แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ความสัมพันธ์ระหว่างอะชาอิเราะฮฺกับมาตุรีดียะฮฺ

ความสัมพันธ์ระหว่างอะชาอิเราะฮฺกับมาตุรีดียะฮฺ

ประวัติศาสตร์ได้ยืนยันว่าในยุคสมัยของมุอาวิยะฮฺมุสลิมได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่นามว่า อัลละวียะฮ กับ อุสมานียะฮฺ หลังจากนั้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในสมัยของอุมัร บิน อับดุลอะซีซ ส่วนอีกรายงานหนึ่งกล่าวว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในสมัยของเคาะลิฟะฮฺอับบาซียฺ สำนวนคำว่า ซุนนียฺ หรือซุนนะฮฺ ได้ถูกนำมาใช้แทนคำว่า อุสมานียะฮฺ ส่วนคำว่า อัลละวียะฮฺ เนื่องจากเป็นชีอะฮฺมาแต่ต้นจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงยังคงใช้สำนวนเดิม ดังนั้น ประชาชาติอิสลามจึงได้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่กล่าวคือ ตะชัยยุอฺ (ชีอะฮฺ) และอะฮฺลิตะซันนู (ซุนนียฺ)
อะฮฺลิซุนนะฮฺได้แตกสาขาในเรื่องของ กาลาม (ศาสนศาสตร์) ออกเป็นหลายสาขาด้วยกัน แต่สาขาที่สำคัญได้แก่ มุอฺตะซิละฮฺ อะฮฺลิฮะดีซ อะชาอะเราะฮฺ มาตุรีดียะฮฺ วะฮาบียะฮฺ ซึ่งมุอฺตะซิละฮฺนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นอนิจสงค์ที่เกิดจากความเชื่อที่ตรงกันข้ามกันของพวกเคาะวาริจญฺ และมุรญิอะฮฺ
สังคมของอะฮฺลิซุนนะฮฺก่อนที่แนวคิดด้านศาสนศาสตร์สาขาอะชาอิเราะฮฺ และมาตุรีดียะฮฺจะถือกำเนิดขึ้น พวกเขาได้ถือปฏิบัติตามแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ และ อะฮฺลิฮะดีซ หรือไม่ก็เป็นพวกฮันบะลียะฮฺ แต่เนื่องจากความขัดแย้งทางความเชื่อระหว่างมุอฺตะซิละฮฺ และอะฮฺลิฮะดีซ ซึ่งอุละมาอฺฝ่ายอะฮฺซุนนะฮฺได้ออกมาปกป้องแนวคิดของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกป้องแนวคิดของตนกับแนวความคิด ด้านศาสนศาสตร์ของมุอฺตะซิละฮฺ ในที่สุดทำให้เกิด 2 แนวคิดใหม่นามว่า อัชอะรียะฮฺ และมาตุรีดียะฮฺ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ซุนนะฮฺ และญะมาอะฮฺ ซึ่งในความหมายนั้น หมายถึง 2 สำนักคิดใหม่ที่เกิดขึ้นมา
