แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ความเชื่อของอิมามียะฮฺ

ความเชื่อของอิมามียะฮฺ

อิสลามได้มีมาตรการในการรู้จักโลก มวลสรรสิ่งและแก่นแท้ของศาสนาด้วยกับสามวิธีการ ซึ่งแต่ละวิธีนั้นมีความพิเศษเป็นเฉพาะด้านได้แก่
๑. ความรู้สึกหรือการผัสสะองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือ การได้ยิน และการมองเห็น
๒.สติปัญญา แม้ว่าจะมีขอบเขตจำกัดและวางอยู่บนพื้นฐานหลักสำคัญ แต่ด้วยความมั่นใจสติปัญญาสามารถค้นหาแก่นของความจริงได้
๓. วะฮฺยู พระดำรัสแห่งพระผู้เป็นเจ้า สื่อในการติดต่อระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า เนื่องจากพระองค์ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยกับผัสสะทั้งห้า
๒ ประการแรกเป็นธรรมชาติทั่วไปเพราะมนุษย์ทั้งหลายบนโลกนี้สามารถรู้จักโลก และมวลสรรสิ่งได้โดยการใช้สองวิธีการดังกล่าว ตลอดจนความเข้าใจเกี่ยวกับกฎเกณฑ์คำสอนของศาสนาก็ใช้ประโยชน์จากสองวิธีการแรกเช่นกัน ส่วนวิธีที่สามนั้นเป็นของกลุ่มชนที่ได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษจากพระผู้เป็นเจ้า ตัวอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดของได้แก่บรรดาศาสดา (อ.)
โดยปรกติความรู้สึกนั้นสามารถใช้ได้กับประสาทสัมผัสทั้งห้าในขอบข่ายที่จำกัด และต้องเป็นสิ่งที่สามารถสัมผัสได้จึงจะสามารถใช้ความรู้สึกเป็นสื่อในการเรียนรู้ แตกต่างไปจากวะฮฺยูที่ครอบคลุมไปทั่วทุกในทุกกิจการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อ การปฏิบัติหน้าที่ทั้งต่อตนเองและหน้าที่ทางสังคม ตลอดจนความประพฤติและกิริยามารยาท
อัล-กุรอานหลายโองการได้กล่าวถึงสื่อดังกล่าวไว้ อย่างเช่น
โองการที่กล่าวถึงความรู้สึกและสติปัญญา
وَاللّهُ أَخْرَجَكُم مِّن بُطُونِ أُمَّهَاتِكُمْ لاَ تَعْلَمُونَ شَيْئًا وَجَعَلَ لَكُمُ الْسَّمْعَ وَالأَبْصَارَ وَالأَفْئِدَةَ لَعَلَّكُمْ تَشْكُرُونَ
และอัลลอฮฺทรงให้พวกเจ้าคลอดออกจากครรภ์มารดาของสูเจ้า โดยสูเจ้าไม่รู้อะไรเลย และพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าได้ยิน มองเห็น และมีหัวใจ (สำหรับนึกใคร่ครวญ) เพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ
คำว่า อัฟอิดะฮฺ ตามหลักภาษาอาหรับเป็นพหูพจน์ของคำว่า ฟะวาอิด ซึ่งจุดประสงค์ต้องการกล่าวถึง การได้ยิน การมองเห็น สติปัญญา และสามัญสำนึกของมนุษย์ ส่วนในตอนท้ายของโองการ พระองค์ได้สั่งให้มนุษย์ผู้ทำการขอบคุณใช้ประโยชน์จากพลังทั้งสาม (การได้ยิน มองเห็น และสติปัญญา) เนื่องจากความหมายของคำว่า ขอบคุณ (ชุกรฺ) ต้องนำไปใช้กับความโปรดปรานในที่มีความเหมาะสม
เกี่ยวกับวะฮฺยู อัล-กุรอานกล่าวว่า
وَمَا أَرْسَلْنَا مِن قَبْلِكَ إِلاَّ رِجَالاً نُّوحِي إِلَيْهِمْ فَاسْأَلُواْ أَهْلَ الذِّكْرِ إِن كُنتُمْ لاَ تَعْلَمُونَ
“และเรามิได้ส่งผู้ใดมาก่อนหน้าเจ้า นอกจากชายผู้ที่เราไดประทานแก่พวกเขา ดังนั้น พวกเจ้าจงถามบรรดาผู้รู้หากพวกเจ้าไม่รู้”
ผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาสามารถรู้จักโลกและศาสนาได้โดยการใช้ความรู้สึก แต่โดยปรกติแล้วพลังแห่งความรู้สึกนั้นเป็นรากฐานสำคัญก่อให้เกิดปัญญาและความคิด และใช้ประโยชน์จากความคิดเพื่อการรู้จักพระผู้เป็นเจ้า คุณลักษณะ และการงานของพระองค์ ซึ่งพลังแต่ส่วนจะมีประโยชน์ในที่ของมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้นคว้าหาความจริง (การขัดเกลาและการยกระดับจิตใจของมนุษย์จากความผิด และอบายมุขต่าง ๆนั้นเป็นสื่อสำคัญที่ทำให้ได้รับอิลฮาม (การดลใจ) ซึ่งบางคนถือว่าอิลฮามเป็นหนึ่งในสื่อของการรู้จัก)
การประกาศเชิญชวนของบรรดาศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งสามารถสรุปได้ใน ๒ ประเด็นดังนี้ ๑. ความเชื่อ ๒. การปฏิบัติ
ขอบข่ายของความเชื่ออยู่ที่การมีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า คุณลักษณะที่สวยงาม สูงส่ง ยิ่งใหญ่ และการงานของพระองค์ เช่นการเลือกสรรบรรดาศาสดา การแต่งตั้งอิมาม และการประทานชีวิตภายหลังจากความตายล้วนเป็นการงานของพระองค์ทั้งสิ้น ซึ่งจุดประสงค์ของการงานหมายถึง หน้าที่และกฎเกณฑ์อันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนที่ต้องดำรงชีวิตทั้งที่เป็นปัจเจกบุคคล และสังคมส่วนรวมไปตามพระบัญชาบนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ดังกล่าว
ส่วนในเรื่องของความเชื่อสิ่งที่เป็นความปรารถนาคือความรู้ และความเลื่อมใสศรัทธา และแน่นอนสิ่งที่เป็นข้อพิสูจน์และเป็นเหตุผลได้ต้องสามารถเข้าไปถึงยังความปรารถนานั้น ด้วยเหตุนี้ เกี่ยวกับความเชื่อเป็นความจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนต้องเข้าไปให้ถึงยังความเชื่อมั่น (ยะกีน) ด้วยตนเอง เพราะไม่สามารถเชื่อตามคนอื่นหรือปฏิบัติ (ตักลีด) ตามความเชื่อของคนอื่นได้ หะดีษได้กล่าวถึงเหตุผลว่า แท้จริงอัลลอฮฺได้มอบข้อพิสูจน์สองประการให้มนุษย์ได้แก่ ข้อพิสูจน์ภายนอก และภายใน ข้อพิสูจน์ภายนอกได้แก่ศาสนทูต ศาสดา และบรรดาอิมาม ส่วนข้อพิสูจน์ภายในได้แก่สติปัญญา
ส่วนในเรื่องของหน้าที่และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ (การปฏิบัติ) จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับสภาพชีวิตให้สอดคล้องกับมันทั้งสอง เพราะนอกจากความเชื่อมั่นแล้วจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าและการเติบโตที่ชัรอีย์ได้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นพิเศษ ซึ่งหนึ่งในสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความก้าวหน้าคือ การย้อนกลับไปหามัรญิอ์หรือมุจญ์ตะฮิด (หมายถึงนักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และมีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านกฎหมายอิสลาม เป็นผู้ที่ได้รับการรับรองจากเจ้าของชัรอีย์ (อัลลอฮฺ))
ในการพิสูจน์หลักความเชื่อและกฎเกณฑ์ของศาสนานั้น ได้ใช้ประโยชน์จากทุกแนวทางที่เชื่อถือได้ในการรู้จัก ซึ่งสติปัญญาและวะฮฺยูเป็นสองแนวทางหลักในเรื่องนี้ จุดประสงค์ของวะฮฺยูคือ อัล-กุรอานและฮะดีษที่มีสายรายรายงานไปถึงท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ส่วนฮะดีซของบรรดาอิมาม (อ.) ถือว่าถูกต้องและเป็นเหตุผลของพระผู้เป็นเจ้า
สติปัญญาและวะฮฺยูต่างเป็นเหตุผลที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ฉะนั้น ถ้าสติปัญญาได้พิสูจน์ว่า อัล-กุรอานเป็นเหตุผลที่แน่นอนในทางกลับกัน อัล-กุรอานก็จะสนับสนุนเหตุผลของปัญญา
อัล-กุรอานหลายโองการได้กล่าวให้ใช้สติปัญญาเป็นตัวนำในการตัดสิน อีกทั้งยังได้เชิญชวนมนุษย์ให้ใช้สติปัญญาพิจารณาถึงสรรพสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และเหตุผลของอัล-กุรอาน แน่นอนท่านจะไม่พบว่ามีคัมภีร์แห่งฟากฟ้าเล่มใดให้เหตุผลได้อย่างชัดเจนและครอบคลุมกว้างเหมือนกับอัล-กุรอาน ขณะที่อัล-กุรอานได้กล่าวถึงเหตุผลของสติปัญญาเกี่ยวกับการรู้จักไว้อย่างมากมาย
