แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ความสมบูรณ์ของอิสลาม

ความสมบูรณ์ของอิสลาม

สาเหตุที่บ่งบอกว่าอิสลามเป็นศาสนาที่มีความสมบูรณ์เพราะ คำสอนของอิสลามได้ครอบคลุมทุกแง่มุมของชีวิต คำสอนของอิสลามได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งธรรมชาติของมนุษย์ ครอบคลุมทั้งส่วนที่เป็นปัจเจกบุคคลและสังคมส่วนรวม ครอบคลุมด้านวัตถุปัจจัย ด้านจิตวิญญาณ ความเชื่อศรัทธา ความรักผูกพัน เศรษฐกิจ สิทธิ และอื่น ๆ  อิสลามมีหลักคำสอนที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ มีคำอธิบายที่ละเอียดอ่อน ไพเราะ และมีความลุ่มลึก อิสลามได้สอนมนุษย์ทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้นวรรณะและทุกกาลเวลาและสถานที่
ผู้เชี่ยวชาญอิสลามแห่งยุโรปได้ทำการวิจัยอิสลามในทุกแง่ทุกมุม ทั้งหลักความเชื่อและหลักการปฏิบัติด้วยความละเอียดอ่อน และเขาได้สารภาพว่า อิสลามเป็นศาสนาเดียวที่กว้าง ลุ่มลึก และครอบคลุมทุกเรื่อง  (กิตาบตะมัดดุนอุลุมอิสลาม)
จะขอนำเสนอบางประเด็นของอิสลามที่มีความครอบคลุม
พระผู้เป็นเจ้า กุรอาน และอิสลาม
พระผู้เป็นเจ้าของอิสลาม คือพระผู้อภิบาลของทุกสรรพสิ่ง  ผู้นำเผ่า หรือประเทศตลอดจนสรรพสิ่งทั้งหลายเมื่อถึงเวลานมาซพวกเขาจะกล่าวว่า “มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”
ทุกกาลเวลา ทุกสถานที่ และไม่ว่าสิ่งใดก็ตามถ้าหากมนุษย์ได้เรียกร้องจากพระองค์ พระองค์จะทรงตอบสนองให้ทั้งสิ้น ไม่มีขอบเขตจำกัดสำหรับอาตมันสากลของพระองค์ พระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายอัล-กุรอานกล่าวว่า “ความจำเริญพึงมีแด่พระผู้ซึ่งอำนาจอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสรรพสิ่ง” (อัล-กรุอาน บทอัล มุลก์ โองการที่ 1)
“พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าปกปิดและสิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผย และอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง” (อัล-กรุอาน บทอัล ตะฆอบุน โองการที่ 4/11)
“และเรา (อัลลอฮฺ) นั้นใกล้ชิดเขายิ่งกว่าเส้นเลือดชีวิตของเขาเสียอีก”  (อัล-กรุอาน บทอัล กอฟ โองการที่ 16)
แน่นอนพระองค์ไม่ทรงเหมือนกับพระเจ้าจอมปลอมทั้งหลาย และไม่มีสิ่งใดเหมือนกับพระองค์ พระองค์ทรงไร้ซึ่งถานะ พระองค์จึงไม่ต้องการสถานที่ เพราะพระองค์คือผู้ทรงสร้างสถานที่และสรรพสิ่ง
พระองค์ทรงอยู่เหนือกาลเวลา และกาลเวลาเป็นสิ่งถูกสร้างหนึ่งของพระองค์ พระองค์ทรงดำรงอยู่อย่างเป็นนิรันดร ไม่มีการเริ่มต้นและสิ้นสุด ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีสิ่งใดคล้ายเหมือนพระองค์อัล-กุรอาน กล่าวว่า  “ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงได้ยิน ทรงมองเห็น” (อัล-กรุอาน บท อัชชูรอ โองการที่ 11)
อาตมันสากลของพระองค์ปราศจากการนอนหลับ ความเหน็ดเหนื่อย การสำนึก และการผิดพลาด อัล-กุรอานกล่าวว่า “อัลลอฮ์นั้น คือพระเจ้าซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงมีชีวิตเป็นนิรันดร ผู้ทรงบริหาร โดยที่การง่วงนอนและการนอนหลับจะไม่ครอบงำพระองค์” (อัล-กรุอาน บท  อัล บะเกาะเราะฮฺ  โองการที่ 255)
พระองค์ทรงเป็นเอกะไม่มีสิ่งใดเหมือนหรือคล้ายกับพระองค์ พระองค์มิใช่บิดาหรือมารดา พระองค์ไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดและถูกกำเนิดโดยสิ่งอื่น พระองค์ไม่มีผู้ช่วยเหลือในการบริหารกิจการงาน พระองค์ไม่ทรงมีหุ้นส่วนและสิ่งนี้เป็นความจริงดังที่อัล-กุรอาน กล่าวว่า
“จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด พระองค์คืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ อัลลอฮฺทรงเป็นที่พึ่ง  พระองค์ไม่ทรงกำเนิด และไม่ทรงถูกกำเนิด และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์”  (อัล-กรุอาน บทอัล  อิคลาศ)
พระผู้เป็นเจ้าของอิสลามคือพระผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม พระผู้ทรงสร้าง ทรงเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ทรงร่ำรวย ทรงเป็นที่พึ่ง ทรงเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพ ทรงอภัย ทรงสง่างาม ทรงยิ่งใหญ่ ทรงเดชานุภาพ ทรงรอบรู้ ทรงปราศจากความต้องการ และทรงประกอบด้วยพระลักษณะอื่นๆ อีกมากมาย พระองค์ทรงตอบสนองการเรียกร้องของมนุษย์ตามความเหมาะสมด้วยกับความเมตตาของพระองค์ดังที่พระองค์ตรัสว่า  “และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอต่อพวกเจ้า” (อัล-กรุอาน บทอัล  ฮะดีด / 9)
ความเสมอภาคในอิสลาม
