แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. คุณลักษณะพิเศษของผู้ปกครองและผู้นำแห่งอิสลาม

คุณลักษณะพิเศษของผู้ปกครองและผู้นำแห่งอิสลาม

ความสำคัญของการเป็นผู้นำในสังคมมนุษย์ ได้เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขและคุณลักษณะต่างๆ ที่จะต้องมีในตัวของผู้ปกครองและผู้นำ ซึ่งหากคุณลักษณะเหล่านี้ไม่มีอยู่ การทำหน้าที่ผู้ปกครองและผู้นำย่อมจะต้องเบี่ยงเบนออกไปจากหนทางอันเที่ยงตรง และจะนำพาประชาชาติไปสู่เส้นทางที่เลวร้ายที่สุด ด้วยเหตุนี้ศาสนาอิสลามจึงให้ความสนใจต่อประเด็นที่สำคัญนี้ และสถานะอันละเอียดอ่อนของผู้ปกครองแห่งอิสลาม ซึ่งถือว่าในตัวผู้ปกครองและผู้นำจะต้องมีคุณลักษณะพิเศษต่างๆ และถือเป็นหน้าที่บังคับเหนือประชาติมุสลิมที่จะต้องให้ความสนใจต่อคุณลักษณะและเงื่อนไขเหล่านี้ในยามที่จะต้องเลือกผู้ปกครองขอตนเอง ซึ่งเราจะขอกล่าวถึงบางส่วนจากคุณลักษณะเหล่านั้นโดยสังเขป พร้อมด้วยหลักฐานต่างๆ อันเป็นความสำคัญ
6. ความรู้และความเข้าใจต่อบทบัญญัติแห่งอิสลาม
การปกครองของอิสลามคือการปกครองของบทบัญญัติ ผู้ปกครองที่จะทำหน้าที่ดำเนินบทบัญญัตินี้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งพระผู้เป็นเจ้า แม้ว่าความรู้ความเข้าใจที่ว่านี้จะได้รับมาจากหนทางของการยึดถือปฏิบัติตาม (ตักลีด) มุจญ์ตะฮิด (ผู้ทรงความรู้ในระดับสูงที่ทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาต่างๆ ของศาสนา) ก็ตาม และเหตุผลของมันก็เป็นสิ่งที่ชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากผู้ปกครองจะต้องมีความสามารถในการแยกแยะสิ่งที่อนุมัติ (ฮะล้าล) และข้อห้าม (ฮะรอม) ได้เป็นอย่างดี เพื่อที่เขาจะได้ไม่ประสบกับความผิดพลาดในการดำเนินการ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านอิมามโคมัยนี (รฏ.) ได้กล่าวว่า “เนื่องจากการปกครองของอิสลามเป็นการปกครองของบทบัญญัติ ดังนั้นสำหรับผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องมีความรู้ต่อข้อบัญญัติต่างๆ ดังเช่นที่มีปรากฏอยู่ในคำรายงาน (ริวายะฮ์) ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้ปกครองเท่านั้น แต่ทว่าสำหรับทุกบุคคลในทุกๆ สาขาอาชีพที่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือมีตำแหน่ง ความรู้ดังกล่าวนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพียงแต่ว่าผู้นำและผู้ปกครองนั้นเนื่องจากภาระหน้าที่รับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ จึงจำเป็นจะต้องมีความรู้และความเข้าใจในสิ่งนี้มากกว่า”
ท่านยังได้กล่าวต่ออีกว่า “ผู้ปกครองและผู้นำ (คอลีฟะฮ์) นั้น ประการแรกจะต้องมีความรอบรู้ในข้อบัญญัติต่างๆ ของอิสลาม หมายถึงเป็นผู้รู้กฎหมาย และประการที่สองจะต้องมีความยุติธรรม (อะดาละฮ์) มีความศรัทธามั่นและมีจริยธรรมที่สมบูรณ์ สติปัญญาเองก็ต้องยอมรับในเรื่องนี้ เนื่องจากการปกครองแบบอิสลามนั้นเป็นการปกครองของตัวบทกฎหมายไม่ใช่ตามอำเภอใจ และไม่ใช่เป็นการปกครองของกลุ่มชนใดอันเป็นการเฉพาะที่มีเหนือประชาชน หากผู้นำไม่มีความรู้ในเนื้อหาต่างๆ ของบทบัญญัติ ก็ย่อมไม่สามารถจะทำการปกครองได้” [1]
