แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. การรู้จักพระเจ้า 5

การรู้จักพระเจ้า 5

การรู้จักพระเจ้า
–               บทนำ
–               การรู้จักแบบปรากฏขึ้นเองกับการเรียนรู้
–               การรู้จักแบบธรรมชาติ
บทนำ
ดังที่ทราบกันดีว่ารากฐานของศาสนานั้นอยู่ที่ ความศรัทธามั่นที่มีต่อพระเจ้าผู้ทรงรังสรรค์โลกและจักรวาล ประเด็นหลักของความแตกต่างกันระหว่างโลกทัศน์แห่งพระผู้เป็นเจ้า กับโลกทัศน์แห่งวัตถุนิยมก็ คือ การมีอยู่และไม่มีอยู่ของพระเจ้า
ด้วยเหตุนี้ ปัญหาแรกของบรรดาผู้แสวงหาความจริงต้องอธิบายและต้องหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด คือ พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบสำหรับถามเหล่านี้ ดังที่กล่าวไปแล้วในบทก่อนหน้านี้ว่าต้องนำเอาสติปัญญามาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อจะได้รับคำตอบที่แน่นอนบางครั้งอาจเป็นคำตอบในแง่บวกและบางครั้งอาจเป็นคำตอบในแง่ลบ
กรณีที่เป็นคำตอบในแง่บวก ลำดับต่อไปก็จะถึงคราวของการพิจารณาปัญหารายละเอียดปลีกย่อย กล่าวคือ ความเป็นเอกะของพระเจ้า ความยุติธรรม และคุณลักษณะอื่น ๆ ของพระองค์ แต่ถ้าสมมุติว่าคำตอบเป็นไปในแง่ลบ ก็เท่ากับว่าคำกล่าวอ้างของพวกวัตถุนิยมเป็นความจริง ไม่จำเป็นต้องพิจารณาหรือวิเคราะห์รายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาศาสนาอีกต่อไป
การรู้จักแบบปรากฏขึ้นเองกับการเรียนรู้
เกี่ยวกับพระเจ้าสามารถพิจารณาถึงการมีอยู่ของพระองค์ได้ด้วยการรู้จัก 2 ประเภทกล่าวคือ การรู้จักแบบ อัชฌัตติกญาณ (รู้เอง) ประการที่สอง การรู้จักแบบ ความรู้เชิงประจักษ์
จุดประสงค์ของการรู้จักพระเจ้าแบบอัชฌัตติกญาณหรือรู้เอง หมายถึง การรู้จักพระองค์ได้ปรากฏขึ้นในจิตใจ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องใช้สื่อความเข้าใจทางปัญญา จิตเกิดความรู้แจ่มแจ้งชัดเจนโดยตรง ไม่ต้องอาศัยการอ้างเหตุผลหรือความรู้อันเป็นตัวกลาง
เป็นที่ชัดเจนว่าถ้าบุคคลหนึ่งรู้แจ้งเห็นจริงในพระเจ้า ในลักษณะที่ว่าจิตใจของเขาเข้าถึงพระองค์ในระดับสูง แน่นอน สำหรับเขาไม่จำเป็นต้องมีข้อพิสูจน์หรือเหตุผลทางปัญญาอันใดประกอบอีก แต่ดังที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า ความรู้ชนิดนี้ (การรู้แจ้งเห็นจริงด้วยจริงหรือรู้เอง) สำหรับบุคคลธรรมทั่วไปแล้ว จะเกิดขึ้นหลังจากได้ผ่านขบวนการขัดเกลาจิตใจ หรือผ่านขั้นตอนการยกระดับจิตใจแล้วจึงจะเป็นไปได้ ถึงแม้ว่าขั้นตอนที่อ่อนแอที่สุดของความรู้นี้จะปรากฏในบุคคลทั่วไปก็ตาม แต่เนื่องจากว่าขั้นตอนนี้มิได้อยู่เคียงคู่กับความรู้ ดังนั้น จึงไม่เพียงพอต่อการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลกทัศน์ของพระเจ้า
