แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. การเริ่มต้นการเผยแผ่ของศาสดา

การเริ่มต้นการเผยแผ่ของศาสดา

เมื่อศาสดามุฮัมมัดอายุได้ 40 ปี ท่านไดุู้ถูกเรียกให้มาสู่หน้าที่แห่งความเป็นศาสดาโดยอัลลอฮฺ บรรดาผู้ที่ยอมรับการเชื้อเชิญให้เข้ามาสู่อ้อมกอดแห่งศาสนาอิสลามก็คือ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดท่านมากที่สุดในชีวิตประจำวันของท่าน ได้แก่ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺ ภรรยาสุดที่รักของท่านซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ยอมรับอิสลาม ท่านอะลี บุตรของอบูฏอลิบ ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านซึ่งเป็นผู้ชายคนแรกที่รับอิสลามและเป็นผู้ติดตามที่ใกล้ชิดที่สุดของท่านศาสดา
การเผยแผ่อิสลามในตอนต้นเป็นไปอย่างลับ ๆ แต่สามปีหลังจากนั้น อัลลอฮฺ ทรงมีบัญชาให้ประกาศศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน พระองค์ตรัสว่า และจงตักเตือนคนสนิทแห่งตระกูเรชของเจ้า เมื่อได้รับคำบัญชาท่านศาสดาจึงสั่งให้ท่านอะลี จัดเตรียมงานเลี้ยงขึ้น เมื่อเครือญาติสนิทได้มาพร้อมหน้ากันงานเลี้ยงก็ได้เริ่มต้นขึ้น และท่านศาสดาก็กล่าวขึ้นว่า …..
ฉันได้ถูกส่งลงมายังพวกท่านโดยอัลลอฮฺ พร้อมกับฉันได้นำข่าวดีสำหรับโลกนี้และชีวิตในภพหน้ามาสู่พวกท่าน มีใครบ้างในกลุ่มของท่านที่จะช่วยฉันในภาระอันยิ่งใหญ่นี้ ใครก็ตามในระหว่างพวกท่านที่ยอมรับภาระความรับผิดชอบนี้ จะได้เป็นตัวแทนผู้สืบงานต่อจากฉัน เป็นพี่น้องและเป็นผู้รับงานต่อไปจากฉัน
ไม่มีผู้ใดตอบสนองความต้องการของท่านศาสดา มีเพียงอะลีเท่านั้นที่ลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า …
โอ้ท่านศาสดาแห่งอัลลอฮฺ ฉันจะช่วยท่านและพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งเพื่อคำบัญชาของท่าน
ท่านศาสดาได้กล่าวย้ำประโยคเดิมถึงสามครั้ง แต่ทั้งสามครั้งก็มีเพียงท่านอะลี เท่านั้นที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยท่านด้วยพลังทั้งหมดที่เขามีอยู่ ในที่สุดท่านศาสดาก็ประกาศขึ้นว่า ….
โอ้ปวงชนชาวกุเรชทั้งหลาย จงฟังฉันนี่คือ อะลี ผู้ซึ่งฉันขอแต่งตั้งเขาให้เป็นตัวแทนของฉัน เป็นน้องของฉัน และเป็นผู้สืบงานต่อจากฉัน พวกท่านจงเชื่อฟังเขา
หลังจากนั้นเครือญาติเริ่มทยอยกันกลับพร้อมกับกล่าวถากถางต่ออบูฏอลิบ บิดาของท่านอะลีว่า ต่อไปนี้ท่านจะต้องเชื่อฟังลูกของท่านนะ หลายปีหลังจากนั้นเหตุการณ์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่ท่านศาสดากล่าวในวันนั้น มันไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะแต่อย่างใด
