แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ความต้องการพึ่งพาพระองค์ในทุกลมหายใจ

ความต้องการพึ่งพาพระองค์ในทุกลมหายใจ

ผู้ประดิษฐ์กับผู้สร้างมีความแตกต่างกันอย่างไร ?
เราลองสังเกตตัวอย่างสองตัวอย่างต่อไปนี้ และดูว่าสรรพสิ่งต่างๆในโลกมีความจำเป็นต้องอาศัยพึ่งพาผู้สร้างสักเพียงใด
๑.ผู้สร้างเครื่องบินมีบทบาทอย่างไรในการสร้างเครื่องบินขึ้นมา และงานของเขาคืออะไร ?
ผู้สร้างเครื่องบินคือผู้นำเอาชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆมาประกอบเข้าด้วยกันตามรูปแบบและสูตรที่คำนวณนับไว้แล้ว เพื่อให้กลายเป็นเครื่องบินที่พร้อมสำหรับการขนส่งผู้โดยสารต่อไป
แน่นอนที่สุด งานของผู้สร้างเครื่องบินได้แก่การเคลื่อนไหวมือของเขาซึ่งทำให้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วนั้นประกอบกันขึ้นตามรูปแบบต่างๆที่ต้องการ โดยที่การเคลื่อนไหวนั้นจะสิ้นสุดลงพร้อมๆกับการสิ้นสุดของงาน แต่โลหะ เครื่องยนต์ ดวงไฟ และเก้าอี้ของเครื่องบินซึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวมือของผู้สร้างนั้น มิใช่กรรมสิทธิ์ของเขาอีกทั้งไม่มีความเกี่ยวพันธ์กับเขาแต่อย่างใด
๒.เราประสงค์จะสร้างบ้านสักหลังหนึ่งโดยมีวัสดุก่อสร้างอยู่พร้อมสรรพ เราต้องเตรียมอะไรอีก ? เราต้องว่าจ้างคนงานก่อสร้างเพื่อมาทำวัสดุก่อสร้างขึ้นหรือเพื่อประกอบวัสดุเหล่านั้นเข้าด้วยกันตามหลักวิชา ?
เป็นที่ชัดเจนว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคนงานในการสร้างวัสดุก่อสร้างแต่อย่างใด แต่เราต้องอาศัยพวกเขาในการประกอบวัสดุเหล่านั้นให้เป็นบ้านตามที่เราต้องการ
๓.ผู้ที่ไม่เคยเห็นหอไอเฟลเมื่อเขาได้รับฟังถึงคุณลักษณะต่างๆของมัน เขาก็สามารถจินตนาการมันขึ้นมาได้ในชั่วพริบตา แม้กระทั่งจะสร้างมันให้มีความสูงอีกหลายร้อยเท่าก็ตาม
การมีอยู่ของหอไอเฟลในจินตนาการนั้นแตกต่างกันกับตัวอย่างข้างต้น เนื่องจากมันเป็นของผู้ที่จินตนาการมันขึ้นมา วัสดุในการสร้างเครื่องบินไม่ได้มาจากผู้สร้างเครื่องบิน แต่วัสดุก่อสร้างหอไอเฟลในจินตนาการทั้งหมดล้วนเป็นของผู้จินตนาการทั้งสิ้นและมิได้จัดเตรียมมาจากที่อื่นใด ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เป็นผลจากการสร้างของจินตนาการจะไม่สอดคล้องกับจำนวนวัสดุและวัตถุดิบที่มีอยู่ในโลกภายนอกแต่อย่างใด แต่ทว่าจะมีความยืดหยุ่นได้ในทุกขนาดที่ผู้จินตนาการประสงค์
ดังนั้น ภาพจินตนาการเหล่านี้ล้วนเกิดมาจากการมีอยู่ของเราทั้งสิ้นและจะยังคงอยู่เช่นนั้นตราบเท่าที่เราต้องการให้มันมีอยู่ เมื่อใดก็ตามที่เราหยุดจินตนาการ ภาพเหล่านั้นก็จะหายไปจากสมองของเราทันที
จากตัวอย่างล่าสุดเราได้รับข้อสรุปว่า ทุกสิ่งที่การมีอยู่ของมันเป็นของสิ่งอื่นนั้น จะไม่มีความเป็นเอกเทศและต้องพึ่งพาสิ่งอื่นนั้นตลอดเวลา
คราวนี้เราลองมาดูซิว่าสรรพสิ่งต่างๆในโลกที่เกิดขึ้นมาจากความไม่มี อีกทั้งการมีอยู่ของสรรพสิ่งเหล่านี้เป็นของพระเจ้านั้นจะมีสภาพอย่างไร ? สิ่งเหล่านี้ต้องพึ่งพาพระผู้สร้างในทุกขณะหรือไม่ ?