หมายเหตุ แน่นอนว่า ในโลกนี้มีกลุ่มชนที่ได้รับการยกเว้นพิเศษ ซึ่งพวกเขามีความรู้แบบอัชฌัตติกญาณ รู้เอง โดยที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าพวกเขาเป็นบุคคลที่มีสัมผัสพิเศษ บรรลุญาณเข้าถึงพระเจ้าได้ เช่น ความเชื่อของเราที่มีต่อบรรดาศาสดาหรืออิมามผู้บริสุทธิ์ ในลักษณะที่ว่าบรรดาท่านเหล่านั้นมีความรู้ชนิดนี้ตั้งแต่เด็ก หรือแม้แต่บางท่านได้รับความรู้นี้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดาด้วยซ้ำไป
จุดประสงค์ของการรู้จักแบบความรู้ประจักษ์ หมายถึงการรู้หรือประจักษ์ได้โดยประสบการณ์ โดยที่มนุษย์ใช้สื่อความเข้าใจทั้งหมด เช่น พระองค์คือผู้สร้าง ผู้มั่งคั่ง ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงพลานุภาพ และฯลฯ หรือใช้ความเข้าใจทางปัญญาเกี่ยวกับพระเจ้าที่เกิดกับตน หลังจากนั้นได้ศรัทธาตามที่ตนเข้าใจว่าโลกนี้ มีการมีอยู่ประเภทนี้อยู่ ด้วย (พระผู้ทรงสร้างโลก) หลังจากนั้นได้นำเอาความรู้ประจักษ์ประเภทอื่นเข้ามาเสริม จนกระทั่งระบบความศรัทธาทีมีความสัมพันธ์กัน (โลกทัศน์แห่งพระเจ้า) ได้ปรากฏขัดเจนแก่ตน
ดังนั้น สิ่งที่ได้รับมาโดยผ่านขบวนการกลั่นกรองของปัญญาและเหตุผลในเชิงปรัชญาเรียกว่า ความรู้ประจักษ์ และเมื่อความรู้เชิงประจักษ์ได้เกิดขึ้นกับตน บุคคลนั้นก็สามารถพัฒนาความรู้นี้ไปสู่ขั้นของการรู้เองได้
การรู้จักแบบธรรมชาติ
คำกล่าวเทศนาของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) จำนวนมากมาย หรือแม้แต่นักรหัสยะ หรือนักปราชญ์ที่ว่า การรู้จักพระเจ้าเป็นธรรมชาติ หรือกล่าวว่า การรู้จักพระเจ้าเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ ดังนั้น เพื่อความกระจ่างชัดในประโยคดังกล่าวจึงขออธิบายคำว่า ธรรมชาติ ให้เข้าใจเสียก่อนว่า แท้จริงธรรมชาติในทัศนะอิสลามหมายถึงอะไร
คำว่า ฟิฏเราะฮฺ เป็นภาษาอาหรับหมายถึง การสร้างสรรค์ หรือประเภทของการสร้าง ส่วนภารกิจที่อยู่ในขบวนการนี้เรียกว่า ฟิฎรีย์ (หมายถึงการนำเอาภารกิจไปสัมพันธ์กับฟิฏเราะฮฺ) หมายถึงการการสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นเฉพาะเจาะจงสำหรับสิ่งเหล่านั้น จากจุดนี้จึงสามารถแยกคุณลักษณ์อันจำเพาะสำหรับสิ่งเหล่านั้นได้ 3 ประการ ดังนี้
1. ธรรมชาติและสัญชาติญาณทุกประเภทจากทุกสรรพสิ่งมีอยู่ในตัวของทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อยแข็งแรงหรืออ่อนแอแตกต่างกันออกไป
