แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. การเปรียบเทียบในลักษณะดูถูกระหว่างเด็กกับสัตว์

การเปรียบเทียบในลักษณะดูถูกระหว่างเด็กกับสัตว์

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงพระปรานี ผู้ทรงพระเมตตายิ่งเสมอ

การเปรียบเทียบในลักษณะดูถูกระหว่างเด็กกับสัตว์ (หมา) ในอิสลามมีข้อห้ามหรือไม่อย่างไร
มารยาทในการปฏิบัติอันเฉพาะและการวัดมาตรฐาน บุคคลที่อยู่ภายการดูแล (เช่น เด็ก ผู้ใหญ่ คนรู้จัก และคนแปลกหน้า) จำเป็นต้องได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี อาศัยเหตุผลและความสุขุมคัมภีร์ภาพในคำพูด หรือเกียรติยศในความประพฤติ สิ่งเหล่านี้สิ่งที่แสดงให้เห็นมารยาท ส่วนความเขลา คำพูดที่ไม่ดี ปากเสีย ใจร้อน พูดจากหยาบคาย ด่าทอ คำพูดใส่ร้าย ประมาท ความงี้เง้า ความดื้อรั้น และ .. เหล่านี้คือตัวอย่างของความไร้มารยาท

มารมายถือเป็นศีลปะอย่างหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ เมื่อได้รับความละเอียดอ่อน และรายละเอียดทั้งหลายจากการอบรมสั่งสอนแล้ว ลำดับต่อไปคือการปฏิบัติในสิ่งเหล่านั้น การรู้จักบทบัญญัติต่างๆ ของอิสลาม วิถีชีวิตของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) บรรดาผู้บริสุทธิ์ (อ.) และการลอกเรียนแบบจากท่านเหล่านั้น ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด และเป็นวิธีการที่ดีใกล้ชิดที่สุด ที่จะนำเราไปถึงยังการมีมารยาท และความประพฤติอันดีงาม ในทำนองเดียวกันความประพฤติอันดีงามของคนอื่น ย่อมมีผลสะท้อนกับมนุษย์ในแง่บวก ในขณะเดียวกันมารยาทเลวทราม อันไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน ย่อมมีผลในทางลบกับผู้คน นอกจากนั้นบรรดาผู้ชาญฉลาดทั้งหลาย ย่อมมองเห็นมารยาทเลวทรามของผู้อื่นเป็นบทเรียน

วิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่มีมารยาทคือ การใส่ใจและพิจารณาไปที่การไม่มีคุณค่า และการไม่มีมารยาทของบุคคลที่ไร้มารยาท และบุคคลที่มารยาทของสังคมทั้งหลาย
เกี่ยวกับมารยาทและความประพฤติในอิสลาม มีตำรับตำราและแหล่งอ้างอิงทางวิชาการมากมาย ซึ่งจะของกล่าวอธิบายในคำตอบอันเป็นรายละเอียด

มารยาทถือเป็นจริยธรรมอันมีค่ายิ่งทางสังคม ทั้งสำหรับบุตรธิดาและบรรดาผู้ปกครอง หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการอบรมสั่งสอน มารยาทที่ดีงามไม่ว่าจะอยู่กับใคร หรืออยู่ในที่ใด จะเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างหนึ่ง ที่นำไปสู่ความเมตตาเอ็นดูและความรัก ซึ่งสิ่งนั้นจะย้อนกลับไปหาบุคคล แน่นอน บุคคลที่มีมารยาทและความประพฤติอันดีงาม ย่อมเป็นผู้มีเกียรติและได้รับการยกย่อง ไม่ว่าใครก็จะรักและเคารพเสมอ แน่นอน ในเชิงของความเป็นจริง ทุกสิ่งย่อมขึ้นอยู่กับแต่ละสิ่งเหล่านั้น ซึ่งความน่าเชื่อถือของครอบครัวก็ขึ้นอยู่มารยาทของคนในครอบครัว ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “ไม่มีเกียรติยศอันใด สำหรับการไม่มีมารยาท”[1] บุคคลที่ถึงแม้ว่าจะบรรพบุรุษ หรือการสืบสายตระกูลที่ยาวนาน แต่ถ้ามีมารยาทอันดีงาม เขาก็สามารถเป็นผู้มีเกียรติยศได้ มารยาทอันดีงาม สามารถครอบคุมสายตระกูลและพงศ์พันธุ์ได้[2]

