แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages

การอธรรม
บทคัดย่อ : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินกัรบะลาอฺ ถือเป็นการอธรรมทั้งสามประเภทรวมกัน พวกเขาอธรรมต่ออัลลอฮฺ เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธคำสั่งของพระองค์ เกรงกลัวบุคคลอื่นนอกจากพระองค์ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีบัญชาว่า “จงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ จงเชื่อฟังปฏิบัติตามเราะซูล และผู้นำ” ทว่าพวกไม่เชื่อทั้งอัลลอฮฺและ เราะซูล และยังสังหารผู้นำของเขาอย่างเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ ถึงแม้ว่าท่านอิมาม (อ.) และเหล่าสหายได้ชี้แนะพวกเขาถึงการดีและการชั่ว แนะนำพวกเขาให้ทราบถึงสถานะแท้จริงของท่านอิมาม และครอบครัวของท่านในช่วงเวลาสุดท้าย แต่พวกเขาหาได้รับฟังไม่ ยังคงดื้อดึงที่จะสังหารอิมามเช่นเดิม
คำสำคัญ : อิมามฮุซัยนฺ, ความจริงใจ,
หัวข้อ : วิถีการต่อสู้ของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.)
บทนำ :
ซุลมฺ หมายถึงการการวางบางสิ่งไว้ไม่ถูกที่ถูกทาง ให้เป็นไปตามความต้องการส่วนตัวของบุคคลนั้น หรือที่เรียกว่าการอธรรม กดขี่นั่นเอง ดังนั้น การอธรรมไม่ว่าจะมากหรือน้อย ล้วนได้รับความกริ้วโกรธจากอัลลอฮฺ ทั้งสิ้น ดังที่พระองค์ตรัสว่า “อัลลอฮฺทรงเกลียดชังบรรดาผู้อธรรม”[1]  ดังนั้น ขึ้นชื่อว่าการอธรรมแล้ว ไม่มีความดีงามอันใดทั้งสิ้น และไม่จำกัดด้วยว่าการอธรรมจะออกมาจากผู้ใด ที่ไหน เมื่อไหร่ และผู้นั้นนับถือศาสนาอะไร
การอธรรมโดยหลักการแล้ว แบ่งออกเป็น 3 ประเภท กล่าวคือ
1) การอธรรมระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ซึ่งต่ำช้าที่สุดของการอธรรมในข้อนี้คือ การปฏิเสธ การตั้งภาคี และการฝ่าฝืน
อัลลอฮฺ กล่าวว่า
«وَ مَنْ أَظْلَمُ مِمَّنِ افْتَرى‏ عَلَى اللَّهِ کَذِباً أَوْ کَذَّبَ بِآیاتِهِ إِنَّهُ لا یُفْلِحُ الظَّالِمُونَ،
“ผู้ใดเล่าจะอธรรมยิ่งกว่า    ผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮฺ (ตั้งภาคีเทียบเทียมพระองค์)    หรือปฏิเสธโองการทั้งหลายของพระองค์ เนื่องจาก  บรรดาผู้อธรรมจะไม่บรรลุความสำเร็จ”[2]
ผลลัพธ์ของโปรแกรมคือ การทำลายการตั้งภาคีในทุกๆ ด้าน และการการเคารพบูชารูปปั้นทั้งหลาย ซึ่งโองการได้เริ่มต้นในลักษณะของ การถามในเชิงปฏิเสธว่า “ผู้ใดเล่าจะอธรรมยิ่งกว่า    ผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮฺ” บรรดาผู้อธรรมจะไม่บรรลุความสำเร็จ” เนื่องจากเขาได้นำเอาหินไร้ค่า หรือไม้ หรือมนุษย์ตั้งเป็นภาคีเทียบเทียมอัลลอฮฺ ผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก ดังนั้น การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นเป็นการอธรรมใน 3 ลักษณะ กล่าวคือ
– การอธรรมที่มีต่ออาตมันบริสุทธิ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งปฏิเสธไม่รับการภาคีโดยสิ้นเอง
