แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages

กิจการงานที่ดีโดยธรรมชาติแล้วถือว่า เป็นทุนส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต ทั้งปัจเจกบุคคลและสังคม ซึ่งทุกสังคมต่างยอมรับในฐานะที่เป็น การปฏิบัติที่เหมาะสมและคู่ควรกับสังคม กิจการงานที่ดีนั้นเป็นที่ยอมรับของทุกสังคม มีผลในเชิงบวกทั้งกับศาสนาและชีวิต ถ้าหากในกิจการเหล่านั้นไม่มีความเลยเถิด หรือสุดโต่งในแง่ของการปฏิบัติ 
ซึ่งหนึ่งในกิจการงานที่ดี ที่กำลังกล่าวถึงคือ การวะกัฟ หรือการอุทิศเพื่อศาสนา ในตรงนี้จะเห็นว่าศาสนาแห่งฟากฟ้าทั้งมวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิสลามให้การยอมรับไว้อย่างมาก
คำว่า วะกัฟ มาจากรากศัพท์ที่เป็นรูปกริยา ซุลาซี มุญัรร็อด จาก บาบ เฏาะระบะ ในแง่ของภาษาหมายถึง การตัด การปล่อยวาง เช่น กล่าวว่า
وَقَفَ اَلاَرضَ عَلَي المَساکيِنِ يا وَقَفَ اَلاَرضَ لِلمَساکين.
การอุทิศหมายถึง ผู้วะกัฟ หรือที่เรียกว่า วากิฟ ได้อุทิศทรัพย์สินของตนเพื่อคนยากจน หรืออุทิศปศุสัตว์หรือสิ่งอื่นนอกจากนั้น
ในวิชา ฟิกฮฺอิสลาม บางครั้ง การวะกัฟ หมายถึงการปล่อยวางทรัพย์ที่กำหนด หรือระบุแล้ว หรือการบริจาคผลประโยชน์ที่ระบุชัดเจน แต่ในเชิงภาษานั้น กล่าวว่า การวะกัฟ หมายถึง การปล่อยวาง การหยุดไว้กับที่ หรือการทำให้หยุดอยู่กัที่ ดังที่โองการกล่าวว่า
وَلَوْ تَرَىَ إِذْ وُقِفُواْ عَلَى النَّارِ فَقَالُواْ يَا لَيْتَنَا نُرَدُّ وَلاَ نُكَذِّبَ بِآيَاتِ رَبِّنَا وَنَكُونَ مِنَ الْمُؤْمِنِينَ
“หากเจ้าเห็น ขณะที่พวกเขาถูกยั้งให้หยุดยืนเบื้องหน้าเพลิงนรก แล้วพวกเขากล่าวว่า “โอ้ ถ้าเราถูกนำกลับไปก็คงดี! และเราก็จะไม่ปฏิเสธบรรดาสัญญาณแห่งพระผู้อภิบาลของเราอีก และเราก็จะได้กลายเป็นผู้ที่อยู่ในหมู่ผู้มีศรัทธา” อันอาม 27
ท่านอิมามโคมัยนี กล่าวถึงการวะกัฟว่า หมายถึง การหยุดยั้งตัวตนและการปล่อยวางผลประโยชน์ออกไป
ดังนั้น การวะกัฟ จึงหมายถึง การปล่อยวางการบริจาคให้ดำเนินไป หรือการปล่อยผลประโยชน์ส่วนตัว หรือการทำให้ผลประโยชน์นั้นเป็นที่อนุมัติในหนทางของพระเจ้า ฉะนั้น การวะกัฟ ในอีกความหมายถึงจึงหมายถึง การไม่ปล่อยวางให้คนอื่นนำเอาทรัพย์ส่วนนั้น ไปทำการค้าขาย หรือจำหน่ายจ่ายโอน หรือเคลื่อนย้ายออกไป หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การนำผลประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น ไปใช้ในหนทางศาสนา หรือการทำให้ผลประโยชน์นั้นดำเนินต่อไปๆ
ท่านอิมามโคมัยนี กล่าวว่า สิ่งที่เราวะกัฟไปแล้วนั้น จำเป็นต้องมีตัวตนของทรัพย์สิน และในช่วงหนึ่งต้องได้รับการเอาใจใส่ ในลักษณะที่ว่า มีความเป็นไปได้ที่ผลประโยชน์ที่ฮะลายจากสิ่งนั้น จะถูกถ่ายโอนออกไป ด้วยเหตุนี้ การวะกัฟหนี้สิน หรือการวะกัฟบางสิ่งที่ไม่มีผลประโยชน์ เช่น สุรา สุกร หรือการวะกัฟอาหารการกิน หรือวะกัฟผลไม้ต่างๆ ถือว่าไม่ถูกต้อง