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง “มารยาท” แน่นอนว่าสิ่งนี้ย่อมหมายถึง การประเมินด้านกริยามารยาท หรือความประพฤติอันเฉพาะเจาะจงของบุคคล (นับจากวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่) เรื่อยไป ถ้าหากความประพฤติเหล่านี้ ถ้าได้รับการอบรมบ่มนิสัยอย่างถูกต้องแล้วละก็ เราจะสามารถดูได้จากวิธีการพูด การเดิน การดำรงชีวิต การมอง การเสนอแนะ คำถาม คำตอบ และ…ซึ่งแต่ละคนจะรู้จักขอบเขตของตนเอง เขาจะไม่ก้าวก่ายหรือข้ามเขตของตน อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้มีมารยาท

ความไร้มารยาท คือความประพฤติชนิดหนึ่ง ที่คอยจะเข้าไปในเขตห้วงห้ามสำหรับตน การละเมิด ไม่ยับยั้งชั่งใจตนเมื่อประสบหรือเผชิญกับคนอื่น ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “มารยาทที่ดีประเสริฐสุดคือ การที่บุคคลหนึ่งยืนหยัดอยู่บนขอบข่ายของตน รู้จักประเมินตน และไม่ล่วงละเมิดเกินศักยภาพของตน”[3]

มารยาท คือการเรียนรู้ศิลปะ สามารถกล่าวได้ว่า มารยาทคือการอบรมบ่มนิสัยอันเหมาะสม บางครั้งผู้อบรมอาจเป็นบิดามารดา หรือครูบาอาจารย์ หรือแม้แต่ตัวเอง สิ่งสำคัญคือคนเราต้องรู้จักเรียนรู้ และจดจำเอาเฉพาะประเด็นอันเป็นรายละเอียดสำคัญ และปฏิบัติประพฤติตนไปตามนั้น แน่นอน บรรดาปวงปราชญ์ที่สามารถพิชิตมารยาทอันสูงส่งได้ ต่างเดินไปตามเส้นทางเหล่านี้ นั่นคือเรียนรู้มารยาทอันดีงาม และนำไปสู่การปฏิบัติ

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า “บิดาของฉันพร่ำสอนมารยาทแก่ฉัน ในสามประเด็นสำคัญเหล่านี้ ท่านกล่าวว่า บุคคลใดก็ตามคบหามิตรที่เลว เขาไม่อาจดำรงตนเป็นคนดีได้ บุคคลใดไม่ระวังคำพูดของตน เขาจะสำนึกผิดในภายหลัง และบุคคลใดก็ตามที่เข้าออกตามสถานที่ชั่วช้า เขาจะถูกพาดพิงกล่าวหา”[4]

คำพูดของบรรดามะอฺซูม (อ.) เกี่ยวกับประเด็นที่ถือว่า เป็นครูผู้สอนมารยาทสำหรับตน และให้การเน้นย้ำสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ ดังนั้น บุคคลใดก็ตามที่เข้าถึงคำแนะนำเหล่านี้ เขาคือปราชญ์ผู้ชาญฉลาด ผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่อง และสายตาที่ยาวไกล ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “การสอนมารยาทที่ดีแก่ตน เพียงพอแล้ว แค่รู้ว่าบุคคลอื่นไม่ชอบสิ่งใด เจ้าก็จงหลีกเลี่ยงและออกห่างจากสิ่งนั้น”[5]

สิ่งที่ถูกกล่าวอธิบายในฮะดีษบทนี้คือ, รากเหง้าโดยทั่วไปของมารยาทการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งตามความเป็นจริงวัตถุประสงค์ของท่านอิมามคือ สิ่งที่ตนเองไม่ชอบและไม่ยอมรับ สิ่งนั้นคนอื่นก็ไม่ชอบและไม่ยอมรับด้วย สิ่งใดก็ตามที่ตนเองชอบและยอมรับ คนอื่นก็ชอบด้วยเช่นกัน และสิ่งใดที่เป็นความน่ารังเกียจสำหรับบุคคลอื่น สิ่งนั้นก็เป็นความน่ารังเกียจสำหรับตน ภารกิจการงานใดท่านท้วงติงและวิจารณ์คนอื่น สิ่งนั้นก็จะต้องไม่มีอยู่ในตัวเองด้วย