บรรดาอิมามมะอฺซูมแห่งอฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ได้กล่าวสนับสนุนสติปัญญาในเชิงของการเป็นผู้ตัดสินดังเช่นคำกล่าวของ ท่านอิมามมูซากาซิม (อ.) ที่ว่า
انَّ الله على الناس حجتين: حجة ظاهرة و حجة باطنة فامّا الظاهرة فالرسول و الأنبياء و الأئمة، و أمّا الباطنة فالعقول
“แท้จริงอัลลอฮฺได้มอบข้อพิสูจน์สองประการให้มนุษย์ได้แก่ ข้อพิสูจน์ภายนอก และภายใน ข้อพิสูจน์ภายนอกได้แก่ศาสนทูต ศาสดา และบรรดาอิมาม ส่วนข้อพิสูจน์ภายในได้แก่สติปัญญา”
อัล-กุรอานเป็นเหตุผลที่มั่นใจได้อย่างแน่นอนส่วนสติปัญญาเป็นประทีปที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงจุดให้สว่างไว้ในภายในมนุษย์ทุกคน ดังนั้นระหว่างเหตุผลทั้งสองของพระผู้เป็นเจ้าต้องไม่ขัดแย้งกัน แต่ถ้าขัดแย้งกันนั่นแสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจคำสอนศาสนาผิด หรือมีความผิดพลาดในการเตรียมเหตุผลแห่งปัญญา เพราะอัลลอฮฺ (ซบ.) ผู้ทรงปรีชาญาณจะไม่เชิญชวนมนุษย์ไปสู่สองเหตุผลที่มีความขัดแย้งกันเด็ดขาด
ทำนองเดียวกันไม่อาจคิดได้ว่าระหว่างสติปัญญากับวะฮฺยูมีความขัดแย้งกัน หรือระหว่างความรู้กับวะฮฺยู แต่ถ้าเห็นว่าระหว่างทั้งสองประเภทไม่สอดคล้องกันนั่นเป็นเพราะว่า เกี่ยวกับเรื่องนั้นเราเข้าใจคำสอนศาสนาผิด หรือความรู้ของเราไม่ถึงขั้นที่มั่นใจได้ โดยปรกติแล้วความขัดแย้งมักเกิดจากกรณีที่สองเป็นส่วนใหญ่เพราะส่วนมากคิดว่าความรู้ที่ไร้แก่นสารของตนพัฒนาไปถึงขั้นที่มั่นใจได้แล้ว ในเวลานั้นจึงเกิดความขัดแย้งขึ้น
เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่ครอบคลุมเหนือจักรวาล ตามความเป็นจริงแล้วมันเป็นเอกเทศจากการจินตนาการและการนึกคิดของมนุษย์ เป็นสิ่งหนึ่งที่จีรังถาวร หมายถึงถ้ามนุษย์ได้ค้นพบความจริงในฐานะของแก่นแห่งความจริง จำเป็นต้องกล่าวว่าความจริงเป็นสิ่งดำรงอยู่เสมอ แต่ถ้าการค้นหาความจริงนั้นบางส่วนของความรู้ตรงกับความจริง และอีกบางส่วนมีความผิดพลาดส่วนที่เป็นความจริงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่เสมอ แม้ว่าเงื่อนไขของสังคมจะเปลี่ยนไปก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงให้เป็นอย่างอื่นได้ อีกนัยหนึ่งจะเห็นว่าความสัมพันธ์ด้านฟิสิกส์นั้น ในความเป็นจริงก็คือการรู้จักในช่วงเวลาที่เป็นจริง และในอีกช่วงเวลาหนึ่งอาจผิดพลาด ซึ่งการรู้จักประเภทนี้ไม่อาจนำมาใช้กับโลกของการสร้างสรรค์ได้ เพราะถ้าผลลัพธ์การคูณระหว่าง ๒ กับ ๒ คือ ๔ มันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป แต่ถ้าไม่ใช่มันก็จะไม่ใช่เสมอและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะไม่สามารถนำเอาการรู้จักไปใช้ในขั้นของความจริงสูงสุด ขณะที่อีกขั้นหนึ่งปกคลุมไปด้วยความผิดพลาด
ความสัมพันธ์ด้านฟิสิกส์ในการรู้จักนั้นสามารถคิดได้ ต่อเมื่อความจริงต้องไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความคิด เช่น การบริหารสังคมไม่ได้รับอิลฮาม (การดลใจ) จากพระผู้เป็นเจ้าเสมอไป มนุษย์มีความอิสระในการเลือกระบบการบริหารสังคมของตนเอง ตราบเท่าที่คณะบริหารและคนในสังคมมีความคิดเห็นพร้องต้องกันระบบการบริหารนั้นเป็นความจริง แต่ถ้าเมื่อใดเกิดความขัดแย้งกับที่ตกลงกันไว้ความจริงก็จะกลายเป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตามการรู้จักทุกประเภทในส่วนของมันแล้วเป็นความจริง แต่ถ้าภารกิจของตนที่อยู่นอกความคิดซึ่งมีขอบเขตและสถานที่แน่นอน ถ้าอยู่บนความถูกต้องตามข้อตกลงของปัญญาสิ่งนั้นก็จะถูกต้องตลอดไป และสิ่งที่ขัดแย้งจะเป็นสิ่งผิดที่ไม่มีรากที่มา