แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. คำสอนของอิสลาม

คำสอนของอิสลาม

คำสอนของอิสลาแบ่งออกเป็น ๓ หมวดหลัก ดังนี้กล่าวคือ หลักความศรัทธา จริยศาสตร์ และกฎเกณฑ์การปฏิบัติ
ท่านอิมามศอดิก (อ.) กล่าวว่า “ท่านศาสดาได้กล่าวว่า “แท้จริงความรู้แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทได้แก่โองการที่มั่นคงแข็งแรง ข้อบังคับที่ทรงความยุติธรรมและซุนนะฮฺ (แบบฉบับของศาสดา) (กาฟีย์ เล่มที่ ๑/๓๒)
ความเชื่อศรัทธา ต่อคำสอนสอนของศาสนาถือว่าเป็นรากฐานอันสำคัญของศาสนา หลักการศรัทธาในศาสนาอิสลามนั้น (คล้ายคลึงกับศาสนาอื่นๆ ที่มาจากพระเจ้า) กล่าวคือ มีความศรัทธาต่อความเป็นเอกภาพของพระเจ้า (เตาฮีด) การเป็นศาสดา (นุบุวัต) และมะอาด (วันแห่งการสิ้นโลก จักรวาล และพื้นคืนชีพ)
ความเป็นเอกภาพของพระเจ้า (เตาฮีด) เป็นมูลฐานที่สำคัญของหลักคำสอน ซึ่งหลังจากมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระเจ้าแล้ว จึงไปสู่ขั้นตอนของการปฏิบัติและแสดงความภักดีที่มีต่ออาตมันสากลของพระองค์ เป็นการพัฒนาตนไปสู่ความสมบูรณ์ เพื่อให้ไปถึงขึ้นที่อิสลามได้สอนไว้ว่า เป้าหมายของอิสลาม คือ การรู้จักและการเคารพภักดี มิใช่สิ่งอื่นใด ดังที่อัล-กุรอานกล่าวว่า .”.และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์มาเพื่ออื่นใด เว้นเสียแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า” (อัซ-ซาริยาต :๕๖)
ตามหลักความเชื่อของอิสลามนอกจากจะเชื่อเรื่องความเป็นเอกภาพในการสร้าง ของพระผู้เป็นเจ้า (توحيد خالقية) แล้วยังเชื่อเรื่องความเป็นเอกเทศน์ในการบริหาร *เตาฮีดคอลิกียะฮฺ หมายถึงการเชื่อว่าพระผู้ทรงสร้างโลกและจักรวาลนั้นเป็นหนึ่งเดียว อาตมันสากลของพระองค์บริสุทธิ์จากการมีหุ้นส่วน และความต้องการใดๆ
การกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งโครงสร้างของการสร้างและการปฏิบัติขึ้นอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียวพระองค์คือผู้ทรงกำหนะและวางกฎเกณฑ์เหล่านั้น หมายความว่าอิสลามเชื่อว่า พระเจ้ามิได้ทรงสร้างจักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นมาและปล่อยให้สรรพสิ่งเหล่านั้นดำเนินชีวิตไปด้วยตนเอง ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นถือว่าออกนอกสาระบบการบริหารของพระองค์ในทางตรงกันข้ามสิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ทั้งสิ้น ซึ่งความประสงค์และการบริบาลของพระองค์นั้นครอบคลุมทั่วทั้งจักรวาล ซึ่งเรียกว่า(รุบูบียะฮฺและวิลายะฮฺตักวีนี) และเมื่อพระองค์ทรงมอบการ เลือกสรรให้กับมนุษย์แล้ว พระองค์ยังได้มอบแบบอย่างและวิถีทางดำเนินชีวิตที่อยู่ในขอบข่ายของธรรมนูสูงสุดญแก่มนุษย์อีกต่างหาก ซึ่งสิ่งนี้เป็นกรรสิทธิ์อธิปไตยของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวที่มีอยู่เหนือมวลมนุษย์ทั้งหลาย และเรียกว่าสิ่งนี้ว่า “รุรูบูบียะฮฺและวิลายะฮฺตัชรีอียะฮฺ” (ربوبيت وولاية تشريعية) หมายถึงการบริหารและการวางกฎเกณฑ์เป็นสิทธิของพระองค์