การวะกัฟในริวายะฮฺ
รายงานจากบรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.) จำนวนมากมายกล่าวสนับสนุนให้ วะกัฟ เช่น
ท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) กล่าวว่า “เมื่อมนุษยสิ้นชีวิตจากโลกนี้ ประวัติการงานของเขาจะถูกปิดลง ยกเว้น 3 ประการต่อไปนี้ การเซาะดะเกาะฮฺ การงานที่ยังคุณาประโยชน์ และบุตรที่วิงวอนขอดุอาอฺแก่เขา (บิฮารุลอันวาร เล่ม 2 หน้า 22)
اذا مات ابن آدم انقطع عمله الا من ثلاث: صدقه جاريه او علم ينتفع به او ولد صالح يستغفر له
ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า
«ليس يتبع الرجع بعد موته من الاجر الاثلا ث خصال: صدقه موقوفه لا تورث او سنّه هدي سنها و کان يعمل بها وعمل بها من بعده او ولد صالح يستغفرله؛
ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า “หลังจากตายจากโลกไป จะไม่มีผลรางวัลใดติดตามมนุษย์มาอีก นอกจาก 3 สิ่งด้วยกัน การซะดะเกาะฮฺ ที่บุคคลนั้นได้บริจาคในช่วงยังมีชีวิต และสิ่งนั้นยังคงดำเนินอยู่ต่อไป แม้หลังเขาตายไปแล้วตราบจนถึงวันกิยามะฮฺ การซะดะเกาะฮฺที่วะกัฟไว้ จะไม่ตกไปกลายเป็นมรดกเด็ดขาด หรือซุนนะฮฺที่ได้ถูกจัดวางไว้ และเขาได้เคยปฏิบัติในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ หรือเมื่อตายไปแล้วสิ่งนั้นก็ยังคงถือปฏิบัติอยู่ และสามบุตรหลานที่เป็นมุอฺมิน ที่เฝ้าคอยดุอาอฺให้เขา” อ้างแล้ว เล่ม 6 หน้า 293”
ข้อบัญญัติการวะกัฟ
1-    ถ้าบุคคลหนึ่ง วะกัฟ บางสิ่งไว้ ถามว่ากฏเกณฑ์เป็นอย่างไร?
ถ้าบุคคลใด วะกัฟ สิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นจะไม่ถือว่าเป็นสมบัติของเขาอีกต่อไป ทั้งตัวเขาและบุคคลอื่นไม่มีสิทธิ์นำเอาสิ่งนั้นไปขายหรือจำหน่ายจ่ายโอน หรือนำสิ่งนั้นไปจัดแบ่งเป็นมรดก
2-    การวะกัฟจำเป็นต้องอ่าน คำหรือประโยควะกัฟหรือไม่ ?
ไม่ ไม่จำเป็นต้องกล่าวหรืออ่าน คำวะกัฟ เป็นภาษาอาหรับ เพียงพอแล้วถ้าจะกล่าวว่า “ฉันวะกัฟบ้านของฉัน” ซึ่งบุคคลที่เป็นตัวแทน หรือผู้ปกครองที่รับการวะกัฟ กล่าวว่า “ยอมรับ” ถือว่าการวะกัฟนั้นถูกต้อง แต่ถ้าเขามิได้วะกัฟ สำหรับกลุ่มชนเฉพาะเจาะจง แต่ได้วะกัฟเพื่อส่วนรวม เช่น มัสญิด โรงเรียน หรือวะกัฟได้เพื่อคนยากจน ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องมีการกล่าย ยอมรับแต่อย่างใด
3-    ถ้าผู้วะกัฟ เสียชีวิตก่อนอ่านคำวะกัฟ กฎนั้นเป็นอย่างไร?
กรณีที่เจ้าของระบุทรัพย์สินที่ตั้งใจวะกัฟไว้แล้ว แต่ก่อนที่จะอ่านคำวะกัฟ เกิดนึกเสียดาย หรือเสียชีวิตเสียก่อน ถือว่าการวะกัฟนั้นไม่ถูกต้อง
4-    ผู้วะกัฟจำเป็นต้องเนียตกุรบัตหรือไม่?