– การอธรรมต่อบุคลิกภาพของตัวเอง เป็นการทำลายคุณค่าของตน เนื่องจากมนุษย์มีค่ายิ่งกว่าหินดินทราย หรือไม้ที่เป็นเทวรูปซึ่งพวกเขาได้ประดิษฐ์ขึ้นด้วยมือตัวเอง แล้วก็กราบไหว้สักการะสิ่งเหล่านั้น
– การอธรรมต่อสังคม เนื่องจากการตั้งภาคีได้สร้างความแตกแยกแก่สังคม ทำให้เกิดช่องว่าง และทำให้จิตวิญญาณของความเป็นเอกภาพต้องไกลห่างไปจากัน ดังนั้น การอธรรมจึงไม่อาจบรรลุความสำเร็จได้แน่นอน  (إِنَّهُ لا یُفْلِحُ الظَّالِمُونَ)
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ อัลกุรอานได้จัดบุคคลไว้ 15 ประเภทว่าเป็นพวกอธรรม ซึ่งทั้งหมดแล้วนั้นได้เริ่มต้นด้วย ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธว่า «و من اظلم» یا «فمن اظلم» ใครเล่าเป็นผู้อธรรมยิ่งกว่า ซึ่งโองการจำนวนมากเหล่านี้กล่าวถึง การตั้งภาคีและเคารพบูชารูปปั้น ซึ่งโองการอัลกุรอานปฏิเสธสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง กว่าคือ โองการต้องการกำชับให้เห็นถึงหลักของ เตาฮีด แต่บางโองการก็กล่าวถึงปัญหาอื่น เช่น กล่าวว่า
وَ مَنْ أَظْلَمُ مِمَّنْ مَنَعَ مَساجِدَ اللَّهِ أَنْ یُذْکَرَ فِیهَا اسْمُهُ
“ผู้ใดจะอธรรมยิ่งไปกว่า   ผู้ที่ห้ามมิให้รำลึกถึงพระนามของอัลลอฮฺ  ในมัซญิดของพระองค์”[3]
อีกโองการหนึ่งกล่าวว่า وَ مَنْ أَظْلَمُ مِمَّنْ کَتَمَ شَهادَةً عِنْدَهُ مِنَ اللَّهِ “ผู้ใดเล่าจะอธรรมยิ่งไปกว่า  ผู้ที่ปิดบังหลักฐานจากอัลลอฮฺ  ที่มีอยู่ ณ พวกเขา”[4]
ตรงนี้จึงมีคำถามขึ้นว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หมู่ชนเหล่านี้จัดว่าเป็นผู้อธรรมที่สุด ขณะที่ ผู้อธรรมที่สุดนั้น มิได้จำกัดเฉพาะพวกเขาอย่างเดียว คำตอบคือ ภารกิจทั้งหมดเหล่านี้ได้กำเนิดออกมาจากแหล่งเดียวกันนั่นก็คือ การปฏิเสธ การตั้งภาคีเทียบเทียมต่อพระเจ้า และความดื้อรั้น เนื่องจากการห้ามบุคคลไม่ให้รำลึกถึงอัลลอฮฺในมัสญิด ได้พยายามที่จะทำลายเอกภาพและสร้างความแตกแยก เหล่านี้คือ เครื่องหมายของการปฏิเสธศรัทธาและการตั้งภาคีทั้งสิ้น นอกจากนั้นแล้วยังปกปิดความจริง ยืนยันความเท็จ ซึ่งจุดประสงค์ก็คือ การปกปิดความจริงอันเป็นสัจธรรม ไม่กล้าที่จะกล่าวถึงความจริง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม อันเป็นสาเหตุทำให้ประชาชนต้องระหกระเหิน และเบี่ยงเบนไปจากสัจธรรมความจริง และในที่สุดพวกเขาต้องมุ่งหน้าเดินไปสู่การปฏิเสธ ดังนั้น รูปโฉมของการตั้งภาคีเทียบเทียม และการปฏิเสธพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นไปในลักษณะใดก็ตาม ทั้งหมดก็คือสิ่งเดียวกัน
อัลกุรอาน กล่าวว่า
الَّذِینَ آمَنُوا وَ لَمْ یَلْبِسُوا إِیمانَهُمْ بِظُلْمٍ أُولئِکَ لَهُمُ الْأَمْنُ وَ هُمْ مُهْتَدُونَ
“บรรดาผู้ศรัทธา โดยมิได้ปล่อยให้การศรัทธาของพวกเขา ปะปนกับการอธรรม [ชะริก]   ชนเหล่านี้พวกเขาจะได้รับความปลอดภัย  พวกเขาเป็นผู้ได้รับทางนำ”[5]
