แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. การแสวงหาศาสนา

การแสวงหาศาสนา

– แนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษา
– ความสำคัญในการแสวงหาศาสนา
– ตอบข้อสงสัย
แนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษา
คุณสมบัติพิเศษของจิตใจมนุษย์ คือ อารมณ์รู้ความรู้สึกทางธรรมชาติในการหยั่งรู้ถึงความจริง และข้อมูลจากความสัจจริงต่าง ๆ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วัยเด็กของมนุษย์ทุกคน และสิ่งนี้จะอยู่ติดตัวเขาไปจนกระทั่งถึงบั้นปลายแห่งชีวิต ธรรมชาติและการถวิลหาความจริงนี้บางครั้งเรียกว่า ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น ซึ่งสามารถนำมนุษย์ไปสู่การเรียนรู้จักปัญหาศาสนาที่ได้รับการอธิบายไว้ ตลอดจนการรู้จักศาสนาและความจริง เช่น ปัญหาต่อไปนี้
ในโลกนี้มีสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้ และไม่ใช่ทั้งสสารหรือวัตถุบ้างไหม ถ้ามีสิ่งดังกล่าวอยู่จริง อยากทราบว่าระหว่างโลกที่เร้นลับ โลกแห่งวัตถุ และความรู้สึกมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และถ้าสิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันจริง ถามว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีสามารถสัมผัสได้ในฐานะของผู้รังสรรค์โลกแห่งวัตถุหรือ
ถามว่า การมีอยู่ของมนุษย์นั้นมีเฉพาะสังขารของมนุษย์เพียงอย่างเดียวกระนั้นหรือ ชีวิตของเขาถูกจำกัดให้อยู่แค่ในโลกนี้เท่านั้น หรือว่ามนุษย์ยังมีชีวิตในโลกอื่นอีก ถ้ามนุษย์มีชีวิตในโลกอื่นอีก ถามว่าชีวิตในโลกนี้กับชีวิตในโลกอื่นที่ว่าจะมีความสัมพันธ์กันไหม ถ้ามีความสัมพันธ์กันปรากฏการณ์ใดแห่งโลกมนุษย์ สามารถมีผลโดยตรงต่อสภาพชีวิตในโลกหน้าได้ และมีแนวทางใดสามารถรู้จักวิธีดำเนินชีวิตอันถูกต้อง เพื่อนำมนุษย์ไปสู่ความเจริญผาสุกทั้งโลกนี้และโลกหน้า และสุดท้ายวิธีทางเหล่านั้นคืออะไร
ดังนั้น ความปรารถนาที่แท้จริงเท่านั้น คือ ปัจจัยสำคัญประการแรกที่นำพามนุษย์ไปสู่การเรียนรู้ การวิเคราะห์วิจัยหาเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาศาสนาและการรู้จักศาสนาที่ถูกต้อง
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่เป็นแรงกระตุ้น และสนับสนุนให้มนุษย์รู้จักความจริง คือ การก้าวไปถึงยังความปรารถนาของตน ซึ่งทุกส่วนล้วนย้อนกลับไปยังความต้องการอันเป็นธรรมชาติ (อันนอกเหนือไปจากความปรารถนาในการรู้จักความจริง) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของการรู้จักอันเฉพาะเจาะจง ดังเช่น การได้รับประโยชน์จากความโปรดปรานอันหลากหลายทางโลกนี้ ความเพียรพยายามด้านวิชาการ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่โน้มนำมนุษย์ไปสู่ความปรารถนานของตนทั้งสิ้น และในกรณีที่ศาสนาช่วยส่งเสริมความปรารถนา ผลประโยชน์ และการปรับปรุงมนุษย์ให้ดีได้ แน่นอน ศาสนาจะทำและจะช่วยยับยั้งภยันตรายและความเสียหายต่าง ๆ ที่จะเกิดกับเขา อันถือว่าเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ฉะนั้น การหลีกเลี่ยงจากความเสียหายต่าง ๆ จึงนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยเหลือเขาในการค้นคว้าเกี่ยวกับศาสนา