หนึ่งในหนทางที่จะนำพาไปสู่การมีมารยาท และห่างไกลจากการไร้มารยาทก็คือ การรู้จักองค์ประกอบสำคัญของการมีมารยาท และการไร้มารยาท แม้ว่าทั้งการมีมารยาท และไร้มารยาทนั้นจะมีสัญลักษณ์ และเครื่องหมายของตน แต่การรู้จักการมีมารยาทอย่างละเอียดอ่อนสมบูรณ์ของตน จะไม่อาจสมบูรณ์ได้เว้นเสียแต่ต้องรู้จักว่า การไร้มารยาทนั้นเป็นอย่างไร

ตัวอย่างและสัญลักษณ์เหล่านี้ มักแสดงออกทางคำพูด และความประพฤติ คำพูดที่หยาบคาย ย่อมแสดงให้เห็นถึงความไร้มารยาท ดังคำกล่าวของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่ว่า “เขามิได้รับประโยชน์อันใดจากมารยาท” [6] ทำนองเดียวกันการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาด และการประมาณตนในคำพูด ความมั่นคงในความประพฤติ เหล่านี้คือแหล่งกำเนิดของมารยาท

ในทางตรงกันข้าม การไร้สติ คำพูดที่หยาบคาย ปากเสีย ใจร้อน พูดจาส่งเดช การด่าทอ การอคติ การดูถูกเหยียดหยาม การพูดจาใส่ร้าย การมองอย่างเย้ยหยัน ความดื้อรั้น และ …ล้วนเป็นการแสดงออกของ ความไร้มารยาททั้งสิ้น การควบคุมความรักและความพอใจ และการดำเนินชีวิตของตน เหล่านี้เป็นมารยาท, การไร้มารยาทคือ การไปมาหาสู่กับบุคคลที่ไม่ความจำกัด ไม่ใส่ใจในรายละเอียด หลีกเลี่ยงความจริง ไม่รักษาสัญญา โกหก ไม่ซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาและมิตรภาพ บุคคลที่ไม่พร้อมที่จะให้เกียรติบุคคลอื่น ไม่เคารพ และไม่พร้อมที่จะเรียนรู้มารยาทอันดีงาม เขามักจะพูดจาและแสดงกริยาเย้ยหยัน มกมุ่นอยู่กับการนินทาว่าร้าย โต้ตอบหรือแสดงปฏิกิริยาต่ำทรามกับคู่กรณี หรือคนอื่นเสมอ ชอบโอ้อวดและคิดว่าตนวิเศษกว่าคนอื่น ไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลอื่น ในงานประชุม หรืออยู่ร่วมกันกับคนอื่น ไม่เคยใส่ใจสิทธิคนอื่น ไม่ใส่ใจในกฎระเบียบ ไม่ใส่ใจมารยาททางสังคม มองข้ามความสำคัญของคนอื่น มักคิดว่าตนวิเศษกว่าต้องมาก่อนผู้อื่นเสมอ บุคคลเช่นนี้ไม่พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ชอบให้คนอื่นแสดงเหตุผล เมื่อมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น ก็จะพูดตะโกนเสียงดัง เพื่อกลบเกลื่อนคำพูดคนอื่น  พูดไม่ฟัง ไม่สนใจ จะตะแบงจนคอแตก มีแต่ความลำเอียง ไม่สนใจสิทธิของคนอื่น คิดถึงแต่ตนเอง และตนต้องมาก่อนเสมอ สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึง การไร้มารยาททั้งสิ้น
การรักษามารยาทในการรับประทาน การดื่ม การสวมใส่เสื้อผ้า การแคะซอกฟัน การเรอ การจาม การไอ และการมูมมามเวลารับประทาน เหล่านี้เป็นหนึ่งในเครื่องหมายที่บ่งบอกถึง มารยาท การไร้มารยาทคือ การไม่ใส่ใจสิทธิ บุคลิกภาพ และเกียรติยศของคนอื่น ถ้าหากคนหนึ่งจาม และน้ำลายกระเด็นไปทั่วสำรับอาหาร หรือใบหน้าคนอื่น หรือจานอาหารของคนอื่น หรือจ้องจะรับประทานอาหารแต่จานอร่อย แทนที่จะส่งสิ่งของให้คนอื่นด้วยสองมือ อันแสดงถึงการให้เกียรติ แต่กับโยนหรือขว้างให้เขา หรือส่งยื่นให้ด้วยมือข้างเดียวแบบไม่สนใจ หรือขณะที่ท่านกำลังอ่านหนังสือ เขากลับส่งเสียงดัง ท่านกำลังนั่งอยู่ตามลำพัง เขากลับเข้ามาอย่างเอะอะโวยวาย โดยมิได้ขออนุญาต เหล่านี้คือเครื่องหมายของการไร้มารยาททางสังคม