เป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักตัฟซีรกุรอานว่า “ชิริก” อัลกุรอานกล่าวว่า «إِنَّ الشِّرْکَ لَظُلْمٌ عَظِیمٌ “ชิริกคือการอธรรมยิ่งใหญ่สุด”[6] ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับประเด็นที่กำลังกล่าวถึง รายงานฮะดีซบทหนึ่ง โดยอิบนุมัสอูด กล่าวว่า “ขณะที่โองการข้างต้นได้ประทานลงมา สร้างความสงสัยแก่ประชาชนอย่างยิ่ง พวกเขาต่างมุ่งหน้าไปหาเราะซูล และถามท่านว่า โอ้ ยาเราะซูล ใครบ้างที่อย่างน้อยที่สุดเขาไม่อธรรมต่อตัวเอง (เพราะตามโองการข้างต้นถือว่าทั้งหมดได้อธรรมต่อตัวเองทั้งสิ้น) ท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) ตอบว่า จุดประสงค์ของโองการ มิได้เป็นดั่งที่พวกท่านคิดกันดอก พวกท่านมิเคยได้ยินคำพูดของ ท่านลุกมานฮะกีมดอกหรือที่ “โอ้ บุตรของข้าเอ๋ย จงอย่าตั้งภาคีกับพระเจ้า เพราะกับตั้งภาคีกับพระองค์คือ การอธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
การตั้งภาคีเทียบเคียง
ชิกรฺ หมายถึง การพึ่งพาสิ่งอื่นที่นอกเหนือไปจากพระเจ้า ยกฐานะของบ่าวให้เป็นพระเจ้า
ชิกรฺ หมายถึง การยึดอำนาจอื่นให้เสมอกับอำนาจของพระเจ้า
ชิกรฺ หมายถึง การยอมจำนนต่อผู้อื่นโดยไม่ขัดขืนนอกเหนือไปจากพระเจ้า
ชิกรฺ หมายถึง การจัดตั้งกลุ่มและพรรคโดยมีเป้าอื่นนอกเหนือไปจากพระเจ้า
ชิกรฺ หมายถึง การนอบน้อมต่ออภิมหาอำนาจอื่นนอกเหนือไปจากอำนาจของพระเจ้า
2) การกดขี่ของบุคคลที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
อัลกุรอาน กล่าวถึงสาเหตุของการกีดกันความโปรดปราน จากวงศ์วานอิสรอเอลไว้หลายประการด้วยกัน ประกาอบด้วย การกดขี่อธรรมที่มีต่อผู้อ่อนแอกว่า ขัดขวางบรรดานะบีที่ทำหน้าที่ชี้นำประชาชาชน กินดอกเบี้ย ฉ้อฉลทรัพย์สินของประชาชนอย่างอยุติธรรม โองการกล่าวว่า
«فَبِظُلْمٍ مِنَ الَّذِینَ هادُوا حَرَّمْنا عَلَیْهِمْ طَیِّباتٍ أُحِلَّتْ لَهُمْ وَ بِصَدِّهِمْ عَنْ سَبِیلِ اللَّهِ کَثِیراً وَ أَخْذِهِمُ الرِّبَوا وَ قَدْ نُهُوا عَنْهُ وَ أَکْلِهِمْ أَمْوالَ النَّاسِ بِالْباطِلِ
“เนื่องด้วย   ความอธรรมของพวกยะฮูดียฺ   การที่พวกเขาขัดขวางทางของอัลลอฮฺ  อย่างมากมาย   เราจึง บัญญัติห้ามสิ่งดีทั้งหลาย  ที่ถูกอนุมัติแก่พวกเขามาก่อน  ทำนองเดียวกัน  เนื่องด้วยพวกเขาเอาดอกเบี้ย  ทั้งๆ  ที่พวกเขาถูกห้ามในเรื่องนั้น การที่พวกเขากินทรัพย์สินของผู้คนโดยทุจริต เราได้เตรียมไว้แล้ว สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธในหมู่พวกเขา   ซึ่งการลงโทษอันเจ็บปวด”[7]
3) การกดขี่ตนเอง
อัลลอฮฺตรัสถึงเรื่องราวของอาดัมและฮะวาว่า
قالا رَبَّنا ظَلَمْنا أَنْفُسَنا وَ إِنْ لَمْ تَغْفِرْ لَنا وَ تَرْحَمْنا لَنَکُونَنَّ مِنَ الْخاسِرِینَ،
“เขาทั้งสองกล่าวว่า  ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา  เราได้อธรรมแก่ตัวเราเอง   ถ้าพระองค์ไม่ทรงอภัยโทษแก่เรา  ไม่เมตตาเรา  เราต้องอยู่ในหมู่ผู้สูญเสีย  อย่างไม่ต้องสงสัย”[8]