แต่เนื่องจากวัฏจักรของวิชาการกว้างไกล ประกอบกับเงื่อนไขในการเรียนรู้อาจยังไม่พร้อม จึงเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์เลือกสิ่งที่ง่ายดาย และการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก อีกทั้งมีความหวังต่อการบรรลุไปสู่จุดหมาย จึงทำให้พวกเขาละทิ้งหรือหลีกเลี่ยงเรื่องศาสนา ซึ่งพวกเขาคิดว่าการแก้ไขปัญหาศาสนาเป็นเรื่องยุ่งยาก หรือไม่บังเกิดผลสำคัญแต่อย่างใดกับตนเอง ดังนั้น อันดับแรกต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าตั้งแต่แรกว่า เรื่องศาสนามีความสำคัญพิเศษอยู่ในตัว ทว่าไม่ผู้ใดศึกษาค้นคว้าศาสนาอย่างจริงจัง จึงทำให้มองเห็นว่าศาสนาไม่มีความสำคัญต่อชีวิต
ข้อพึงสังเกต นักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่า พื้นฐานการเคารพภักดีพระเจ้า เป็นหนึ่งในธรรมชาติอันเป็นเอกเทศ ซึ่งแหล่งที่มานั้นเรียกว่า ความรู้สึกทางศาสนา เป็นความรู้สึกที่อยู่เคียงข้างความอยากรู้อยากเห็น ความรู้สึกที่ดี และความรักสวยรักงาม เป็นความรู้สึกในอีกมิติหนึ่งแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์
นักจิตวิทยาดังกล่าวได้ใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นว่า การเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียว เป็นความรู้สึกที่แฝงเร้นอยู่ท่ามกลางมนุษย์เสมอมา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั่นเอง
แน่นอน ความหมายของความรู้สึกอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ มิได้หมายความว่ามีอยู่ในมนุษย์ทุกคนที่อยู่ในสภาพตื่นและมีชีวิตตลอดมา ซึ่งพอจะช่วยโน้มนำมนุษย์ไปสู่ความชัดเจนแห่งเป้าหมายของตนได้ ทว่าอาจเป็นไปได้ที่ความรู้สึกนั้นอาจลบเลือนไปจากตนแล้ว เนื่องจากผลและอิทธิพลของสภาพแวดล้อม และการอบรมสั่งสอนที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งความรู้สึกนั้นอาจหักเหออกไปจากแนวทางที่ถูกต้องของตน ดังเช่นในเรื่องความปรารถนา เราจะพบว่ามีความเลือนราง การทำลาย และการหักเหปะปนอยู่
ทัศนะดังกล่าวนี้ทำให้ประจักษ์ชัดว่า การถวิลหาศาสนา เป็นความรู้ทางธรรมชาติที่เป็นเอกเทศ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงความจำเป็น หรือหาเหตุผลมาเป็นองค์ประกอบแต่อย่างใด
จากคำอธิบายดังกล่าวนี้ สามารถนำเอาหลักฐานจากโองการอัล-กุรอาน และพระวจนะของท่านศาสดาที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติมาเป็นหลักฐานประกอบคำอธิบาย แต่ในมุมมองหนึ่งผลของความรู้สึกทางธรรมชาตินี้ อาจไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลนั้นปฏิเสธการมีอยู่ของความรู้สึกดังกล่าว เขาจึงไม่ยอมรับเหตุผล ฉะนั้น จึงขอพิสูจน์ความสำคัญในการแสวงหาศาสนาด้วยเหตุผลของสติปัญญาต่อไป
ความสำคัญในการแสวงหาศาสนา
