบเขต ที่ไม่ใช่ทั้งความเป็นไปได้และไม่ได้เท่ากัน อีกทั้งยังไม่ต้องการเหตุปัจจัยในการมีอยู่ หมายถึง วาญิบุลวุญูด (สิ่งจำเป็นต้องมีอยู่) นั่นเอง จากจุดนี้ความเข้าใจในเชิงของปรัชญาอื่นจึงเกิดขึ้นทันที
เหตุปัจจัยและผล
ถ้าการเกิดของสิ่งหนึ่งต้องอาศัยการมีอยู่ของอีกสิ่ง หรือการมีอยู่ของสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับอีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้น ตามหลักการของปรัชญาสิ่งที่มีความต้องการเรียกว่า ผลหรือมูลเหตุ ส่วนอีกสิ่งหนึ่งเรียกว่า ปัจจัยหรือสาเหตุ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าทุกเหตุปัจจัยนั้นอาจมิใช่สิ่งที่ปราศจากความต้องการอันสัมบูรณ์ ทว่าตัวมันเองก็เป็นสิ่งที่ต้องการและเป็นผลของเหตุปัจจัยอื่น ดังนั้น ถ้าเหตุปัจจัยหนึ่งไม่มีมีความต้องการใด ๆ และมิได้เป็นผลของเหตุปัจจัยอื่น เรียกว่าเป็นเหตุปัจจัยสัมบูรณ์และปราศจากความต้องการโดยสัมบูรณ์
บัดนี้ ได้เข้าใจนิยามและคำอธิบายของปรัชญาที่กล่าวถึงเหตุปัจจัยและผลแล้ว ลำดับต่อไปจะอธิบายถึงบทนำที่กล่าวว่า ทุกสรรพสิ่งที่การเกิดของมันอาจเป็นไปได้ และไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยอื่น
แน่นอน สิ่งที่อาจเป็นไปได้ทั้งหลายมิได้เกิดขึ้นโดยตัวเอง การเกิดของมันต้องอาศัยการมีอยู่ของสิ่งอื่น หรืออีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่าการมีอยู่ของสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับอีกสิ่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่าตรรกบทหนึ่ง คำหลักจะถูกเตรียมไว้เพื่อคำรอง หรือตัวของมันจะยืนยันตัวเองหรือถูกยืนยันด้วยสิ่งอื่น เช่น ทุกสิ่งอาจสว่างได้ด้วยตัวเองหรือสว่างได้เพราะสิ่งอื่น หรือสสารทุกชนิดอาจเป็นไขมันด้วยตัวเองหรือเป็นมันเพราะสิ่งอื่น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งหนึ่งไม่มีแสงในตัวเองแต่จะให้แสงสว่างแก่สิ่งอื่น หรือไม่เป็นไขมันแต่จะทำให้สิ่งอื่นเป็นมัน หรือมิได้สัมพันธ์เข้ากับคุณสมบัติเหล่านี้แต่ตัวมันให้แสงสว่างและเป็นมัน
ดังนั้น การมีอยู่สำหรับสิ่งหนึ่งอาจเป็นการยืนยันด้วยตัวมันเองหรือด้วยสิ่งอื่น แน่นอน ถ้าสิ่งหนึ่งมิได้ยืนยันการมีอยู่ของตัวเองก็ต้องถูกยืนยันด้วยสิ่งอื่น ด้วยเหตุนี้ ทุกสรรพสิ่งที่อาจเป็นไปได้หรือทางวิชาการเรียกว่า มุนกินุลวุญูด ไม่ได้เกิดขึ้นโดยตัวเองแน่นอน แต่มันเกิดขึ้นมาโดยอาศัยสิ่งอื่นและถือว่าเป็นผลของสิ่งนั้น ดังกฎเกณฑ์ของสติปัญญาที่กล่าวว่าการเกิดของทุกสรรพสิ่งที่อาจเป็นไปได้ต้องอาศัยเหตุปัจจัยอื่น เช่น มนุษย์ทุกคนเป็นมุมกินุลวุญูด หมายถึงไม่อาจเกิดขึ้นเองได้ แต่การเกิดของมนุษย์ต้องอาศัยสิ่งอื่น