บางคนอาจจะคิดเช่นนี้ว่าสรรพสิ่งต่างๆในโลกหลังจากถูกสร้างแล้ว ในการคงอยู่ของมันนั้นไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยผู้สร้างแต่อย่างใด
เพื่อทำให้ประเด็นนี้ชัดเจน เราลองจินตนาการคนๆหนึ่งขึ้นมาในสมองให้เขาเดิน พูด และทำกิจกรรมต่างๆด้วยการเลือกสรรของเขาเอง คนในจินตนาการของเราดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศในการมีอยู่ของเขาหรือไม่ ?
แน่นอนที่สุด การมีอยู่ของเขาเป็นกรรมสิทธิ์ของเราโดยที่ว่าหากเราไม่ประสงค์ให้เขามีอยู่อีกต่อไป เขาก็จะอันตรธานไปทันที
ในทำนองเดียวกัน ทั่วทุกมุมโลกแห่งการสร้างสรรค์ล้วนเป็นสิ่งถูกสร้างของพระองค์และไม่มีสิ่งใดๆเป็นของตนเอง ทั้งหมดล้วนต้องพึ่งพาพระเจ้า และเช่นเดียวกันกับที่ตราบเท่าที่พระเจ้ายังมิทรงประสงค์ สรรพสิ่งเหล่านั้นก็จะไม่เกิดขึ้น การดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของพระองค์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ด้วยเช่นกัน
พระเจ้าได้ทรงตรัสไว้ในกุรอานอันจำเริญว่า
“โอ้มนุษย์เอ๋ย พวกสูเจ้าจำเป็นต้องพึ่งพาอัลลอฮฺ (ทั้งในการมีอยู่ การดำรงอยู่และในทุกๆสิ่ง) ส่วนอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงพึ่งพาสิ่งใดอีกทั้งทรงได้รับการสรรเสริญ หากพระองค์ทรงประสงค์พระองค์ก็จะทรงขจัดพวกสูเจ้าและจะทรงนำมาซึ่งสิ่งถูกสร้างใหม่” (ฟาฏิร, ๑๕-๑๖)
ประเด็นนี้ถือเป็นสัจธรรมประการหนึ่งที่อิสลามได้ทำให้มุสลิมตระหนักถึงอยู่ตลอดเวลา อาทิเช่น อิสลามพร่ำสอนว่าในนมาซขณะยืนขึ้นจงกล่าวว่า بحول الله و قوته أقوم و أقعد “ข้าฯยืนและนั่งด้วยกับเดชานุภาพและพลานุภาพของอัลลอฮฺ”
อนึ่ง หากเราตระหนักว่าเราไม่มีความเป็นเอกเทศใดๆ ณ เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ และพระองค์เท่านั้นที่ทรงสร้างเราให้มีสติปัญญาและเจตนารมณ์เสรีเพื่อเราจะได้บากบั่นในหนทางของความผาสุก และพระองค์เท่านั้นที่ความเมตตาอันอบอุ่นและไพศาลของพระองค์ครอบคลุมเราอยู่เสมอแล้วไซร้ เราจะหมอบกราบสิโรราบด้วยจิตที่สำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์พร้อมกับกล่าวว่า سبحان ربی الاعلی و بحمده “มหาบริสุทธิ์ยิ่งพระผู้อภิบาลของข้าฯผู้ทรงสูงส่ง และข้าฯขอสดุดีสรรเสริญพระองค์”
ความรู้ที่ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดและปราศจากข้อจำกัด