สิ่งที่น่าสนใจคือ อิสลามได้พร่ำสอนสิ่งเหล่านี้ไว้ทั้งสิ้น ซึ่งเรียกหมวดนี้ว่า “การอบรมสั่งสอนในอิสลาม” จริยธรรมของสำนักคิดคือ คำสั่งสอนเกี่ยวกับ สิ่งจำเป็นต้องปฏิบัติ กับสิ่งจำเป็นต้องละเว้น ซึ่งเรียกว่า การเรียนรู้มารยาท บุคคลใดก็ตามที่ไม่ยึดมั่นต่อคำสอนของศาสนา เท่ากับเขากำลังขับเคลื่อนตนเองออกจากผู้มีมารยาทอันดีงาม ไปสู่การไร้มารยาท หรือความประพฤติต่ำทราม

หนึ่งในหนทางสำหรับการเรียนรู้มารยาทอิสลาม หรือการอบรมสั่งสอนเหล่านั้นคือ การเรียนรู้จักแบบอย่างและวิธีการดำรงชีวิตของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) พร้อมกับการใส่ใจประเด็นสำคัญที่บุคคลเหล่านั้นใส่ใจและระมัดระวังเสมอ
ท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) คือแบบอย่างอันดีงามของการมีอีมาน มารยาท และความประพฤติอันดีงาม ท่านคือผู้ได้รับการสอนสั่งโดยพระเจ้า ท่านกล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของฉันทรงสอนให้ฉันมีมารยาท ทรงสอนมารยาทที่ดีแก่ฉัน”[7]

แบบอย่างของท่านเราะซูล คือตำราอันทรงคุณค่ายิ่งสำหรับการเรียนรู้เรื่อง มารยาท ความประพฤติของท่านเราะซูล คือตัวอย่างอันสูงส่งด้านจริยธรรม และการดำรงชีวิต ตรงนี้จะขอนำเสนอตัวอย่าง การพบปะหรือการเผชิญหน้ากันระหว่างท่านเราะซูลกับบุคคลอื่น
ท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) เมื่อพบปะกับคนอื่น ท่านจะกล่าวสลามก่อนเสมอ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่[8]
ท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) ไม่เคยเหยียดเท้าหันไปหาคนอื่น เวลามองจะไม่ชำเลืองมองใบหน้าของคนอื่น จะไม่บ่งชี้ถึงคนอื่นด้วยการยักคิ้วหลิ่วตา เมื่อนั่งท่านจะไม่นั่งพิงสิ่งใด[9]

ท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) เมื่อจับมือกับคนอื่น ท่านจะไม่พยามดึงมือออก จนกว่าบุคคลนั้นจะคายมือออกเอง ท่านไม่เคยเคี้ยวอาหารดัง และไม่เคยตำหนิอาหาร[10] ไม่เคยว่าหรือด่าทอคนอื่น หรือกล่าวคำพูดไม่เหมาะสมกับเขา ไม่เคยพูดจาเหน็บแนม สอดเสียด สร้างความรำคาญ หรือสร้างความไม่พอใจแก่คนอื่น ท่านไม่เคยตอบโต้ความเลว หรือคำพูดไม่ดีด้วยความเลว หรือคำพูดไม่ดี เนื่องจากท่านคิดเสมอว่า ท่านอยู่ในฐานะของผู้มีเกียรติ เมื่อไปยังผู้อื่นท่านจะเปิดใจกว้างเสมอ เพื่อรับใช้เขา[11]

นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งจนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรม ท่านมิเคยนั่งพิงกายรับประทานอาหาร[12]

ท่านรับของขวัญจากบุคคลอื่นเสมอ (ไม่ว่าจะมีค่าหรือไม่ก็ตาม)

เวลาส่วนใหญ่ท่านจะนั่งหันหน้าไปทางกิบละฮฺเสมอ[13]

