แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. คำอรรถาธิบายบิสมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม

คำอรรถาธิบายบิสมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงพระกรุณาปรานีผู้ทรงพระเมตตายิ่งเสมอ
คำอธิบาย ในท่ามกลางกลุ่มชนและประชาชาติต่าง ๆ ถือเป็นประเพณีในการเริ่มงานที่สำคัญของตนด้วยนามของบุคคลสำคัญหรือผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพนับถือและเป็นที่รักในหมู่พวกเขาเพื่อที่ว่างานนั้นจะได้เกี่ยวพันกับบุคคลดังกล่าวตั้งแต่เริ่มแรกแน่นอนที่สุดประเพณีดังกล่าวนี้วางอยู่บนพื้นฐานความเชื่อทั้งที่ถูกต้องและเป็นเท็จกล่าวคืบางกลุ่มชนเริ่มต้นงานของตนด้วยกับนามของเทวรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ตามความเชื่อของพวกเขา หรือผู้ปกครองที่ต่อต้านอัลลอฮ. (ซบ.) ในขณะที่ในบางกลุ่มชนงานของพวกเขาเริ่มต้นด้วยกับพระนามของอัลลอฮฺ. (ชบ.) และด้วยกับมือของมวลมิตรผู้เป็นที่รักของพระองค์ (เอาลิยาอฺ)เช่นในสงครามคอนดักผู้ที่ลงมือขุดสนามเพลาะเป็นคนแรกคือท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ)
ตัวอย่างการเริ่มต้นงานด้วย บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม
๑. คัมภีร์ของอัลลอฮฺ (กุรอาน) เ ริ่มต้นด้วยบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม
๒.ไม่เพียงแค่กุรอานเท่านั้น แต่ทว่าคัมภีร ์อื่น ๆ ของอัลลอฮฺ (ซบ) ก็เริ่มต้นด้วยบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมเช่นกัน
๓.ภารกิจของศาสดาทุกท่านเริ่มต้นด้วยบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม
๔. เมื่อเรือของท่านศาสดานุ์ (อ.)ุ เริ่มเคลื่อนตัวในท่ามกลางพายุคลื่น ศาสดานุห์ (อ.) ได้สั่งสหายของท่านว่าจงขึ้นเรือซึ่งการเคลื่อนและหยุดของเรือนี้ด้วยพระนามของอัลลอฮฺอัล-กุรอานกล่าวว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม [๑]
๕.ในขณะที่ท่านศาสดาสุลัยมาน (อ.) เชิญชวนราชินีแห่งเมืองสะบาอฺให้ศรัทธาต่ออัลลฮฮฺ (ซบ.) นั้น ท่านได้ส่งจดหมายเชิญชวนไปถึงพระนางด้วยถ้อยคำบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม[๒]
๖.ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) เริ่มภารกิจการเผยแผ่สาส์นของท่านด้วยพระนามของอัลลอฮฺอัล-กุรอานกล่าวว่า จงอ่านด้วยนามแห่งองค์พระผู้อภิบาลของท่าน
๗. ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวกับชายผู้หนึ่งที่เขียนบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมว่า “จงเขียนให้ดีและสวยงามที่สุด
๘. การกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมในการเริ่มงานต่าง ๆ เช่น การรับประทานอาหาร การแต่งงาน การขี่พาหนะการเริ่มออกเดินทางและงานอื่น ๆได้รับการแนะนำและให้ความสำคัญไว้จนกระทั่งว่าถ้าหากสัตว์ถูกเชือดโดยไม่ได้กล่าวไม่ได้กล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมการบริโภคเนื้อสัตว์ดังกล่าวถือเปิบสิ่งต้องห้ามและนี่คือรหัสที่เผยให้เห็นว่าผู้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวซึ่งเป็นผู้ที่มีทิศทางและเป้าหมายนั้นแม้แต่อาหารของพวกเขาก็จำเป็นต้องมีทิศทางและเป้าหมายเพื่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน
คำถามสองประการเกี่ยวกับบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม
๑. เพราะเหตุใดในการเริ่มงานต่าง ๆ ด้วย บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมจึงได้รับการแนะนำและให้ความสำคัญไว้
ในทำนองเดียวกันกับที่ผลิตภัญฑ์หรือสินค้าของโรงงานหนึ่ง ๆ จะมีตราหรือเครื่องหมายของโรงงานั้น ๆ ปรากฏอยู่ไม่ว่าผลิตภัญฑ์ดังกล่าวจะอยู่ในรูปของชิ้น ส่วนเล็ก ๆหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปก็ตามหรือดังเช่นธชาติของทุกประเทศที่ติดอยู่ตามสถานที่สำคัญต่างๆ ตามเรือสืนค้าของประเทศนั้น ๆ และตามโต๊ะในสำนักงาน
เครี่องหมายและสัญลักษญ์เหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อทิศทางและเป้าหมายของโรงงานในการผลิตสินค้าหรือแนวทางและอุดมการณ์ของประเทศนั้น ๆ จะได้มีถูกเบี่ยงเบนออกไปและเครี่องหมายหรือสัญลักษณ์ดังกล่าวจะได้ไม่ถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของประชาชน
พระนามของอัลลอฮฺ (ซบ. ) และการรำลึกถึงพระองค์ก็เช่นเดียวกันถือเป็นสัญลักษณ์ของมุสลิมด้วยเหตุนี้ได้มีรายงานในหะดีษบทหนึ่งว่า “จงอย่าลืมบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมแม้แต่ในการเขียนกลอนสักวรรคหนึ่งก็ตาม” และในหะดีษ อีกหลายบทได้ระบุถึงผลบุญของผู้ที่สอนบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม ให้กับเด็ก ๆ เป็นครั้งแรกทั้งนี้เนื่องจากงานดังกล่าวเป็นการปลูกฝังเครื่องหมายของมุลลิมให้กับพวกเขาตั้งแต่เยาว์วัย)
นอกจากนี้ท่านอิมามอะลี (อ. ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของเริ่มงาน ด้วย บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมไว้ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมเป็นที่มาของความจำเริญ(บะรอกะฮฺ) และการละทิ้งเป็นสาเหตุของการไม่สัมฤทธิผลกองกิจการงาน”
๒.บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม คืออายะฮฺของอัล-กุรอานใช่หรือไม่
๒.๑ ) ตามทัศนะของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ ) ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ)[๓] ซึ่งมีช่วงชีวิตอยูก่อนหน้าบรรดาผู้นำสำนักคิดทางนิติศาสตร์(มัซฮับ) ต่าง ๆ ประมาณ ๑๐๐ปี และเป็นผู้พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ (ซบ. ) อีกทั้งเป็นกลุ่มชนที่กุรอานได้กล่าวถึงความบริสุทธิ์จากบาป ความผิดพลาดและความหลงลืม (อิซมัต) ของพวกเขาไว้อย่างชัดเจน บุคคลเหล่านี้ถือว่าบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมเป็นโองการหนึ่งของอัล-กุรอาน
๒.๒) ฟัครุรฺ-รอซียฺ ได้นำเสนอหลักฐานไว้ ๑๖ ประการในตัฟซีรของเขาที่ยืนยันให้เห็นว่าบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมเป็นส่วนหนึ่งของอัล-กุรอาน
๒.๓) อาลูซี .อาลูซี เป็นนักปราชญ์ท่านหนึ่งของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ และเป็นผู้เขียนตัฟซีรรูฮุล-มะอานียฺ เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีทัศนะดังกล่าว
๒.๔) ในมุซนัดอะหฺมัด ได้บันทึกไว้เช่นเดียวกันว่าบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมเป็นส่วนหนึ่งของซูเราะฮฺ [๔]