ผู้ที่วะกัฟ หรือวากิฟ ไม่จำเป็นต้องเนียต กุรบัต แต่อย่างใด แม้ว่าจะเป็นการดีกว่าให้กระทำเช่นนั้นก็ตาม แต่ถือเป็นอิฮฺติยาตวาญิบ ขณะอ่านคำวะกัฟให้เนียตว่าจะวะกัฟทรัพย์นั้นตลอดไป เช่น กล่าวว่า ฉันขอวะกัฟทรัพย์สินนี้ หลังจากตายไปแล้ว ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะถือว่า นับตั้งแต่อ่านคำวะกัฟจนถึงช่วงเสียชีวิต ไม่ถือว่าเป็นการวะกัฟ  หรือกล่าวว่า จะขอวะกัฟแค่ 10 ปี หรือ 5 ปี
5-    ถ้าพูดว่า จงวะกัฟทรัพย์สินนี้ภายหลังฉันเสียชีวิตไปแล้ว การวะกัฟ ถูกต้องหรือไม่?
เนื่องจากช่วงเวลา กล่าวประโยค การวะกัฟ จนกระทั่งถึงแกกรมนั้น มิได้วะกัฟ ดังนั้น นักปราชญ์เห็นพร้องต้องกันว่า ไม่ถูกต้อง
6-    ถ้ามีกำหนดเวลาในการ วะกัฟ จะถือว่าการวะกัฟนั้นถูกต้องหรือไม่?
ถ้าสมมุติว่าพูดว่า ฉันจะขอวะกัฟแค่ 10 ปี หลังจากนั้นไม่วะกัฟ หรือพูดว่า  ฉันวะกัฟแค่ 10 ปี หลังจากนั้น 5 ปี ไม่ใช่ หลังจากนั้น วะกัฟ ใหม่อีกครั้ง นักปราชญ์เห็นพร้องต้องกันว่า ไม่ถูกต้อง
7-    เงื่อนไขการวะกัฟมัสญิดเป็นอย่างไร ?
กรณีนี้ที่ วะกัฟ มัสญิด อิฮฺติยาตวาญิบ หลังจากอ่านคำวะกัฟแล้ว ถ้ามีใครสักคนนมาซในมัสญิดนั้น จะถือว่ามัสญิดอยู่ใน กฎเกณฑ์ของการวะกัฟทันที
8-    ผู้วะกัฟจะต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ?
–           ผู้วะกัฟ ต้องมีอายุบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ
–           มีสติสัมปชัญญะ
–           -วะกัฟโดยความเต็มใจ หรือตั้งใจที่จะวะกัฟทรัพย์นั้นจริง
–           ไม่มีผู้ใดบังคับขู่เข็ญให้วะกัฟ
–           เขาต้องสามารถใช้จ่ายทรัพย์สินได้
9-    การวะกัฟของคนวิกลจริต ถือว่าถูกต้องหรือไม่?
คนวิกลจริต ซึ่งใช้ทรัพย์สินของตนไปในหนทางไร้สาระ และเนื่องจากเขาไม่มีสิทธิ์ใช้ทรัพย์ของตนได้นั่นเอง ดังนั้น เมื่อเขาวะกัฟบางอย่างจึงถือว่า ไม่ถูกต้อง
10- ถ้าวะกัฟแทนเด็กที่ยังไม่เกิดจะได้หรือไม่ ?
ถ้าวะกัฟแทนเด็กที่ยังไม่กำเนิด ถือว่าไม่ถูกต้อง
11- ถ้าจะวะกัฟบางสิ่งในอนาคตจะถือว่าถูกต้อง หรือไม่ ?
ถ้าวะกัฟเพื่อคนที่มีชีวิตอยู่ หรือลูกหลานที่จะถือกำเนิดรุ่นต่อ ๆ ไป เช่น เขาได้วะกัฟสิ่งหนึ่งเพื่อลูกของเขา และพวกเขา ได้วะกัฟต่อให้ชนชั้นหลาน รุ่นต่อไป ซึ่งลูกหลานในแต่ละรุ่น ได้ใช้ประโยชน์จากของวะกัฟนั้น ถือว่าถูกต้อง
12- ถ้าจะวะกัฟบางสิ่ง เพื่อตนเอง การวะกัฟนั้นจะถูกต้องหรือไม่ ?