การแบ่งชั้นวรรณะ เผ่าพันธุ์ และการแบ่งแยกสีผิวในอิสลามนั้นถือว่าเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด อิสลามถือว่ามุสลิมทุกคนมีความเสมอภาคกัน เท่าเทียมกันจะต่างกันตรงความศรัทธาและความยำเกรงที่มีต่ออัลลอฮฺ (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์) อัล-กุรอาน กล่าวว่า  “โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าเป็นเพศชายและเพศหญิงและเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ.คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่ง แท้จริงอัลลอฮทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน” (อัล-กรุอาน บทอัล  หุจญ์รอต  โองการที 13)
อิสลามกับเสรีภาพทางความคิด
อิสลามเป็นศาสนาที่ตั้งมั่นอยู่บนเหตุผล และหลักฐานและมีความอิสระทางความคิด อิสลามมิใช่ศาสนาที่คลุมถุงชนทางความคิด หรือมีบีบบังคับให้เชื่อเพียงอย่างเดียวโดยไม่รับฟังเหตุผลของคนอื่น อัล-กุรอาน กล่าวว่า  “ไม่มีการบังคับใด ในศาสนาอิสลาม แน่นอนความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด” (อัล-กรุอาน บทอัล บะเกาะเราะฮฺ โองการที่ 256)

อิสลามถือว่าเป็นความจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน ที่ต้องมีการตรวจสอบความเชื่อศรัทธาก่อนที่เขาจะเชื่อในเรื่องนั้น อิสลามไม่อนุญาตให้เชื่อสิ่งใดโดยปราศจากเหตุผล และหลักฐานหรือเชื่อโดยไม่ใช้สติปัญญา แม้ว่าบทบัญญัติบางอย่างของอิสลามจะเป็นการปฏิบัติตามเพียงอย่างเดียวก็ตาม (ตะอับบุดี) โดยไม่มีคำถามว่าทำไม เพื่ออะไร เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า บทบัญญัติเหล่านั้นได้เริ่มมาจากเทวโองการ ปราศจากความผิดพลาด และผู้ที่ทำการสั่งสอนบทบัญญัติคือ ท่านศาสดาและอิมามผู้บริสุทธิ์
อิสลามได้ห้ามการปฏิบัติตามความเชื่อของบิดามารดาในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา แต่ได้สั่งว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้สูเจ้าต้องใช้สติปัญญาใคร่ครวญเอาเอง ขณะเดียวกันได้กำชับว่าต้องเป็นสติปัญญาที่มีความแข็งแรงพอในการขบคิดหาเหตุผล และปฏิบัติตามความเชื่อมั่นและความรู้ ดังอัล-กุรอาน กล่าวว่า   “และอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น แท้จริงหู และตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านั้นจะถูกสอบสวน” (อัล-กรุอาน บทอัล  อิสรอ โองการที่ 36)
อิสลามได้กล่าวกลุ่มชนที่ปฏิเสธความจริงว่า พวกเจ้าอธิบายเหตุผล และปัญหาต่าง ๆ ที่พวกเจ้าไม่เชื่อมา หลังจากนั้นจงฟังคำตอบ อัล-กุรอาน กล่าวว่า  “และพวกเขากล่าวว่า จะไม่มีใครเข้าสวรรค์เลย นอกจากผู้ที่เป็นยิวหรือเป็นคริสเตียนเท่านั้นนั่นคือความเพ้อฝันของพวกเขา จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงนำหลักฐานของพวกท่านมา ถ้าพวกท่านเป็นผู้พูดจริง” (อัล-กรุอาน บทอัล  บะเกาะเราะฮฺ  โองการที่ 111)
ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่ามีพวกยะฮูดี และพวกนัศรอนีจำนวนมากได้วิพากษ์กับท่านศาสดา และบรรดาอิมามบนเรื่องราวของศาสนาในศตวรรษต่อมาเช่นกันพวกชนกลุ่มน้อยมักนิยมทำการวิพากษ์กับบรรดา นักปราชญ์และ(ผู้รู้)ของอิสลามบนเรื่องราวของศาสนาเช่นกัน ตามที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้
เจ้าของหนังสือ ตะมัดดุนอิสลาม ได้บันทึกไว้ว่า ในแบกแดดได้จัดประชุมหลายต่อหลายครั้งซึ่งในแต่ละครั้งได้มีตัวแทนจาก ยะฮูดี นัศรอนี ฮินูด และดะห์รีเข้าประชุมด้วย พวกเขามีอิสระในการพูด และต้องอดทนฟังเหตุผลของฝ่ายอื่น สิ่งหนึ่งที่ผู้จัดได้ขอร้องพวกเขาคือ การวิพากษ์ของพวกเขาต้องตั้งมั่นอยู่บนเหตุผลของสติปัญญา
เจ้าของหนังสือ ตะมัดดุนอิสลาม ได้พูดเสริมว่า ถ้าหากเราพิจารณาให้ดีจะพบว่าหลังจากเวลาได้ผ่านไปเป็นพันๆปีแล้ว สงครามที่โหดร้ายจำนวนหลายครั้งได้เกิดขึ้น การนองเลือด และการเข่นฆ่าตามอารมณ์ต้องการของตัวเองก็ได้ผ่านมาชนิดนับครั้งไม่ถ้วน แต่จนถึงปัจจุบันนี้พวกยุโรปยังไม่สามารถค้นหาความอิสระให้กับตัวเองได้ (ตะมัดดุนอิสลาม หน้าที่ 713-715)
อิสลามกับการเชิญชวนไปสู่เหตุผลและการศึกษา
อาจกล่าวได้ว่าอิสลามเป็นศาสนาเดียวที่เรียกร้องให้มนุษยชาติทำการขบคิดในเรื่องต่างๆ จุดประสงค์ต้องการให้มนุษย์ใช้สติปัญญาคิดก่อนที่จะทำ หรือก่อนที่จะเชื่อในสิ่งนั้น อัล-กุรอานมักเชิญชวนให้มนุษย์คิดถึงการสร้าง ท้องฟ้า กาลเวลา กลางวัน กลางคืน มนุษย์ สัตว์ และโลก โดยกล่าวว่า  “แท้จริงในการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน การสับเปลี่ยนกลางคืนและกลางวัน เรือที่วิ่งอยู่ในทะเล พร้อมด้วยสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่มนุษย์ และน้ำที่อัลลอฮฺได้ทรงหลั่งลงมาจากฟากฟ้า ทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยน้ำนั้นหลังจากที่มันตายไปแล้ว และทรงให้สัตว์แต่ละชนิด แพร่สะพัดไปทั่วแผ่นดิน และทรงให้ลมพัดเปลี่ยนทิศทาง และทรงให้เมฆกำหนดผันแปรไประหว่างฟากฟ้าและแผ่นดิน แน่นอนสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณแก่กลุ่มชนที่ใช้ปัญญา” (อัล-กรุอาน บทอัล บะเกาะเราะฮฺ โองการที่ 164)