2. การสร้างสรรค์ ได้อยู่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์มาอย่างช้านาน มิได้หมายถึงว่าการสร้างสรรค์มีอยู่ในบางช่วงของประวัติศาสตร์ หรือมีอยู่เฉพาะเจาะจงในช่วงใดช่วงหนึ่ง หรือเจาะจงพิเศษในที่หนึ่ง ส่วนในอีกที่หนึ่งก็มีอีกลักษณะหนึ่ง อัล-กุรอาน กล่าวว่า  ธรรมชาติของอัลลอฮฺ คือ พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน บทอัรรูม โองการที่ 30)
3. การสร้างสรรค์ เป็นภารกิจอันเป็นธรรมชาติที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสร้างสรรพสิ่ง โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หรือมีแบบอย่างในการสร้าง แต่การลอกเรียนแบบจำเป็นต้องมีการเรียนรู้
ส่วนธรรมชาติของมนุษย์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท กล่าวคือ
1. การรู้จักต่าง ๆ อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนโดยไม่ต้องเรียนรู้ พวกเขาก็สามารถรู้ได้
2. อารมณ์ปรารถนาทางธรรมชาติ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ถ้าการรู้จักพระเจ้าของมนุษย์ทุกคนเป็นสิ่งตายตัวที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้แต่อย่างใด ซึ่งเรียกสิ่งนั้นว่า การรู้จักพระเจ้าโดยสัญชาติญาณ และถ้าเจตนารมณ์ของเขามุ่งไปยังพระเจ้า การเคารพภักดีพระองค์มีอยู่ในตัวมนุษย์ตั้งแต่กำเนิดเรียกว่า การเคารพภักดีพระเจ้าโดยสัญชาติญาณ
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า นักปราชญ์และนักวิชาการศาสนากล่าวว่า วิสัยทัศน์เกี่ยวกับศาสนาและพระเจ้าเป็นคุณสมบัติพิเศษด้านจิตวิทยาของมนุษย์ ซึ่งเรียกว่าผัสสะแห่งศาสนาหรือความรักในศาสนา บัดนี้ จะขออธิบายเสริมว่า การรู้จักพระเจ้าก็เช่นกันเป็นภาวะเฉพาะเจาะจงอยู่ในสัญชาติญาณของมนุษย์ เพียงแต่ว่าสัญชาติญาณในการเคารพภักดีพระเจ้า มิใช่วิสัยทัศน์ที่ล่วงรู้ได้ ทำนองเดียวกันสัญชาติญาณในการรู้จักพระเจ้า ก็มิได้เป็นการรู้จักที่ล่วงรู้ ในลักษณะที่ว่าบุคคลทั่วไปถ้าไม่ใช้สติปัญญาในการใคร่ครวญพิจารณาก็สามารถรู้จักพระเจ้าได้
แต่ประเด็นหนึ่งที่ไม่สามารถลืมเลือนได้ คือ มนุษย์ทุกคนมีความรู้ประจักษ์ในระดับอ่อนอยู่ในตัวทุกคน ถ้าใคร่ครวญพิจารณาเพียงเล็กน้อยก็สามารถยอมรับพระเจ้าได้ หรือค่อย ๆ พัฒนาความรู้ประจักษ์ขั้นอ่อนแอของตนไปสู่ความรู้แจ้ง
สรุปสิ่งที่กล่าวมาสัญชาติญาณของการรู้จักพระเจ้าหมายถึง จิตใจของมนุษย์รู้จักและมีความผูกพันอยู่กับพระเจ้า และในก้นบึ้งของจิตวิญญาณนั้นมีธาตุแท้ของการรู้จักพระองค์อยู่ ซึ่งพร้อมที่จะพัฒนาให้เจริญเติบและเปล่งบานออกไป แต่ธาตุแท้ของการรู้จักดังกล่าวที่มีอยู่ในบุคคลทั่ว ๆ ไป มิได้หมายความว่าไม่ต้องการเหตุผลหรือการคิดใคร่ครวญ หรือการพิสูจน์ด้วยสติปัญญาแต่อย่างใด