แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งอื่น

ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งอื่น

โลกได้ถูกสร้างมานานนับเป็นล้านปี  โลกใช้พลังงานที่มีอยู่ในตัวของเองเพื่อการดำรงอยู่ตราบเท่าที่ผู้ให้กำลังกับมันอนุญาต โลกจะทำหน้าที่โคจรรอบตัวเอง และรอบดวงอาทิตย์ ส่งผลทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงการมีอยู่  ดังนั้น ถ้าหากไม่มีกำลังอื่นที่เหนือกว่ามาหยุดการทำงาน โลกก็จะคงทำหน้าที่ของมันต่อไป อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ในทำนองเดียวกันเมล็ดอัลมอนต์ ถ้าได้งอกขึ้นจนกลายเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์เต็มที่ก็จะให้เมล็ดที่เป็นธาตุอาหารแก่ผู้บริโภคซึ่งถือเป็นหน้าที่ของมัน และถ้ายังไม่มีสิ่งอื่นที่มีพลังเหนือกว่ามาหยุดยั้งการทำงานมันก็จะทำงานต่อไปจนถึงที่สุด  ในทำนองเดียวกัน สิ่งอื่น ๆ ก็มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกัน ยกเว้นมนุษย์เท่านั้นที่การทำงานขึ้นอยู่กับการเลือกสรร การคิด และการตัดสินใจของตนเอง มนุษย์ส่วนมากแล้วเลือกทำงานที่เป็นประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด  ส่วนงานที่เป็นอันตรายและมีโทษต่อตัวเองเขาจะปฏิเสธไม่กระทำ เช่น  มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่กินยาพิษ แต่ในบางครั้ง เขาตั้งใจที่จะกินเพื่อฆ่าตัวตาย
แน่นอน มนุษย์เป็นสรรพสิ่งถูกสร้างที่มีอำนาจเลือกสรรได้ด้วยตัวเอง จึงไม่ถูกบังคับให้ปฏิบัติหน้าที่ หมายความว่าท่านศาสดาได้เผยแผ่สั่งสอนในนามของพระผู้เป็นเจ้าให้มนุษย์ได้รับรู้ถึงความดี ความชั่ว ความเจริญก้าวหน้า และความตกต่ำว่าเป็นอย่างไร มนุษย์จึงมีอิสระในการเลือกที่จะปฏิบัติตามหรือละเว้น แม้ว่ามนุษย์จะสามารถรับรู้ถึงความดี ความชั่ว สิ่งที่เป็นประโยชน์และอันตรายได้ด้วยสติปัญญาของตนก็ตาม แต่ในบางครั้งสติปัญญาก็พ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการภักดีต่ออารมณ์ฝ่ายต่ำ และการหลงกระทำความผิดต่าง ๆ ด้วยวิธีการอื่นอันนอกเหนือไปจากการใช้สติปัญญา เพื่อให้ปลอดพ้นจากความผิดพลาดและการไร้สาระอย่างสิ้นเชิง อัลลอฮฺ จึงได้วางกฎเกณฑ์เพื่อให้มนุษย์เข้าใจได้ด้วยสติปัญญาอันเป็นครรลองสำหรับการดำเนินชีวิต
วิธีการที่ว่าก็คือ การส่งศาสดาลงมาเพื่อทำหน้าที่สั่งสอน โดยพระองค์จะเป็นผู้ออกคำสั่งต่าง ๆ อันนำไปสู่ความผาสุกหรือเรียกว่าการประทาน วะฮฺยู มายังศาสนทูตของพระองค์ และมอบหมายให้ทำหน้าที่เผยแผ่แก่มวลมนุษย์ อัลลอฮฺ ตรัสว่า
เราได้ประทานโองการมายังเจ้า ดุจดังเช่นที่เราได้ประทานแก่นูฮฺ และบรรดาศาสดาภายหลังจากเขา และเราได้ประทานโองการแก่อิบรอฮีม อิซมาอีล อิซหาก ยะอฺกูบ แก่บรรดาเผ่าพันธุ์ อีซา อัยยูบ ยูนุซ ฮารูน ซุลัยมาน และเราได้ประทานคัมภีร์ซะบูรแก่ดาวูด บรรดาศาสนทูตล้วนเป็นผู้ประกาศข่าวที่ประเสริฐ และเป็นผู้ตักเตือนเพื่อจะได้ไม่มีหลักฐานสำหรับมนุษย์ ใช้โต้เถียงกับอัลลอฮฺภายหลังจากบรรดาศาสนทูต และอัลลอฮฺทรงไว้ซึ่งอำนาจยิ่ง ทรงปรีชาญาณยิ่ง อัล-กุรอาน บทอัน-นิซาอฺ โองการที่ 163 – 165
คุณสมบัติของศาสนทูต ศาสนทูตมีหน้าที่ในการชี้นำสั่งสอน จึงต้องมีคุณสมบัติที่พิเศษแตกต่างไปจากคนอื่น มิเช่นนั้นศาสนทูตจะเป็นแบบอย่างให้กับประชาชนได้อย่างไร ดังนั้น ศาสนทูตของพระเจ้าจึงมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. เป็นผู้บริสุทธิ์จากบาปและความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ และต้องไม่เป็นผู้หลงลืม หรือมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาชักจูงสติปัญญาให้เฉไฉออกไป เพื่อที่จะเผยแผ่กับบรรดาประชาชนได้อย่างไม่ผิดพลาด เพราะถ้านอกเหนือจากนี้แล้ว การชี้นำของพระผู้เป็นเจ้าจะไม่บรรลุสู่เป้าหมายและกฎเกณฑ์ การชี้นำโดยส่วนรวมก็จะหมดสภาพลงทันที