อัล-กุรอานได้แนะนำให้คิดถึงวิถีชีวิตของคนในอดีต สาเหตุที่พวกเขาได้พบกับจุดจบ และสาเหตุที่พวกเขาได้เจริญรุ่งเรืองเพื่อเป็นแบบอย่างให้ชีวิตของเราออกห่างจากความตกต่ำเหล่านั้น อัล-กุรอานกล่าวว่า “แน่นอนได้ผ่านมาแล้วก่อนพวกเจ้าแนวทางต่างๆ ดังนั้นพวกเจ้าจงท่องเที่ยวไปในแผ่นดินแล้วจงดูว่าบั้นปลายของบรรดาผู้ปฏิเสธเป็นอย่างไร” (อัล-กรุอาน บทอัล  อาลิอิมรอน  โองการที่ 137)
อิสลามต้องการให้มนุษย์มีการพัฒนาด้านความคิดตลอดเวลา แม้กระทั่งการคิดถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลจากมนุษย์ซึ่งมันจะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ก็ตามเพื่อให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับตัวเอง
ด้วยเหตุนี้อิสลามได้สนับสนุนความก้าวหน้าทางความคิดและการศึกษา ตลอดจนการค้นคว้าและวิจัยต่างๆ ที่รับใช้มนุษย์ จากจุดนี้จึงเห็นได้ว่านักวิชาการของอิสลามที่ได้เกิดขึ้นในศตวรรษหลังอิสลาม ได้พยายามค้นคว้าด้านวิชาการจนประสบความสำเร็จและเป็นที่เชื่อถือของโลกภายนอกอาทิเช่น ท่านญาบีรฺ ฮัยยยาน, ท่านรอซีย์, อิบนิซีนา, และคอญิอฺนัศรุดดีน ฏูซีย์ ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ประสบความสำเร็จในด้านปรัชญา ตรรกวิทยา ชีวะวิทยา ดาราศาสตร์ เคมีและอื่นๆ ผลงานของท่านเหล่านี้เป็นที่ยอมรับของสังคมทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม โดยเฉพาะตำราด้านการแพทย์ของท่านอบูอะลีซีนาได้ถูกนำไปสอนในมหาวิทยาลัยแถบยุโรปเมื่อปลายศตวรรษที่แล้วนี้เอง (เจ้าของหนังสือตะมัดดุนอิสลาม Dr.Gostavl ได้บันทึกไว้ในหนังสือประวัติอารยธรรมอิสลามและอาหรับ หน้าที่ 710 พิมพ์ครั้งแรกว่า ความรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อัลบิรต์มีเขาได้เรียนรู้มาจากอบูอะลีซีนา ทั้งสิ้น)
ท่านญุรฺญี ซัยดาน เป็นคริสเตียนคนหนึ่งได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ ตะมัดดุนอิสลาม ท่านได้เขียนว่า “เมื่ออารยธรรมอิสลามได้วางรากฐานขึ้น ทำให้เกิดนักวิชาการใหม่ขึ้นมากมายในหมู่มุสลิมและผลงานของท่านได้กลายเป็นมูลฐานสำคัญในบางสาขาวิชาการ ประกอบกับนักวิชาการรุ่นใหม่ได้ทำการค้นคว้าเพิ่มเติมเป็นการเพิ่มสีสันให้กับวิชาการ ซึ่งมีความเหมาะสมกับอารยธรรมอิสลามในสมัยใหม่มาก” (ตารีคตะมัดดุนอิสลาม, ญุรฺญีซัยดาน หน้าที่ 598)
นักปราชญ์ท่านหนึ่งได้เขียนว่า “ถ้าหากอิสลามได้ออกนอกสาระบบ ประวัติศาสตร์ วิชาการสมัยใหม่ของยุโรปต้องล้าหลังไปอีกหลายศตวรรษเลยทีเดียว” ตะมัดดุนอิสลาม, (หน้าที่ 706-715)
อิสลามกับการดำรงชีพ
ในทรรศนะของอิสลามระหว่างชีวิตที่เป็นวัตถุนิยม กับจิตนิยม หรือชีวิตที่มุ่งมั่นแต่วัตถุปัจจัยทางโลกอย่างเดียวหรือชีวิตที่นิยมศาสนานั้น ไม่มีความแตกต่างกัน
อิสลามไม่ยอมรับบุคคลที่ไม่ขวนขวายในเรื่องอาชีพการงานและการดำรงชีวิตบนโลกนี้แม้ว่าเขาจะมีมรดกมากมายโดยฝากชีวิตไว้กับมรดกนั้น และไม่คิดอ่านจะทำอย่างอื่นให้มีผลงอกเงยขึ้นมา บุคคลประเภทนี้อิสลามไม่ยอมรับ
ท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า “บุคคลใดก็ตามได้พลีโลกนี้เพื่อปรโลก หมายถึงได้ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างตลอดจนอาชีพการงานของตนเพื่อโลกหน้า หรือบุคคลที่ได้พลีปรโลกเพื่อแลกกับโลกนี้ของตนถือว่าไม่ใช่พวกของเรา” (วะซาอิลชีอะฮฺ เล่มที่ 12 หน้าที่ 49)
ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า อิสลามมิได้มีวิสัยทัศน์สุดโต่งไปด้านหนึ่งด้านใด แต่ให้มนุษย์เดินทางสายกลางด้วยความระมัดระวัง ฉะนั้นบนโลกนี้มนุษย์ต้องขวนขวายเรื่องอาชีพการงานให้มีความมั่นคง รู้จักเก็บเกี่ยวสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดแก่ตนเอง ขณะเดียวกันต้องรู้จักแบ่งเวลาเพื่อการพัฒนาและยกระดับจิตใจของตนเอง ด้วยเหตุนี้เองอิสลามจึงไม่มีนักพรตหรือนักบวช หรือปลีกวิเวกไปบำเพ็ญศีลตามลำพังโดยละทิ้งครอบครัวและสังคมไว้เบื้องหลัง ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) กล่าวว่า  “ไม่มีนักพรตและนักบวชสำหรับพวกเรา แท้จริงนักบวชที่ปฏิบัติตามฉันคือการต่อสู้บนวิถีทางของอัลลอฮฺ” (บิฮารุลอันวาร เล่มที่ 70 หน้าที่ 114)
บทบัญญัติอิสลามกับความก้าวหน้า