บางคนคิดว่าประโยชน์หลักของสาเหตุก็คือ ทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ล้วนต้องอาศัยสาเหตุทั้งสิ้น บนพื้นฐานดังกล่าวนี้เองพวกเขาจึงมีข้อแย้งว่า สำหรับพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรค์แล้วจำเป็นต้องมีเหตุปัจจัยด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกเขาหลงลืมไปว่า ประเด็นหลักคือเหตุปัจจัย (การมีอยู่) ซึ่งสาเหตุนั้นไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ ทว่าประเด็นของสิ่งนั้นคือ สิ่งที่อาจเกิดขึ้น (มุมกินุลวุญูด) และผลของมัน อีกนัยหนึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ทุกสรรพสิ่งที่พึ่งพาสิ่งอื่น และเป็นสิ่งที่มีความต้องการ สิ่งนั้นย่อมต้องการสาเหตุ ไม่ใช่ทุกสรรพสิ่งที่มีต้องการสาเหตุเสมอไป
ความเป็นไปไม่ได้ของเหตุผลที่เยิ่นเยื้อไม่มีข้อสรุป
บทนำสุดท้ายที่จำเป็นต้องกล่าวถึงในข้อพิสูจน์นี้คือ คือ เหตุผลต้องมีบทสรุปอยู่ที่การมีอยู่ ซึงตัวของมันมิได้เป็นผลของสิ่งอื่น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เหตุผลที่เยิ่นเยื้อไม่มีบทสรุปเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ การมีอยู่ของสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ในฐานะของสาเหตุแรก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่ด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่นในการมีอยู่ หรือการมีอยู่ของตัวเองมิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น
ในทางปรัชญามีอ้างเหตุผลมากมายเพื่อลบล้างเหตุผลที่เยิ่นเยื้อไม่มีข้อสรุป ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วการอ้างเหตุผลในทำนองนี้เป็นสิ่งที่ชัดเจน ถ้าใคร่ครวญเพียงเล็กน้อยจะทำให้ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้นหมายถึง ทุกมูลเหตุหรือทุกผลลัพธ์ต้องการสาเหตุปัจจัยและเงื่อนไขในการเกิด สมมุติว่า ถ้าผลลัพธ์หรือเงื่อนไขดังกล่าวเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปแล้ว จะไม่มีสรรพสิ่งใดเกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากสมมุติฐานโดยรวมคือ ถ้ามีสิ่งหนึ่งซึ่งการมีอยู่ของตัวมันต้องอาศัยสิ่งอื่น แต่ปราศจากการมีอยู่ของสิ่งอื่นอันเป็นตัวให้การพึ่งพิงแก่สิ่งนั้น ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ถือว่าไม่เข้ากับสติปัญญาแม้แต่น้อย
สมมุติว่าทีมนักวิ่งแข่งผลัดยืนอยู่ที่ลู่วิ่งเตรียมพร้อมที่จะวิ่ง แต่นักวิ่งแข่งทุกคนตัดสินใจว่าถ้ายังไม่มีนักวิ่งคนใดออกวิ่งเขาจะไม่ออกวิ่งเหมือนกัน ถ้าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปแล้วจะไม่มีนักวิ่งคนใดออกวิ่งอย่างเด็ดขาด ทำนองเดียวกันถ้าการมีอยู่ของทุกสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของสิ่งอื่น ดังนั้น จะเห็นว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ การเกิดของสรรพสิ่งภายนอกบ่งบอกให้เห็นว่าการมีอยู่บางประเภทไม่ต้องพึ่งพิงสิ่งอื่นหรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น
การวิเคราะห์เหตุผล