เป็นที่ชัดเจนว่าความปรารถนาทางธรรมชาติในการรู้จักความสัจจริงเป็นด้านหนึ่ง ส่วนความปรารถนาที่จะได้สัมผัสกับผลประโยชน์ การปรับปรุง และความปลอดภัยจากภยันตรายต่าง ๆ เป็นอีกด้านหนึ่ง และแนวความคิดอันเป็นพลังสำหรับการคิด และการได้รับผลทางความรู้เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และค้นหาต่อไป ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีบุคคลหนึ่งกล่าวอ้างว่าตนได้รับการแต่งตั้งจากพระผู้อภิบาล เพื่อทำหน้าที่ตักเตือนสั่งสอน และชี้นำมนุษย์ไปสู่ความเจริญผาสุกทั้งโลกนี้และโลกหน้า การนำเสนอสาร และการแนะนำนั้นของเขาได้กระทำไปด้วยความอุตสาหพยายามอย่างยิ่ง เขาต้องอดทนต่อความยากลำบากและความทุกข์ทรมานต่าง ๆ นานา ในบางครั้งต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงกับภยันตรายต่างๆ ต้องเสียสละชีวิตเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมาย ดังนั้น ถ้ามีบุคคลศึกษาค้นคว้า เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่ศาสดากล่าวอ้างเป็นจริง หรือว่ามีเหตุผลทางสติปัญญาเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับข้อมูลว่าคำเชิญชวนของศาสดาครอบคลุมการชี้นำไปสู่ความผาสุก และความโปรดปรานอันเป็นอมตะนิรันดรกาลจริง พร้อมกับตักเตือนเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษอันสาหัสตลอดกาล หมายถึงถ้ายอมรับคำเชิญชวนของศาสดา ย่อมได้รับความโปรดปรานอันไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนการปฏิเสธไม่ยอมรับคำเชิญชวนอาจเป็นสาเหตุนำไปสู่ความเสียหายและการลงโทษตลอดไป เมื่อเป็นเช่นนี้ยังมีเหตุผลหรือข้ออ้างอันใดอีกเล่า ที่สามารถทำให้เราลืมเลือน หรือมองไม่เห็นข้อแตกต่างในการแสวงหาศาสนาอีก
แน่นอน อาจเป็นไปได้สำหรับบุคคลที่เกียจคร้านรักความสุขสบาย จะไม่อนุญาตให้ตนอดทนต่อการศึกษาค้นคว้าหาความจริงในเรื่องศาสนา หรือด้วยเหตุผลที่ว่าการยอมรับศาสนาอาจทำให้ตนต้องตกอยู่ในขอบเขตอันจำกัด หรือทำให้ตนต้องออกห่างจากทุกภารกิจที่เป็นความปรารถนาทางใจ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่แสวงหาศาสนา อัล-กุรอาน กล่าวถึงบุคคลประเภทนี้ว่า “ทว่ามนุษย์นั้นประสงค์ที่จะทำความชั่วมากกว่า” (อัล-กุรอาน บทกิยามะฮฺ โองการที่ 5)
บุคคลเช่นนี้จำเป็นต้องยอมรับผลแห่งความเกียจคร้านของตน และต้องยอมรับบทลงโทษอันแสนสาหัสตลอดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สภาพของบุคคลเช่นนี้เลวร้ายยิ่งกว่าเด็กที่ป่วยไข้และโง่เขลา เนื่องจากกลัวที่จะต้องกินยาที่มีรสชาติขม หรือกลัวถูกฉีดยาจึงหลีกเลี่ยงไม่ไปหาหมอเพื่อรักษา เด็กคนนั้นจึงต้องยอมรับความตายที่จะกร่ำกายมาสู่ชีวิตในไม่ช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเด็กมีสติปัญญาไม่เพียงพอต่อการแยกแยะสิ่งถูกผิด หรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต หรือความเสียหายที่เกิดจากการขัดคำสั่งแพทย์ ซึ่งไม่มีสิ่งใดเกินเลยไปจากการถูกห้ามจากผลประโยชน์ในชีวิตทางโลกเพียงไม่กี่วัน แต่สำหรับเด็กที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมเข้าใจ และคิดถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของตน โดยนำเอาความเสียหายนั้นมาเปรียบเทียบกับความสุขอันน้อยนิด แต่ต้องทนทุกข์กับการลงโทษตลอดไป
