แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ความรู้ที่ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดและปราศจากข้อจำกัด

ความรู้ที่ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดและปราศจากข้อจำกัด

ความรู้ที่เพิ่มขึ้นกับผลผลิตที่ดีขึ้น
รถแทรกเตอร์คันใหญ่แข็งแรงซึ่งถูกนำมาใช้ในการสร้างถนนหนทางและงานที่สำคัญอื่นๆนั้น เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงความรู้ของผู้ออกแบบมันได้เป็นอย่างดี และเราจะต้องกล่าวว่าผู้สร้างรถแทรกเตอร์มีความรู้เกี่ยวกับกฎต่างๆของกลศาสตร์ สัดส่วนของโลหะผสมและสูตรต่างๆในทางฟิสิกส์เป็นอย่างดี
สิ่งต่างๆที่เกิดจากฝีมือการสร้างของมนุษย์จะบ่งชี้ถึงภูมิปัญญาและความเฉียบแหลมของผู้สร้างมัน หากผลผลิตยิ่งมีความดีเยี่ยมและซับซ้อนมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งส่อแสดงให้เห็นว่าความรู้ของผู้สร้างมันย่อมมีมากและสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น
ความยิ่งใหญ่และความลี้ลับของโลกแห่งการสร้างสรรค์นี้ ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับโครงสร้างของรถแทรกเตอร์คันหนึ่งหรือสิ่งประดิษฐ์อื่นๆของมนุษย์ได้ ความแยบยลและความสลับซับซ้อนที่มิอาจคำนวณนับได้ซึ่งปรากฏอยู่ในสรรพสิ่งต่างๆของโลกนั้น ได้ทำให้ความรอบรู้อันไร้ขอบเขตของพระเจ้าเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเรา
เราลองมาพิจารณาดูตัวอย่างต่อไปนี้
๑.โครงสร้างชีวิตของค้างคาวเต็มไปด้วยความน่าฉงน สัตว์ดังกล่าวจะปล่อยคลื่นเสียงที่จัดอยู่ในประเภทของอุลตร้าซาวด์ออกมาคล้ายเรดาร์ เพื่อหาเส้นทางในความมืดและไม่ชนกับสิ่งกีดขวาง ในกรณีที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้าคลื่นเสียงจะพุ่งกระทบกับสิ่งกีดขวางนั้นและสะท้อนกลับมา ทำให้ค้างคาวหลบหลีกได้อย่างแม่นยำ
๒.แมลงถึงแม้จะมีขนาดเล็กก็ตาม แต่ความประณีตบรรจงอันน่าทึ่งก็ยังปรากฏให้เห็น อาทิเช่น สัตว์เหล่านี้มีดวงตาที่แตกต่างไปจากดวงตาปกติซึ่งประกอบด้วยดวงตาเล็กจิ๋วจำนวนมากเรียกว่า Ommatidie ดวงตาจิ๋วแต่ละดวงนี้ประกอบขึ้นด้วยแก้วตา เลนส์ และเรตินาเช่นเดียวกับดวงตาปกติ
จำนวนของ Ommatidie ในแมลงแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน ในหิงห้อยมีจำนวน ๒,๕๐๐ ดวง ในแมงช้างมีจำนวนตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ – ๒๘,๐๐๐ ดวง (ฮะชะเรฮฺ ชินอซี (กีฏวิทยา) , ดอกเตอร์มะหฺมูด ชุญออี หน้า ๒๔๘) เนื่องจากแมลงไม่สามารถเคลื่อนหัวของมันได้ จึงอาศัย Ommatidie เหล่านี้ในการมองดูสิ่งที่อยู่ข้างหลังหรือข้างๆ
ตัวอย่างข้างต้นชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระผู้สร้างโลกทรงสร้างสรรค์สรรพสิ่งต่างๆด้วยวิสัยทัศน์ที่สมบูรณ์และความรู้ที่ไร้ขอบเขต ณ จุดนี้มีคำถามเกิดขึ้นว่าหลังจากที่พระเจ้าทรงสร้างจักรภพแล้ว พระองค์ทรงรอบรู้ถึงความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งมวลหรือไม่ ?