2. การกระทำและคำพูดของศาสดาต้องบริสุทธิ์จากบาป และการไร้สาระอย่างสิ้นเชิง ถ้ายังมีความผิดบาปอยู่จะไม่มีผลลัพธ์ใด ๆ ทั้งสิ้นต่อการเผยแผ่สาส์น เพราะบุคคลที่การกระทำกับคำพูดขัดแย้งกันคำพูดของเขาจะมีคุณค่าได้อย่างไร ตลอดจนการกระทำของเขาก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลสนับสนุนความจริงหรือหักล้างความเท็จได้ เพราะถ้าเขาพูดจริงก็ต้องปฏิบัติไปตามทำพูด
จากสิ่งที่กล่าวมาสองประเด็นข้างต้นอาจกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้ว่า การเผยแผ่ที่ถูกต้องและมีผลลัพธ์นั้น ศาสดาต้องเป็นผู้บริสุทธิ์จากความผิดบาป อัลลอฮ ตรัสว่า พระองค์ทรงรอบรู้ความลี้ลับ และมิทรงเปิดเผยความลี้ลับของพระองค์แก่ผู้ใด ยกเว้นบุคคลที่พระองค์ทรงพอพระทัย ดังเช่น ท่านศาสนทูต และพระองค์ทรงบันดาลให้มีผู้คอยระวังอยู่ทั้งข้างหน้า และข้างหลังของเขา เพื่อจะได้รู้ชัดว่า แท้จริงบรรดาศาสนทูตได้เผยแผ่สารธรรมของพระผู้อภิบาลของพวกเขา (อย่างไม่ผิดพลาด) อัล-กุรอาน บทอัล-ญิน โองการที่ 26 – 27
3. เป็นผู้มีจริยธรรมที่ดีงาม มีความสะอาดบริสุทธิ์ กล้าหาญ มีความยุติธรรม และอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนี้ เพราะจริยธรรมเหล่านั้นเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งผู้ใดก็ตามถ้าสะอาดบริสุทธิ์จากความผิดบาปและเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างแท้จริง เขาจะไม่เป็นผู้มีมารยาททรามอย่างแน่นอน
ศาสดาทุกท่านต้องเป็นมนุษย์ มิอาจเป็นเทพ หรือเผ่าพันธุ์อื่นที่นอกเหนือจากมนุษย์ได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นข้ออ้างสำหรับผู้ปฏิเสธทั้งหลายในภายหลังได้ว่า พวกเราไม่อาจปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาได้ เนื่องจากท่านมิได้เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรา ดังนั้น ด้วยเรือนร่างมนุษย์ธรรมดานี้เองที่ทำให้ท่านสามารถเสนอข่าวสารต่อมนุษย์ได้อย่างดี ความมุ่งหมายของการเป็นศาสดามีอยู่ 2 ประการ กล่าวคือ
1. นำปวงชนให้เข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ หรืออีกนัยหนึ่งคือ เชิญชวนมนุษย์ไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว
2. นำสันติภาพและสันติสุขมาสู่โลกนี้ พร้อมทั้งเชิญชวนมนุษย์ให้ออกห่างจากการกดขี่ และผู้กดขี่
ศาสดาแห่งพระเจ้าทุกท่านจำเป็นต้องมีอภินิหารเพื่อพิสูจน์สภาวะการเป็นศาสดาของท่าน อภินิหารของศาสดาเป็นการกระทำโดยปราศจากการฝึกหัด และปราศจากเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ  เช่น การรักษาโรคเรื้อน รักษาคนตาบอดให้หายเป็นปกติ หรือการทำให้คนตายมีชีวิตฟื้นขึ้นมา สิ่งเหล่านี้มิใช่ว่าเป็นไปได้อย่างง่ายดาย แต่ศาสดาอีซา (เยซู) ได้กระทำการรักษาโดยปราศจากยาและเครื่องมือใด ๆ ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นอภินิหาร ศาสดามุฮัมมัดมีอภินิหารมากมายเหลือคณานับ แต่อภินิหารที่สำคัญที่สุดของท่านคือ พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน
คัมภีร์อัล-กุรอานสุดยอดของวาทศิลป์
