แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ความยุติธรรมแห่งพระเจ้า

ความยุติธรรมแห่งพระเจ้า

รากความเชื่อที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าข้อที่สองคือ ความยุติธรรมแห่งพระเจ้า อัลลอฮ พระผู้เป็นเจ้าทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมเสมอ เพราะความยุติธรรมเป็นคุณลักษณะที่สมบูรณ์ประการหนึ่งของพระองค์ พระองค์ทรงให้เกียรติและยกย่องความยุติธรรม ขณะที่ทรงเกลียดชังการกดขี่และการเอาเปรียบ พระองค์ทรงมีบัญชาให้ประชาชนสร้างความยุติธรรม และต่อต้านความอยุติธรรม ฉะนั้นเป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะมีคุณลักษณะที่น่ารังเกียจในขณะที่พระองค์ทรงเกลียดสิ่งเหล่านั้น อัล-กุรอาน กล่าวว่า แน่นอน อัลลอฮฺจะไม่ทำการกดขี่แม้จะเล็กเท่าผงธุลีก็ตาม อัล-กุรอาน บท อัน-นิซาอฺ โองการที่ 40
ด้วยกับสติปัญญาที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้มาทำให้มนุษย์รับรู้สิ่งถูกผิดชั่วดี และรู้ว่าการกดขี่ไม่ดี ส่วนความยุติธรรมนั้นดี และยังเชื่ออีกว่าพระผู้เป็นเจ้านั้นไม่กระทำในสิ่งที่เลวร้าย การกดขี่และการเอาเปรียบไม่มีอยู่ในพระองค์ ดังนั้นการกดขี่ที่มนุษย์เห็นอยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นจาก
ความโง่เขลา บางครั้งความโง่เขลาคือแหล่งที่มาของการกดขี่อย่างเช่น มนุษย์ไม่รู้ว่าคนผิวขาวและผิวดำนั้นไม่แตกต่างกัน แต่คนผิวขาวมักจะคิดว่าตนดีกว่าคนดำเสมอ จึงทำการกดขี่ชนผิวสีดำ ดังนั้น จะเห็นว่ารากเหง้าที่มาของการกดขี่เกิดจากความโง่เขลา หรือความเห็นแก่ตัว ด้วยเหตุนี้ เป็นไปได้ที่ความหันเห ความไม่เข้าใจ และความโง่เขลาอาจนำพามนุษย์ไปทำในสิ่งที่บั้นปลายคือ การกดขี่ แต่สำหรับอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงปรีชาญาณ ความรู้ของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วพระองค์จะกดขี่ได้อย่างไร
ความกลัว บางครั้งความกลัวกลายเป็นสื่อที่ก่อให้เกิดการขี่ อย่างเช่น อำนาจหนึ่งที่มีความหวาดกลัวต่ออำนาจของคู่แข่ง เขาจึงคิดไปว่าหากไม่โจมตีก่อน คู่แข่งก็ต้องโจมตีเขา ดังนั้น เพื่อชัยชนะของตนเองเขาจึงได้กดขี่คู่แข่งขัน หรือผู้อธรรมทั้งหลายที่เกรงว่าอำนาจของตนจะสั่นคลอน พวกเขาจึงได้กดขี่คนอื่นเพื่อให้อำนาจของตนมีความมั่นคงยิ่งขึ้น แต่เมื่อพิจารณาไปที่อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกรียงไกรจะพบว่าพระองค์ไม่มีคู่แข่ง หรือไม่ทรงปรารถนาสร้างอำนาจให้เกิดความมั่นคง
ความต้องการ บางครั้งความต้องการเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการกดขี่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่ว่าความต้องการทางวัตถุหรืออารมณ์ฝ่ายต่ำเป็นตัวบีบบังคับให้คนอื่นไปทำความผิดบาป หรือทำการกดขี่
จิตใจที่ชั่วร้าย บางครั้งการกดขี่เกิดจากความชั่วร้ายที่อยู่ภายในจิตใจของคน ๆ นั้น ซึ่งบางคนอาจชอบเห็นความทุกข์ยากของคนอื่น หรือชอบทำให้คนอื่นตกระกำลำบาก ตัวเองถึงจะมีความสุข
เมื่อเรารู้แล้วว่าการกดขี่เป็นอย่างไร ดังนั้น ลองพิจารณาดูซิว่าการกดขี่ประเภทไหนที่เหมาะสมกับอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่ง เพื่อว่าพระองค์จะได้มีความคิดในการกดขี่เหมือนกับคนอื่น อัล-กุรอาน กล่าวว่า อัลลอฮฺไม่ประสงค์การอธรรมใด ๆ แก่ประชาชาติทั้งหลาย อัล-กุรอาน บทอาลิอิมรอน โองการที่ 103
อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงปรีชาญาณตรัสกับปวงบ่าวทั้งหลายว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงมีบัญชาให้รักษาความยุติธรรมและทำดี และเป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะเป็นผู้กดขี่ เป็นไปได้อย่างไรที่อัลลอฮฺ ผู้ทรงพลานุภาพได้สั่งมนุษย์ผู้มีความอ่อนแอและตกอยู่ในกิเลสว่า จงอย่าเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด เพราะจะทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม ขณะที่พระองค์ผู้ทรงอำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่ทรงอยู่ใต้อำนาจหรืออารมณ์ของใครกับเป็นผู้กดขี่เสียเอง
อัล-กุรอาน ตรัสว่า องค์พระผู้อภิบาลของเจ้าจะไม่กดขี่ใครทั้งสิ้น อัล-กุรอาน บทอัล-กะฮฺฟิ โองการที่ 49
สิ่งดีงามทั้งหลายที่ได้ประสบแก่เจ้าล้วนมาจากอัลลอฮฺทั้งสิ้น ส่วนสิ่งที่ไม่ดีที่มาประสบแก่เจ้าล้วนมาจากเจ้า อัล-กุรอาน บทอัล-นิซาอฺ โองการที่ 29
พระองค์คือผู้ทรงสร้างแต่สิ่งที่ดีงาม อัล-กุรอาน บทอัล-ซัจญะดะฮฺ โองการที่ 7
ด้วยเหตุนี้ในบางครั้งจะเห็นสิ่งดีและไม่ดีในเวลาเดียวกัน การที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากการเปรียบเทียบ เช่น งูพิษหรือแมลงป่อง การมีอยู่ดีสำหรับตัวมัน แต่เมื่อนำมาเทียบเคียงกับมนุษย์มันไม่ดี ในทำนองเดียวกัน ดอกอุตพิดเมื่อยู่ตามลำพังมันดีและมีค่าสำหรับตัวมัน แต่เมื่อนำมาเทียบกับดอกกุหลาบมันไม่มีค่าอันใดเลย ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเหมาะสมและความพอดีอยู่ในตัวเอง
เพราะเหตุใดจึงต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม
ทั้งที่สิ่งนี้อาจไม่ใช่ความสำคัญสำหรับอัลลอฮฺ เนื่องจากพระองค์ทรงพลานุภาพและมีอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าภารกิจใดก็ตามหากถ้าหากพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์สามารถกระทำได้เสมอ แม้ว่า ณ สติปัญญาของเราภารกิจนั้นอาจดีหรือไม่ดีหรือเป็นการกดขี่ก็ตาม เช่น ถ้าอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะนำเอาคนดีไปลงนรก และนำผู้กระทำชั่วขึ้นสวรรค์ถือว่าเป็นไปได้ เพราะสิ่งนี้อยู่ในอำนาจของพระองค์
แต่โดยหลักการแล้วไม่สามารถเป็นไปได้ เนื่องจากพระเจ้าทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม แน่นอน อำนาจของอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกียรติคุณสูงสุดครอบคลุมอยู่เหนือมวลสรรพสิ่ง แต่ทว่าพระองค์ไม่ทรงกระทำสิ่งที่ขัดแย้งกับสติปัญญา เหมือนกับคนเรามีกำลังความสามารถทำให้ดวงตาของตนบอดได้ แต่เขาจะไม่กระทำเด็ดขาดเพราะมันไม่ใช่วิทยปัญญา ดังนั้น กำลังความสามารถนั้นมี เพียงแต่ว่าการนำกำลังไปใช้มันขึ้นอยู่กับว่า งานนั้นต้องมีความยุติธรรม สอดคล้องกับสติปัญญา และพันธะสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสัญญาว่า พระองค์จะนำมวลผู้ศรัทธาเข้าสวรรค์ และนำเอาผู้ปฏิเสธพร้อมทั้งผู้ฝ่าฝืนไปลงโทษในนรก ฉะนั้น