บัดนี้ ลองพิจารณาบทนำที่กล่าวไว้ข้างต้น และลองวิเคราะห์เหตุผลเหล่านั้นดูซิว่าจะเป็นไปได้อย่างไร
ฉะนั้น ทุกสรรพสิ่งถ้าสามารถกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งมีอยู่จะไม่ออกนอก 2 สภาพดังต่อไปนี้ กล่าวคือ การมีอยู่ของสิ่งนั้นเป็นความจำเป็นที่ต้องเกิดขึ้นและเป็นไปด้วยตัวเอง ซึ่งตามหลักการเรียกว่า วาญิบุลวุญูด (สิ่งจำเป็นต้องมี) หรือการมีอยู่ของสิ่งนั้นไม่จำเป็นและต้องอาศัยสิ่งอื่นเสมอ ตามหลักการเรียกว่า มุมกินุลวุญูด (อาจเกิดขึ้นได้) เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าสิ่งหนึ่งถ้าการเกิดขึ้นของมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน และจะไม่เรียกว่านั่นเป็นการมีอยู่ ดังนั้น ทุกการมีอยู่อาจเป็นสิ่งจำเป็นต้องมี (วาญิบุลวุญูด) หรืออาจเป็นไปได้ที่จะมี (มุมกินุลวุญูด)
ถ้าสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ มุมกินุลวุญูด (อาจเกิดขึ้นได้) จะประจักษ์ชัดว่า ทุกสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของความเข้าใจจัดว่าเป็นผลซึ่งต้องการสาเหตุ เนื่องจากทุกการมีอยู่ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวเองจำเป็นต้องอาศัยสิ่งอื่นในการของตัวมัน ดังเช่นที่กล่าวว่า ทุกคุณลักษณะถ้าไม่ได้เป็นไปโดยตัวเอง ต้องเป็นไปเพราะสิ่งอื่น ดังนั้น กฎเกณฑ์ของเหตุปัจจัยก็เป็นเช่นที่วาทุกการมีอยู่ที่พึ่งพาสิ่งอื่น หรือเป็นมุมกินุลวุญูด ต้องอาศัยเหตุปัจจัยทั้งสิ้น แต่มิได้หมายความว่าทุกการมีอยู่ต้องการเหตุปัจจัย เพื่อจะกล่าวได้ว่า พระเจ้าต้องการเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับการมีอยู่ประเภทอื่น หรือกล่าวว่า ความเชื่อในเรื่องพระเจ้านั้นปราศจากเหตุปัจจัย เท่ากับเป็นการทำลายกฎเกณฑ์ของสาเหตุในการเกิด
อีกด้านหนึ่งถ้าทุกการมีอยู่เป็นมุมกินุลวุญูด (อาจเกิดขึ้นได้) และต้องพึ่งพาสาเหตุ ฉะนั้น จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นบนโลกนี้แน่นอน สมมุตฐานว่าทุกคนในกลุ่มต้องการกระทำงานอย่างหนึ่ง แต่มีเงื่อนไขว่าการเริ่มงานของตนขึ้นอยู่กับการเริ่มต้นของกลุ่มอื่น ในกรณีนี้จะไม่มีกลุ่มใดกระทำงานเด็ดขาด ฉะนั้น การมีอยู่ภายนอกของสิ่งหนึ่ง ย่อมเป็นเหตุผลที่บ่งบอกให้เห็นว่ามีสิ่งจำเป็นต้องมีอยู่ (วาญิบุลวุญูด) บนโลกนี้อย่างแน่นอน

คำถามท้ายบท
1. จงอธิบายนิยามของตรรกและปรัชญาของคำว่า อิมกานวุญูบ ว่าหมายความอะไร
2. จงอธิบายคำว่า วาญิบุลวุญูด และมุมกินุลวุญูด ว่าหมายความว่าอะไร
3. การแบ่งสรรพสิ่งที่มีอยู่ด้วยสติปัญญาออกเป็น วาญิบุลวุญูดและมุมกินุลวุญูด สามารถสมมุติได้กี่รูปแบบ
4. จงอธิบายคำว่า อิลลัต (สาเหตุ) และมะอฺลูล (ผลลัพธ์) ว่าหมายถึงอะไร
5. ประโยชน์หลักของสาเหตุคืออะไร
6. เพราะเหตุใดทุกสิ่งที่เป็น มุมกินุลวุญูด ต้องการสาเหตุในการเกิด
7. จงอธิบายสาเหตุที่เยิ่นเยื้อ หรือตะซัลซุลในอิลลัติ ว่าหมายถึงอะไร