แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เอาวิลายะตุลฟะกีฮฺ

ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เอาวิลายะตุลฟะกีฮฺ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงพระเมตตา ผู้ทรงพระปรานียิ่ง

เราควรจะปฏิบัติตนอย่างไร กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เอาวิลายะตุลฟะกีฮฺ (ปราศจากคำอธิบายที่ชัดเจน) ขอคำตอบจากทางสำนักฯพณฯท่านผู้นำด้วยค่ะ

ก่อนที่จะเข้าไปสู่ประเด็นดังกล่าว, จำเป็นต้องอธิบายถึงประเด็นนี้ก่อนกล่าวคือ การตักลีด จำเป็นต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ และมาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้, มิใช่ว่าเราตั้งสมมติฐานไว้ในใจก่อนแล้ว หลังจากนั้นค่อยค้นหาผู้รู้หรือนักปราชญ์ในอุดมคติ เพื่อให้สนับสนุนสมมติฐานข้างต้นของเรา, เป็นที่ทราบกันดีว่า วิธีการเยี่ยงนี้ไม่ถูกนับว่าเป็นการตักลีด

แต่สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่าตามกล่าวอ้างมาในคำถามของท่าน อาจเป็นไปได้ที่ว่าเป็นประเด็นในใจของท่าน ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดต่อไป ดังต่อไปนี้ :

1.ถ้าหากวัตถุประสงค์ของท่านหมายถึง บรรดามุจญฺตะฮิดที่ปฏิเสธวิลายะฮฺ, สิ่งแรกที่จำเป็นคือ ท่านต้องเปลี่ยนทัศนะความคิดก่อน และต้องเชื่อในสิ่งนั้น ซึ่งคำตอบจำเป็นต้องกล่าวว่า มุจญฺตะฮิดที่อยู่ในเงื่อนไขของการสามารถ อิจญฺติฮาดได้นั้น, ถ้าหากเขารักษากฎเกณฑ์และเงื่อนไขของการ อิจญฺติฮาด และได้รับบทสรุปด้วยตัวเองแล้ว ดังนั้นท่านไม่สามารถกล่าวหาเขาได้ว่า เป็นผู้ต่อต้านหรือปฏิเสธ ทว่าท่านจะต้องยอมรับทัศนะของเขา ตามที่เขาอิจญฺติฮาดออกมา บนเงื่อนไขของการอิจญฺติฮาด ตามหลักการที่กำหนดไว้ และในกรณีที่เป็นไปได้ท่านเองต้องยอมรับและเคารพในเหตุผลที่เขาอิจญฺติฮาดออกมาด้วย

ฯพณฯท่านผู้นำสูงสุด กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า “ถ้าหากมีบุคคลหนึ่งเขาได้ค้นคว้า และพิสูจน์ด้วยเหตุผลแล้ว และสำหรับเขา วิลายะตุลฟะกีฮฺ ยังไม่เป็นที่ยอมรับ หรือยังพิสูจน์ไม่ได้ ดังนั้น ณ อัลลฮฺ เขามิใช่ผู้กระทำผิดแต่อย่างใด แต่ผู้นั้นจะต้องไม่แสดงความประพฤติในลักษณะที่ว่า เป็นเหตุนำไปสู่ความแตกแยก หรือกลายเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมอิสลาม”[1]

ในเชิงปฏิบัติ สิ่งที่เห็นได้จากการปฏิบัติของนักปราชญ์ส่วนใหญ่ทางศาสนา ที่มีทัศนะที่ขัดแย้งกับวิลายะตุลฟะกีฮฺนั้น[2] จะป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งทั้งการพูดคุย หรือการโต้เถียง ดังนั้น เกี่ยวกับประเด็นนี้ จะมีเฉพาะในการประชุมทางวิชาการเท่านั้น