จากอำนาจที่เป็นวิลายะฮฺตัชรีอียะฮฺ นั้นเองที่เป็นความจำเป็นของการมีศาสดา ซึ่งหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของศาสดา คือ ประกาศเผยแพร่คำสอนของพระผู้เป็นเจ้าแก่มวลมนุษย์ เพราะคำสอนอันเป็นสัจธรรมที่อธิบายถึงกฎเกณฑ์ของความจริงต่างๆ นั้นมนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ นอกเสียจากต้องผ่านการถ่ายทอดและอธิบายโดยท่านศาสดา
นุบูวัต หมายถึง การมีความเชื่อเลื่อมใสต่อท่านศาสดาผู้นำสาสน์คำสอนที่เป็นวะฮีย์จากพระผู้เป็นเจ้ามาประกาศเผยแพร่ และจุดประสงค์ของวะฮีย์หมายถึง วิวรณ์อันเป็นภาษาเฉพาะจากพระเจ้าที่ถูกสาธยายโดยท่านศาสดาหรือที่รู้จักกันในนามของ อัล-กุรอานนั้นเอง วะฮีย์นั้นได้รับมาด้วยกับการดลใจของอัลลอฮฺที่มีต่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งในบางครั้งการดลใจของพระเจ้าที่มีมายังบรรดาศาสดาทั้งหลายมิได้เป็นภาษาเฉพาะ ซึ่งตามซุนนะตุ้ลอิสลามได้เรียกสาสน์จากฟากฟ้านี้ว่า หะดีษกุดซีย์
หะดีษกุดซีย์ ถือเป็นสาสน์ประเภทหนึ่งจากพระเจ้าที่ถูกสาธยายโดยคำพูดของท่านศาสดา (มิใช่พระดำรัสของพระเจ้า) แก่ประชาชาติ ต่างไปจากอัล-กุรอานที่ทั้งคำพูดและความหมายนั้นเป็นของพระเจ้าโดยตรง
สาสน์จากพระเจ้าถือเป็นแหล่งกำเนิดในการรู้จักศาสนาต่างๆ ที่มาจากพระเจ้าและจนถึงปัจจุบันนี้ บรรดาศาสนาต่างๆ ที่ได้รับสาสน์จากพระองค์ และยังมิได้เปลี่ยนแปลงมีเพียงอิสลามเท่านั้น ซึ่งอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสัญญาไว้ว่า
إِنَّا نَحْنُ نَزَّلْنَا الذِّكْرَ وَإِنَّا لَهُ لَحَافِظُونَ
“แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน (อัล-กุรอาน) ลงมา และแท้จริงเราคือผู้พิทักษ์มัน” (อัลหิจร์ :๙)
ประวัติศาสตร์ได้ยืนยันว่า อัล-กุรอานปราศจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหมือนกับที่หะดีษนะบะวีได้รับรองเอาไว้ นักวิชาการบางท่านได้แสดงทรรศนะว่า อิสลามมีความเชื่อเหมือนกับศาสนาอื่นๆ ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า (ศาสนาที่ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง) โดยเชื่อว่าบรรดาศาสดา (อ.) นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่มีความผิดพลาดในการเผยแพร่วะฮีย์ (วิวรณ์) ของพระเจ้า อัล-กุรอานกล่าวว่า…..