ประเด็นที่สำคัญที่สุด ซึ่งอัลกุรอานกล่าวถึงการกดขี่คือ การตั้งภาคีกับพระองค์ และการตัดสินสิ่งที่อัลลอฮฺมิได้ประทานลงมา ปกปิดความจริง การล่วงละเมิดฝ่าฝืนกฎเกณฑ์อัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงกำหนดแก่มวลมนุษย์ การปฏิบัติตามอำนาจฝ่ายต่ำ การล้อเล่นเย้ยหยัน การตำหนิติเตียน การโฆษณาข้อผิดพลาดของคนอื่น การตั้งฉายานามเลวแก่บุคคลอื่น และอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ ซึ่งผู้อธรรมจะถูกเรียกว่า “ซอลิม” บุชาอารมณ์ตนเอง และคนโง่เขลา เนื่องจากม่านแห่งความโง่เขลาเบาปัญญาได้ปกปิดความรอบรู้ของจิตใจจนมิดชิด นอกจากนั้นการเบี่ยงเบน ความอคติ การตัดสินผู้คนแบบโง่เขลา การทำลายความคิดของคนอื่น การเบี่ยงเบนความคิดของคนอื่นให้เห็นดีเห็นงามกับตนเองเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เอง อัลกุรอาน จึงกล่าวว่า
بَلِ اتَّبَعَ الَّذِينَ ظَلَمُوا أَهْوَاءَهُم بِغَيْرِ عِلْمٍ فَمَن يَهْدِي مَنْ أَضَلَّ اللَّهُ وَمَا لَهُم مِّن نَّاصِرِينَ
“ว่าว่าบรรดาผู้ฉ้อฉลได้ปฏิบัติตามอำนาจฝ่ายต่ำของพวกเขา โดยปราศจากความรู้ แล้วผู้ใดเล่าจะชี้นำทางแก่ผู้ที่อัลลอฮฺทรงปล่อยให้เขาหลงทางไปแล้ว และสำหรับพวกเขาจะมิมีผู้ช่วยเหลือ”[9]
บรรดาผู้อธรรมจะไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูล พวกเขาจะปฏิบัติตามอำนาจฝ่ายต่ำของตน ฉะนั้น บุคคลใดหรือที่สามารถ หลอกลวงผู้ที่ได้รับทางนำแล้วให้หลงทางไปได้ ในทางกลับกัน ผู้ที่อัลลอฮฺทรงปล่อยให้เขาหลงทางไปแล้ว ใครเล่าจะชี้นำทางเขาได้ (فَمَن يَهْدِي مَنْ أَضَلَّ اللَّهُ) ตรงนี้โองการ ได้ใช้คำว่า “ซอลิมูน” แทนคำว่า “อัชเราะกู” เป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า การตั้งภาคีคือ การอธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั่นเอง
เครื่องหมายของการตั้งภาคีเทียบเคียง
อัล-กุรอาน ใช้คำว่า นอกจากอัลลอฮฺ หรือนอกจากพระองค์ ประมาณ 200 ครั้ง หมายถึงสิ่งอื่นใดนอกจากพระเจ้า พวกเขามีสัญลักษณ์อันใดเป็นสิ่งยืนยันว่า พวกเขาคือผู้ตั้งภาคีเทียบเคียงอัลลอฮฺ
1. การทักท้วงกฎเกณฑ์ของพระเจ้า และผู้ปกครองของพระองค์ อัล-กุรอาน กล่าวว่า “คราใดที่ได้มีเราะซูลนำสิ่งที่ไม่สบอารมณ์ของพวกเจ้ามายังพวกเจ้า พวกเจ้าก็แสดงความยโสแล้วกลุ่มหนึ่งจากพวกเจ้าได้ปฏิเสธ และอีกกลุ่มหนึ่งก็จะสังหารเสียกระนั้นหรือ”[10]
1.1 พวกเขาทักท้วงการงานของพระเจ้า อัล-กุรอานกล่าวว่า เจ้ามิได้มองดูบรรดาผู้ที่ถูกกล่าวว่า จงระงับมือของพวกเจ้าเสียก่อน จงดำรงนมาซ และจงบริจาคซะกาต (ทานบังคับ) ครั้นเมื่อการสงครามได้ถูกกำหนดขึ้นแก่พวกเขา ทันใดนั้นชนกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเขาก็กลัวมนุษย์เช่นเดียวกับกลัวอัลลอฮฺ หรือกลัวยิ่งกว่า พวกเขากล่าวว่า โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา เพราะเหตุใดพระองค์จึงได้กำหนดการสงครามขึ้นแก่พวกเรา (อัล-กุรอาน บทอันนิซาอฺ โองการที่ 77)
