แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. การรู้จักพระเจ้า 8

การรู้จักพระเจ้า 8

คุณลักษณะของพระเจ้า
–               บทนำ
–               พระเจ้าทรงดำรงอยู่เป็นนิรันดร
–               คุณลักษณะที่ไม่มีอยู่จริง
–               เหตุปัจจัยในการบังเกิดสรรพสิ่ง
–               ความพิเศษของคุณสมบัติแห่งเหตุปัจจัยในการบังเกิดทุกสิ่ง
บทนำ
ดังกล่าวไปแล้วว่าเหตุผลทางปรัชญาที่ใช้พิสูจน์การมีอยู่ในฐานะที่เป็น วาญิบุลวุญูด (สิ่งจำเป็นต้องมี) พร้อมกับเหตุผลอื่น เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณลักษณะที่มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริงของพระเจ้า และจากคุณลักษณะอันเป็นคุณลักษณะพิเศษสำหรับพระเจ้าทำให้รู้ว่า พระองค์ต่างไปจากสิ่งถูกสร้างอื่น ๆ มิเช่นนั้นแล้วเพียงแค่พระองค์คือ สิ่งจำเป็นต้องมี (วาญิบุลวุญูด) ไม่เพียงพอต่อการรู้จักพระองค์ เนื่องจากบางคนอาจคิดว่าสสารหรือพลังงานอาจเป็นองค์ตัวอย่างของสิ่งจำเป็นต้องมีก็ได้ อีกด้านหนึ่งเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นคุณลักษณะที่ไม่มีอยู่จริงในพระเจ้า เพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่เป็น วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) นั้น บริสุทธิ์จากคุณลักษณะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะอันเฉพาะเจาะจงสำหรับสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ซึ่งมิสามารถนำมาเทียบเคียงกับพระองค์ได้ อีกด้านหนึ่งจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณลักษณะที่มีอยู่จริงในพระองค์ เพื่อจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว พระองค์เท่านั้นที่คู่ควรต่อการเคารพภักดี และเพื่อจะได้เป็นเหตุผลสำหรับพิสูจน์ความเชื่อด้านอื่น เช่น สภาวะการเป็นศาสนทูต วันแห่งการฟื้นคืนชีพ ตลอดจนสาขาปลีกย่อยของหลักความศรัทธาอื่นๆ
จากเหตุผลที่กล่าวผ่านมาจะพบว่า สิ่งใดที่การมีอยู่เป็นวาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) ไม่ต้องการสาเหตุในการเกิดของตน ทว่าตนคือสาเหตุในการเกิดสำหรับสิ่งที่เป็นมุมกินุลวุญูด (อาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้) อีกนัยหนึ่งจะเห็นว่ามีคุณลักษณะ 2 ประการยืนยันถึงสิ่งที่เป็นวาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) กล่าวคือ ความไม่ต้องการ หรือไม่พึ่งพาสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น เนื่องจากถ้าสิ่งนั้นต้องการสิ่งอื่นแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งอื่นนั้นจะกลายเป็นเหตุปัจจัยสำหรับตนทันที และเป็นที่ทราบกันดีว่าความหมายของสาเหตุ (อิลลัต) ในทางปรัชญาก็ คือ การมีอยู่ของสิ่งหนึ่งซึ่งสิ่งอื่นต้องการหรือต้องพึ่งพิงไปยังสิ่งนั้น ส่วนการมีอยู่ของอีกสิ่งหนึ่ง คือ  มุมกินุลวุญูด (อาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้) ในทางปรัชญาหมายถึง มูลเหตุหรือผล ซึ่งมีความต้องการหรือต้องพึ่งพิงไปยังเหตุปัจจัย (อิลลัต) ในการเกิดตัวมันเสมอ