ท่านไม่เคยเปิดเผยหัวเข่า หรือขาต่อหน้าคนอื่น ท่านอดทนต่อมารยาทอันต่ำทรามของคนแปลกหน้า อดกลั้นต่อคำถาม ความต้องการ และคำพูดของคนอื่นเสมอ ท่านเราะซูลไม่เคยพูดจากเย้ยหยัน ดูถูก หรือประณามคนอื่น ท่านไม่เคยสืบเสาะความลับของคนอื่น[14] ท่านจะยิ้มแทนการหัวเราะเสียงดัง และไม่เคยหัวเราะกัก ๆ [15] ท่านเราะซูลเป็นคนขี้อาย และมีความละอายเป็นคุณสมบัติ ไม่เคยพูดจาสอดเสียดคำพูดคนอื่น ท่านจะรับประทานอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า ท่านจะปล่อยให้คนอื่นปฏิบัติตัวอย่างอิสระ ท่านให้เกียรติและให้ความสำคัญต่อบุคคลอื่น แสดงความเคารพต่อบุคคลที่มีมารยาท และมีจิตใจสูงส่ง[16]

นอกจากนั้นบรรดามะอฺซูม (อ.) ในฐานะที่เป็นแบบอย่างอันดีงาม ในความประพฤติและมารยาท ความประพฤติอันดีงามของคนอื่น ย่อมมีผลในแง่ดีเสมอ การนั่ง การยืน การรู้จัก และการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลที่มีมารยาท ย่อมทำให้เราเป็นคนมีมารยาท และมีความประพฤติอันดีงาม ดั่งสุภาษิตที่ว่า คบคนพานพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล  แน่นอน มารยาทและความประพฤติไม่ดี ก็มีผลในทางไม่ดีต่อประชาชน แต่ศิลปะของผู้มีปัญญา และชาญฉลาดนั้น จะนำเอามารยาทอันต่ำทรามของบุคคลอื่นมาเป็นอุทาหรณ์ และสิ่งนี้ก็คือ วิทยปัญญาของลุกมาน ซึ่งมีผู้กล่าวกับลุกมานว่า  ท่านเรียนรู้มารยาทจากผู้ใด กล่าวว่า จากผู้ไร้มารยาท เนื่องจากทุกสิ่งที่ออกจากเขา และฉันเห็นว่าไม่ดี ฉันจะหลีกเลี่ยง ไม่ยอมรับ และไม่ปฏิบัติสิ่งนั้น[17]

ท่านศาสดาอีซา (อ.) ก็มีแบบอย่างเฉกเช่นท่านลุกมาน มีผู้ถามท่านว่า ใครเป็นผู้สอนมารยาทแก่ท่านหรือ กล่าวว่า ไม่มีใครสอนมารยาทกับฉัน แต่ฉันเห็นความน่ารังเกียจของความโง่เขลา ฉันจึงออกห่าง[18]

ท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันในการเรียนรู้มารยาท ท่านกล่าวว่า “เมื่อใดที่ฉันมารยาททราม อันเป็นที่ไม่ยอมรับจากผู้อื่น ฉันจะออกห่าง และจะไม่ยอมประพฤติเยี่ยงนั้นเด็ดขาด”[19]

ใช่แล้วเราต้องเรียนรู้การพูดน้อย จากคนที่พูดมาก ไร้สาระ และไม่มีเป้าหมาย ความยิ่งใหญ่ และเกียรติยศของจิตวิญญาณ จำเป็นต้องเรียนรู้จากบุคคลที่มีจิตใจคับแคบ ตระหนี่ถี่เหนียว และยโสโอหัง ถ้าหากเราเรียนรู้ความหน้ารังเกียจ และสิ่งไม่ดีจากคนอื่น และยอมรับว่านั้นไม่ดี ตัวเราก็จะหันไปสู่ความดีงาม อาจารย์ผู้บ่มสอนจริยธรรมอันดีงามแก่เรา คือสัญชาติญาณที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา

