แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. การล่มสลายของแนวคิดตะวันตกในการเผชิญหน้ากับอิสลาม

การล่มสลายของแนวคิดตะวันตกในการเผชิญหน้ากับอิสลาม

ในปี ค.ศ. 2005 ด้วยกับการแผ่ขยายของศาสนาอิสลามเข้าไปในหมู่นักวิชาการตะวันตก ทำให้หน่วยงานด้านข่าวกรองต่างๆ ของตะวันตกได้ยื่นมือเข้าสู่การทำลายอิสลาม! แต่กระนั้นก็ตามพวกเขาไม่สามารถที่จะสกัดกั้นการขยายตัวของอิสลามได้ และในแต่ละวันจะมีบรรดานักวิชาการเข้ารับศาสนาอิสลามเพิ่มมากขึ้น ประเด็นดังกล่าวนี้เท่ากับเป็นความล่มสลายของแนวคิดตะวันตกเมื่อเผชิญหน้ากับอิสลาม 

ในปี ค.ศ.2005 ศาสนาอิสลามได้แผ่ขยายอย่างน่าทึ่งในโลกตะวันตก ตามเอกสารลับของหน่วยงานด้านข่าวกรองของอเมริกานั้น ในแต่ละเดือนจะมีนักวิชาการชาวตะวันตกคนหนึ่งเข้ารับศาสนาอิสลาม และสิ่งนี้เองที่เป็นสาเหตุทำให้บรรดานักคิดและนักการเมืองตะวันตก ภายหลังจากการประชุมลับต่างๆ ได้ยื่นมือเข้าสู่การปฏิบัติการต่างๆ ที่แปลกประหลาด! หนึ่งในการกระทำเหล่านั้นก็คือ ความพยายามในการแสดงภาพลักษณ์ของอิสลามว่าเป็นศาสนาที่หยาบช้านิยมความรุนแรง [1]
หลังจากนั้นไม่นานนัก สำนักงานข่าวกรองของสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ก็ได้เริ่มต้นภารกิจด้วยการออกนิตยสารฉบับหนึ่ง ด้วยกับการตีพิมพ์เนื้อหาแรกที่ทำให้เกิดความอึกกระทึกคึกโคมและความวุ่นวายขึ้นในโลกอิสลาม และได้ไฟเขียวไปยังประเทศต่างๆ ในโลกตะวันตกเพื่อให้ตีพิมพ์และเผยแพร่เนื้อหาต่างๆ ที่เป็นการต่อต้านอิสลามและเป็นการลบหลู่ดูหมิ่น นิตยสารฉบับนี้ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “มุฮัมมัดและพระเยซู สองความขัดแย้งที่สำคัญ”
ในการดำเนินการครั้งแรกของเขา โดยที่ในบทความนี้ได้แสดงให้เห็นว่า พระเยซูนั้นเป็นศาสดาแห่งสันติภาพ ไมตรีจิต มิตรภาพและความรัก ในทางตรงข้ามได้แนะนำท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ว่าเป็นศาสดาแห่งสงครามและการหลั่งเลือด ภายหลังจากที่ผู้อ่านได้การอ่านบทความนี้แล้ว จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมันโดยอัตโนมัติ จะทำให้เกิดมุมมองในทางลบต่อศาสนาอิสลามทันที หลังจากนั้นก็มาถึงคิวของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งได้เต็มภารกิจของนิตยสารอเมริกันด้วยกับการตีพิมพ์ภาพวาดลามกอนาจาร 12 ภาพ จนกระทั่งได้รับการยกย่องและการสนับสนุนจากอเมริกา ประเทศพันธมิตรและประเทศในกลุ่มตะวันตก และเพื่อไม่ให้ตกจากขบวนแต่ละประเทศก็ได้ย่างก้าวตามรอยเท้าของอเมริกาติดตามกันมาทีละประเทศ ด้วยการสร้างภาพยนตร์หรือไม่ก็ด้วยการตีพิมพ์บทความต่อต้านอิสลามต่างๆ มากมาย!
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ บรรดานักวิชาการและชนชั้นมันสมองของกลุ่มประเทศตะวันตก ได้เคาะระฆังแสดงการคัดค้านอย่างรุนแรงต่อบรรดานักการเมืองเหล่านี้ หนึ่งในบุคคลเหล่านั้นก็คือ “Adrian Ryland” ซึ่งเขาได้ประกาศว่า