ถ้าพระองค์ไม่ทำตามสัญญาถือว่าเป็นสิ่งเลวร้าย อัลลอฮฺจะไม่ใช่พลังของพระองค์ไปทำในสิ่งเลวร้ายอย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ การที่พูดว่าอัลลอฮฺ ไม่ทรงกดขี่ ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์กำหนดอำนาจของพระองค์ให้อยู่ในขอบเขตจำกัด ทว่าสิ่งนี้เป็นวิทยปัญญาจึงต้องนำเอาอำนาจของพระองค์ไปใช้ในที่ ๆ มีความเหมาะสม บนพื้นฐานของสติปัญญา ดังนั้น ภารกิจทั้งมวลของอัลลอฮฺ ล้วนแล้วแต่อยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบและวิทยปัญญาอย่างแท้จริง พระองค์ทรงปรีชาญาณ ดังนั้นพระองค์ไม่ทรงทำสิ่งที่เลวร้ายอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกันโดยหลักการแล้วพระเจ้าจะไม่กระทำการใด ๆ ที่ปราศจากจุดหมาย การกระทำทุกรูปแบบของพระองค์ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งวิทยปัญญา และจุดประสงค์ที่มีเหตุผล ถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่ล่วงรู้ถึงเหตุผลเหล่านั้นก็ตาม ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงกระทำการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลและจุดหมาย ฉะนั้น ถ้าหากบุคคลหนึ่งสามารถกระทำดีต่อบุคคลอื่นได้แต่เขาไม่ยอมกระทำ ลักษณะเช่นนี้เป็นการขัดต่อคุณงามความดีโดยแท้จริง ดังนั้น ถ้าพระเจ้าสามารถประกอบการใด ๆ อันยังคุณประโยชน์ให้แก่บรรดาสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา แต่สมมุติว่าพระองค์ไม่ทรงกระทำก็เท่ากับเป็นความขัดแย้งกับคุณงามความดีของพระองค์ และย่อมไม่เป็นที่ยกย่องสรรเสริญอย่างแน่นอน ดังนั้น อิสลามจึงสอนว่าเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมของอัลลอฮฺ ที่จะทรงประทานความกรุณาปรานีแด่มวลมนุษยชาติ
ความยุติธรรมแห่งพระเจ้าหมายถึงอะไร
ความยุติธรรม ในเชิงภาษาคำนี้มีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า กดขี้ หมายถึงการมอบหมายทุกสรรพสิ่งในที่ ๆ มีความเหมาะสม หรือการกระทำทุกภารกิจที่เป็นคุณความดี ดังที่ท่านอิมามอะลี กล่าวว่า ความยุติธรรมคือ การจัดวางทุกภารกิจการงานในที่ ๆ มีความเหมาะสม
พระเจ้าทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมหมายถึง การที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบที่อยู่ภายใต้การสร้างสรรค์ หรือธรรมชาติ หรือทุกภารกิจการงานให้อยู่ใต้ระบบที่เหมาะสมและเฉพาะเจาะจงสำหรับตัวมัน ดังที่พระองค์ตรัสว่า เราได้จัดวางท้องฟ้าและแผ่นดินไว้ในที่ ๆ มีความเหมาะสมกับทั้งสอง ตลอดจนการจัดวางกฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต ซึ่งบรรดากฎเกณฑ์ของพระองค์ล้วนวางอยู่บนความยุติธรรม และมีความเหมาะสมกับเป้าหมายในการสร้างสรรค์ของพระองค์ ไม่มีการแบ่งแยกหรือมีความแตกต่างใด ๆ ในกฎเกณฑ์เหล่านั้น ดังที่อิมามอะลี กล่าวว่า พระเจ้าทรงบริสุทธิ์จากการกดขี่มวลมนุษย์ ทรงปฏิบัติเสมอภาคกันในหมู่พวกเขา และทรงพิพากษาพวกเขาด้วยความยุติธรรม