ฉะนั้น ลำดับต่อไปจะอธิบายความจำเป็นและความสำคัญของแต่ละประการเหล่านั้น และจะพิสูจน์ทั้งคุณลักษณะที่มีอยู่จริง และไม่มีอยู่จริงในพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์ แต่อย่างไรก็ตามการพิสูจน์ให้เห็นคุณลักษณะเหล่านั้น ได้มีการอ้างเหตุผลไว้มากมายในตำราปรัชญาและตำราด้านศาสนศาสตร์ แต่ในหนังสือเล่มนี้จะเลือกเอาเหตุผลง่าย ๆ ที่มีความเหมาะสมกับประเด็นที่กำลังกล่าวถึงและสอดคล้องกับเหตุผลที่กล่าวอธิบายผ่านมาแล้ว
พระเจ้าทรงดำรงอยู่เป็นนิรันดร
ถ้าหากการมีอยู่เป็นผลจากสิ่งอื่นและต้องพึ่งพาการมีอยู่ของสิ่งอื่น ฉะนั้น การดำรงอยู่ของตนจึงต้องเป็นไปตามการมีอยู่ของสิ่งที่ตนพึ่งพา ด้วยเหตุนี้ ถ้าสาเหตุในการมีอยู่ของตนไม่มี ตนก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่าการไม่มีอยู่ของสิ่งหนึ่งในทุกภาวะกาล ย่อมบ่งบอกให้เห็นถึงความต้องการ และการเป็นได้เพียง มุมกินุลวุญูด (อาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้) เท่านั้น เนื่องจาก วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) เกิดขึ้นด้วยตัวเองไม่ต้องการเหตุปัจจัยอื่นในการเกิด และดำรงอยู่ชั่วนิรันดรตลอดกาลปาวสานโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่ามีอีก 2 คุณลักษณะสามารถพิสูจน์ได้สำหรับสิ่งที่เป็น วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) กล่าวคือ การดำรงอยู่อย่างอมตะชั่วนิรันดร หมายถึง ในอดีตไม่เคยไม่มีมาก่อน ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือ การดำรงชั่วกาลปาวสานตลอดไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด หมายถึงในอนาคตจะไม่มีวันสูญสลาย หรือจากไปอย่างเด็ดขาด บางครั้งคุณลักษณะทั้งสองอย่างนี้ถูกอธิบายด้วยคำว่า อมตะ ไม่มีที่สิ้นสุด ชั่วนิรันดร
ดังนั้น ทุกการมีอยู่ในอดีตถ้าเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือสามารถสูญสลายได้จึงไม่นับถือว่าเป็น วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) ฉะนั้น สมมุติฐานที่ว่าการมีอยู่ของทุกสิ่งอันเป็นวัตถุสสารเป็น วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี)  จึงโมฆะไปโดยปริยาย
คุณลักษณะที่ไม่มีอยู่จริง
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของวาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) คือ การไม่มีส่วนร่วม หรือการไม่มีหุ้นส่วนกับสิ่งอื่น เนื่องจากการมีส่วนร่วมต้องการชิ้นส่วนประกอบ ขณะที่วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) บริสุทธิ์จากทุกสิ่งเหล่านี้
ถ้าสมมุติว่าหุ้นส่วนของ วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) เป็นสิ่งมีโดยการกระทำ ดังเช่น การจินตนาการถึงเส้นตรงสองเส้นที่รวมอยู่ในเส้นเดียวกัน ซึ่งการสมมุติฐานเช่นนี้เป็นโมฆะ เนื่องจากทุกสิ่งที่มีหุ้นส่วนโดยอกัมมันต์ หมายถึงเป็นฝ่ายรับการกระทำไม่ใช่ฝ่ายเริ่มการกระทำ โดยหลักของปัญญาสิ่งนั้นสามารถแยกส่วนได้ แม้ว่าภายนอกปัญญาสิ่งนั้นยังมิได้เกิดขึ้นก็ตาม ความหมายของคำว่า ความเป็นไปได้ในการแบ่ง ก็คือความเป็นไปได้ในการสูญสิ้นทั้งหมด ดังเช่น เส้นตรงที่ยาว 1 เมตร ถูกแบ่งออกเป็น 2 เส้น ยาวเส้นละครึ่งเมตร (50 เซนติเมตร) ดังนั้น จะไม่มีเส้นตรงยาว 1 เมตรหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ขณะที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) เป็นไปไม่ได้ที่จะสูญสลาย