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากจะมีศาสนาอยู่เพียงศาสนาเดียวที่คงเหลืออยู่ในโลกนี้ บรรดาศัตรูของมันจะแนะนำมันด้วยภาพลักษณ์ที่น่าเกลียดที่สุด และจะทำให้มันกลายเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับบุคคลอื่นๆ โดยที่บุคคลที่มีสติปัญญาผู้หนึ่ง แม้เขาจะเขียนโต้ตอบนิยายปรัมปราที่พวกเขาพาดพิงไปยังศาสนาดังกล่าว ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีความน่าอับอายเช่นเดียวกัน และศาสนาดังกล่าวนั้นก็คือศาสนาอิสลาม แต่เราจะต้องรับรู้ว่า เราได้พยายามหมิ่นประมาทและดูถูกเหยียดหยามต่อบรรดามุสลิมอย่างไร้สาระ พวกเขามีคุณงามความดีต่างๆ มากมาย ที่พวกเราควรจะอิจฉาพวกเขาเสียมากกว่า” [2]
ใช่แล้ว! คำพูดนี้เพียงคำพูดเดียวก็สามารถสร้างความอับอายและความน่าอัปยศอดสูให้แก่หน่วยงานด้านข่าวกรองของบรรดาประเทศตะวันตกได้แล้ว ทั้งนี้เนื่องจากว่า เมื่อมีผู้ถามถึงเหตุผลของคำพูดดังกล่าวนี้จาก “Adrian Ryland” เขากล่าวตอบว่า “ผมและน้องชายของผมรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้อ่านเรื่องราวต่างๆ ที่งมงายที่ชาวคริสต์กำลังใส่ไคล้ต่อศาสนาอิสลามและศาสดามุฮัมมัด และเราไม่เชื่อเลยว่าจะมีกลุ่มต่างๆ มากมายจากประชาชนบนหน้าโลกนี้เชื่อในคำพูดของพวกเขา [3] หากภายหลังพวกเขาได้ย้อนกลับไปดูตัวบทและใช้ความพยายามเพื่อที่จะค้นหาความจริง ในที่สุดพวกเขาก็จะไปถึงบทสรุปที่ว่า บรรดามุสลิมนั้นไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งหย่อนและน้อยไปกว่าผู้อื่น และพวกเขาจะต้องกล่าวว่า ไม่มีศาสนาใดเลยที่ถูกอธรรมเหมือนดั่งอิสลาม” [4]
เราขอมอบการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของบรรดาผู้อ่านที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แต่ในท้ายที่สุดนี้เราจะขอกล่าวว่า บรรดาผู้นำและผู้ปกครองตะวันตกกำลังร่วมมือกันอย่างเต็มที่อย่างไร ในการที่จะสกัดกั้นการแผ่ขยายของอิสลาม ด้วยการพยายามที่จะแสดงให้เห็นภาพลักษณ์ของศาสนานี้ว่าเป็นศาสนาที่หยาบช้าและนิยมความรุนแรง แต่ทว่าตามสถิติอิสลามกลับกำลังขยายตัวและกลายเป็นที่ยอมรับของประชาชนในตะวันตกอย่างต่อเนื่องวันแล้ววันเล่าอย่างไม่หยุดนิ่ง!
แหล่งที่มา :
[1] นิกอฮี เบฮ์ ซอซมอนฮอเย่ ญาซูเซ่ ฆ็อรบ์ (พิจารณาดูหน่วยงานสืบราชการลับต่างๆ ของตะวันตก) หน้าที่ 34
[2] อิสลาม อาซ นะซะเร่ วอลแตร์ (ศาสนาอิสลามในมุมมองของวอลแตร์) หน้าที่ 21
[3] เล่มเดิม หน้าที่ 22
[4] อ้างจาก “อออีน พัยรอวอเน่ มุฮัมมัด” (ศาสนาของบรรดาผู้ปฏิบัติตามมุฮัมมัด) หน้าที 49

http://www.sahibzaman.com