ศึกษาเรื่องราวด้านจริยธรรม และมารยาทอิสลาม เพิ่มเติมได้จากตำราดังต่อไปนี้

1- มิอฺรอจญฺ อัสสะอาดะฮฺ, มุลลาอะฮฺมัด นะรอกียฺ

2- กัลบุสลีม, ชะฮีด ซัยยิดอับดุล ฮุเซน ดัสต์ฆีบ

3- กุนาฮฺกะบีเราะฮฺ, ชะฮีด ซัยยิดอับดุล ฮุเซน ดัสต์ฆีบ

4- อัคลาก อิลาฮี, มุจญฺตะบา เตหะรานี

5- มะรอเฮล อัคลาก ดัรกุรอาน, อับดุลลอฮฺ ญะวาดี ออมูลี

6- นุกเตะ ฮอเยะ ออฆอซีน ดัร อัคลาก อะมะลี, มุฮัมมัด เรซา มะฮฺดะวี กะนี

7- เบะซูเยะ โคด ซอซี, มุฮัมมัด ตะกี มิซบาฮฺ ยัซดี

8- อัคลาก วะ เราะฮฺสะอาดะฮฺ, บอนู มุจญฺตะฮิดะฮฺ อะมีน

9- กุนาฮฺ เชนอซี,มุฮฺซิน กะรออะตี, อิงเตชารอต พัยยอม ออซอดดี เตหะราน

10ไซต์เฮาเซะฮฺ เน็ต, นอเนชนอเมะฮฺ อัคลาก

ส่วนตำราภาษาอาหรับที่เขียนเกี่ยวกับ อัคลาก สามารถศึกษาได้จาก

1-อัคลาก ชุบบัร, อับดุลลอฮฺ ชุบบัร
2- มะฮัจญฺตุล บัยฎออฺ ฟีตะฮฺซีบิล อะฮฺยาอฺ, มุลลาฮฺ มุฮฺซิน เฟฎ กาชานียฺ[20]

[1]  ออมะดี,อับดุลวาฮิด, ฆุรรอรุลฮิกัม,

«لا شَرَفَ مَعَ سُوءِ الأدبِ».

[2] ฆุรรอรุลฮิกัม

«حُسْنُ الأدبِ یَسْتُرُ قبیحَ النَّسَبَ».

[3] ฆุรรอรุลฮิกัม

«اَفْضَلُ الأدبِ اَنْ یَقِفَ الإنسانُ علی حَدِّهِ و لا یَتَعدّی قَدْرَهُ».

[4] อัลลามะฮฺ มัจญฺลิซซี, บิฮารุลอันวาร เล่ม 75, หน้า 261,

.«ادّبنی ابی بثلاثٍ … قال لی: یا بُنیَّ! مَنْ یَصْحَبْ صاحبَ السوءِ لا یسلِمْ و مَن لا یقیّدْ الفاظَهُ یَنْدَم و مَن یَدْخُلْ مداخِلَ السّوءِ یُتَّهمْ».

[5] มุฮัมมัด เรย์ ชะฮฺริ, มุฮัมมัด, มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 1,หน้า 72,

“کفاک اَدبا لِنَفْسِکَ اِجتنابُ ما تَکْرَهُهُ مِنْ غیرِکَ».

[6] ฆุรรอรุลฮิกัม

«لااَدَبَ لِسَّئیِ النُّطْقِ».

[7] มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 1, หน้า 78,

«اَدَّبَنی رَبّی فَاَحْسَنَ تأدیبی».

[8] อัลลามะฮฺ เฏาะบาเฏาะบาอี, สุนันอันนะบี,หน้า 41, 43, และ 75.
[9] สุนันอันนะบี,หน้า 45, 46, 47, 73, 61
[10] สุนันอันนะบี,หน้า 41, 47
[11] สุนันอันนะบี,หน้า 75, 76
[12] บิฮารุลอันวาร เล่ม 16, หน้า 237
[13] บิฮารุลอันวาร เล่ม 16, หนา 227, 240
[14] มะการิมุลอัคลาก หน้า 17, 15, 13
[15] สุนันอันนะบี,หน้า 75
[16] อิกติบาซ คัดลอกมาจากไซต์ เฮาเซะฮฺ เน็ต
[17] กุเลสตอน ซะอฺดี, บทที่ 2, บรรพที่ 20
[18] บิฮารุลอันวาร เล่ม 14, หน้า 326,

“ما ادّبنی احدٌ رأیتُ قبحَ الجهلِ فجانبتُه”.

[19] มีซานุลฮิกมะฮฺ เล่ม 1, หน้า 70, ฮะดีซที่ 372,

«اِذا رَأیتَ فی غَیْرِکَ خُلْقا ذَمیما فَتَجَنَّبْ مِنْ نَفْسِک اَمثالَهُ».

[20] อิกติบอซ กามิล จากคำตอบที่ 7381