แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอิสลามและชีอะฮฺ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอิสลามและชีอะฮฺ

ศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นตัวการสำคัญที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรม และอารยธรรมของมนุษยชาติ แม้ว่าในศตวรรษปัจจุบันมนุษย์ส่วนมากจะยึดถือสติปัญญาของตน (เหตุผลนิยม) แทนวะฮีย์ แต่เมื่อมนุษย์ต้องาการค้นหาความจริงของตนเองจำเป็นต้องค้นหาจากศาสนา และใช้ศาสนาเป็นที่พึ่ง ศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่เป็นสากาลและมีความสำคัญอยู่ในปัจจุบันได้แก่ ศาสนายะฮูดี คริสต์ และอิสลาม ซึ่งศาสนาคริสต์นั้นมีประชากรนับถือมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาได้แก่ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว และเป็นศาสนาสุดท้ายที่ถูกประทานลงมาโดยผ่านท่านศาสดา มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ผู้เป็นบรมศาสดาทำหน้าที่เผยแพร่ต่อประชาชน และนับตั้งแต่วันนั้นตราบจนถึงปัจจุบัน ถือว่ามีการเจริญเติบโตย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้ว่าศตวรรษที่ ๒๐ เป็นศตวรรษที่อิสลามเติบโตอย่างที่สุด ส่วนในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นศตวรรษที่เรียกร้องหาอิสลาม
นับตั้งแต่เริ่มสร้างท่านศาสดาอาดัม (อ.) ประตูแห่งวะฮีย์และการชี้นำของพระผู้เป็นเจ้าได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งท่านอาดัม (อ.) ถือว่าเป็นศาสดาท่านแรกแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ถูกประทานให้มาทำหน้าที่เผยแพร่เชิญชวนมนุษย์ไปสู่การเคารพภักดีในพระเจ้าองค์เดียว และหลังจากท่านอาดัม (อ.) แล้วพระองค์ได้ประทานศาสดาลงมาอย่างต่อเนื่องจนถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ผู้เป็นบรมศาสดา และเป็นศาสดาท่านสุดท้ายทำการเผยแพร่คำสอนและเชิญชวนมนุษย์ไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียวรวมศาสดาทั้งสิ้นที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานลงมา ๑๒๔,๐๐๐ องค์
มาตรว่าศาสนาที่มีความเชื่อในพระเจ้าจะมีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่มากมายก็ตาม แต่ทุกศาสนาที่ถูกประทานลงมาใหม่นั้นย่อมมีหลักคำสอนที่ครอบคลุมและมีความสมบูรณ์มากกว่าศาสนาที่ถูกประทานมาก่อนหน้านั้น คำสอนของศาสนาที่ถูกประทานลงมาใหม่เท่ากับเป็นการยกเลิกคำสอนของศาสนาที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ถูกประทานลงมาล่าสุด โดยได้รับการถ่ายทอดและแนะนำไว้ก่อนแล้วจากบรรดาศาสดาทั้งหลายที่มาก่อนท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ไม่ว่าจะเป็นศาสดา มูซา ฮารูน หรือศาสดาอีซา (อ.) เพราะศาสดาทุกองค์จะถูกประทานลงมาให้ทำหน้าที่เดียวกันกล่าวคือเชิญชวนมนุษย์ไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว และออกห่างพระเจ้าจอมปลอมทั้งหลายดังที่อัล-กุรอานได้กล่าวว่า”แท้จริงเราได้แต่งตั้งศาสดามาในทุกประชาชาติ พวกเจ้าจงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงหลีกเลี่ยงบรรดาฏอฆูตทั้งหลาย(พวกเจว็ด)” (อัน-นะหฺลิ:๓๖) ขณะที่อิสลามเป็นศาสนาที่มีความสมบูรณ์และเป็นศาสนาสุดท้ายที่มีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวที่ถูกประทานลงมา