ถ้าวะกัฟสิ่งหนึ่งเพื่อตนเอง เช่น วะกัฟร้านค้า โดยให้นำเอารายได้จากร้านนั้น ไปเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับตนเอง ห ซึ่งหลังจากตนเสียชีวิตไปแล้ว ถือว่าไม่ถูกต้อง
13- ถ้าวะกัฟทรัพย์สินเพื่อคนยากจน แต่ตนได้จนลงยิ่งกว่า ดังนั้น ตนมีสิทธิ์ใช้ทรัพย์สินวะกัฟนั้นหรือไม่ ?
ถ้าได้วะกัฟทรัพย์เพื่อคนยากจน แล้วตนได้จนลงกว่าเดิม ฉะนั้น เขาสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งวะกัฟได้
14- ถ้าวะกัฟทรัพย์บางอย่าง แล้วระบุตัวแทนเฉพาะไว้ด้วย ฮุกุ่มจะเป็นอย่างไร ?
ถ้ากำหนดตัวแทนแน่นอน ไว้สำหรับดูแลทรัพย์วะกัฟ ดังนั้น ตัวแทนมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงไว้
15- ถ้าวะกัฟทรัพย์บางอย่าง แต่ไม่ได้ระบุตัวแทนเฉพาะไว้ด้วย ฮุกุ่มจะเป็นอย่างไร ?
แต่ถ้ามิได้ระบุ หรือกำหนดเงื่อนไขเฉพาะเอาไว้ ซึ่งเขาได้วะกัฟสำหรับกลุ่มชนเฉพาะ เช่น เขาได้วะกัฟสำหรับลูกหลานของเขา และพวกเขาถึงวัยบาลิฆแล้ว ดังนั้น สิทธิในการเลือกสรรขึ้นอยู่กับพวกเขา แต่ถ้าพวกเขายังไม่บรรลุวัยบาลิฆ ดังนั้น สิทธิของพวกเขาจึงขึ้นอยู่กับ ผู้ปกครองของพวกเขา
16- ถ้าต้องการใช้ประโยชน์จาก ทรัพย์สินวะกัฟ ตามคำถามข้อ 15 ต้องขออนุญาตฮากิมหรือไม่ ?
ถ้าพวกเขาต้องการใช้ ไม่จำเป็นต้องของอนุญาต ฮากิม
17- ถ้าวะกัฟทรัพย์สินแก่คนยากจน หรือบรรดาลูกหลานนบี หรือวะกัฟทรัพย์สินเพื่อนำประโยชน์มาใช้ ประกอบคุณงามความดี แต่ไม่ได้กำหนดหรือระบุตัวแทนเฉพาะเอาไว้ ดังนั้น การใช้ประโยชน์ฮุกุ่มจะเป็นอย่างไร ?
ถ้าวะกัฟทรัพย์สำหรับคนยากจน หรือบรรดาลูกหลานนะบี หรือวะกัฟทรัพย์สินโดยต้องการนำผลประโยชน์ มาใช้เพื่อความดีต่าง ๆ แต่มิได้ระบุผู้รับผิดชอบแน่นอนไว้ ฉะนั้น สิทธิจึงขึ้นอยู่กับฮากิม
18- ถ้าวะกัฟทรัพย์สินสำหรับกลุ่มชนเฉพาะ เช่น ลูกหลาน โดยให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปได้ใช้ประโยชน์จากวะกัฟนั้น ซึ่งผู้ที่ดูแลได้ให้เช่า หรือตายจากไป ดังนั้น การเช่านั้นถือว่า บาฏิลหรือไม่?
ไม่ การให้เช่านนั้น ไม่บาฏิล
19- ตามคำถามข้อที่ 18 กรณีที่ไม่มีผู้ดูแลฮุกุมจะเป็นอย่างไร ?
ถ้าไม่มีผู้ดูแลสินวะกัฟ และหลานรุ่นหนึ่งผู้ซึ่งทรัพย์สินได้วะกัฟไว้สำหรับพวกเขา และได้นำเอาทรัพย์นั้นไปให้เช่า แต่ระหว่างที่เช่าอยู่นั้น ผู้ให้เช่าเสียชีวิต ถือว่าการเช่านั้น บาฏิล และในกรณีที่ผู้เช่าได้จ่ายค่าเช่าทั้งหมดไปแล้ว เขาต้องเอาค่าเช่าที่เหลือกลับคืน
20- กรณีที่สินวะกัฟเสียหาย ถือว่าสิ่งนั้นจะตกสภาพการเป็นวะกัฟหรือไม่ ?