แน่นอน การมีหุ้นส่วนจะด้วยกฤตภาพ หมายถึงภาวะจริง หรือภาวะที่ปรากฏเป็นจริงขึ้นมาจากศักยภาพ หรือโดยอกัมมันต์ หมายถึงเป็นฝ่ายรับการกระทำไม่ใช่ฝ่ายเริ่มการกระทำก็ตาม ซึ่งทั้งสองลักษณะเป็นความจำเพาะสำหรับเรือนร่าง ขณะที่ไม่มีเรือนร่างใดเป็น วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี)  อีกนัยหนึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นภาวะนามธรรม ภาวะที่ไม่มีตัวตนหรือรูปร่าง และเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระเจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา หรือรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสส่วนอื่น เนื่องการรับรู้ได้ทางผัสสะเป็นคุณสมบัติของเรือนร่างและวัตถุสสารทั้งหลาย
อีกด้านหนึ่งการปฏิเสธการมีเรือนร่าง ทำให้คุณสมบัติอื่น ๆ ของเรือนร่าง เช่น สถานที่และกาลเวลาถูกปฏิเสธไปจาก วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) โดยปริยาย เนื่องจากสถานที่เหมาะสมสำหรับสิ่งที่สามารถจินตนาการได้มีสัดส่วนอันเฉพาะสำหรับความกว้าง ยาว และสูง ทำนองเดียวกันทุกสิ่งที่มีกาลเวลากำกับ หรืออายุขัยของสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับกาลเวลาย่อมสามารถแบ่งส่วนได้ ซึ่งสิ่งนี้จัดอยู่ในประเภทของการมีหุ้นส่วนประกอบโดย อกัมมันต์ หมายถึงเป็นฝ่ายรับการกระทำไม่ใช่ฝ่ายเริ่มการกระทำ
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถจินตนาการถึงกาลเวลาและสถานที่สำหรับพระเจ้าได้ โดยหลักการแล้วไม่มีการมีอยู่ของสิ่งใดที่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาและสถานที่จะเป็น วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี)
และด้วยการปฏิเสธกาลเวลาออกไปจาก วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) ทำให้การเคลื่อนไหวและความสมบูรณ์ถูกปฏิเสธออกไปจากพระเจ้าโดยปริยาย เนื่องจากไม่มีการเคลื่อนไหวใดปราศจากกาลเวลา
และสำหรับบุคคลที่จินตนาการสถานที่สำหรับพระเจ้า เช่น บัลลังก์ หรือกล่าวว่าพระองค์เสด็จลงมาจากฟากฟ้าสู่แดนดิน หรือพระองค์สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา หรือพระองค์ทรงเคลื่อนไหว ทรงสมบูรณ์ แน่นอน บุคคลนั้นไม่เคยรู้จักพระเจ้าเลยแม้แต่เล็กน้อย
หมายเหตุ การกำหนดสถานที่ให้พระเจ้า หรือพระเจ้าทรงเสด็จลงมาจากฟากฟ้า ตลอดจนการมองเห็นด้วยสายตา เป็นแนวคิดของมุสลิมนิกายซุนนีย์กลุ่มหนึ่ง ส่วนการเคลื่อนไหวและความสมบูรณ์ของพระเจ้าเป็นแนวความคิดของนักปรัชญาตะวันตก เช่น เฮเกล (Hegel) วิลเลียม เจมส์ (Jams William)
แต่สิ่งที่จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจ คือ การปฏิเสธการเคลื่อนไหวออกไปจากพระเจ้ามิได้หมายถึงได้พิสูจน์การหยุดนิ่งให้พระเจ้า ทว่าเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงอาตมันสากลของพระองค์ และสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับการเปลี่ยนแปลง ส่วนการหยุดนิ่งคือ การไม่เคยชินกับการเคลื่อนไหว และสิ่งที่เคยชินกับการเคลื่อนไหวจะไม่ถูกครอบงำด้วยคุณสมบัติดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทุกความเข้าใจที่บ่งชี้ให้เห็นถึงประเภทของความบกพร่อง หรือการมีขอบเขตจำกัด หรือความต้องการไปยังสิ่งอื่นล้วนถูกปฏิเสธออกไปจากพระเจ้าทั้งสิ้น และนี่คือคุณสมบัติที่ไม่มีอยู่จริงในพระเจ้า
เหตุปัจจัยในการบังเกิดสรรพสิ่ง