แน่นอนที่สุด
พระองค์ทรงรอบรู้ถึงสรรพสิ่งทั้งมวลในทุกแห่งหนและในทุกสภาพการณ์
ทรงรู้ถึงการทอแสงของดวงดาวที่อยู่ไกลโพ้นที่สุด…
ทรงรู้ถึงความเชี่ยวของคลื่นในชายฝั่งมหาสมุทรที่ไกลที่สุด…
ทรงรู้ถึงการกระโดดโลดเต้นของใบไม้ใบหนึ่งจากท่ามกลางใบไม้กองโตเข้าสู่อ้อมกอดของสายลม…
ทรงรู้ถึงเสียงร้องอันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของนกไนติงเกลในท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าใหญ่…
ทรงรู้ถึงการกะพริบของตะเกียงสีเขียวของหิงห้อยตามซอกใบและกิ่งก้านของกอแรสเบอรี่…
ทรงรู้ถึงจำนวนอันเหลือคณานับของเหล่าปลา สีสันและความหลากชนิดของมันในท้องน้ำทั่วทุกมุมโลก…
ทรงรู้ถึงการเกลือกกลิ้งของน้ำค้างหยดหนึ่งที่ส่องประกายแวววาวคล้ายไข่มุกบนกลีบดอกแรกแย้มของดอกปอปปี้ใต้เงาหิน…
พระองค์ทรงรู้ถึงภูผาอันสูงตระหง่าน ท้องฟ้าโค้ง ท้องทุ่งและทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ถ้ำที่ซ่อนเร้นอยู่ และสรรพสิ่งทั้งมวล
พระดำรัสของพระเจ้าในเรื่องนี้ช่างไพเราะจับใจและงดงามยิ่งนัก พระองค์ทรงตรัสว่า “พระองค์ทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่อยู่ใน(อกของ)แผ่นดินและใน(ก้นบึ้งของ)ทะเล และไม่มีใบไม้ใบใดร่วงหล่น(จากต้น)นอกจากพระองค์จะทรงล่วงรู้ถึงมัน และไม่มีเมล็ดพืชใดที่ซ่อนอยู่ในความมืดของแผ่นดิน และไม่มีสิ่งที่เปียกชื้นหรือแห้งใดๆ นอกจากจะบันทึกอยู่ในคัมภีร์อันชัดแจ้ง (แห่งความรอบรู้ของพระองค์) “ (อัล-อันอาม, ๕๙)
ทำไมพระองค์คือผู้ทรงรอบรู้
เนื่องจาก
ผู้ให้การมีอยู่และผู้สร้างย่อมรู้ถึงความเป็นไปของสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ตลอดเวลา ดังเช่นที่เราจะรับรู้ถึงภาพที่กำลังจินตนาการอยู่ และตราบเท่าที่เรายังคงประสงค์ให้ภาพเหล่านั้นคงอยู่และเรายังมีใจจดจ่อต่อมันอยู่ ภาพจินตนาการดังกล่าวก็จะยังคงอยู่ในจิตของเราต่อไป แต่หากเราเลิกคิดถึงมันภาพนั้นจะอันตรธานไปทันที
หากเราจินตนาการภาพคนๆหนึ่งขึ้นมา เราย่อมจะรู้ถึงความเป็นไปทั้งหมดของคนผู้นั้นอย่างแน่นอน ไม่มีกิจกรรมใดของเขาที่จะซ้อนเร้นไปจากเราได้ ทั้งนี้เนื่องจากว่าคนในจินตนาการดังกล่าวคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา กล่าวคือก่อนที่เราจะจินตนาการภาพคนๆนั้น เขาไม่มีอยู่แต่อย่างใด แต่เราเป็นผู้ทำให้เขาเกิดขึ้นมาด้วยกับการจินตนาการและความคิดของเรา
พระเจ้าซึ่งได้ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งมวลและการมีอยู่ของทุกสรรพสิ่งมาจากพระองค์นั้น ก็ทรงรับรู้ถึงความเป็นไปโดยละเอียดของสรรพสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน แต่ทว่าความแตกต่างระหว่างเราที่สามารถสร้างภาพในจินตนาการได้กับพระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาลนั้น ได้แก่การที่การมีอยู่ของตัวเราเองนั้นมาจากพระองค์ ในขณะที่พระเจ้าทรงดำรงอยู่ด้วยพระองค์เอง ไม่ทรงพึ่งพาสิ่งใดๆ และทรงเป็นผู้ประทานการมีอยู่ให้กับทุกสรรพสิ่ง ด้วยเหตุนี้เราจึงถือว่าพระองค์เท่านั้นที่ทรงเป็นผู้สร้างที่แท้จริง