ผู้ก่อตั้งสำนักคิดอะชาอิเราะฮฺ คืออบุลฮะซัน อะลี บุตรของอิสมาอีล อัชอะรียฺ ซึ่งได้ก่อตั้งเมื่อปี ฮ.ศ. ที่ 260 ณ เมืองบัศเราะฮฺ และจบสิ้นลงในนครแบกแดด เมื่อปี ฮ.ศ. ที่ 324 อบุลฮะซัน อัชอะรีย์ เป็นหนึ่งในสานุศิษย์ของ อบู อะลี ญุบายี มุอฺตะซิละฮฺ จนกระทั่งอายุ 40 ปี และในปี ฮ.ศ. 300 เขาได้ถอนตัวออกจากสำนักคิดดังกล่าว และได้ตั้งสำนวนใหม่ อาทิเช่น มะอฺดูดียฺในแนวทางของอะฮฺลิฮะดีซ และเขายังได้สร้างแนวทางใหม่ที่ตรงกันข้ามกับอะฮฺลิฮะดีซ และมุอฺตะซิละฮฺ ส่วนฟิกฮฺนั้นเขาปฏิบัติตาม สำนักคิดชาฟิอียฺ และวันนี้ส่วนมากของผู้ที่ปฏิบัติตามเขาปัญหาของฟิกฮฺนั้นได้ยึดปฏิบัติตาม สำนักคิดชาฟิอียฺ
สำนักคิดมาตุรีดียะฮฺได้เกิดขึ้นพร้อมกับสำนักคิดอะชาอิเราะฮฺ โดยอบูมันซูร มุฮัมมัด บุตรของมุฮัมมัด มาตุรีดี ซึ่งมาตุรีดียฺต้องเผชิญหน้ากับมุอฺตะซิละฮฺไปโดยปริยาย อบูมันซูร มาตุรีดี ถึงแก่กรรมเมื่อ ปี ฮ.ศ. 333 ปัญหาฟิกฮฺนั้นถือปฏิบัติตาม อบูฮะนีฟะฮฺ ด้วยเหตุนี้เองส่วนมากของผู้ปฏิบัติตามเขา เรื่องฟิกฮฺนั้นพวกเขาปฏิบัติตามอบูฮะนีฟะฮฺ
ระหว่าง 2 แนวคิดใหม่มีจุดคล้ายเหมือนกันมาก อย่างน้อยสุดทั้ง 2 แนวทางอยู่ภายใต้แนวทางอะฮฺลิซุนนะฮฺ มีความเชื่อเรืองเคาะลิฟะฮฺภายหลังจากศาสดา (ซ็อล ฯ) ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ (เชื่อในเคาะลิฟะฮฺที่ 1 – 4) เชื่อในความเป็นเอกะของพระเจ้า แต่พวกเขาไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องราวเกี่ยวกับการปกครองของบนีอุมัยยะฮฺ และบนีอับบาซ ส่วนปัญหาเรื่องอิมามะฮฺทั้งสองมีความเห็นพร้องต้องกัน ทั้ง 2 แนวทางไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ไม่ทรงมีขอบเขตจำกัด ไม่ทรงยืนหรือนั่ง และในภารกิจที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งความเชื่อของทั้งสองนั้นขัดแย้งกับ แนวคิดของฮัชวียะฮฺ และอะฮฺลิฮะดีซ เนื่องจาก 2 แนวคิดหลังนั้นเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีความคล้ายเหมือนกับสรรพสิ่งอื่น มีขนาดขอบเขต ด้วยเหตุนี้ ในเรื่องศาสนศาสตร์ ทั้ง 2 แนวทางดังกล่าวจึงมีความเห็นพร้องต้องกัน กล่าวคือ พระดำรัสของอัลลอฮฺมีอยู่ 2 ระดับ ระดับทีหนึ่งพระดำรัสนั้นเป็นของพระองค์ ซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิม ส่วนอีกระดับหนึ่ง พระดำรัสของพระองค์คือคำหรืออักษรเป็นสิ่งใหม่ แนวทางทั้งสองจึงวางอยู่ระหว่างแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺคือเชื่อว่าพระดำรัสของพระเจ้าเป็นสิ่งใหม่ และอยู่ระหว่างแนวทางของอะฮฺลิฮะดีซที่เชื่อว่าพระดำรัสของพระเจ้าเป็นสิ่งดั้งเดิม อย่างไรก็ตามทั้งอะชาอิเราะฮฺและมาตุรีดียะฮฺ ในส่วนสำคัญของความเชื่อพวกเขาจะมีความเห็นตรงกัน ขณะเดียวกันก็ยังมีความแตกต่างในเรื่องศาสนศาสตร์ให้เห็น ซึ่งต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าความเชื่อของตนวิเศษกว่า