ด้วยเหตุนี้ ความยุติธรรมของพระเจ้าที่แสดงกับมนุษย์ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคลนั้น อัล-กุรอาน กล่าวว่า อัลลอฮฺ จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใด เว้นเสียแต่ตามความสามารถของชีวิตนั้น และชีวิตนั้นจะได้รับการตอบแทนความดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้ และจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงไว้เช่นกัน ดังนั้น พระองค์จะพิพากษามนุษย์ไปตามเจตนารมณ์เสรีและตามการขวนขวายของเขา โดยพระองค์จะไม่กดขี่พวกเขา ความยุติธรรม จึงหมายถึงว่า พระเจ้าไม่ทำลายสิทธิของสรรพสิ่ง ทรงเมตตาแก่สรรพสิ่งทั้งปวงไปตามกฎเกณฑ์ของผู้มีกรรมสิทธิ์ การกดขี่เป็นการทำลายสิทธิ์ ฉะนั้น ทั้งความยุติธรรมและการกดขี่จะอยู่ในที่ ๆ มีสิทธิเท่านั้น อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า
ความยุติธรรมของพระเจ้า หมายถึงว่าพระองค์ทรงตอบแทนต่อการประกอบกรรมดีด้วยรางวัลอันล้ำค่า และทรงตอบแทนการประกอบกรรมชั่วด้วยการลงโทษ ท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) กล่าวว่า ไม่มีบุคคลใดสามารถเข้าสู่สรวงสวรรค์ได้ด้วยการประกอบการดีงามของตนเอง เว้นเสียแต่โดยความกรุณาปรานีของพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น
อิสลามสอนว่าพระเจ้ามิทรงบังคับให้มนุษย์กระทำการใด ๆ ทั้งสิ้น พระองค์หยั่งรู้ถึงการกระทำของมนุษย์ แต่พระองค์มิได้ทรงใช้อำนาจบังคับให้มวลมนุษย์กระทำในวิถีทางที่ผิดธรรมชาติของพวกเขา มนุษย์มีอิสระในการกระทำของตน แต่มิได้หมายความว่ามนุษย์เป็นอิสระจากพระเจ้า เนื่องจากไม่มีการบังคับใดจากอัลลอฮฺ และไม่มีการมอบอำนาจโดยอิสระให้มวลมนุษย์ สถานะที่แท้จริงคือ สถานะที่อยู่ระหว่างทั้งสอง
เมื่อเป็นดังนี้ ณ จุดใดเล่าที่ความสามารถในการกระทำของมนุษย์จะเริ่มต้นขึ้นได้ อิมามผู้นำนามว่า มูซากาซิม (ขอความสันติจากพระเจ้าพึงประสบแด่ท่าน) กล่าวว่า มนุษย์สามารถที่จะกระทำสิ่งใด ๆ เมื่อเงื่อนไข 4 ข้อได้ถูกกระทำให้สำเร็จคือ
1- เมื่อไม่มีสิ่งใดมากีดขวางแผนการของเขา
2- เมื่อเขามีสุขภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะกระทำ
3- เมื่อเขามีความสามารถในการประกอบกิจนั้น ๆ
4- เมื่อพระเจ้าทรงเปิดโอกาสแก่เขา
ดังนั้น เมื่อเงื่อนไขทั้งสี่ประการถูกทำให้สำเร็จ มนุษย์จึงสามารถที่จะกระทำการใด ๆ ให้เป็นไปตามประสงค์ของตนเองได้ ตัวอย่าง สมมุติว่ามีชายคนหนึ่งมีคุณสมบัติครบตามสามข้อแตกที่กล่าวมาคือ ไม่มีอุปสรรคกีดขวาง มีสุขภาพสมบูรณ์ และมีความสามารถในการปฏิบัติ กระนั้นเขาก็ยังมิอาจกระทำผิดประเวณีได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะมีโอกาสได้อยู่โดยลำพังกับผู้หญิงสักคนหนึ่งเท่านั้น
แต่เมื่อเขาได้มีโอกาสอยู่ตามลำพังกับผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อถึงจุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเลือกตัดสินใจอย่างไรในสองวิถีทาง กล่าวคือเลือกที่จะควบคุมอารมณ์ปรารถนาของตน และป้องกันตนเองให้รอดพ้นจากกระทำที่ไม่ดี (การผิดประเวณี) หรือในทางตรงกันข้ามคือ เขาได้กระทำผิดประเวณีกับหญิงสาวคนนั้น ดังนั้น ถ้าเขาป้องกันตนเองโดยไม่กระทำผิดประเวณี มันก็เป็นไปโดยตัวของเขาเอง มิใช่เป็นการบังคับจากพระเจ้าดังที่บางคนเข้าใจ หรือถ้าเขาประพฤติบาป คือการผิดประเวณี ก็มิได้หมายความว่าเขาอยู่เหนืออำนาจของอัลลอฮฺ ดังที่บางคนเข้าใจเช่นกัน