การต่อต้านของเหล่าบรรดาผู้เคารพบูชารูปปั้นได้ลุกโชนไปทั่วแผ่นดินอาหรับ ความโกรธเคืองของอาหรับที่มีต่อท่านศาสดาในขั้นแรกพวกเขาได้ไปพบท่านอบูฏอลิบ ผู้เป็นลุงและเป็นผู้ปกครองท่านศาสดา เพื่อขอร้องให้ช่วยห้ามปรามท่านศาสดา อบูฏอลิบได้นำข่าวไปบอกกับท่านศาสดา ท่านศาสดาจึงกล่าวกับลุงว่า โอ้ท่านลุงที่รัก แม้ว่าพวกเขาจะนำดวงตะวันมามอบให้ฉันในมือขวาพร้อมกับดวงเดือนในมือซ้าย เพียงเพื่อจะหันเหฉันไปจากหน้าที่ซึ่งฉันได้รับความไว้วางใจจากอัลลอฮฺให้กระทำ ฉันจะไม่รับฟังพวกเขาเด็ดขาด
คำกล่าวของท่านศาสดาสร้างความตื่นตันใจแก่ท่านอบูฏอลิบอย่างยิ่ง ท่านกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า จงเดินทางไปสู่สันติเถิด ลูกรักของฉันและจงกระทำในสิ่งที่เจ้าประสงค์เถิด ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้าฉันจะไม่ทอดทิ้งเจ้า ฉันจะคอยปกป้องเจ้าด้วยชีวิตของฉัน
ความเห็นพร้องของอบูฏอลิบ ได้สร้างความโกรธแค้นให้แก่ชนอาหรับอย่างยิ่ง ด้วยความพยายามขั้นสุดท้ายเพื่อให้ท่านศาสดามุฮัมมัดยุติการประกาศอิสลาม พวกเขาจึงพากันเข้าไปหาท่านศาสดาพร้อมกับกล่าวว่า …
ถ้าความทะเยอทะยานของท่านครั้งนี้มีขึ้นเพื่อทรัพย์สมบัติและความมั่งคั่งแล้วล่ะก็ พวกเราจะนำมันมากองแทบเท้าของทานให้มากเท่ากับที่ท่านปรารถนา ถ้าท่านทะเยอทะยานเพื่ออำนาจ พวกเราจะเตรียมการยอมรับท่านเป็นดังเช่นกษัตริย์ และนายเหนือพวกเรา และถ้าท่านมีความพอใจในความงาม ท่านจะได้รับสาวงามที่สุดในดินแดน
คำตอบของท่านศาสดาที่มีต่อพวกเขานั้นสั้นแต่มีใจความที่กระจ่างและชัดเจนที่สุด ท่านกล่าวว่า …
ฉันมิได้หวังในสิ่งใด ๆ ที่ท่านเสนอมาเลย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ อำนาจ หรือความงามของสตรี ฉันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นดังเช่นผู้ตักเตือนมนุษย์ชาติทั้งมวล ฉันเป็นผู้แจ้งข่าวสารของพระองค์อัลลอฮฺต่อพวกท่าน ถ้าท่านยอมรับคำตักเตือนของฉัน ท่านจะมีความสุขสบายทั้งในชีวิตนี้ และชีวิตในภพหน้า แต่ถ้าท่านปฏิเสธ แท้จริงแล้วอัลลอฮฺจะทรงตัดสินระหว่างตัวท่านกับฉัน.
อิสลามก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ด้วยความก้าวหน้ามั่นคง ขณะเดียวกันการตามจองล้างจองผลาญและความทุกข์ทรมานของมุสลิมผู้น่าสงสารก็ได้ทวีความเข็มข้นขึ้นวันแล้ววันเล่า ท่านศาสดาได้สั่งให้มุสลิมประมาณ 80 คน ทั้งชายและหญิงไปแสวงหาที่พักพิงใหม่ในประเทศคริสเตียนแห่งเอธิโอเปียในสมัยนั้น ซึ่งพวกเขาได้ให้การต้อนรับมุสลิมอย่างสมเกียรติ และในเวลาอันสั้นนั้นเองกษัตริย์แห่งเอธิโอเปียก็หันมายอมรับอิสลาม
ในช่วงแรกของการเผยแผ่ท่านศาสดามุฮัมมัดต้องเผชิญกับกระแสต่อต้าน และการทารุณอันร้ายกาจที่เกิดขึ้น ตระกูลของท่านศาสดาถูกค่ำบาตร อันเนื่องมาจากการที่พวกเขายืนหยัดอยู่ข้างท่านศาสดา เมื่อการค่ำบาตรจบสิ้นท่านศาสดาได้สูญเสียอบูฏอลิบลุงที่คอยปกป้องท่าน และท่านหญิงเคาะดิญะฮฺภรรยาสุดที่รัก ต่อมาหลังจากนั้นไม่นานนักพวกปฏิเสธชาวมักกกะฮฺก็คิดวางแผนการใหญ่คือ การลอบสังหารท่านศาสดา พระผู้เป็นเจ้าทรงแจ้งข่าวแก่ศาสดา และมีบัญชาให้ท่านบอกกับท่านอิมามอะลีสให้เข้าไปนอนแทนที่ท่านเพื่อพรางตาชาวมักกะฮฺที่กระหายเลือดท่าน ท่านศาสดาอพยพออกจากมักกะฮฺ โดยมุ่งหน้าไปยังนครมะดีนะฮฺ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 280 ไมล์