ความแตกต่างระหว่างพระผู้สร้างกับผู้สร้างอื่นๆ
ผู้สร้างสมองกลเนื่องจากไม่ใช่ผู้ที่สร้างมันขึ้นมาจากความไม่มีอยู่เลย แต่เป็นเพียงผู้ที่ทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้วมีรูปแบบพิเศษเฉพาะตัวโดยอาศัยกระบวนการทางเทคโนโลยีเท่านั้น เขาจึงไม่อาจรับรู้ถึงการคำนวณและข้อมูลที่จะเก็บสะสมอยู่ในเครื่องสมองกลนั้นในอนาคตได้ ผู้ประดิษฐ์คิดค้นและนักอุตสาหกรรมอื่นๆก็เช่นกัน พวกเขาไม่อาจล่วงรู้ถึงความเป็นไปโดยละเอียดในอนาคตของผลงานที่ตนเองสร้างหรือผลิตขึ้นมาได้ ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้สร้างผลงานของตนขึ้นมาจากความไม่มีอยู่ แต่ทว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นมีอยู่พร้อมสรรพแล้ว พวกเขาเพียงแต่เปลี่ยนรูปโฉมของมันเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เครื่องบินสร้างขึ้นมาจากวัสดุที่ล้วนแต่มีอยู่ในเหมืองแร่ในรูปของวัตถุดิบทั้งสิ้น ภายหลังจากการนำออกมาหลอมให้เป็นรูปทรงต่างๆ จึงได้กลายเป็นเครื่องบินในที่สุด
ดังนั้น ผู้สร้างเหล่านี้ไม่ได้สร้างผลงานของตนจากความไม่มีอยู่ แต่ทว่าพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงรูปทรงของวัสดุต่างๆ จึงไม่มีความสามารถล่วงรู้ถึงความเป็นไปของสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นมาตลอดเวลาได้ เราจึงไม่สามารถเรียกพวกเขาว่าผู้สร้างได้ และหากในบางกรณีเราเรียกพวกเขาว่าผู้สร้างก็ถือเป็นการเรียกโดยอนุโลมเท่านั้น
ในขณะที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้ก่อกำเนิดทุกสรรพสิ่งจากความไม่มีอยู่ พระองค์ทรงรอบรู้ถึงความเป็นไปทั้งหมดของสรรพสิ่งเหล่านั้นเสมอ เนื่องจากพระองค์คือพระผู้สร้างที่แท้จริง
กุรอานอันจำเริญได้กล่าวไว้ว่า “พระผู้สร้างจะมิทรงรอบรู้ (ถึงสิ่งถูกสร้างของพระองค์) กระนั้นหรือ ?…” (อัล-มุลกฺ, ๑๔)
บัดนี้เราได้รับรู้แล้วว่าตัวเราและสรรพสิ่งทั้งมวลมิได้อยู่ห่างไกลจากพระพักตร์ของพระผู้อภิบาลเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด หรือท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใด ไม่ว่าจะเป็นก้นบึ้งของท้องทะเล ใจกลางฟากฟ้า หรือส่วนที่แคบที่สุดของหุบเหวก็ตาม ก็ไม่สามารถซ่อนเร้นไปจากพระองค์ได้ พระองค์ทรงเฝ้ามองดูผู้ประกอบคุณธรรมหรือผู้ฝ่าฝืนแม้เท่าผงธุลี และจะทรงตอบแทนความดีงามหรือทรงลงโทษทัณฑ์
ผู้ที่มีพระเจ้าที่มีคุณลักษณะดังกล่าวและศรัทธามั่นในพระองค์นั้น จะพัวพันอยู่กับความชั่วและความน่ารังเกียจได้กระนั้นหรือ ?