ดังนั้น บุคคลใดเชื่อในเรื่องพรหมลิขิต เขาไม่สามารถเชื่อวันแห่งการตัดสินได้ในเวลาเดียวกัน เพราะว่า ถ้าอัลลอฮฺ ทรงใช้อำนาจบังคับในการกระทำทุกประเภทที่มนุษย์กระทำขึ้นด้วยมือของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบาป การประกอบกรรมชั่ว การเชื่อในพระเจ้าหลายองค์ การไม่เชื่อในบทบัญญัติทางศาสนาและอื่น ๆ อีกมากมาย ก็หมายถึงว่าสิ่งเหล่านี้ถูกลิขิตและถูกกำหนดลงมาโดยอัลลอฮฺ และจะเป็นความยุติธรรมได้อย่างไรถ้าพระองค์จะทรงลงโทษมนุษย์ อันเนื่องจากความประพฤติที่เขากระทำลงไปตามการลิขิตของพระองค์
มนุษย์จึงไม่อาจเชื่อได้ว่า พระเจ้าจะทรงกระทำความผิด การที่เชื่อว่า อัลลอฮฺ ไม่ทรงกระทำผิด หมายถึง พระองค์ทรงอำนาจอยู่นิรันดรพระองค์จึงไม่กระทำผิด ผู้ที่กระทำผิดหรืออยุติธรรม เนื่องจากเขาล่วงรู้ไม่ถึงว่าสิ่งนั้นเป็นความผิด แต่อัลลอฮฺ ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง
หรือบุคคลใดที่ต้องการบางสิ่งบางอยาง ซึ่งเขาไม่สามารถจะบรรลุถึงสิ่งนั้นได้โดยปราศจากการกระทำผิดเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น ขณะที่อัลลอฮฺ ไม่ทรงมีความต้องการหรือปรารถนาในสิ่งต่าง ๆ จึงไม่มีความจำเป็นที่พระองค์ต้องกระทำผิด
บางคนอาจกระทำความผิดเนื่องจากถูกคนอื่นบังคับ ขณะที่อัลลอฮฺ คือผู้ทรงอานุภาพยิ่งเหนือสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่มีใครสามารถบังคับให้พระองค์กระทำสิ่งใด ๆ ได้ ดังนั้น โดยหลักแห่งความจริงแล้วจึงเป็นไปไม่ได้ที่อัลลอฮฺ จะทรงอยุติธรรมหรือทรงกระทำความผิด
อิสลามเชื่อว่า อัลลอฮฺ ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมาเพื่อให้พวกเขาแสวงหาสัจธรรม และคุณความดีเพื่อเป็นหนทางในการนำพวกเขาให้เข้าใกล้ชิดกับพระเจ้ายิ่งขึ้นในภายภพหน้า มนุษย์มาสู่โลกเหมือนกับแผ่นกระดาษที่ว่างเปล่า ระหว่างเวลาในช่วงชีวิของเขาลายลิขิตต่าง ๆ จะถูกบันทึกลงบนแผ่นกระดาษนั้น โดยผลแห่งการกระทำของตนเอง คุณความดีต่าง ๆ ที่ได้ประกอบขึ้นจะปรากฏตัวบนแผ่นกระดาษด้วยลายลักษณ์อันงามวิจิตร ส่วนความชั่วร้ายจะปรากฏตัวออกมา ด้วยลายลักษณ์อันน่าขยะแขยงและน่าสะพรึงกลัว
อิสลามเชื่อว่า อัลลอฮฺ ทรงประทานวิทยปัญญาให้แก่มนุษย์ พร้อมกับความสามารถในการตัดสิ้นใจ และอำนาจเพื่อการแสวงหาคุณธรรมความดีต่าง ๆ พระองค์ทรงแสดงให้มวลมนุษย์รู้ถึงแนวทางอันถูกต้อง และทรงเตือนให้พวกเขาพ้นจากการหลงไปสู่แนวทางที่ผิด แต่พระองค์มิได้ทรงบังคับเขาให้ประกอบกรรมดี หรือประกอบกรรมชั่วใด ๆ เพราะว่าพระองค์ทรงประทานอำนาจในอ้นที่จะทำให้สิ่งใดดังใจประสงค์ พร้อมด้วยวิทยปัญญาเพื่อการไตร่ตรองในสิ่งที่ถูกที่ควรแก่เขาแล้วอย่างสมบูรณ์
อิสลามเชื่อว่าการกระทำทุกรูปแบบของอัลลอฮฺ ทรงกระทำขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวลมนุษย์ อุปมาประหนึ่งบุคคลผู้ขึ้นไปอุดรอยรั่วบนหลังคาท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมา เขาจะรู้สึกว่าถูกรบกวนด้วยสายฝนที่กระหน่ำลงมาบนเรือนร่างของเขา แต่สายฝนที่โปรยปรายลงมาบนพื้นดิน ต่างให้ประโยชน์กับพื้นดินไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอย่างไม่เสื่อมคาย