การเปลี่ยนแปลง ความสมบูรณ์ การพัฒนา ปัจจัยยังชีพ และความก้าวหน้าของวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ขัดแย้งกับความเป็นอมตะของบทบัญญัติอิสลามแม้แต่นิดเดียว เพราะอะไร  เนื่องจากว่า กฎหมายหากขัดแย้งกับความก้าวหน้าย่อมแสดงให้เห็นว่า กฎหมายนั้นได้อิงอาศัยอยู่กับสื่อเบื้องต้น หรือตัวการที่พิเศษบางอย่าง เช่น สมมติว่ากฎหมายได้ระบุว่า ทุกครั้งที่เขียนให้เขียนด้วยมือ หรือหากจะเดินทางต้องใช้ม้าเป็นพาหนะเท่านั้นในลักษณะเช่นนี้กฎหมายนั้น ไม่สามารถก้าวเดินไปพร้อมกับความก้าวหน้าของวัฒนธรรม และอารยธรรมได้
แต่ถ้ากฎหมายนั้นไม่ได้อิงอาศัยอยู่กับตัวการพิเศษบางอย่าง เมื่อมีการร่างกฎหมายขึ้นมา ได้กล่าวถึงสิ่งนั้นไว้เพียงเป็นตัวอย่าง ดังนั้นเมื่อมีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรืออารยธรรมได้พัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง กฎหมายนั้นจึงไม่ขัดแย้งกับการพัฒนาดังกล่าว
กฎหมายอิสลามก็เป็นเช่นนี้ หมายถึงอิสลามไม่ได้มีวิสัยทัศน์ที่เฉพาะเจาะจงอยู่แค่สมัยใดสมัยหนึ่งเท่านั้น เช่น กฎหมายอิสลามระบุว่า อิสลามต้องมีการเตรียมพร้อมตลอดเวลาเมื่อเผชิญกับข้าศึก  เพื่อป้องกันชีวิต ทรัพย์สินและทรัพยากรบุคคลของตน
กฎหมายมาตราดังกล่าวแม้ว่าจะร่างในสมัยที่มีการใช้ดาบออกรบ และใช้ม้าเป็นพาหนะก็ตาม อิสลามไม่ได้มองที่องค์ประกอบของสงครามในสมัยนั้นเป็นหลัก หมายถึงอิสลามไม่ได้กล่าวว่า สงครามในอิสลามต้องใช้ดาบทำการสู้รบเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ณ วันนี้กฎหมายดังกล่าวก็ยังสามารถใช้ได้อยู่
ทำนองเดียวกันในเรื่องของ การค้าขาย หรือการประกอบอาชีพการงานที่สุจริต และอื่นๆ
ฉะนั้น ขอบข่ายของอารยธรรม เครื่องมือ และตัวการที่เป็นสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน ก็ไม่สามารถออกนอกกฎหมายอิสลามไปได้ และสิ่งนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อิสลามดำรงอยู่อย่างถาวร และมีความเป็นอมตะถึงทุกวันนี้
นักปรัชญาชาวอังกฤษพูดว่า “อิสลามเป็นศาสนาเดียวที่มีความเหมาะสมและเข้ากันได้อย่างดีกับวิถีชีวิตของมนุษย์ เหมาะสมแล้วที่อิสลามเป็นที่ดึงดูดใจของคนรุ่นใหม่ตลอดเวลา” (ตะมัดดุน วะ อุลูมอิสลามี หน้าที่ 13)
ระบบและแนวคิดสมัยใหม่สามารถปลดเปลื้องความต้องการได้ไหม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกวันนี้มนุษย์ได้มีการพัฒนาด้านความรู้ไปไกลมาก แต่นักวิชาการเหล่านั้นต่างสารภาพเป็นเสียงเดียวกันว่า ความรู้ของพวกเขาไม่สามารถเปรียบเทียบกับความรู้ในโลกของการสร้างได้เลยแม้แต่นิดเดียว แน่นอนเพราะความคิดและสติปัญญาของเขาอยู่ในขอบเขตจำกัด ไม่สามารถล่วงรู้ถึงสิ่งที่เร้นลับของโลก ความต้องการและธรรมชาติที่แท้จริงได้
นอกจากนี้แล้วมนุษย์ไม่ว่าเขาจะพัฒนาไปมากแค่ไหนก็ตาม ไม่อาจหลีกหนีความผิดพลาดได้ ดังนั้นในเรื่องความต้องการของมนุษย์ไม่ว่าจะนำเสนอมากแค่ไหนก็ไม่อาจกล่าวได้ว่ามีความมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เหตุเพราะเป็นไปได้ที่สภาพทางภูมิศาสตร์ทางสังคม และองค์ประกอบภายนอกอื่นๆ ได้มีอิทธิพลเหนือความคิดของเขาและเป็นสาเหตุทำให้เขาห่างไกลจากความเป็นจริง
แต่ทว่าอิสลามมีการวางระบบที่ถาวร เป็นระบบที่มาจากเทวโองการ จึงไม่มีความผิดพลาดและสามารถเข้าได้กับทุกยุคทุกสมัย เป็นบทนำทางที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฎิบัติตามได้อย่างดี
แต่อย่างไรก็ตามต้องไม่นำเอากฎหมายที่บริสุทธิ์ของอิสลามไปผสมปรนเปรอกับระบบอื่น ๆ เพราะจะทำให้ไม่สามารถรับประโยชน์อย่างสมบูรณ์ได้
ความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกับมิติที่สาม
บางคนคิดว่า เมื่อท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) ในฐานะของศาสดาท่านสุดท้ายได้จากไปแล้ว ความสัมพันธ์กับมิติที่สาม (ความสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้า) ได้จบลงด้วยเช่นกัน การคิดอย่างนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะคำว่าสุดท้าย (คอตะมุนนะบียีน) หมายถึง ภายหลังจากท่านแล้วไม่มีศาสนาใด และศาสดาท่านต่อไปอีก ไม่ได้หมายความว่า นับตั้งแต่บัดนั้นความสัมพันธ์ที่มีกับมิติที่สามจะถูกตัดขาดไปอย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากมุสลิมนิกายชีอะฮฺ มีความเชื่อมั่นต่อตำแหน่ง วิลายะฮฺ (อำนาจปกครอง) และอิมามะฮฺอีก 12 ท่านภายหลังจากท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) โดยเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่เช่นเดิม โดยผ่านขบวนการแห่งอิมามะฮฺ และสิ่งนี้ถือเป็นความพิเศษหนึ่งของนิกายชีอะฮฺ แน่นอน อิมามมุบีน นั้นหมายถึงสัจธรรม และบทบัญญัติ จากอัลลอฮฺ ซึ่งได้ประทานเทวโองการแก่ท่านศาสดา
ท่านซ็อดรุลมุตะอัลลิฮีน ได้เขียนไว้ในหนังสือ มะฟาตีหุลฆัยบฺ ว่า “เทวโองการหมายถึง การประทานมลาอิกะฮฺ ลงไปยังเป้าหมาย คือ ท่านศาสดาเพื่อแจ้งเทวโองการแก่ท่าน และแม้ว่าเทวโองการนั้นจะถูกตัดไปแล้วก็ตาม แต่ประตูของ การอิลฮาม (การดลทางจิต) ไม่มีวันปิด และเป็นไปไม่ได้ที่ประตูนี้จะปิด”