เพราะหลังจากนั้นแล้วไม่มีศาสนาและศาสดาองค์ใดถูกประทานลงมาทำหน้าที่เผยแพร่สาสน์ของพระเจ้าอีก วะฮีย์ (วิวรณ์) ได้สิ้นสุดลงที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ฉะนั้นศาสนาสุดท้าย (อิสลาม) จึงต้องมีหลักคำสอนที่ครอบคลุมทุกแง่ทุกมุนของวิถีชีวิตมนุษย์ และสามารถให้คำตอบต่อความต้องการทั้งหลายของมนุษย์ได้ สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นองค์ประกอบโดยรวมอันเป็นพื้นฐานของศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลาม
คำว่าอิสลาม แปลว่า ศานติ ความสงบสุขการยอมรับและการจำนน ซึ่งจุดประสงค์ของคำว่ายอมจำนนในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอานนั้นหมายถึง การมอบตนและการยอมจำนนต่อพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว หมายถึง อัลลอฮฺ (ซบ.) ซึ่งการให้ความหมายเช่นนี้ เป็นการให้ความหมายโดยทั่วๆ ไป
อัล-กุรอาน คือ พระดำรัสของพระเจ้า เป็นพระมหาคัมภีร์สูงสุดของอิสลาม กล่าวว่าศาสนาสากล ณ พระผู้เป็นเจ้านั้นมีอยู่เพียงศาสนาเดียวนั้นคือ อิสลาม انَّ الدِّين عند الله الاسلام “แท้จริงศาสนา ณ อัลลอฮฺคืออิสลาม” (อาลิอิมรอน :๑๙)
ในทัศนะอิสลามเชื่อว่า คุณค่า เกียรติยศและความหน้าเชื่อถือขึ้นอยู่กับความเลื่อมใสศรัทธาที่บริสุทธิ์ถูกต้อง และการสร้างคุณงามความดี ซึ่งเกียรติยศนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งหรือการสถาปนาแต่อย่างไร มาตรว่าเหล่านั้นคือเกียรติยศ แต่เป็นเพียงเกียรติยศจอมปลอม
อัล-กุรอานกล่าวว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธา และบรรดาผู้ที่เป็นยิว คริสเตียน และอัศ-ซอบิอีน ผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ วันปรโลก และประกอบความดีงาม พวกเขาก็จะได้รับรางวัลของพวกเขา ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา และไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา อีกทั้งพวกเขาก็จะไม่เสียใจ” (บะกอเราะฮฺ : ๖๒)
และด้วยกับสภาพดังกล่าวนี้ จะเห็นว่าในยุคสมัยของเรามีเพียงเฉพาะศาสนาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เท่านั้นที่ยอมจำนนและนอบน้อมอย่างแท้จริงต่อพระผู้เป็นเจ้า ส่วนศาสนาอื่นๆ เฉพาะในยุคแรกเท่านั้นที่มีความเชื่อต่อพระเจ้าองค์เดียวซึ่งในยุคนั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็น อิสลาม เพราะในความหมายหนึ่งของอิสลามคือ การยอมรับและจำนนต่อพระเจ้า
อัล-กุรอานกล่าวว่า “หรือว่าพวกเจ้าอยู่ด้วย เมื่อความตายได้เข้ามาสู่ยะอฺกูบ ขณะที่เขากล่าวแก่ลูก ๆ ของเขาว่า พวกเจ้าจะเคารพสักการะอะไร หลังจากฉัน พวกเขากล่าวว่า พวกเราจะเคารพสักการะพระเจ้าของท่าน และพระเจ้าแห่งบรรพชนของท่าน คือ อิบรอฮีม อิสมาอีล และอิสฮาก แต่เพียงองค์เดียวและพวกเราจะเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์เท่านั้น” (บะกอเราะฮฺ :๑๓)
ฉะนั้นจะพบว่าอิสลามที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)ได้นำมาประกาศเผยแพร่ได้รับรองศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นด้วยเช่นกัน