แนวทางที่ดีที่สุด คือคำตักเตือนจาก อัล-กุรอาน ที่สาธยายถึงบุคคลที่ลืมเลือนว่า พวกเขาต่ำทรามยิ่งกว่าบรรดาปศุสัตว์ทั้งหลาย ดังกล่าวว่า “พวกเขาประหนึ่งปศุสัตว์ ทว่าพวกเขาหลงผิดยิ่งกว่า พวกเขาคือ ผู้ทีเผอเรอยิ่ง” (อัล-กุรอาน บทอัลอะอฺรอฟ โองการที่ 179)
บางโองการกล่าวแนะนำว่าพวกเขาเลวร้ายยิ่งกว่าปศุสัตว์เสียอีก โดยกล่าวว่า “แท้จริงสัตว์ที่ชั่วร้ายยิ่ง ณ อัลลอฮฺ คือ ผู้ที่ทำเป็นหูหนวกเป็นใบ้ไม่ใช้ปัญญา” (อัล-กุรอาน บทอันฟาล โองการที่ 22)
ตอบข้อสงสัย
เป็นไปได้ว่าบางคนอาจอ้างเหตุผลว่า เพื่อเป็นข้อพิสูจน์สำหรับตน ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาบางอย่างนั้นจะเป็นไปได้ เมื่อมนุษย์มีความหวังในหนทางที่จะแก้ปัญหา แต่สำหรับเราแล้วไม่มีความหวังที่จะคิดถึงบทสรุปหรือปัญหาเกี่ยวกับศาสนา ด้วยเหตุนี้ เป็นการดีกว่าที่จะใช้พลังงานทั้งหมดคิดถึงภารกิจการงาน ที่มีความหวังในบทสรุปของงานมากกว่ามาคิดถึงเรื่องปัญหาศาสนา
สำผู้ที่มีความคิดเช่นนี้ควรตอบว่า
ประการแรก ความหวังในการแก้ไขปัญหาศาสนาไม่เคยยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาทางวิชาการแม้แต่น้อย และเราก็รู้ว่าการแก้ไขปัญหาทางวิชาการบางอย่าง นักวิชาการบางคนต้องใช้เวลานานหลายสิบปีจึงจะแก้ไขได้
ประการที่สอง คุณค่าที่เป็นไปได้มิได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเพียงอย่างเดียว (ซึ่งเท่ากับจำนวนของการคาดเดา) ทว่าต้องนำเอาจำนวนของความเป็นไปได้รวมเข้าไปด้วย เช่น ถ้าท่านคาดว่าอาจได้รับกำไรจากการค้าในครั้งนี้สัก 5 % แต่สำหรับกิจการที่สองอาจได้กำไรถึง 10 % แต่จำนวนของผลกำไรที่อาจเป็นไปได้ที่จะได้รับสำหรับกิจการแรกคือ 1,000 บาท และในกิจการที่สองก็ 1,000 บาท เช่นกัน ดังนั้น สำหรับกิจการแรกมีความเป็นไปได้ดีกว่ากิจการที่สองถึง 5 เท่าด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะมีผลกำไรเพียง 5 % ก็ตาม ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของกิจการที่สอง
เนื่องจากผลประโยชน์ในการแสวงหาศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขตจำกัด แม้ว่าบทสรุปที่แน่นอนหรือความเป็นไปได้อาจจะน้อยมาก ขณะที่คุณค่าของความพยายามในหนทางของศาสนา มีมากกว่าคุณค่าในทุกหนทางอื่นที่มีบทสรุปอยู่ในขอบเขตจำกัด ฉะนั้น การที่ท่านละทิ้งการแสวงหาศาสนา สติปัญญาเท่านั้นที่จะบอกกับมนุษย์ว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ถูกต้อง หรือปัญหานั้นไม่อาจแก้ไขได้ ทว่าความมั่นใจในการตัดสินใจนั้นท่านได้รับมาจากที่ใด
คำถามท้ายบท
1. แนวความคิดของมนุษย์ในการรู้จักสัจธรรมความจริงคืออะไร
2. เพราะเหตุใดมนุษย์จึงไม่ศึกษาค้นคว้าสัจธรรมความจริงอย่างเป็นระบบ
3. จุดประสงค์ของคำว่า ผัสสะหรือความรู้สึกทางศาสนาหมายถึงอะไร
4. จงอธิบายความจำเป็นในการเรียนรู้หลักอุซูลลุดดีน
5. มนุษย์สามารถนำเอาความสิ้นหวังในการแก้ไขปัญหาแน่นอนของศาสนา มาเป็นข้ออ้างในการละทิ้งการศึกษาค้นคว้าศาสนาได้หรือไม่