ชาวอาหรับสมัยนั้นเก่งกาจในเชิงกวีนิพนธ์ มีกวีลือนามปรากฏอยู่ทุกเผ่า ที่กะอฺบะฮฺนั้นก็มีบทกวีที่แต่งโดยเจ็ดยอดกวีอาหรับ   เขียนด้วยน้ำทองคำแขวนอยู่ ในงานแสดงสินค้าประจำปีที่ อุกาศ ในอาราเบีย ที่จัดให้อาหรับทุกเผ่าพันธุ์มาพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรม ก็จะมีกิจกรรมที่สำคัญที่สุดร่วมอยู่ด้วยนั่นคือการประชันบทกวี
อันลักษณะของคัมภีร์อัล-กรุอานนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง   คัมภีร์อัลกรุอานจึงเป็นสิ่งท้าทายที่พิสดารสำหรับชาวอาหรับ เพราะเป็นร้อยแก้วมีความไพเราะได้โดยไม่ต้องใช้มาตราสัมผัสและบทวรรคตามกฎของกวีนิพนธ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอาหรับฉงนใจว่า คนที่ไม่เคยแต่งโคลงกลอนและอ่านเขียนไม่ได้อย่างมุฮัมมัด จะต้องไม่ใช่ผู้แต่งอัล-กุรอานเป็นแน่
อัล-กุรอานแบ่งออกเป็นบท เรียกว่า ซูเราะฮฺ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๑๔ ซูเราะฮฺ แต่ละซูเราะฮ แบ่งเป็นวรรคสั้นยาวไม่เท่ากัน เรียกว่า อายะฮฺ (แปลว่า สัญลักษณ์) ซึ่งอัล-กรุอานมีอายะฮฺทั้งหมด ๖๒๓๖ อายะฮฺ ตามการนับมาตรฐาน (ดู คัมภีร์มาตรฐานที่พิมพ์โดยรัฐบาลซาอุดิอารเบีย) เนื้อหาในอัล-กุรอานนั้นแบ่งได้สามหมวดคือ หนึ่งเกี่ยวกับหลักการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ความเร้นลับที่มีอยู่ในและนอกกาละและเทศะ หมวดที่สองคือพงศาวดารของประชาติก่อนอิสลาม และคำพยากรณ์สำหรับอนาคตกาล หมวดที่สามเป็นนิติบัญญัติสำหรับมนุษย์ที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในแต่ละซูเราะฮฺหรือแม้ในแต่ละวรรคอาจจะมีที่ระบุถึงสามหมวดในเวลาเดียวกัน
คัมภีร์อัลกรุอานมีความมหัศจรรย์หลายอย่าง ประการแรกก็คือความไพเราะที่กวีทุกคนต้องยองสยบ ประการที่สองคือการเปิดเผยความลี้ลับของศาสตร์และวิทยาการแขนงต่าง ๆ ที่คนสมัยนั้นยังไม่ทราบ การเปิดเผยพงศาวดารในอดีต การพยากรณ์อนาคต การเปิดเผยความลี้ลับที่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ ดั่งเช่น การระบุถึงการขยายตัวของจักรวาล คลื่นใต้น้ำ และบทบาทของลมในการผสมพันธ์ของต้นไม้เป็นต้น
การที่ภาษาอาหรับเป็นภาษาที่ไม่แก่เฒ่าหรือตายเหมือนภาษาอื่นๆ และการที่วิทยาการที่มีระบุในคัมภีร์อัลกรุอานไม่เคยล้าสมัย อีกทั้งคำสั่งสอนของอัลกุรอานก็เอาหลักตรรกวิทยาและปัญญาเป็นพื้นฐาน คัมภีร์ที่เก่าแก่นานถึง ๑๔๐๐ ปีนี้จึงไม่ได้เก่าแก่ตามอายุ ทว่ายังใช้การได้ประดุจดังคัมภีร์นี้เพิ่งลงมาเมื่อวันนี้นี่เอง
ด้วยความมหัศจรรย์ของกรุอานดังที่กล่าวมาคือปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ ที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานให้แก่ท่านศาสดามูฮัมมัด เพื่อยืนยันว่า อัล-กรุอานเป็นโองการของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงไม่ใช่กวีนิพนธ์ของมนุษย์
และถ้าพวกเธอยังแคลงใจใน (อัล-กรุอาน) ที่เราประทานแก่บ่าวของเรา พวกเธอก็จงนำมาสักบทหนึ่งเยี่ยงนั้น และจงเรียกผู้ช่วยเหลือของพวกเธอมา -นอกจากอัลลอฮฺ- ถ้าพวกเธอแน่จริง
หลังจากศาสดามุฮัมมัดประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะฮฺ อัลลอฮฺก็ได้ทรงประทานโองการอันสุดท้าย นั่นคือ
วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเธอสมบูรณ์ และฉันได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันที่มีต่อพวกเธอนั้นบริบูรณ์ และฉันได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเธอ (อัล-กุรอาน บทอัลมาอิดะฮฺ โองการที่ 3)