๒.๕) บุคคลที่ไม่ถือว่าบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมเป็นส่วนหนึ่งของซูเราะฮฺ และทิ้งการอ่านบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมในนมาซนั้นได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่นวันหนึ่งในขณะที่มุอาวิยะฮฺกำลังนำนมาซและไม่ได้อ่านบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม ประชาชนได้ทักท้องเขาว่าاَسرَقتَ الصَّلاَةَ اَونَسِيتَ ท่านได้ขโมยนมาซหรือว่าหลงลืม[๕]
๒.๖) ท่านอิมามมุฮัมบากิรฺ (อ.) ได้กล่าวถึงบุคคลที่ไม่ได้อ่าน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมในนมาซหรือบุคคลที่ไม่ถือว่าบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมเป็นส่วนหนึ่งของซูเราะฮฺว่า”พวกเขาได้ขโมยอายะฮฺที่ประเสริฐที่สุดไปจากคัมภีร์ของอัลลอฮฺ”[๖]سَرَقُوااَكرَمَ آيَة فَى كِتَابِ اللّه
๒.๗) บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (มะอฺซูม) จากครอบครัวของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ได้ยืนกรานให้อ่านบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมในนมาซด้วยเสียงดัง (ทั้งนี้เพื่อเป็นการทวบกระแสของสิ่งแปลกปลอมที่เกิดขึ้นในศาสนา)
๒.๘) ในสุนันบัยฮะกีได้บันทึกหะดีษบทหนึ่งไว้ซี่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ทำไมบางคนจึงไม่ถือว่าบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม เป็นส่วนหนึ่งของซูเราะฮฺ [๗]
๒.๙) ชะฮีดมุเฎาะฮะรี [๘]ได้กล่าวไว้ในตัฟซีรซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺว่า “อิบนุอับบาซอาซิม กะซาอียฺอิบนุอุมัรอิบนุชุบัยรฺ. อะฏออฺ ฏอวูส และซุยูฏียฺ. และชุยูฎียฺเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือว่าบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมคือส่วนหนึ่งของชูเราะฮ.”
๒.๑๐) กุรฎุบียฺได้รายงานจากท่าบอิมามญะอฺฟัรฺ อัซ-ซอดิก (อ.) ซึ่งท่านอิมาม (อ. ) กล่าวว่าบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมคือมงกุฎญของชูเราะฮฺ ยกเว้นซูเราะฮฺเตาบะฮฺ เท่านั้นที่ไม่มีบิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมทั้งนี้ตามคำอธิบายของท่านอิมามอะลี (อ. ) เนื่องจาก บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมเป็นถ้อยคำที่ยังความปลอดภัยและความเมตตา ส่วนการ “บะรออะฮฺ”ซึ่งเป็นการประกาศความเกลียดชัง และความ เป็นศรัตรูต่อผู้ปฏิเสธและผู้ตั้งภาคีนั้น ไม่มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับความเมตตา[๙]
บทเรียนและประเด็นสำคัญจากอายะฮฺ
๑.บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม คือเครื่องหมายบ่งชี้ถึง ” สีของอัลลอฮฺ” (ซิบเฆาะตุลลอฮฺ)[๑๐]
และเป็นเครื่องกำหนดทิศทางความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว (เตาฮีด) ของมนุษย์
๒ .บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมคีอรหัสของการยอมรับความเป็นเอกะของอัลลอฮฺ (ซบ. ) ส่วนนามของบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺ (ซบ. ) ถือเป็นรหัสของการปฏิเสธและการกล่าวพระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) ควบคู่กับนามของบุคคลอื่นถือเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งภาคี แม้กระทั่งการเริ่มต้นด้วยพระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) ควบคู่กับนามของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ก็ถือว่าไม่อนุญาตเช่นกัน[๑๑]
บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมความหมายของอายะฮฺได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นดังกล่าวนี้ว่าพระนามชื่อของอัลลอฮ
(ซบ.) จำเป็นต้องสะอาดบริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน
๓.บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมคือรหัสของความเป็นนิรันดร เพราะสิ่งใดก็ตามที่ไม่มี “สีของอัลลอฮฺ”ล้วนมลายสิ้นอัล-กุรอานกล่าวว่าทุกสรรพสิ่งพินาศสิ้น ยกเว้นแก่นแท้ (ซาต) อันบริสุทธิ์ของพระองค์ (อัล-เกาะซ็อด /๘๘)
๔.บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมคือรหัสที่เผยให้เห็นว่า เนื้อหาของซูเราะฮฺได้ถูกประทานลงมาจากผู้เป็นต้นกำเนิดของสัจธรรมและความ เมตตา
๕.บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีมคือรหัสของความรักและความไว้วางใจในพระองค์
๖.บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม คือเครื่องหมายของการถอนตัวออกจากความยโสโอหัง และการแสดงความไร้ความสามารถ ณ พระองค์
๗. บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม คือก้าวแรกของความเป็นบ่าว
๘.บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม คือรหัสของการขับไล่ชัยฎอน (มารร้าย) บุคคลใดก็ตามที่อยู่กับอัลลอฮฺ (ซบ. ) ชัยฎอนจะไม่มีอิทธิพลใด ๆ ต่อผู้นั้นได้
๙. บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม คือหลักประกันและที่มาของความบริสุทธิ์ใน กิจการงานต่าง ๆ
๑๐.การกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม ประหนึ่งให้ความหมายว่า โอ้อัลลอฮฺข้าพระองค์ไม่เคยลืมเสือนพระองค์
๑๑. การกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม ประหนึ่งให้ความหมายว่า โอ้อัลลอฮฺแรงบันดาลใจและเป้าหมายของข้าพระองค์คือพระองค์ มิใช้ประชาชน มิใช้ผู้ปกครองที่อธรรม มิใช้ความศิวิไลซ์ของโลกนี้ และมิใช่อารมณ์ใฝ่ ต่ำ
๑๒. บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม หมายถึง การขอความช่วยเหลือของข้าพระองค์เฉพาะจากพระองค์เท่านั้น” และอาจกล่าวได้ว่า ความหมายของคำกล่าวที่ว่า อัล-กุรอานทั้งหมดรวมอยู่ในซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺ และซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺรวมอยู่ใน บิสมิลลาฮฺ และบิสมิลลาฮฺรวมอยู่ในอักษรบอฺนั้น หมายถึงการสร้างสรรค์การชี้นำ และการย้อนกลับคืนของสรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายนั้น ล้วนเกิดขึ้น ด้วยกับการแสวงหาความช่วยเหลือจากพระองค์ทั้งสิ้น(นื่องจากตามทัศนะนักวิชาการบางส่วน ความหมายหนึ่งของอักษร บาอฺในบิสมิลลาฮฺคือ “อิสติอานะฮฺ” (การแสวงหาความช่วยเหลีอ) ดังนั้น บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม จึงหมายถึง ข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือด้วยกับพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานีเสมอ ผู้ทรงเมตตายิ่ง). แต่อย่างไรก็ตามอัลลอฮฺ (ซบ. ) เท่านั้นที่ทรงรู้ความแท้จริงของมัน