ในโลกปัจจุบันจะปฏิบัติตามอิสลามได้อย่างไร
ความต่ำทรามและอบายมุขบนโลกนี้ นับวันจะทวีคูณมากยิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นผู้คนและเยาวชนจำนวนมากมายได้หลงไปกับอบายมุขเหล่านั้นนับวันยิ่งมีจำนวนมากขึ้นอย่างหน้าเป็นห่วง บั้นปลายสุดท้ายของมันก็คือการทำลายล้างวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ดีงามของมนุษย์ให้หมดไป และคงไว้ซึ่งความเสื่อมทรามและความเป็นเดรัจฉานที่ฝังแน่นอยู่ในตัวมนุษย์อย่างชนิดที่ไม่มีวันสลัดมันออกไปพ้นตัวได้ ทว่ายังโชคดีสำหรับมวลผู้ศรัทธาที่บุรุษหนึ่งได้มาสอนสั่งวิธีการเอาชนะอบายมุขเหล่านั้นแก่เรา ดังนั้นด้วยกับอิสรภาพที่มีอยู่บนตัวเราจึงได้บอกกับเราว่า ต้องยืนหยัดต่อสู้กับความหลงผิดเหล่านั้น
แน่นอน การปรับปรุงแก้ไขสภาพสังคม ถือเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ทุกคน บรรดาศาสดาทั้งหลายนอกจากจะเชิญชวนให้มนุษย์ให้ไปเคารพสักการะในพระเจ้าองค์เดียวแล้ว ยังได้สอนให้มนุษย์รู้จักการต่อสู้กับความหลงผิด และพระเจ้าจอมปลอมทั้งหลาย บรรดาศาสดาไม่เคยตอบสนองคำเรียกร้องของบรรดาพวกหลงผิด อารมณ์ใฝ่ต่ำ และความโสมมของสังคม ท่านเหล่านั้นเป็นผู้จัดการกับสังคม มิใช่สังคมมาจัดการท่าน
ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) ได้วางรากฐานการต่อสู้กับความหลงผิด และความโสมมในยุคทมิฬ ไว้ด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งสังคมที่เสื่อมทรามในสมัยนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น
ความขัดแย้งในเรื่องสีผิวและชนชั้น การดูถูกเหยียดหยามสตรีเพศ การเคารพบูชารูปปั้น สงครามการต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์ และการหลงผิดอื่นๆ เช่นความเคยชินต่อวัฒนธรรมในยุคโฉดเขลา และความเลื่อมใสของชนอาหรับในสมัยนั้น ได้ถูกท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) ทำลายจนหมดสิ้น
มีชนระดับแกนนำเผ่ากุเรช อย่างเช่น อุตบะฮฺ เขาแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งกับการกระทำของท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) ในเวลาต่อมาเขาได้จัดประชุมหลายครั้ง จนในที่สุดได้ข้อสรุปว่า ต้องทำการขัดขวางท่านศาสดาไม่ให้ทำการเผยแพร่อิสลามอีกต่อไป ท่านศาสดา ได้ตอบพวกเขาว่า “นี่คือภารหน้าที่ของฉัน ฉันขอสาบานในนามของพระผู้เป็นเจ้าว่า ถ้าหากนำเอาดวงอาทิตย์มาใส่ไว้ที่มือข้างหนึ่ง และนำเอาดวงจันทร์มาวางไว้ที่มืออีกข้างหนึ่ง ฉันก็จะไม่เลิกล้มการเผยแพร่ของฉันอย่างเด็ดขาด และจะไม่ยอมถอดถอนความศรัทธาออกจากหัวใจของฉัน ฉันจะยืนหยัดต่อสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะหรือถูกฆ่าตาย” (ซีเราะฮฺ อิบนิ ฮิชาม หน้าที่ 295-266)
จุดมุ่งหมายสูงสุด
ท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) เป็นศาสดาท่านสุดท้ายของศาสนาอิสลามและเป็นบรมศาสดาท่านสุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานลงมา พระผู้เป็นเจ้าหมายถึง อัลลอฮฺ ทรงประทานคำสอนโดยผ่านท่านศาสดาองค์นี้ คำสอนทั้งหมดปรากฏอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัล–กุรอาน และพระวจนะของท่านศาสดาซึ่งเป็นคำอธิบายเทวโองการของอัล-กุรอานอีกที่หนึ่ง คำสอนของศาสนาอิสลามมุ่งการปฏิบัติและการขัดเกลาตนเอง เพื่อเข้าใกล้ชิดต่อเอกองค์อัลลอฮฺ ดังนั้น อิสลาม จึงมีความหมายว่า การยอมจำนน หรือการนอบน้อม หรือการสวามิภักดิ์ ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างบริบูรณ์แด่ อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาล ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์แต่เพียงพระองค์เดี่ยว ศาสนาอิสลามเป็นศาสนามนุษยชาติตลอดกาล ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์จนถึงปัจจุบันและอนาคต
พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน อธิบายถึงคุณลักษณะของอัลลอฮฺไว้เป็นอเนกประการ ซึ่งแสดงให้เห็นพลังอำนาจสูงสุดของพระองค์ในสากลจักรวาล สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ทั้งสิ้น ดังความหมายของโองการที่ว่า อัลลอฮฺ พระผู้ทรงรอบรู้ ไม่มีสิ่งใดในโลกหรือในชั้นฟ้าทั้งหลายซ่อนเร้นจากพระองค์ได้
บางโองการกล่าวว่า อำนาจของพระองค์ทรงครอบคลุมเหนือจักวาล
บางโองการกล่าวว่า อัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
บางโองการกล่าวว่า พระผู้อภิบาลของเราคือ ผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง หลังจากนั้นทรงชี้นำ