وَمَا يَنطِقُ عَنِ الْهَوَى إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْيٌ يُوحَى
“และเขา (มุฮัมมัด) มิได้พูดออกด้วยอารมณ์นอกเสียจากว่าเป็นวะฮีย์” (นัจมุ/๓)
พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน คือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นคัมภีร์เพียงเล่มเดียวที่ไม่มีอายุการใช้งาน หมายถึงอยู่ร่วมกับประชาชาติทุกยุคทุกสมัยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและในอนาคตกาลข้างหน้า เป็นคัมภีร์ที่มีความเป็นอมตะที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ตราบจนถึงปัจจุบัน และยังไม่มีผู้ใดสามารถนำคัมภีร์ที่เหมือนกับอัล-กุรอานแม้เพียงคำเดียวขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ อัล-กุรอานจึงถือว่าเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ)
อัล-กุรอานเมื่อกล่าวอธิบายถึงสิ่งที่ตนกำลังพูด บางครั้งอยู่ในฐานะของครูที่กำลังอธิบายสิ่งที่มนุษย์ไม่มีความรู้ความเข้าใจ เช่นกล่าวว่า…”อัลลอฮฺได้ประทานคัมภีร์และฮิกมะฮฺมายังเจ้า และได้สอนเจ้าให้รู้ในสิ่งที่เจ้าไม่เคยรู้มาก่อน” (นิซาอฺ :๑๑๓)
บางครั้งอยู่ในฐานะของผู้ตักเตือนสิ่งที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์และได้เปิดเผยสิ่งที่พวกเขาได้หลงลืมไป อัล-กุรอานกล่าวว่า “เราขอสาบานว่า แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์อัล-กุรอานมายังพวกเจ้า ในนั้นมีข้อเตือนสติแก่พวกเจ้า และพวกเจ้าไม่ตรึกตรองดอกหรือ” (อันบิยาอฺ : ๑๐)
การอบรมสั่งสอนและการขัดเกลาจิตใจเป็นหนึ่งในหน้าที่ของบรรดาศาสดาทั้งหลาย (อ.) ซึ่งแหล่งที่มาของการอบรมคือ วะฮีย์ ดังที่อัล-กุรอานกล่าวว่า “ดังที่เราได้ประทานรอซูลผู้หนึ่งที่มาจากพวกเจ้า เขาจะอ่านบรรดาโองการต่างๆของเราแก่พวกเจ้า และจะชำระขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาด จะทำการสอนคัมภีร์ และความรู้ต่างๆ และจะสอนพวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าไม่เคยรู้มาก่อน” (บะกอเราะฮฺ : ๑๕๑)
กุรอานได้กล่าวถึงการสร้างความมั่นใจให้กับตนเองไว้หลายที่ด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ การกล่าวถึงการอบรมจิตใจของตนเองเช่นกล่าวว่า “และทั้งหมดนี้ที่เราได้บอกเล่าแก่เจ้า เป็นเรื่องราวของบรรดารอซูล เพื่อทำให้จิตใจของเจ้าหนักแน่น” (ฮูด : ๑๒๐)
การสั่งสอนและการตักเตือนนั้นได้ครอบคลุมทั้ง ๓ หลักการใหญ่ของอิสลาม (หลักการศรัทธา หลักการปฏิบัติ และจริยศาสตร์) ซึ่งทั้งสามหลักการต้องอิงอาศัยการตักเตือนอันเนื่องจากว่า ความเมตตาพิเศษจากพระองค์
พระผู้เป็นเจ้าได้ให้เกียรติมนุษย์เสมอ พระองค์ทรงตรัสถึงเกียรติยศของมนุษย์ว่า “และโดยแน่นอน เราได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัม และเราได้บรรทุกพวกเขาทั้งทางบกและทางน้ำ เราได้มอบปัจจัยยังชีพที่ดีแก่พวกเขา และเราได้ให้พวกเขามีเกียรติเหนือกว่าผู้อื่นที่เราได้บังเกิดขึ้นมาเป็นส่วนใหญ่” (อิสรอ : ๗๐)