2. บนสมมติฐานที่ว่า ประเด็นของวิลายะตุลฟะกีฮฺ เป็นปัญหาเรื่องเทววิทยา ดังนั้น การตักลีดในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และไม่มีความหมายแต่อย่างใด บรรดาผู้ปฏิบัติตามมัรญิอฺ ที่มีทัศนะในเชิงไม่ยอมรับเรื่องวิลายะตุลฟะกีฮฺ หรือสมมติว่าไม่ยอมรับวิลายะฮฺฟะกีฮฺในความหมายดังกล่าว ดังนั้น กิจกรรมทางด้านฟิกฮฺ สามารถอยู่ในขอบข่ายของการยอมรับของตนได้ และสามารถศึกษาหรือย้อนไปสู่นักปราชญ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษในปัญหาดังกล่าวได้ และยอมรับปัญหาดังกล่าวในความหมายรวม ๆ แม้ว่าในทัศนะตนจะไม่ยอมรับวิลายะฮฺฟะกีฮฺ เหมือนกับมัรญิอฺของตนก็ได้ แต่ในแง่ของการปฏิบัติ จะต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นสาเหตุนำไปสู่ความแตกแยก หรือเป็นการทำลายเอกภาพทางสังคมอิสลาม หรือทำให้สังคมเกิดความอ่อนแอ เนื่องจากถ้าสมมติว่าปฏิเสธไม่ยอมรับเรื่องการปกครอง และเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาลุกขึ้นต่อต้านระบบปกครอง ด้วยเหตุนี้ จำเป็นต้องจัดตั้งระบบการปกครองที่ดีกว่า ในฐานะเป้าหมายหลัก

บุคคลที่ไม่เชื่อเรื่องระบบการตักลีดและมัรญิอฺ บางทีเขาอาจมีระบบการปกครองที่ดีกว่า ไว้ในใจเพื่อแทนที่ก็เป็นไปได้ แต่สำหรับมัรญิอฺ ที่ไม่พร้อมที่จะจัดตั้งระบบการปกครอง ฉะนั้น บรรดาผู้ปฏิบัติตามเขา ถึงแม้ว่าจะไม่สนับสนุนการปกครองในระบบวิลายะตุลฟะกะฮฺ เขาสามารถที่จะมีแนวความคิดต่อต้าน หรือมีแนวคิดที่จะต่อสู้กับวิลายะฮฺ ถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เขามีเป้าหมายอะไรในการต่อสู้ครั้งนี้

3.สมมุติว่าเป้าหมายคำถามของคุณ หมายถึงบรรดามุจญฺตะฮิดที่โดยรวมแล้ว เขายอมรับเรื่องวิลายะตุลฟะกีฮฺ แต่มีความลังเลใจและสงใสในตัวบุคคลที่จำมาดำรงตำแหน่งวิลายะฮฺ เราควรจะปฏิบัติตัวกับเขาอย่างไร?
ถ้าหากเชื่อว่าบรรดามุจญฺตะฮิดทุกคน ที่ไม่ยอมรับตัวบุคคลที่เป็นวิลายะฮฺ เขาสามารถแสดงความดื้อรั้นกับระบบการปกครองได้ตามอำเภอใจ เวลานั้นสิ่งที่จะต้องเกิดตามมาคือ ความสับสนวุ่นวาย และสังคมก็ต้องสูญเสียความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยไป เพราะเป็นไปได้ที่มุจญฺตะฮิดทุกท่านที่ดำรงตำแหน่งผู้ปกครอง ย่อมต้องเผชิญหน้ากับมุจญฺตะฮิดที่มีความคิดเห็นขัดแย้งและไม่เห็นด้วยกับทัศนะของตน

ดังนั้น เพื่อความเหมาะสมในความเป็นไปได้ ตามระบบรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จึงได้จัดวางกฎเกณฑ์เรื่องการร้องเรียน หรือเสนอแนะความคิดเห็นของตน ที่ไม่เห็นด้วยกับบางประเด็น ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้สิทธิ์ด้านกฎหมาย เพื่อร้องเรียนและเสนอแนะความต้องการของตน
[1] คอเมเนอียฺ ซัยยิดอะลี, อัจญฺวะบียะฮฺ อัลอิสติฟตาอาต, เล่ม 1, หน้า 23, ปัญหาที่ 64, ดารุลอัลนะบะอฺ ลิลนัชรฺ วัตเตาซีอฺ ปี ฮ.ศ. ที่ 1415
[2]  แต่สิ่งจำเป็นต้องรับทราบคือ ความหมายของวิลายะฮฺในความหมายที่แคบกว่า ความหมายที่ส่วนใหญ่ยอมรับนั้น เป็นที่ยอมรับของนักปราชญ์ทุกคน กล่าวคือ มุจญตะฮิดส่วนใหญ่ยอมเรื่อง วิลายะตุลฟะกีฮฺ จะแตกต่างกันตรงประเด็นที่ว่า ขอบเขตและอำนาจของวิลายะฮฺ ว่าครอบคลุมกว้างหรือแคบเท่านั้นเอง