ดังนั้น หัวใจของศาสนาอิสลาม คือ การประกาศและเปิดเผยเอกภาพของอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า และส่งเสริมให้มอบตัวต่อพระองค์ ชีวิตในโลกนี้ไม่ใช่ชีวิตที่ถาวรโลกเป็นเสมือนไร่นาที่เตรียมไว้เพื่อเพราะปลูก ซึ่งพืชผลนั้นได้แก่การกระทำของมนุษย์ ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า โลกนี้คือ การกระทำไม่มีการสอบสวน ส่วนโลกหน้าที่การสอบสวนไม่มีการกระทำ
การเชื่อฟังปฏิบัติตามพระเจ้าและศาสนทูตเพื่อแสวงความใกล้ชิดกับพระเจ้า และความโปรดปรานจากพระองค์
นิกายศาสนาอิสลาม
การแบ่งแยกออกเป็นนิกายต่าง ๆ ในศาสนาอิสลามเกิดจากความคิดเห็นของสาวกเกี่ยวกับการตีความหมายและปฏิบัติศาสนกิจตามความเชื่อของหมู่ชนต่าง ๆ ไม่ตรงกัน ประกอบกับมีเหตุผลทางการเมืองเป็นองค์ประกอบสำคัญ อิสลามจึงแตกแยกออกเป็น 2 นิกายสำคัญ คือ ซุนนีย์และชีอะฮฺ ซึ่งความแตกแยกทางนิกายในศาสนาอิสลามเกิดขึ้นหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัดสิ้นพระชนม์
1- นิกายซุนีย์ เป็นนิกายที่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่นับถือ ซึ่งยึดถือัลอ-กุรอาน จริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) และแบบอย่างของสาวกเป็นหลัก แนวความคิดของนิกายซุนีย์ คือ เชื่อว่าท่านศาสดามุฮัมมัดมิได้แต่งตั้งตัวแทนไว้ก่อนที่ท่านจะจากไป ดังนั้น หลังจากท่านจากไปแล้วตำแหน่งผู้ปกครองหรือผู้นำสืบต่อจากท่านจึงเป็นหน้าที่ของมุสลิม ต้องเลือกสรรกันเองตามความเหมาะสม
ฉะนั้น หลังจากท่านศาสดาจากไปสาวกกลุ่มหนึ่งจึงพากันไปเลือกตั้งตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺที่บนีสะกีฟะฮฺ พวกเขาได้เลือกท่านอบูบักร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาวกของท่านศาสดาขึ้นเป็นเคาะลิฟะฮฺ ก่อนที่ท่านอบูบักร์จะจากไปท่านได้สั่งเสียให้ท่านอุมัรเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแทน และก่อนที่ท่านอุมัรจะจากไปท่านได้สั่งเสียให้ท่านอุสมานเป็นผู้สืบแทน แต่สำหรับเคาะลิฟะฮฺที่สี่ประชาชนได้เลือกท่านอะลีขึ้นเป็นเคาะลิฟะฮฺ
หลังจากจบการบริหารของเคาะลิฟะฮฺทั้งสี่ท่านแล้ว นิกายซุนนีย์ก็ปราศจากผู้ปกครองโดยเฉพาะผู้นำศาสนาที่ถูกต้องตามทำนองครองธรรม ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้นิกายซุนนีย์ไ่ม่มีผู้ศาสนาที่เด่นชัด เนื่องจากไม่มีผู้รู้ที่แท้จริง ประกอบกับในช่วงนั้นพระวจนะของศาสดาเองก็ได้รับการสั่งห้ามจากเคาะลิฟะฮฺที่สอง มิให้มีการจดบันทึกโดยอ้างเหตุผลว่าจะสับสนกับโองการอัล-กุรอาน ฮ.ศ. ที่ 114 ในช่วยระ
2- นิกายชีอะฮฺ เป็นนิกายที่มีความเชื่อมั่นในเอกภาพของพระเจ้า ยึดมั่นในอัล-กุรอานและจริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) แนวความคิดของนิกายชีอะฮฺ คือ เชื่อว่าท่านศาสดามุฮัมมัดได้แต่งตั้งตัวแทน (อิมาม) ให้เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านตามพระบัญชาของพระเจ้าไว้ก่อนที่ท่านจะจากไป ตาามที่อธิบายไว้ในบทอิมามมัต
นิกายชีอะฮฺ เชื่อโดยหลักการว่าท่านศาสดามุฮัมมัดได้ประกาศแต่งตั้งท่านอะลีให้เป็นตัว แทนต่อจากท่านนับแต่วันแรกที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา และในวาระต่าง ๆ ตลอดชั่ว 23 ปี ที่ท่านประกาศเผยแผ่ศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศแต่งตั้งท่านอะลีท่ามกลางประชาชนจำนวนนับแสนคน หลังจากการเดินทางกลับจากการบำเพ็ญหัจญ์ครั้งสุดท้าย ในวันที่ 18 เดือน ซุลหิจญะฮฺ ปี ฮ.ศ.ที่ 10 ณ สถานที่แห่งหนึ่งชื่อว่า เฆาะดีร
นิกายชีอะฮฺ เชื่อโดยหลักการว่าต้องมีอิมามผู้ปกครองอิสลามอีก 12 ท่าน หลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด ดังที่ท่านศาสดากล่าวว่า อิสลามต้องมีผู้นำอีก 12 ท่าน แม้แต่ศาสนิกอื่นยังเชื่อว่าการไม่ตั้งตัวแทนของท่านศาสดา คือ ความผิดพลาดของท่านมุฮัมมัด ดังที่กล่าวว่า สิ่งเดียวที่ท่านมุฮัมมัดได้ละเลยและก่อให้เกิดผลเสียมิใช่น้อยได้แก่การมิได้แต่งตั้งผู้สืบทอดต่อจากท่าน คำว่าผู้สืบทอดต่อในภาษาอาหรับเรียกว่า เคาะลิฟะฮฺ การที่ท่านมุฮัมมัดมิได้แต่งตั้งเคาะลิฟะฮฺไว้ก็อาจเป็นเพราะว่าท่านมีความถ่อมตน ถือว่าหน้าที่แต่งตั้งเคาะลิฟะฮฺเป็นของอัลลอฮฺ มิใช่ของท่าน อย่างไรก็ตามเมื่อทานสิ้นชีวิตลงโดยไม่มีผู้สืบต่อก็ก่อให้เกิดปัญหาการคัดเลือกผู้เหมาะสม (ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์ อารยธรรมตะวันออก หน้า 59)
แต่โดยหลักการของชีอะฮฺในเรื่องการตั้งตัวแทน มีความเชื่อต่างไปจากซุนนีย์ โดยเชื่อว่าท่านศาสดาจะไม่ผิดพลาดในเรื่องนี้ ท่านได้แต่งตั้งตัวแทนไว้อย่างแน่นอน ก่อนที่ท่านจะจากไปตามพระบัญชาของพระเจ้าตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ความสำคัญแห่งคุณลักษณะของศาสนาอิสลาม