อบุลฮะซัน อัชอะรียฺ ในการขยายแนวความคิดของตน ได้เลือกแนวทางของอิมามมุฮัมมัด ฮัลบัล เพื่อโต้ตอบกับแนวความคิดของมุอฺตะซิละฮฺ ซึ่งส่วนใหญ่จะยึดถือเอาเฉพาะภายนอกเป็นหลัก หมายถึงว่ากันไปตามเปลือกนอกของเหตุผลเท่านั้น ไม่นิยมใช้เหตุผลทางสติปัญญา
ส่วนอบูมันซูร มาตุรีดียฺ หลักความเชื่อด้านศาสนศาสตร์ของตน จะวางอยู่บนแนวคิดของอบูฮะนีฟะฮฺ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เหตุผลทางปัญญา จากความขัดแย้งดังกล่าวนั้นเอง เป็นเหตุผลทำให้แนวทางด้านศาสนศาสตร์ของทั้งสองต้องขัดแย้งกันไปโดยปริยาย และในปัญหาอื่นก็เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เอง แนวทางของมาตุรีดียะฮฺด้านศาสนศาสตร์ในมุมหนึ่งจะห่างไกลจากความคล้ายเหมือน และการมีเรือนร่างของพระเจ้า ส่วนแนวคิดของอะชาอิเราะฮฺนั้นจะคล้ายเหมือนและมีเรือนร่าง
องค์ประกอบสำคัญของความแตกต่างในสำนักคิดของอะฮฺลิซุนนะฮฺคือ ความดีและความชั่วเป็นเรื่องของสติปัญญา และเกี่ยวข้องกับสติปัญญา ดังนั้น ถ้าสำนักคิดของมุอฺตะซิละฮฺเชื่อว่า ความดีและความชั่วเป็นเรื่องของสติปัญญา สำนักคิดมาตุรีดียะฮฺก็ต้องมีความเชื่ออยู่ในอันดับถัดไป ส่วนความเชื่อของอะชาอิเราะฮฺย่อมจัดอยู่ในอันดับที่สาม ส่วนสำนักคิดฮัชวียะฮฺนั้นปฏิเสธความเชือที่ว่า ความดีและความชั่วเป็นเรื่องของสติปัญญาโดยสิ้นเชิง ขณะที่วะฮาบียฺซึ่งถือว่าเป็นสำนักคิดใหม่มีความเชื่ออยู่บนพื้นฐานของฮัชวียะฮฺและฮะนาบิละฮฺ
ถ้าจะพิจารณาถึงความแตกต่างของอะชาอิเราะฮฺกับมาตุรีดียะฮฺ สามารถกล่าวได้ดังนี้ว่า
อัชอะรียฺ เชื่อเรื่องซิฟัตเคาะบะรียฺ (คุณลักษณะแบบแจ้งข่าวอย่างเดียว) โดยยึดเอาภายนอกของโองการเพียงอย่างเดียว ไม่มีการตะอฺวีล (ตีความ) แต่อย่างใด ส่วนมาตุรีดียะฮฺยอมรับในเรื่องซิฟัตเคาะบะรียะฮฺ แต่ไม่ยอมรับเรื่องการตะอฺวีล ขณะที่พื้นฐานความเชือของมุอฺตะซิละฮฺเกี่ยวกับเรื่องซิฟัตเคาะบะรียฺนั้น ยอมรับเรื่องการตะวีล ขณะที่อัชอะรียฺ เชื่อว่าการรู้จักพระเจ้า วาญิบต้องวางอยู่บนพื้นฐานของอัล-กุรอานและซุนนะฮฺ ส่วนมาตุรีดียะฮฺนั้นเชื่อเหมือนมุอฺตะซิละฮฺว่า ความจำเป็นนั้น (วุญูบ) ต้องมาจากสติปัญญา