การอพยพของท่านศาสดานับเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์อิสลาม เนื่องจากเป็นเครื่องหมายแห่งการเริ่มตันศักราชใหม่ของมุสลิม ซึ่งถูกเรียกว่า ฮิจญ์เราะฮฺ
แม้ว่าท่านศาสดาจะอพยพไปยังนครมะดีนะฮฺแล้วแต่ชาวมักกะฮฺก็มิได้ปล่อยให้ท่านประกาศศาสนาด้วยสันติต่อไป พวกเขาได้ก่อสงครามต่อต้านท่านขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อมาท่านศาสดาตัดสินใจทำสัญญาสันติภาพกับชาวมักกะฮฺขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการรักษาความสงบและสันติภาพให้เกิดขึ้นในดินแดนเท่านั้น แต่หลังจากนั้นประ 2 ปี ผู้ปฏิเสธชาวมักกะฮฺกลับละเมิดสัญญา บัดนี้สถานการณ์ได้บ่งชัดแล้วว่าไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่อีก ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดาจึงตัดสินใจกรีฑาทัพเข้าสู่มักกะฮฺ โดยปราศจากการเสียเลือดเนื้ออันเนื่องมาจากกองทัพอันเกรียงไกรของท่าน ทำให้นครมักกะฮฺต้องยอมสยบโดยดุษฎี
มักกะฮฺ นครซึ่งแปดปีที่แล้วท่านศาสดาต้องหลบหนีจากการตามล่าสังหาร บัดนี้ได้อยู่ในกำมือของท่านศาสดาอย่างสิ้นเชิง ชาวมักกะฮฺจำได้อย่างเต็มเปี่ยมถึงอดีตชั่วร้ายและน่าละอายของพวกตน ภาพกองทัพอันเกรียงไกรของท่านศาสดาทำให้พวกเขากลัวถึงการลงโทษที่จะได้รับ อันเนื่องมาจากการกระทำในอดีต แต่พวกเขากลับประหลาดใจอย่างยิ่งทีได้ยินท่านศาสดากล่าวว่า … ไม่มีข้อตำหนิอันใดต่อพวกเจ้า อัลลอฮฺ อาจให้อภัยต่อการกระทำที่ผ่านมาของพวกเจ้า เพราะพระองค์คือผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงเปี่ยมล้นไปด้วยความรัก จงไปเถิดพวกท่านเป็นอิสระอย่างแท้จริง
สามเดือนก่อนสิ้นชีวิตของท่านศาสดา ท่านได้เิดินทางไปบำเพ็ญหัจญ์ครั้งสุดท้าย ณ นครมักกะฮฺ และระหว่างเดินทางกลับ ท่านได้สั่งให้กองคาราวานหยุดลง ณ สถานที่นามว่า เฆาะดีรคุม ท่านจึงได้หยุดพักเพื่อเตรียมพร้อมที่จะประกาศสาส์นของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้มีบัญชามายังท่าน ซึ่งพระบัญชานั้นมีความสำคัญต่อท่านอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากท่านไม่ประกาศสิ่งที่ได้ทำมาในอดีตจะเป็นโมฆะทั้งหมด อีกนัยหนึ่งภารกิจที่ท่านได้ทำมาตลอด ๒๓ ปีนั้น มีค่าเท่ากับการประกาศสาส์นครั้งนี้เพียงครั้งเดียว อัล-กุรอานกล่าวว่า
“โอ้เราะซูล จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าเจ้าไม่ได้ปฏิบัติ ดังนั้น เจ้าก็มิได้ประกาศสาส์นของพระองค์ และอัลลอฮฺทรงคุ้มกันเจ้าจากมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงนำทางพวกปฏิเสธ” (อัล-กุรอาน บทอัล-มาอิดะฮฺ โองการที่ 67)