1.2 เมื่อพวกเขาเผชิญกับการลงโทษของพระเจ้าพวกเขาก็กล่าวว่า “โอ้ มูซา เราไม่สามารถอดทนต่ออาหารชนิดเดียวอีกต่อไปได้ ดังนั้น จงวิงวอนต่อพระเจ้าของท่านเถิด”[11]
1.3 ครั้นเมื่อพระเจ้าทรงยกอุทาหรณ์พวกเขาก็ทักท้วงเป็นการใหญ่ว่า นี่มันอุทาหรณ์อะไรกันที่พระเจ้าทรงยกมา และพวกเขาก็ได้ร้องถามแบบเย้ยหยัน อัล-กุรอาน กล่าวว่า
“แท้จริง อัลลอฮฺไม่ทรงละอายในการยกอุทาหรณ์ขึ้นเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็นริ้นสักตัวหนึ่งหรือสิ่งที่ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาต่างรู้ว่าแท้จริงสิ่งนั้น คือ ความจริงที่มาจากพระเจ้าของพวกเขา และส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธจะพูดว่า อัลลอฮฺทรงประสงค์สิ่งใดในการยกอุทาหรณ์เหล่านี้”[12]
2. ใช้ชีวิตอย่างผู้อธรรม คำวาฏอฆูต หมายถึงบุคคลที่ยืนหยัดต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าในลักษณะของการฝ่าฝืนหรือละเมิด ดังนั้น การฟังคำสั่งของผู้ละเมิดจึงว่าเป็นการตั้งภาคีเทียบเคียงกับพระเจ้า (ชิกรฺ)
3. ยึดถือสิ่งอื่นว่าดีกว่าพระเจ้า อัล-กุรอานกล่าวว่า “จงกล่าวเถิดว่า หากบรรดาบิดาและบรรดาลูก ๆ ของสูเจ้า บรรดาพี่น้อง บรรดาคู่ครอง บรรดาเครือญาติ บรรดาทรัพย์สมบัติที่สูเจ้าแสวงหาไว้ สินค้าที่สูเจ้ากลัวว่าจะจำหน่ายไม่ออก และบรรดาที่เคหสถานที่สูเจ้าพึงพอใจนั้น เป็นที่รักใคร่สำหรับพวกเจ้ายิ่งไปกว่าอัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์และการต่อสู้ในทางของพระองค์แล้วไซร้ สูเจ้าจงรอคอยกันเถิดจนกว่าอัลลอฮฺจะทรงนำกำลังและการลงโทษของพระองค์มายังเจ้า”[13] ดังนั้นการรักหรือหลงใหลสิ่งเหล่านี้มากเกินไปกว่าพระเจ้าแล้วถือว่าเป็น การตั้งภาคีเทียบเคียงพระองค์ (ชิกรฺ)
ตลอดจนการบูชาพรรค บูชาแนวทาง หรือบูชาอุดมคติสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชิกรฺ (การตั้งภาคีเทียบเคียงพระองค์) ทั้งสิ้น บางครั้งความอคติและฝ่ายสนับสนุนที่ไม่มีเหตุผลถือว่ามีรากที่มาจากการตั้งภาคีเทียบเคียงพระองค์ แน่นอน ประเด็นดังกล่าวนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการปกป้อง หรือการยืนหยัดในแนวทางแห่งสัจธรรมแม้ว่าจะกระทำไปด้วยความโง่เขลาก็ตาม
มีคำถามว่า การอธรรมที่เกิดกับท่านอิมามฮุซัยนฺ จัดเป็นการอธรรมประเภทใด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินกัรบะลาอฺ ถือเป็นการอธรรมทั้งสามประเภทรวมกัน พวกเขาอธรรมต่ออัลลอฮฺ เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธคำสั่งของพระองค์ เกรงกลัวบุคคลอื่นนอกจากพระองค์ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีบัญชาว่า “จงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ จงเชื่อฟังปฏิบัติตามเราะซูล และผู้นำ” ทว่าพวกไม่เชื่อทั้งอัลลอฮฺและ เราะซูล และยังสังหารผู้นำของเขาอย่างเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ ถึงแม้ว่าท่านอิมาม (อ.) และเหล่าสหายได้ชี้แนะพวกเขาถึงการดีและการชั่ว แนะนำพวกเขาให้ทราบถึงสถานะแท้จริงของท่านอิมาม และครอบครัวของท่านในช่วงเวลาสุดท้าย แต่พวกเขาหาได้รับฟังไม่ ยังคงดื้อดึงที่จะสังหารอิมามเช่นเดิม