อะชาอิเราะฮฺ ปฏิเสธเรื่องความดีความชั่วว่ามิได้เป็นการงานของสติปัญญา ทว่าการกระทำของพระเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องต่อเป้าหมายของมนุษย์ สติปัญญาของมนุษย์ไม่มีสิทธิ์กระทำการใดๆ ขณะที่มาตุรีดียเชื่อก็ว่าการกระทำของพระเจ้าเป็นเหตุผลเกี่ยวข้องกับการงานของมนุษย์ ขณะเดียวกันก็ยอมรับในบางขั้นตอนว่า เรื่องของความดีความชั่วเกี่ยวข้องกับสติปัญญา
อะชาอิเราะฮฺ เชื่อว่าการงานของมนุษย์เป็นหนึ่งในงานสร้างของพระเจ้า มนุษย์เป็นเพียงชนะที่รองรับการงานของพระเจ้า ขณะเดียวกันสำหรับการหลีกเลี่ยงจากปัญหาการแจ้งข่าว จึงได้กล่าวถึงเรื่องการขวนขวาย ส่วนมาตุรีดียะฮฺนั้นหักล้างความเชื่อของมุอฺตะซิละฮฺ และในเรื่องการแจ้งข่าวนั้นเชื่อตามอะชาอิเราะฮฺและอะฮฺลิอะฮาดิซ กล่าวคือขณะที่การงานของมนุษย์เป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า แต่มนุษย์คือผู้กระทำและเป็นผู้สรรหาการกระทำ
อะชาอิเราะฮฺเหมือนกับพวกอัดดะลียะฮฺที่เชื่อว่า พระลักษณะของพระเจ้าถูกแบ่งเป็นซาต (อาตมัน) และการงานของพระเจ้า สวนมาตุรีดียะฮฺไม่ยอมรับการแบ่งเช่นนั้น แต่เชื่อว่าลักษณะของการกระทำเหมือนกับลักษณะของซาต (อาตมัน) กล่าวคือเป็นอมตะและมีมาดั้งเดิม
อะชาอิเราะฮฺ เชื่อว่าการกำหนดภารกิจเกินความสามารถ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า ขณะที่มาตุรีดียะฮฺเชื่อว่าหน้าที่เหล่านี้เป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า
อะชาอิเราะฮฺ เชื่อว่าทุกสิ่งที่พระเจ้ากระทำเป็นสิ่งดีทั้งสิ้น ส่วนมาตุรีดียะฮฺโดยการตัดสินของปัญญาเชื่อว่าการกดขี่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า
ดังนั้น ทั้งอะชาอิเราะฮฺและมาตุรีดียะฮฺ โดยรวมแล้วทั้งสองคือ อะฮฺลิซุนนะฮฺ มีจุดคล้ายเหมือนและจุร่วมเดียวกัน แต่ในบางปัญหาก็ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ดังที่หยิบยกมา
แหล่งอ้างอิง
1) เบะรันญ์ฆอร ริฏอ การรู้จักสำนำคิดในอิสลาม กิตาบ ฏอฮา ครั้งที่ 5 1382 กุม
2) ร๊อบบานียฺ ฆุลภัยฆอนี สำนักคิดต่างๆ ในอิสลาม ญามิอะตุลมุซเฏาะฟา อัลอาละมียะฮฺ พิมพ์ครั้งแรก 1377
3) อายะตุลลอฮฺ ซุบฮานียฺ บุฮูซ ฟี มิลัล วะนิฮัล มัรกัซ มุดีรียะฮฺ สถาบันศาสนา เมืองกุม พิมพ์ครั้งแรก 1370 กุม
4) สำนักคิดต่างๆ ในอิสลาม หน้า 209,210 การรู้จักสำนักคิดในอิสลาม
5) มัชกูร มุฮัมมัด ญะวาด ฟัรฮัง ฟิร็อก อิสลามี สถาบันค้นคว้าและวิจยเกี่ยวกับอิสลาม 1368 สุริยะคติ มัชฮัด
แหล่งอ้างอิง ไซต์อันดีเชะฮฺ กุม