อัล-กุรอานกล่าวว่า “พวกท่านจงกล่าวเถิดว่า เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเรา และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่อิบรอฮีม อิสมาอีล อิสฮาก ยะอฺกูบ และบรรดาวงศ์วานของพวกเขา และสิ่งที่มูซา อีซาได้รับ และสิ่งที่บรรดานบีได้รับจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา เรามิได้ทำการแบ่งแยกในหมู่พวกเขา และพวกเราจะเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์เท่านั้น” (บะกอเราะฮฺ : ๑๓๖)
จากมูลฐานของเหตุผลเหล่านี้สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังความเชื่องที่ถูกต้องของอิสลาม หรืออิสลามได้ถูกอธิบายแล้วแต่ข้อมูลไปไม่ถึงพวกเขา ฉะนั้นบุคคลจำนวนนี้ ถือว่าอยู่ในสภาพของญาฮิลที่เป็น กอศิรฺ ที่ห่างไกลจากสัจธรรมความจริง ตามทัศนะอิสลามถือว่าเป็นผู้อ่อนแอ และได้รับการยกเว้น (ญาฮิลกอศิรฺ พวกที่รู้ว่าตนเป็นผู้ไม่รู้แต่ไม่มีโอกาสศึกษาหาข้อมูล)
ศาสนาอิสลามคือที่ย้อนกลับของศาสนาทั้งหลาย
อัล-กุรอานกล่าวว่า “และจงต่อสู้เพื่ออัลลอฮฺ อย่างแท้จริง พระองค์ทรงเลือกพวกเจ้า พระองค์มิได้สร้างความลำบากแก่พวกเจ้าในเรื่องของศาสนา เป็นศาสนาแห่ง บรรพบุรุษของพวกเจ้าอิบรอฮีม พระองค์ทรงเรียกพวกเจ้าว่ามุสลิมีน ในคัมภีร์ก่อนหน้านี้ และในอัล-กุรอาน เพื่อรอซูลจะได้เป็นพยานต่อพวกเจ้า และพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานต่อคนอื่นๆ ดังนั้นพวกเจ้าจงธำรงนมาซ บริจาคซะกาต และจงยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ พระองค์คือผู้คุ้มครองพวกเจ้า ทรงเป็นผู้คุ้มครองที่ดี และเป็นผู้ช่วยเหลือที่ประเสริฐสุด” (หัจญ์ : ๗๘)
ศาสนาของมุฮัมมัด คำว่า อิสลามคือศัพท์เฉพาะ
อิสลามเป็นศาสนาสุดท้าย หมายถึง เป็นศาสนาสุดท้ายที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า โดยผ่านท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ผู้เป็นบรมศาสดาและเป็นศาสดาท่านสุดท้ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระผู้เป็นเจ้า ให้มาทำหน้าเผยแพร่สาสน์ต่อมวลมนุษย์ อันเป็นแบบอย่างที่ชัดเจนต่อการเคารพสักการะในพระเจ้าองค์เดียว การที่ศรัทธาเลื่อมใสต่อศาสนาของมุฮัมมัด คือตัวสนับสนุนความปรารถนาของพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อชีวิตการเป็นอยู่ของมนุษย์
ประชาชาติก่อนหน้าการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จัดได้ว่าเป็นยุคของอนารยชนแต่พวกเขาก็สามารถยอมรับความจริง และแบกรับภาระอันหนักอึ้ง หมายถึงความสมบูรณ์แห่งศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าได้ ด้วยกับการช่วยเหลือของเหล่าบรรดาเอาลิยาอฺที่พยายามสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนถูกต้องแก่พวกเขา เพื่อให้ประทีปแห่งทางนำนี้ติดอยู่ตลอดเวลา
คำสอนของอิสลามมิได้จำกัดอยู่เพียงบางพื้นที่หรือบางกลุ่มชนเท่านั้น แต่ทว่าคำสอนนี้ ได้ครอบคลุมอยู่เหนือประชาชาติทุกหมู่เหล่า และได้เชิญชวนพวกเขาให้มาอยู่ภายใต้ร่มเงาของอิสลาม ตราบจนถึงวันแห่งการอวสานของโลก (กิยามะฮฺ) อิสลามเป็นศาสนาที่ให้ความสนใจกับระเบียบชีวิต และวิถีการเป็นอยู่ของมนุษย์ในทุกแง่ทุกมุม และครอบคลุมทุกสิ่งที่เป็นความผาสุกของชีวิตทางโลกนี้และโลกหน้า ตลอดจนความปรารถนาทั้งหลายทั้งที่เป็นปัจเจกชน และสังคมส่วนรวม