พวกเขาอธรรมต่อสังคม เนื่องจากพวกเขาได้พรากอิมามของมวลมนุษย์ไปจากสังคม ก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน เบี่ยงเบนประชาชนให้หันเหออกจากอิมามและความจริง ซึ่งบรรดาอิมามนั้นถือเป็นความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับมวลมนุษย์ แต่พวกเขาได้สังหารอิมาม จึงถูกกีดกันออกจากความเมตตาของอัลลอฮฺ และได้รับการลงโทษมหันต์ มิหนำซ้ำพวกเขายังอธรรมตัวเอง ด้วยการเบนเบี่ยงตนเองออกไปจากอิมาม แล้วหันหน้าไปพึ่งพิงผู้อธรรม แลกปรโลกของตนด้วยสิ่งไม่มีค่า บูชาอำนาจฝ่ายต่ำของตน ตกเป็นทาสของเงินตราและชัยฏอน ซึ่งการกระทำเหล่านี้ล้วนขัดแย้งต่อคำสอนของอัลกุรอาน ยากต่อการได้รับการอภัยจากอัลลอฮฺ
สรุป
ไม่ว่าจะเป็นการอธรรมในรูปแบบใดก็ ถือว่าเป็นความชั่วร้ายทั้งสิ้น เพราะสิ่งนั้นจะย้อนกลับมาลงโทษเขา และสังคม เพราะการอธรรมที่เราก่อขึ้นไม่ได้เป็นผลเสียแก่ตัวเราเท่านั้น ทว่าเป็นผลเสียแก่สังคม ดังที่อัลกุรอาน กล่าวว่า “จงอย่าก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน” เพราะการก่อความเสียหายของเราจะส่งผลกระทบต่อสังคมโดยตรง เมื่อสังคมได้รับความเสียหาย พลเมืองในสังคมจะอยู่ได้อย่างไร ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า การอธรรมที่เลวร้ายที่สุดคือ การตั้งภาคีกับพระองค์ อันเป็นบาปที่ไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺเด็ดขาด เพราะอิสลามถือว่านั่นคือ บาปอันยิ่งใหญ่มหันต์ อัล-กุรอาน บทนิซาอฺกล่าวเน้นถึง 2 ครั้งว่า แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยโทษการตั้งภาคีแก่พระองค์ แต่พระองค์ทรงอภัยให้แก่บาปอื่น นอกจากนี้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ (อัล-กุรอาน บทอันนิซาอฺ โองการที่ 48,116)
ในความหมายของโองการคือ พระเจ้าจะไม่อภัยผู้ที่ตั้งภาคีเทียบเคียงพระองค์เด็ดขาด แต่พระองค์จะอภัยในบาปอื่น จากการขออภัยของปวงบ่าว ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ แน่นอน ความประสงค์ของพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยวิทยปัญญา ขึ้นอยู่กับความพร้อม และความเหมาะสมของบ่าวผู้นั้น
[1] อัลกุรอาน บทอาลิอิมรอน,57,140
[2] อัลกุรอาน บทอันอาม 21
[3] อัลกุรอาน บทบะเกราะเราะ 114
[4] อัลกุรอาน บทบะเกาะเราะ 140
[5] อัลกุรอาน บทอันอาม 82
[6] อัลกุรอาน บทลุกมาน 12
[7] อัลกุรอาน บทนิซาอฺ 160-161
[8] อัลกุรอาน บทอะอฺรอฟ  23
[9] อัลกุรอาน บทโรม 29
[10] อัล-กุรอาน บทอัลบะเกาะฮฺ  87
[11] อัล-กุรอาน บทอัลบะเกาะฮฺ 61
[12] อัล-กุรอาน บทอัลบะเกาะฮฺ 26
[13] อัล-กุรอาน บทอัตเตาบะะฮฺ 24