บรรดานักรายงานและนักอรรถาธิบายอัล-กุรอาน กล่าวว่า โองการข้างต้นได้ถูกประทานลงมาในช่วงการบำเพ็ญฮัจญฺครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้นขณะที่ท่านศาสดากำลังเดินทางกลับ ซึ่งได้ชี้ไปที่เหตุการณ์เฆาะดีรคุม
ในเวลานั้นท่านได้สั่งให้สร้างมิมบัร (อาสน์เทศนา) ขึ้น และท่านได้ขึ้นไปบนนั้นพร้อมกับกล่าวกับประชาชนว่า
“ใกล้เวลาที่ฉันจะตอบรับคำเชิญชวนของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว พวกท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับฉัน”
พวกเขาตอบว่า พวกเราขอสาบานว่าแท้จริงท่านได้ประกาศคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าแก่พวกเรา ท่านหวังดีกับพวกเราตลอดมา ท่านได้อุตสาหะอย่างยิ่งในการปฏิบัติภารกิจ ขอพระองค์ทรงตอบแทนผลรางวัลที่ดีงามแก่ท่าน
ท่านกล่าวว่า “พวกท่านจะปฏิญาณยืนยันต่อความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า การเป็นศาสดาของฉัน และวันแห่งการสิ้นโลกไหม”
พวกเขาทั้งหมดตอบว่า  แน่นอนพวกเราขอยืนยัน
หลังจากนั้นท่านกล่าวต่ออีกว่า “ฉันคงจะกลับไปสู่สระน้ำแห่งสรวงสวรรค์ก่อนใคร ดังนั้น พวกท่านคิดอย่างไร กับตัวแทนทั้งสองที่ฉันได้ฝากไว้ในหมู่พวกท่าน  มีผู้ถามว่า จุดประสงค์ของตัวแทนทั้งสองหมายถึงอะไร
ท่านตอบว่า สิ่งแรกคือคัมภีร์แห่งพระผู้เป็นเจ้า (อัล-กุรอาน)  และสิ่งที่สองคือ อิตเราะตียฺ (ลูกหลานของฉัน) อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงปรีชาญาณได้แจ้งกับฉันว่า ทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะย้อนกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำแห่งสรวงสวรรค์ในวันกิยามะฮฺ ดังนั้น พวกท่านอย่าได้ล้ำหน้าทั้งสอง เพราะจะทำให้ท่านหลงทางตลอดไป หรืออย่าล้าหลังจากทั้งสอง เพราะจะทำให้พวกท่านพบกับความหายนะ
ในเวลานั้น ท่านได้จับมือท่านอะลีชูขึ้นจนทุกคนได้เห็นมือทั้งสอง และกล่าวว่า “โอ้ประชาชนเอ๋ย ใครเป็นผู้ประเสริฐกว่าผู้ศรัทธาและชีวิตของพวกเขา”
พวกเขาตอบว่า “อัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์ทรงรู้ดีกว่า”
ท่านศาสดา กล่าวว่า “อัลลอฮฺ ทรงเป็นผู้ปกครองฉัน และฉันเป็นผู้ปกครองมวลผู้ศรัทธาทั้งหลาย ฉันดีกว่าบรรดาผู้ศรัทธาและชีวิตของพวกเขา”
หลังจากนั้นท่านได้กล่าวซ้ำกันถึง 3 ครั้งว่า “ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองเขา อะลีก็เป็นผู้ปกครองเขาด้วย” ท่านได้กล่าวอีกว่า “ขออัลลอฮฺ ทรงเป็นมิตรกับผู้ที่มิตรกับอะลี ทรงเป็นศัตรูกับผู้ที่เป็นศัตรูกับอะลี ทรงรักผู้ที่รักอะลี ทรงเกลียดชังผู้ที่เกลียดชังอะลี ทรงช่วยเหลือผู้ที่ช่วยเหลืออะลี และทรงทอดทิ้งผู้ที่ทอดทิ้งอะลี โปรดให้สัจธรรมอยู่รายรอบอะลี และให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แจ้งให้ผู้ที่ไม่อยู่ทราบด้วย”