พระองค์ให้เกียรติมนุษย์เนื่องจากความสมบูรณ์ที่ได้ซ่อนอยู่ในมนุษย์นับตั้งแต่พระองค์เริ่มสร้างเขาโดยสามารถกล่าวได้ว่าดีที่สุดของความสมบูรณ์นั้นคือ ความสามารถที่มนุษย์สามารถรับรู้และเข้าใจแก่นแท้ของโลกและมวลสรรพสิ่งได้
อัล-กุรอานกล่าวว่า “จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้าผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด พระผู้อภิบาลของเจ้านั้นทรงเมตตา ผู้ทรงสอนให้เจ้าอ่าน ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้” (อัล-อะลัก : ๑-๕)
แม้ว่ามนุษย์จะมีความสมบูรณ์ถึงเป็นที่สุด แต่มนุษย์ยังต้องพึ่งพาพระเจ้าเพื่อให้พระองค์คุ้มครองไม่ให้เขาตกไปอยู่ในสภาพของผู้ที่มีความโง่เขลาและหยิ่งจองหอง พระเจ้าทรงเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ฉะนั้นโองการข้างต้นได้กล่าวถึงเกียรติยศของมนุษย์ หลังจากนั้นพระองค์ได้กล่าวต่ออย่างเฉียบพลันว่า “มิใช่เช่นนั้น แท้จริงมนุษย์ย่อมทำการละเมิดขอบเขต สืบเนื่องจากเขาคิดว่าเขาพอเพียงแล้ว” (อัล-อะลัก : ๖-๗)
ซึ่งบ่งบอกให้เห็นถึงความอวดดี และความเหย่อหยิ่งจองหอง ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแดที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ดังที่พระองค์ (ซบ.) ทรงตรัสไว้ในหลายๆ โองการว่า
“แท้จริงเขา (มนุษย์) เป็นผู้อธรรมที่งมงายยิ่ง” (อะหฺซาบ : ๓๓)
“แท้จริงมนุษย์นั้นเป็นผู้อธรรมที่เนรคุณอย่างยิ่ง” (อิบรอฮีม : ๓๔)
“และมนุษย์นั้นเป็นผู้รีบร้อนเสมอ” (อัล-อัสรอ : ๑๑)
“และมนุษย์นั้นถูกบังเกิดขึ้นในสภาพที่อ่อนแอ” (นิซาอฺ : ๒๘)
“แท้จริงมนุษย์นั้นถูกบังเกิดมาในสภาพที่หวั่นไหว” (อัล-มะอาริจญ์ : ๑๙)
ความอ่อนแอของมนุษย์ ในการรู้จักแก่นแท้ของโลกและมวลสรรพสิ่ง ทั้งที่สิ่งนั้นคือความไพบูลย์และความก้าวหน้าของตนเอง (อ่อนแอด้านพลังความคิด) และความอ่อนแอด้านจิตวิญญาณ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การตกเป็นทาสของอารมณ์ใฝ่ต่ำ โดยมีผลกระทบอย่างรุนแรง มีอิทธิพลกับวิถีชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม อีกด้านหนึ่งคือความอ่อนแอที่เกิดกับพลังในการจำแนกแยกสิ่งถูกผิด อันมีผลทำให้มนุษย์ตกอยู่ในสองสภาพที่หน้าเป็นห่วงนั้นคือ
๑. ไม่รู้ว่าตนจะแก้ไขอย่างไรและด้วยกับสิ่งใด
๒. ไม่อาจเชื่อมั่นต่อสติปัญญาที่สมบูรณ์ของตนเองได้
จากคำพูดที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีความต้องการไปยังสิ่งหนึ่ง เพื่อเป็นครรลองในการดำเนินชีวิต และแก้ไขปัญหาให้กับตัวเองและสิ่งนั้นไม่มีอะไรจะดีไปกว่า วะฮีย์ (วิวรณ์) อันเป็นพจนารถที่ล้ำลึกของพระผู้เป็นเจ้า
วะฮีย์สามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้สองวิธี กล่าวคือ ด้วยกับการเรียนรู้จากคำสอนของศาสนา และด้วยกับการนำเสนอของมนุษย์ผู้มีความสมบูรณ์
อัล-กุรอานกล่าวว่า”แท้จริงสำหรับพวกท่านคือแบบฉบับอันดีงามของศาสนทูต” (อัล-อะหฺซาบ : ๒๑)
” لَقَد كَانَ لَكُمْ فِي رَسُوْلِ اللّهِ اُسْوَةً حَسَنَة
ส่วนความเชื่อเรื่อง มะอาด