บทสรุปประการที่สองจากข้อพิสูจน์ที่กล่าวมาข้างต้น คือ วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) เป็นสาเหตุของการบังเกิดสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหลาย ซึ่งลำดับต่อไปจะทำการวิเคราะห์ถึงบทสรุปดังกล่าวนี้ แต่อันดับแรกจะสร้างความเข้าใจพอสังเขปเกี่ยวกับประเภทของสาเหตุก่อน หลังจากนั้นจะอธิบายเกี่ยวกับความพิเศษของเหตุปัจจัยของพระเจ้า
คำว่า สาเหตุหรือเหตุปัจจัย (อิลลัต) หมายถึง ปัจจัยหรือตัวการที่ครอบคลุมอยู่เหนือการมีอยู่ของทุกสิ่งที่พึ่งพาสิ่งอื่น หรือแม้กระทั่งการครอบคลุมถึงเงื่อนไขและจำนวนด้วย ส่วนการไม่มีสาเหตุของพระเจ้าหมายถึงการที่พระองค์ไม่ต้องพึ่งพิงหรือขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น หรือแม้กระทั่งการสร้างเงื่อนไขและจำนวนสำหรับพระองค์ ก็ไม่อาจเป็นไปได้
แต่การเป็นสาเหตุของพระองค์สำหรับสิ่งถูกสร้างอื่น ๆ นั้นหมายถึงการบันดาลให้สิ่งอื่นบังเกิดขึ้นโดยพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งอันเฉพาะสำหรับสาเหตุของผู้กระทำ ส่วนการอธิบายรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปศึกษาตำราด้านปรัชญาเรื่องอิลลัต (สาเหตุปัจจัยในการเกิด)
เป็นที่รับรู้กันดีว่าการงอกแตกต้นอ่อนของต้นไม้หรือพืชอย่างอื่น สิ่งจำเป็นต้องมีคือ เมล็ดพันธ์ ดินตลอดจนน้ำ และอากาศที่มีความเหมาะสมพอดี นอกจากนั้นยังต้องมีปัจจัยทางธรรมชาติ หรือมนุษย์ผู้นำเอาเมล็ดไปวางบนดินและคอยราดน้ำตลอดเวลาจนกระทั่งเมล็ดได้งอกผลิต้นอ่อนออกมา และทั้งหมดเหล่านี้ที่กล่าวมาตามคำจำกัดความสำหรับเหตุปัจจัยเรียกว่า สาเหตุปัจจัยในการเจริญงอกงามของพืช
สาเหตุปัจจัยอันมากมายเหล่านี้ ในมุมมองของความแตกต่างสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น กลุ่มของสาเหตุ ซึ่งการมีอยู่ของสาเหตุพร้อมกับมูลเหตุและผลเป็นสิ่งจำเป็นเรียกว่า สาเหตุสัจจริง ส่วนสาเหตุบางประเภทการดำรงอยู่ไม่มีความจำเป็นสำหรับผล เช่น การดำรงอยู่ของเกษตรกรไม่จำเป็นสำหรับพืช เรียกว่า สาเหตุจำนวนมาก หรือสาเหตุอันเป็นการยอมรับการเป็นตัวแทน เรียกว่า สาเหตุของตัวแทน ส่วนสาเหตุอื่น ๆ เรียกว่าสาเหตุอันจำเพาะ
แต่ยังมีสาเหตุประเภทอื่นอีก ซึ่งมีความแตกต่างกับสาเหตุของการเจริญเติบโตของพืช เช่น สาเหตุเกี่ยวกับจิตวิญญาณ หรือปรากฏการที่เกิดกับจิตใจ เมื่อมนุษย์จินตนาการถึงรูปภาพหนึ่งในความคิดของตน หรือตัดสินใจกระทำงานบางอย่างก็จะปรากฏภาพของจิตนามว่า รูปภาพทางความคิดหรือความต้องการขึ้น ซึ่งการเกิดรูปภาพนั้นขึ้นอยู่กับจิตใจและถือว่าเป็นผลของจิตใจ แต่ผลเหล่านี้ไม่มีวันได้รับอิสระจากสาเหตุเด็ดขาด และไม่มีวันแยกออกมาอยู่ตามลำพังหรือโดดเดี่ยวได้อย่างแน่นอน ขณะที่สาเหตุหรือผู้ก่อให้เกิดภาพนั้นคือ จิต เมื่อสัมพันธ์ไปยังไปยังรูปภาพที่ปรากฏในความคิดหรือความต้องการ ถูกวางไว้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องมีข้อบกพร่องมีขอบเขตจำกัดและต้องมาจากมุมกินุลวุญูด (อาจเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้) ด้วยเหตุนี้ สาเหตุที่เป็น วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) สำหรับโลกและจักรวาลสูงส่งและสมบูรณ์ยิ่งกว่าเหตุปัจจัยของจิต เมื่อสัมพันธ์ไปยังปรากฏการของจิต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าไม่เหตุปัจจัยใดเหมือนกับเหตุปัจจัยที่เป็น วาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) เนื่องจากพระองค์ไม่ต้องการหรือไม่พึงพาสิ่งใดในการบังเกิดสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย (ผล) ขณะที่ผลทั้งหลายเหล่านั้นมีความต้องการ ต้องพึ่งพา และต้องอาศัยพระองค์เสมอ