๑๓. บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม คือรหัสที่เผยให้เห็นว่า การเริ่มงานต่าง ๆ นั้น ต้องการกำลังใจ ความหวังและความเมตตา ซึ่งที่มาและบ่อเกิดของพลังอำนาจ ความหวังและความเมตตาทั้งมวลคืออัลลอฮฺ (ซบ ) ด้วยเหตุนี้ อัรเราะฮฺมาน (ผู้ทรงกรุณาปรานีเสมอ) และ อัรเราะฮีม (ผู้ทรงเมตตายิ่ง) จึงนำมาใช้หลังคำว่าอัลลอฮฺ
๑๔. มนุษย์ก็เช่นเดียวกันจะต้องสร้างกำลังใจและความหวังโดยการรำลึกถึงอัลลอฮ. (ซบ.) ด้วยกับพระนามที่สมบูรณ์ และครอบคลุมที่สุด(พระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ถูกกล่าวไว้ในอัล- กุรอาน ๑๐๐ พระนาม ซึ่งอัลลอฮฺเป็นพระนามที่สมบูรณ์และครอบคลุมทีสุด) ควบคู่กับคุณลักษณะแห่งความเมตตาและความกรุณาปรานีของพระองค์
อัรเราะฮฺมาน เป็นนามที่ใช้เฉพาะกับอัลลอฮฺ (ซบ.) เท่านั้น ซึ่ง หมายถึงผู้ที่ความเมตตาของเขาแผ่กว้าง ไม่มีขอบเขตจำกัดและครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ในขณะทีผู้อื่นนอกเหนือจากพระองค์นั้น ความเมตตาของเขาอยู่ในขอบเขตจำกัด หรือไม่ก็เป็นผู้ไร้ดวามเมตตาหรือมิเช่นนั้นก็เป็นผู้คาดหวังรางวัลตอบแทนโลกนี้หรือโลกหน้าจากการแสดงความเมตตาของตน๑๕. ด้วยการกล่าวว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม บ่งชี้ว่าการเริ่มงานด้วยกับถ้อยคำที่หมายถึงความเมตตานั้น แสดงให้เห็นว่ารากฐานของทุกกิจการงาน วางอยู่บนความเมตตากรุณาและเป็นเครี่องหมายที่ชี้ให้เห็นว่า การแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้เป็นต้นกำเนิดของความเมตตานั้นเหมาะสมและคู่ควรยิ่ง

[๑] ซูเราะฮฺ ฮูด อายะฮฺที่ ๔๑
[๒] ซูเราะฮฺ อัล-นัมลิ อายะฮฺที่๓๐
[๓] บุคคลกลุ่มหนึ่งจากครอบครัวและสายตระกูลของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ที่ได้รับการเลือกสรรจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ให้เป็นผู้นำประชาชาติมุสลิมหลังจากท่าน บุคคล
[๔] มุซนัดอะฮฺมัด เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๗๗ เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๘๕
[๕] มุซตัดร็อก ฮากิม เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๒๓๓
[๖] ตัฟซีรบุรฮาน เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๔๒ หะดีษที่ ๑๕
[๗] ซุนันบัยฮะกียฺ เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๕๐
[๘] ชะฮีดมุเฏาะฮะรี เป็นนักปราชญ์ร่วมสมัยผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งทีมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ มากมาย เช่น ปรัชญา ตรรกวิทยา ฯลฯ ท่านได้ถูกลอบสังหารโดยศัตรูของ
[๙] มัจมะอุล-บะยาน เล่มที่ ๕ หน้าที่ ๒ และฟัครุร-รอซี เล่มที่ ๑๕ หน้าที่ ๒๑๖
[๑๐] โดยปรกติแล้วจิตวิญญาณและธรรมชาติของมนุษย์จะปรับเปลี่ยนไปตามความเชื่อ ในแนวทางของศาสนา และแนวความคิดของตนเอง ประหนึ่งถูกย้อมด้วยสีสันของสิ่งเหล่านี้ ผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺ (ซบ.) จะได้รับการย้อมด้วยสีสันของพระองค์ ซึ่งหมายถึง แนวทางอันบริสุทธิ์ของอิสลามกล่าวคือ อิสลามจะชำระขัดเกลาจิตใจ สติปัญญาและความคิดของผู้ศรัทธาให้สะอาดบริสุทธิ์จากมลทิน ความมืดมน และสีสันของความเท็จทั้งมวล
[๑๑] อิซบาตุล-ฮุดา เล่มที่ ๗ หน้าที่ ๔๘๒
[๑๒] ซูเราะฮฺ-อันอาม ๖๔