หมายถึงการมีความศรัทธาต่อสิ่งต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง ชีวิตของมนุษย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โลกนี้เท่านั้น ซึ่งในวันแห่งการฟื้นคืนชีพภายหลังความตายมนุษย์ทุกคนจะถูกทำให้ฟื้นขึ้นมา เพื่อรอรับการตัดสินในการกระทำที่ตนได้ประกอบไว้บนโลก หลังจากนั้นจะถูกนำไปพำนักในอีกที่หนึ่งเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ณ ที่พำนักถาวร
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า “พวกเรามิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการสูญสลาย ทว่าเพื่อการดำรงอยู่อย่างถาวร และแท้จริงแล้วพวกเราได้ถูกเปลี่ยนจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง” (บิฮารุ้ลอันวารฺ เล่มที่ ๖/๒๔๙)
ตามคำสอนของอิสลาม นอกจากโลกนี้ และปรโลกแล้วยังมีอีกสถานที่หนึ่งนามว่า บัรฺซัค
อาลัมบัรฺซัค หมายถึงสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นที่พำนักดวงวิญญาณของมนุษย์ทีอยู่ในช่วงความตายกับรอการฟื้นคืนชีพ เปรียบเสมือนกิยามัตเล็กๆสำหรับมนุษย์ เนื่องจากในนั้นมีการลงโทษผู้ที่กระทำความผิด และตอบแทนผู้ที่กระทำดี หรือที่รู้จักกันในนามของ อะซาบกุบูรฺ นั่นเอง
อัล-กุรอานกล่าวว่า “และเบื้องหน้าของพวกเขานั้นมีโลกบัรซัค” (อัล-มุอฺมินูน : ๑๐๐)
وَمِن وَرَائِهِمْ بَرْ زَخً اِلَي يَوْمِ يُبْعَثُون
ในความเป็นจริงชีวิตมนุษย์นั้นเริ่มจากการคลอด และดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีที่สิ้นสุดแม้ว่าระหว่างกลางจะมีความตายมากั้นกลางก็ตาม เพราะอิสลามถือว่าความตายไม่ใช่การดับสลาย แต่เป็นการเปลี่ยนไปสู่ความสมบูรณ์กว่า สิ่งที่ดับสลายเป็นเพียงเรือนร่างของมนุษย์ วิญญาณของเขายังคงดำเนินต่อไปเพราะมันเป็นอวัตถุ ที่อยู่เหนือมิติของกาลเวลาโดยอนุมัติของพระผู้เป็นเจ้า
ประการที่สอง โลกคือสถานที่เพราะปลูกเพื่อปรโลกหน้า
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า “โลกนี้คือเรือกสวนสำหรับโลกหน้า”
มะอาดตามที่อิสลามศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้อธิบายไว้ได้สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตที่ถาวรของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับการกระทำความดีที่ได้ประกอบไว้บนหน้าแผ่นดิน โลกคือสถานพำนักเพื่อให้มนุษย์ได้เลือกแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถาวรให้กับตนเอง ส่วนวิถีทางบนโลกมนุษย์ได้เลือกด้วยกับ เหตุผลแห่งพระเจ้า (สติปัญญา หรือวะฮีย์) บนพื้นฐานของการมีเจตนาที่บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ก็ตาม การเลือกสรรบนโลกคือการกำหนดสภาพชีวิตถาวรในปรโลกว่าจะเป็นอย่างไร
ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺ ทรงเลือกให้โลกนี้เป็นโลกของการกระทำ ส่วนปรโลกพระองค์ ได้มอบให้เป็นโลกของการตอบแทนผลรางวัล และเป็นสถานที่พำนักถาวร”
قال امير المؤمنين (ع) ان الله جعل الدنيا دارالاعمال وجعل الآخرة دار الجزاء والقرار
อีกนัยหนึ่ง ชีวิตในปรโลกคือการกลับกลายการกระทำของมนุษย์ที่ได้ประกอบไว้บนหน้าแผ่นดิน(จะเป็นกรรมดีหรือกรรชั่วก็ตาม) อัล-กุรอานกล่าวว่า “ดังนั้นผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าผงธุลี เขาก็จะเห็นมันส่วนผู้ใดกระทำความชั่วแม้หนักเท่าธุลีเขาก็จะได้เห็นมัน” (ซิลซาล : ๘)