ความพิเศษของคุณสมบัติแห่งเหตุปัจจัยในการบังเกิดทุกสรรพสิ่ง
เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่กล่าวมา สามารถหยิบยกคุณสมบัติพิเศษสำหรับสาเหตุปัจจัยในการบังเกิดทุกสิ่งได้ดังนี้
1. สาเหตุปัจจัยในการบังเกิดสรรพสิ่ง ต้องมีความสมบูรณ์มากกว่าผลทั้งหมด เพื่อจะได้เพิ่มหรือลดแก่สรรพสิ่งที่มีตามความเหมาะสมของสิ่งนั้น ต่างไปจากสาเหตุปัจจัยอันหลากหลายหรือสสาร ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นเพียงแค่นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ผลของตน และไม่จำเป็นว่าตัวของมันต้องสมบูรณ์มากกว่าหรือมีความสมบูรณ์ของผล เช่น ไม่มีความจำเป็นที่ดินต้องมีความสมบูรณ์ของพืช หรือบิดามารดาไม่จำเป็นต้องมีความสมบูรณ์ของบุตรและธิดา แต่สำหรับพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรค์ขณะที่พระองค์ไม่อาจแบ่งออกเป็นส่วนได้ แต่พระองค์จำเป็นต้องมีความสมบูรณ์ของสรรพสิ่งทั้งหมด
สิ่งจำเป็นต้องรับทราบคือ การมีความสมบูรณ์ของสรรพสิ่งถูกสร้างมิได้หมายความว่า ความเข้าใจของสิ่งเหล่านั้น (เช่นความเข้าใจเกี่ยวกับเรือนร่างหรือมนุษย์) สามารถนำไปใช้ในความหมายของพระเจ้าได้ เนื่องจากความเข้าใจทำนองนี้เป็นของสรรพสิ่งที่อยู่ในขอบเขตจำกัดหรือไม่สมบูรณ์ มิอาจนำไปใช้กับพระเจ้าในฐานะของพระผู้ทรงสมบูรณ์อันไม่มีที่สิ้นสุด
2. สาเหตุปัจจัยในการบังเกิดสรรพสิ่ง จะบังเกิดผลจากสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นมา หรือสร้างสิ่งนั้นให้บังเกิดขึ้น ซึ่งการสร้างของพระองค์จะไม่ทำให้สิ่งใดลดน้อยหรือหายไปจากพระองค์ แตกต่างไปจากผู้สร้างตามธรรมชาติ เนื่องจากการงานของสิ่งเหล่านั้นเพียงแค่เปลี่ยนแปลงผล และใช้พลังงานที่มีให้หมดไปเท่านั้น สมมุติฐานของเรา คือ ต้องมีบางสิ่งบางอย่างลดน้อยไปจากอาตมันของวาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) เมื่อนั้นอาตมันของพระองค์จึงจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงหรือการแบ่งส่วน ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าความคิดเช่นนี้เป็นโมฆะ
3. สาเหตุปัจจัยในการบังเกิดสรรพสิ่ง เป็นสาเหตุสัมบูรณ์ ฉะนั้น การดำรงอยู่จึงจำเป็นสำหรับผลทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ จึงแตกต่างไปจากสาเหตุจำนวนมาก ซึ่งการดำรงอยู่ของผลเหล่านั้น ไม่ต้องการเหตุปัจจัย
ดังนั้น การที่นักศาสนศาสตร์ฝ่ายซุนนีย์บางท่านกล่าวว่า การดำรงอยู่ของโลกไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้า หรือนักปรัชญาตะวันตกบางท่านกล่าวว่า โลกแห่งธรรมชาติก็คล้ายคลึงกับนาฬิกาเมื่อใส่แบบเตอรีหรือไขลานเรียบร้อยแล้วมันจะเดินด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าอีกต่อไป คำกล่าวทำนองนี้ถือว่าห่างไกลความจริงมาก เนื่องจากโลกใบใหญ่ที่เพียบพร้อมไปด้วยระบบระเบียบใบนี้ ล้วนต้องพึ่งพาพระเจ้าทั้งสิ้น ฉะนั้น ถ้าพระองค์เบี่ยงเบนการมีอยู่ของพระองค์เพียงเสี้ยวนาทีจะไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่บนโลกอีกต่อไป