เมื่อทราบถึงความสำคัญของศาสนาอย่างกว้าง ๆ แล้ว ลำดับสุดท้ายต้องการให้ท่านผู้อ่านเห็นถึงคุณลักษณะสำคัญของศาสนา ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1- ศาสนาจะต้องสอดคล้องกับเชาว์ปัญญาของมวลมนุษย์ แน่นอน มีศาสนาอยู่หลายศาสนาที่มีคติพจน์ว่า ท่านจะต้องมีความเชื่อเป็นประการแรก จากนั้นท่านจึงจะสามารถเข้าใจศาสนาได้ ในทัศนะอิสลามศาสนาที่มีคติพจน์ดังกล่าวเป็นศาสนาที่เปรียบเสมือนเครื่องหน่วงเหนียวสติปัญญาของมวลมนุษย์ หรืออาจจะเรียกได้อย่างแท้จริงว่า ขัดต่อสติปัญญา ของมวลมนุษย์
อิสลามตามความเชื่อของนิกายชีอะฮฺ สิ่งแรกที่จะต้องมาก่อนสิ่งอื่นใดในความเชื่อก็ คือ สติปัญญาและเหตุผล สติปัญญา คือ หนึ่งในสี่ของหลักพื้นฐานสำคัญของประมวลกฎหมายอิสลามที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานมายังมวลมนุษย์ในรูปของ อัล-กุรอาน โดยผ่านท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) แห่งอิสลาม ในนิกายชีอะฮฺ เชื่อโดยหลักการว่า การที่จะมีความศรัทธาในศาสนาได้นั้นจะต้องเกิดขึ้นจากความเข้าใจด้วยสติปัญญาและเหตุผลของตนเองก่อน
2- ศาสนาจะต้องเป็นตัวสอนและอบรมความมีศักดิ์ศรีของมวลมนุษย์ มีหลายศาสนาที่ได้เรียกร้องให้บรรดาผู้ปฏิบัติตามศาสนานั้นสักการบูชาต่อบรรดารูปปั้นของมนุษย์ด้วยกันเอง หรือสัตว์บางชนิด ซึ่งศาสนาดังกล่าวนี้นำความอัปยศอดสูมาสู่บรรดาผู้ปฏิบัติตามศาสนาอย่างใหญ่หลวง และเป็นสิ่งที่น่าติเตียนอย่างยิ่งสำหรับศาสนาเช่นนั้น
ศาสนาบางศาสนาสอนให้ชนชาติหรือเผ่าพันธุ์ของตนถึงความสูงศักดิ์เหนือชนชาติอื่น พวกตนเป็นชนชาติเดียวทีมีความประเสริฐ
ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาแรกที่ได้เริ่มความเสมอภาคซังกันและกันให้มวลมนุษยชาติ และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แห่งบรรดาศาสนาทั้งปวงที่อิสลามได้สอนและอบรมถึงความเป็นพี่น้องและความเสมอภาคให้แก่มวลมนุษย์ นอกจากนี้ยังได้เสนอความมีศักดิ์ศรีให้แก่มนุษย์ทั้งมวล ดังที่ประจักษ์ชัดและเป็นที่พิศวงต่อสายตาของมนุษย์ชาติ
3- ศาสนาจะต้องเป็นตัวนำทางที่สมบูรณ์เพื่อการพัฒนามวลมนุษย์ทั้งในทางร่างกาย จิตใจ และทางความคิด
ศาสนาบางศาสนาได้ย้ำและกระตุ้นมนุษย์ให้เล็งเห็นถึงความสำคัญสูงส่งทางจิตใจโดยเพิกเฉยต่อความสำคัญทางร่างกายและสติปัญญาของมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็มีบางศาสนาที่เน้นเฉพาะความสำคัญทางร่างกายและสติปัญญาความคิดเท่านั้น
ศาสนาตามที่กล่าวมาไม่อาจที่จะทำให้บรรดาผู้ที่นับถือตามศาสนานั้น ๆ ก้าวไปได้ไกล เพราะว่าการเน้นถึงความสำคัญในการพัฒนามวลมนุษย์ของศาสนาเหล่านั้นมิได้อยู่ในรูปของความสมดุล
มีเพียงศาสนาอิสลามที่ได้อรรถาธิบายโดยความเชื่อของชีอะฮฺเท่่านั้น ที่เน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคคลในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ทางปัญญาความคิดหรือทางจิตใจ
4- ศาสนาจะต้องมีหลักเกณฑ์แห่งการดำรงชีวิตที่สมบูรณ์ศาสนาส่วนใหญ่สั่งสอนให้บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตาม รักเพื่อนบ้านของเจ้า โดยปราศจากการแสดงแนวทางให้เห็นว่าจะต้องกระทำหรือปฏิบัติอย่างไร ซึ่งถ้าเป็นดังนี้ก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง อิสลามมีหลักเกณฑ์ที่สมบูรณ์ซึ่งได้ชี้แนวทางให้แก่มวลมนุษย์ถึงชีวิตครอบครัว การดำรงตนในในสังคม การเงิน ความมีศีลธรรมและจรรยาธรรมแห่งความประพฤติโดยสมบูรณ์แบบ โดยหลักการของอิสลามจึงเชื่อว่า ศาสนาต้องครอบคลุมอยู่หลักการสำคัญ 3 ประการ คือ หลักความเชื่อ หลักการปฏิบัติ และจรรยาธรรม
5- ศาสนาจะต้องเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมวลมนุษย์ เนื่องจากบางศาสนามีความโน้มเอียงในอันที่จะละเลยต่อความสำคัญแห่งธรรมชาติ ของมวลมนุษย์ ตัวอย่างเช่น บางศาสนาเน้นหนักถึงการอยู่เป็นโสด (การดำรงพรหมจรรย์) พวกเขาได้ประกาศโดยความประพฤติที่แสดงออกมาอย่างชัดแจ้งว่า พระผู้เป็นเจ้าผิดพลาดในการที่ได้สร้างสัญชาติญาณทางเพศไว้ในมวลมนุษย์ พวกเขาได้ลืมไปหรือแสร้งที่จะลืมว่า บรรดาสัญชาติญาณทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่มิอาจกดไว้ หรือบดทำลายให้สิ้นไปได้ และด้วยเหตุผลนี้เองที่แรงบังคับทางสัญชาติญาณทางธรรมชาติได้มีส่วนโน้มนำ ให้บรรดาบุคคลที่ยึดถือในศาสนานั้นหันไปสู่การลักลอบติดต่อกันอย่างลับ ๆ ระหว่างบุคคลต่างเพศ
ช่างเป็นสิ่งน่าสมเพศเสียเหลือเกินสำหรับอนาคตของมนุษย์จะเป็นเช่นไร ถ้ามวลมนุษย์ยึดถือตามคำสอนของศาสนานั้น ๆ แน่นอน มวลมนุษย์จะต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกในระยะเวลาอันไม่ช้านี้
ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ทีจะกล่าวว่าศาสนาเช่นนั้นไม่อาจที่จะเป็นตัวนำมนุษย์ไปสู่ความเจริญไพบูลย์ได้ เพราะหลักการขัดต่อการสืบลูกหลานกันต่อ ๆ ไปของมวลมนุษย์