فَمَنْ يَعْمَلْ مِِثْقَالَ ذَرَّةٍ خَيْرًا يَرَهُ وَمَنْ يَعْمَلْ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ شَرَّا يَرَهُ
แน่นอนว่า ความเมตตาการุณย์ของพระเจ้านั้นสามารถเปลี่ยนการกระทำดีของมนุษย์ให้เป็นในรูปของความไพบูลย์ และแสดงให้มนุษย์ได้เห็นมากน้อยเพียงใดก็ได้อัล-กุรอานกล่าวว่า”ผู้ใดนำมาซึ่งความดีงาม ฉะนั้นเขาจะได้รับผลตอบแทนเป็นสิบเท่า” (อันอาม :๑๖๐)
مَنْ جَآءَ بِالْحَسَنَةِ فَلَهُ عَشَرُ اَمْثَالِهَا
ความเป็นเอกภาพและเป้าหมายของผู้ทรงปรีชาญาณ
ทรรศนะที่เชื่อเกี่ยวกับความเป็นเอกภาพ (ตามที่ศาสนาแห่งพระเจ้าได้กล่าวถึง) โลกและสรรพสิ่งทั้งหลายได้ถูกสร้างโดยพระผู้สร้างองค์เดียวกัน และทรงบริบาลสิ่งเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงสัพพัญญู ปรีชาญาณ จริงแท้ และมีความปรารถนาดีต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย จากมูลเหตุดังกล่าวทำให้เห็นว่าส่วนประกอบต่างๆ ของโลกแม้ว่าจะมีความหลากหลายแต่ก็มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน หมายถึงไม่มีส่วนประกอบใดที่ไม่ได้สัมพันธ์กับส่วนประกอบอื่น มันไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวของมันเองเพียงลำพัง ทุกชิ้นส่วนต้องมีการอิงอาศัยกันและกัน และภายใต้ระบบที่มีความสลับซับซ้อนของพระผู้ทรงปรีชาญาณนั้นยังมีอีกระบบหนึ่งแฝงอยู่ ดังนั้นการที่บอกว่าการกระทำของมนุษย์มีผลต่อโลกนี้และปรโลกนั้นเป็นเพราะว่าทุกอย่างมีความสัมพันธ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
การควบคุมและบริบาลของผู้ทรงปรีชาญาณ ทีมีต่อสรรพสิ่งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งอิสลามได้กล่าวเน้นไว้อย่างมาก ฉะนั้นจะพบว่าทุกโครงการที่ได้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อปรับปรุงจริยธรรมของมนุษย์ทั้งที่เป็นปัจเจกชน หรือสังคมส่วนรวมล้วนต้องออกมาจากพระองค์ทั้งสิ้น ตลอดจนกฎเกณฑ์การปฏิบัติทุกประการที่เกี่ยวข้องกับทางโลก ต้องมีกลิ่นอายของจริยธรรม และมีความสอดคล้องกับหลักการศรัทธา ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นซุนนะฮฺอิลาฮี จุดประสงค์ของซุนนะฮฺอิลาฮี หมายถึง กฎเกณฑ์ต่างๆที่ถูกกำหนดขึ้นโดยอัลลอฮฺ ซึ่งกรรสิทธิ์อธิปไตยเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว ดังเช่นโลกและจักรวาลก็ถูกสร้างมาบนพื้นฐานดังกล่าว ซุนนะฮฺ อิลาฮีเป็นกฏตายตัวที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อัล-กุรอานกล่าวว่า “และจะไม่พบว่าแบบฉบับของอัลลอฮฺนั้นมีการเปลี่ยนแปลง และจะไม่พบว่าแบบฉบับของอัลลอฮฺมีการผันแปร” (ฟาฏิรฺ :๔๒)
สิ่งที่กล่าวทั้งสามประเด็น เป็นความศรัทธาหลักที่อิสลามได้สอนไว้ ซึ่งถือว่าเป็นอุศูล (แก่น) ของคำสอน ซึ่งทั้งสามประเด็นไม่มีความขัดแย้งกันระหว่างสุนีย์ และชีอะฮฺ ส่วนประเด็นอื่นๆ ของหลักศรัทธาที่นอกเหนือจากนี้เป็นความพิเศษของแต่ละนิกาย ซึ่งขึ้นอยู่กับการตีความอัล-กุรอานและการชี้แนะของผู้นำนิกายนั้นๆ