ถ้าสิ่งวะกัฟเสีย สิ่งนั้นก็ยังไม่หมดสภาพของการเป็นสิ่งวะกัฟ
21- ทรัพย์สินที่บางส่วนวะกัฟ และอีกบางส่วนไม่กัฟ จะมีฮุกุมเป็นอย่างไร ?
ทรัพย์บางชนิดที่ส่วนหนึ่งวะกัฟ แต่อีกส่วนหนึ่งมิได้วะกัฟ ดังนั้น ถ้ายังมิได้จัดแบ่งให้ชัดเจน ฮากิม หรือผู้แทนวะกัฟ สามารถจัดแบ่งทรัพย์นั้นได้
22- ถ้ากรณีที่ผู้ดูแลทรยศ ฮุกุมจะเป็นอย่างไร ?
กรณีที่ผู้ดูแลทรัพย์วะกัฟ ไม่ซื่อสัตย์ โดยมิได้นำเอาผลประโยชน์จากการวะกัฟ ไปใช้ตามเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้น ฮากิมสามารถจัดการสิ่งนั้น ให้เป็นไปตามประสงค์ได้
23- กรณีที่ได้วะกัฟพรมแก่ฮุซัยนียะฮฺแห่งหนึ่ง จะสามารถนำไปนมาซในมัสญิดอีกหลังหนึ่งได้หรือไม่?
ไม่สามารถนำพรหมไปนมาซในมัสญิดอื่นได้ แม้ว่ามัสญิดหลังนั้นจะอยู่ใกล้กับฮุซัยนียะฮฺก็ตาม
24- ถ้าวะกัฟทรัพย์สินไว้เพื่อซ่อมแซมมัสญิดหลังหนึ่ง แต่ถ้ามัสญิดหลังนั้น ยังไม่ต้องซ่อมแซม แต่ก็รอโอกาสว่าเมื่อใดชำรุด ก็จะซ่อมแซม ดังนั้น เราสามารถนำเอาทรัพย์ส่วนนั้นไปซ่อมแซมมัสญิด ที่ต้องการการซ่อมแซมได้หรือไม่ ?
สามารถนำเงินไปซ่อมแซมมัสญิด ที่ต้องการการซ่อมบำรุงหลังอื่นก่อนได้
25- ถ้าวะกัฟทรัพย์สินบางส่วนไว้ และถ้ามีรายได้จะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายของมัสญิด หรือให้เป็นค่าใช้จ่ายแก่อิมาม หรือคนอะซานประจำมัสญิดหลังนั้น ฮุกุมจะเป็นอย่างไร ?
กรณีที่รู้จำนวนที่จะมอบเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละส่วนคนละเท่าไหร่ จำเป็นต้องจ่ายไปตามนั้น แต่ถ้าไม่มั่นใจว่าเท่าไหร่ อันดับแรก ถือเป็นการอิฮฺติยาฏ ให้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับมัสญิดก่อน ถ้ามีส่วนเหลือนอกจากนั้น ให้แบ่งระหว่างอิมามญะมาอัต และคนอะซาน คนละเท่า ๆ กัน แต่ถ้าเป็นการวะกัฟอย่างเดียว ให้ปฏิบัติไปตามทัศนะของผู้ดูแล
26- การบริจาคทรัพย์ฮะรอม ฮุกุมจะเป็นอย่างไร ?
การวะกัฟจะถือว่าถูกต้องก็ต่อเมื่อ, ตนเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ต้องการวะกัฟอย่างถูกต้อง ดังนั้น การวะกัฟทรัพย์สินที่ได้ขู่กรรโชก หรือบังคับ หรือลอกลวง หรือได้ทรัพย์นั้นมาอย่างไม่ถูกต้องถือว่า บาฏิล และผู้วะกัฟต้องเป็นผู้รับผิดชอบทรัพย์เหล่านั้นด้วย และฮักกุลนาซยังติดตัวเขาอยู่, อีกนัยหนึ่งการวะกัฟทำนองนี้ไม่สามารถปลดเปลื้องฮักกุลลนาซไปจากตนเองได้นั่นเอง