ความรู้ที่เพิ่มขึ้นกับผลผลิตที่ดีขึ้น
รถแทรกเตอร์คันใหญ่แข็งแรงซึ่งถูกนำมาใช้ในการสร้างถนนหนทางและงานที่สำคัญอื่นๆนั้น เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงความรู้ของผู้ออกแบบมันได้เป็นอย่างดี และเราจะต้องกล่าวว่าผู้สร้างรถแทรกเตอร์มีความรู้เกี่ยวกับกฎต่างๆของกลศาสตร์ สัดส่วนของโลหะผสมและสูตรต่างๆในทางฟิสิกส์เป็นอย่างดี
สิ่งต่างๆที่เกิดจากฝีมือการสร้างของมนุษย์จะบ่งชี้ถึงภูมิปัญญาและความเฉียบแหลมของผู้สร้างมัน หากผลผลิตยิ่งมีความดีเยี่ยมและซับซ้อนมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งส่อแสดงให้เห็นว่าความรู้ของผู้สร้างมันย่อมมีมากและสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น
ความยิ่งใหญ่และความลี้ลับของโลกแห่งการสร้างสรรค์นี้ ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับโครงสร้างของรถแทรกเตอร์คันหนึ่งหรือสิ่งประดิษฐ์อื่นๆของมนุษย์ได้ ความแยบยลและความสลับซับซ้อนที่มิอาจคำนวณนับได้ซึ่งปรากฏอยู่ในสรรพสิ่งต่างๆของโลกนั้น ได้ทำให้ความรอบรู้อันไร้ขอบเขตของพระเจ้าเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเรา
เราลองมาพิจารณาดูตัวอย่างต่อไปนี้
๑.โครงสร้างชีวิตของค้างคาวเต็มไปด้วยความน่าฉงน สัตว์ดังกล่าวจะปล่อยคลื่นเสียงที่จัดอยู่ในประเภทของอุลตร้าซาวด์ออกมาคล้ายเรดาร์ เพื่อหาเส้นทางในความมืดและไม่ชนกับสิ่งกีดขวาง ในกรณีที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้าคลื่นเสียงจะพุ่งกระทบกับสิ่งกีดขวางนั้นและสะท้อนกลับมา ทำให้ค้างคาวหลบหลีกได้อย่างแม่นยำ
๒.แมลงถึงแม้จะมีขนาดเล็กก็ตาม แต่ความประณีตบรรจงอันน่าทึ่งก็ยังปรากฏให้เห็น อาทิเช่น สัตว์เหล่านี้มีดวงตาที่แตกต่างไปจากดวงตาปกติซึ่งประกอบด้วยดวงตาเล็กจิ๋วจำนวนมากเรียกว่า Ommatidie ดวงตาจิ๋วแต่ละดวงนี้ประกอบขึ้นด้วยแก้วตา เลนส์ และเรตินาเช่นเดียวกับดวงตาปกติ
จำนวนของ Ommatidie ในแมลงแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน ในหิงห้อยมีจำนวน ๒,๕๐๐ ดวง ในแมงช้างมีจำนวนตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ – ๒๘,๐๐๐ ดวง (ฟุตโน้ต ๑) เนื่องจากแมลงไม่สามารถเคลื่อนหัวของมันได้ จึงอาศัย Ommatidie เหล่านี้ในการมองดูสิ่งที่อยู่ข้างหลังหรือข้างๆ
หมายเหตุ ฟุตโน้ต ๑ ฮะชะเรฮฺ ชินอซี (กีฏวิทยา) , ดอกเตอร์มะหฺมูด ชุญออี หน้า ๒๔๘