บรรดาผู้ศรัทธาในความยุติธรรมของพระเจ้า ไม่เชื่อว่าการกระทำต่าง ๆ ของเขาถูกกำหนดขึ้นโดยอำนาจของอัลลอฮฺ และถึงแม้ว่ามันเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยอำนาจของอัลลอฮฺ เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำเหล่านั้น พวกเขากล่าวว่า นั่นเป็นความอยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัดทีพระเจ้าทรงบันดาลให้มนุษย์ขโมย ฆ่าคนตาย หรือประกอบกรรมชั่วอื่น ๆ หลังจากนั้นพระองค์ทรงลงโทษพวกเขาเนื่องจากการกระทำอันเลวร้ายเหล่านั้น ทั้งที่พวกเขาถูกบันดาลให้กระทำลงไปโดยผู้พิพากษานั่นเอง
แน่นอน อิสลามสอนว่าพระเจ้าไม่ทรงบังคับให้มนุษย์กระทำสิ่งใดที่เกินกำลังความสามารถ หรือเกินขอบเขตแห่งอำนาจของมนุษย์ อิสลามสอนว่าสัญชาติญาณและความปรารถนาทุกชนิดได้ถูกสร้างขึ้นในมวลมนุษย์เพื่อเหตุผลบางประการ สัญชาติญาณและความปรารถนาเหล่านี้จะต้องไม่ถูกทำลายให้หมดไป แต่มันจะต้องถูกควบคุมให้อยู่ในขอบเขตเพื่อผลประโยชน์ทั่ว ๆ ไปอันเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ สำหรับกรณีแม้แต่สัญชาติญาณทางเพศก็รวมอยู่ในตัวมนุษย์ด้วยอำนาจของอัลลอฮฺ ดังนั้น การที่จะขจัดสัญชาติญาณทางธรรมชาติ เช่น สัญชาติญาณทางเพศ เท่ากับเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ซึ่งจะต้องไม่เป็นไปด้งนั้น และไม่อาจถูกขจัดไปได้ แต่แน่นอนว่า การกระทำต่าง ๆ ของมันจะต้องอยู่ในระเบียบแบบแผนเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ และ ณ จุดนี้เองอิสลามจึงถือว่าการสมรสคือสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษยชาติ
เช่นเดียวกันกับความกลัวและความปรารถนา คือ สัญชาติญาณทางธรรมชาิติของมนุษย์ ซึ่งต้องถูกใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อยกฐานะมวลมนุษย์ มุสลิมถูกสอนว่าไม่ให้กลัวผู้หนึ่งผู้ใด หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ และต้องไม่ปรารถนาสิ่งใดในโลกนี้ยิ่งไปกว่าความปรารถนาที่จะได้รับความเมตตากรุณาจากอัลลอฮฺเท่านั้น
ผลของความศรัทธาในความยุติธรรมของพระเจ้า
1. การควบคุมตัวเองมิให้ทำบาป เนื่องจากมนุษย์นั้นทราบดีว่าการงานทั้งหมดของเขาแม้ว่าจะเล็กเท่าผงทุลีล้วนอยู่ใต้อำนาจและการดูแลของพระองค์ทั้งสิ้น มนุษย์จะได้เห็นผลรางวัลและการลงโทษในการกระทำนั้น ๆ
2. การมีทัศนะคติที่ดี เนื่องจากมนุษย์เชื่อในความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้า และมีทัศนะคติที่ดีต่อการสร้างสรรค์ของพระองค์ เมื่อมนุษย์เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาลนี้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ฉะนั้น เหตุการณ์อันขมขื่นที่เกิดกับเขาจึงกลายเป็นความหวานชื่นในทันที บุคคลเช่นนี้ตลอดอายุไขของเขาจะไม่ประสบกับอุปสรรคปัญหา หรือสิ้นหวังอย่างเด็ดขาด
3. การศรัทธาต่อความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้า เป็นเสมือนพลังที่มาปลุกให้ความยุติธรรมในชีวิตที่เป็นทั้งส่วนตัวหรือสังคมส่วนรวม มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ดังนั้น บุคคลที่เชื่อในความยุติธรรมของพระเจ้า เขาก็พร้อมที่จะยอมรับความยุติธรรมทั้งในแง่ส่วนตัวหรือสังคมส่วนรวม