6- ศาสนาจะต้องไม่เป็นเครื่องมือของผู้กดขี่ เนื่องจากหลายศาสนาได้ถูกกล่าวหาจากบรรดาผู้ปฏิเสธ ซึ่งมีส่วนเป็นจริงว่าศาสนาเหล่านั้นเป็นเครื่องมือของระบบศักดินาในการกดขี่ปวงชนและระงับเสียงแห่งการต่อต้าน
ศาสนาที่ว่านั้นสอนให้บรรดาปวงชนเชื่อในเรื่อง พรหมลิขิต เมื่อเป็นเช่นนั้น บรรดาปวงชนก็ได้ถูกกล่อมให้เชื่อว่าการกดขี่และการกระทำชั่วร้ายทุกรูปแบบของชนชั้นปกครอง เป็นสิ่งที่ได้ลิขิตขึ้นมาโดยพระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงต้องยอมจำนนโดยปราศจากคำคัดค้านใด ๆ ทั้งสิ้น
ศาสนาดังกล่าวมิได้หลงเหลืออยู่ในโลกแห่งศตวรรษนี้เลย และมีเพียงศาสนาอิสลามที่อรรถาธิบาย โดยความเชื่อของชีอะฮฺเท่านั้นที่ได้กล่าวว่า ความเชื่อดังคำสอนของศาสนาเหล่านั้นเป็นสิ่งที่หลอกลวงและตบตาปวงชน บุคคลทุกผู้ทุกนามมีส่วนรับผิดชอบในการกระทำทุกรูปแบบของตนเอง ฉะนั้น ความรับผิดชอบจะต้องไม่ถูกโยนกองไปให้พระผู้เป็นเจ้า
เป็นที่ประจักษ์ชัดโดยบรรทัดฐานที่กล่าวมาแล้วว่าในบรรดาศาสนาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกมีเพียง อิสลามที่สอดคล้องตามเชื่อของนิกายชีอะฮฺเท่านั้น ที่ทำให้เงื่อนไขที่สำคัญทั้งหมดของความเป็นศาสนาที่แท้จริงสมบูรณ์ขึ้นมา
เอกลักษณ์ของศาสนาอิสลาม
เอกลักษณ์ของศาสนาอิสลามสามารถกล่าวโดยสรุปได้ดังต่อไปนี้
1- เป็นศาสนาแห่งการมอบตนต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยศรัทธา เพื่อความสันติสุขต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่รวบรวมขึ้นไว้ในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอานอย่างเคร่งครัด ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย
2- อิสลามถือว่าในการปฏิบัติตามศาสนาให้ถือเอาเทวโองการ วจนะ จริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นเกณฑ์ตัดสิน ซึ่งในปัจจุบันนอกจากต้องยึดถือตามหลักการที่กล่าวมาแล้ว ยังต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของมุจญ์ตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดในสมัยของตน นักปราชญ์ของอิสลามที่สามารถค้นคว้าหาเหตุผล และวินิจฉัยปัญหาของศาสนาได้เรียกว่า “มุจญ์ตะฮิด” หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงผู้ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านนิติศาสตร์อิสลาม
การวินิจฉัย หมายถึงการนำเอากฎเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติมาวิเคราะห์ และวินิจฉัยความออกมาตามความรู้,ความสามารถและความเข้าใจ พื้นฐานอันเป็นแหล่งที่มาของการวินิจฉัยมีทั้งสิ้น 4 ประการ ได้แก่ อัล-กรุอาน วจนะหรือแบบฉบับของท่านศาสดา ความเห็นชอบ และสอดคล้องกันของมุจญ์ตะฮิดร่วมสมัยหรือสมัยก่อน และการใช้สติปัญญา
3- ศาสนาอิสลามตั้งอยู่บนเทวโองการที่ประทานแก่ท่านศาสดามุฮัมมัด โดยผ่านญิบรออีลทูตสวรรค์ของพระเจ้า ซึ่งเผยครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เดือนเราะญับ ในถ้ำฮิรออ์บนเขานูร เมื่อท่านศาสดามุฮัมมัดมีอายุ 40 ปี ขณะนั่งสงบจิตในถ้า และวันที่ 23 เดือนรอมฎอน
4- เทวโองการที่ท่านศาสดามุฮัมมัดได้รับมา เนื่องจากท่านไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่เป็น จึงเป็นเหตุผลที่ยืนยันว่าเทวโองการมิใช่สิ่งที่ท่านประดิษฐ์ขึ้นมา หากแต่เป็นดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า ต่อมาได้รวบรวมเทวโองการเหล่านั้นเป็นรูปเล่มตั้งแต่ในสมัยของท่านศาสดา เรียกว่า อัล-กุรอาน
5- กฎหมายและระเบียบการดำเนินชีวิตของมุสลิม นำไปสู่การำลึกถึงพระเจ้าและการแสวงหาความใกล้ชิดยังพระองค์ พระเจ้า คือ พระผู้ทรงสร้างสรรค์ทุกสรรพสิ่ง และทรงชี้นำสิ่งเหล่านั้น พระเจ้าทรงกำหนดกฎเกณฑ์ให้มนุษย์ปฏิบัติตาม พระองค์ทรงกำหนดประทานกฎระเบียบต่าง ๆ ที่สมบูรณ์ที่สุดให้กับศาสนทูตสุดท้าย คือ ท่านมุฮัมมัด เพื่อเผยแผ่และชี้นำมนุษย์ไปสู่หนทางอันเที่ยงธรรม ผู้ที่เชื่อฟังปฏิบัติตามท่านเรียกว่าผู้ศรัทธา
6- อิสลามถือว่าทุกคนเกิดมาโดยความปรานีของพระเจ้า ไม่มีบาปติดตัวมาแต่กำเนิดทุกคนเสมอภาค และมีสิทธิ์เท่าเีทียมกันในการเข้าใกล้พระเจ้า ไม่มีนักพรตและนักบวชทุกคนเป็นมุสลิมเหมือนกัน และเมื่อตายจากโลกไปแล้ว ทุกคนจะฟื้นคืนชีพอีกครั้งในวันสิ้นโลกเพื่อรอรับการสอบสวนคุณงามความดี และการตอบแทนผลรางวัลหรือบทลงโทษไปตามกรรมเหล่านั้น
7- อิสลามถือว่า ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ในการไถ่บาปมนุษย์ สิทธิในการไถ่บาปเป็นของพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวหรือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากพระองค์เท่านั้น อิสลามเป็นคำสอนสุดท้ายที่มีความสมบูรณ์ที่สุดที่พระเจ้าทรงประทานมาให้แก่มนุษย์