หากเราจะกล่าวว่า การปกครองแบบอิสลามในกรณีที่อิมามผู้บริสุทธิ์มิได้ปรากฏตัวอยู่ในสังคม ถือเป็นภาระหน้าที่ของผู้มีความรู้ในศาสนา (ฟะกีฮ์) ที่มีความยุติธรรม ในกรณีเช่นนี้ผู้ปกครองจะต้องเป็นฟะกีฮ์ (ผู้มีความรู้ลึกซึ้งในนิติศาสตร์อิสลาม) แต่ไม่จำเป็นที่ฟะกีฮ์จะต้องดำเนินการบริหารกิจการต่างๆ ของประเทศด้วยตัวเอง แต่ทว่าสามารถที่จะมอบหมายให้บุคคลอื่นที่ประชาชนได้คัดเลือกเขาขึ้นมาทำหน้าที่แทนตนเองได้ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะมีความสามารถทางด้านความรู้ไม่ถึงขั้นของอิจญ์ติฮาด (ความสามารถในการวินิจฉัยข้อบัญญัติต่างๆ ของศาสนา) ก็ตาม แต่เป็นผู้ที่มีเงื่อนไขและคุณลักษณะอื่นๆ ครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยเหตุผลเช่นนี้เองที่เราได้กล่าวว่า ผู้ปกครองไม่จำเป็นจะต้องเป็นมุจญ์ตะฮิดที่สามารถวินิจฉัยข้อบัญญัติต่างๆ ของอิสลามบนพื้นฐานของหลักฐานต่างๆ ได้เสมอไป เพียงแต่การมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบรรดาข้อบัญญัติของอิสลามก็ถือเป็นสิ่งเพียงพอแล้ว แม้การมีความรู้นั้นจะเกิดจากหนทางของการตักลีด (การยึดถือปฏิบัติตาม) มุจญ์ตะฮิดท่านอื่นก็ตาม
ดังเช่นที่ท่านอิมามฮุเซน (อ.) ได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์ของท่านในมินาว่า “การดำเนินภารกิจการงานและบทบัญญัติต่างๆ นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงมอบอำนาจให้แก่บรรดาผู้รู้ทางศาสนา (อุละมาอ์) และผู้ที่ไว้วางใจได้ในเรื่องของข้ออนุมัติ (ฮะล้าล) และข้อห้าม (ฮะรอม) ของพระองค์[2]
และทำนองเดียวกันนี้ ท่านได้กล่าวต่อประชาชนชาวกูฟะฮ์ว่า “ขอสาบานต่ออายุขัยของฉันว่า ไม่ใช่ผู้นำ (อิมาม) นอกเสียจากผู้ที่ทำการปกครองด้วยกับคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และเป็นผู้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดต่อศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า” [3]
เป็นสิ่งที่ชัดเจนยิ่งว่า การดำรงความยุติธรรมและการปกครองตัดสินโดยใช้คัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้านั้น หากปราศจากความรู้ความเข้าใจต่อบทบัญญัติแห่งอิสลามแล้ว ไม่ว่าจะโดยการตักลีด (การยึดถือปฏิบัติตามผู้อื่น) หรือโดยการอิจญ์ติฮาด (การวินิจฉัยด้วยตัวเอง) ก็ย่อมไม่อาจเป็นไปได้
7. ผู้ปกครองจะต้องเป็นบุตรที่เกิดจากการสมรสที่ถูกต้องตามศาสนบัญญัติจุดประสงค์จากเงื่อนไขข้อนี้ก็คือ ผู้นำหรือผู้ปกครองจะต้องไม่ใช่บุตรที่เกิดมาจากการล่วงละเมิดประเวณี (ซินา) และบุคคลที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากการล่วงละเมิดประเวณี (ซินา) ไม่สามารถที่จะมาเป็นผู้นำของปวงชนมุสลิมได้ หรือบุคคลอื่นๆ ไม่สามารถแต่งตั้งเขาให้มาเป็นผู้นำได้ ศาสนาอิสลามมีเจตนารมณ์ต่อเงื่อนไขข้อนี้หลายประการคือ
ประการแรก คือการสกัดกั้นการล่วงละเมิดประเวณี (ซินา) และพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนทางเพศ และผู้ที่ละเมิดประเวณีจะได้ตระหนักว่า ด้วยผลของการกระทำอันน่าเกลียดนี้ จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายต่อตัวเอง และลูกๆ ของเขาก็จะต้องรับมรดกแห่งความโชคร้ายนี้จากเขาด้วยเช่นกัน บางทีความคิดเช่นนี้อาจจะช่วยยับยั้งเขาจากการประพฤติชั่วและความแปดเปื้อนได้
และอีกประการหนึ่งก็คือ เนื่องจากศาสนาถือว่าการผิดประเวณี (ซินา) เป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) และเป็นสิ่งที่น่าเกลียด ดังนั้นหากอนุญาตให้บุตรที่เกิดจากการละเมิดประเวณีได้รับการส่งเสริมและยกย่องเชิดชูถึงขั้นที่ไปถึงยังตำแหน่งของความเป็นผู้นำได้ ก็จะก่อให้เกิดผลติดตามมาอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองประการต่อไปนี้ คือเป็นการแสดงภาพลักษณ์ที่ตกต่ำของจริยธรรมแห่งอิสลาม ทั้งๆ ที่การยับยั้งตนและการหลีกห่างจากการผิดประเวณีคือสัญลักษณ์ที่เด่นชัดประการหนึ่งของอิสลาม หรือไม่ก็เป็นการลดตำแหน่งอันสูงส่งของความเป็นผู้นำลง
สเปริมของบุตรที่เกิดจากการละเมิดประเวณี จะถูกปฏิสนธิในสภาวะเงื่อนไขต่างๆ ที่พ่อหรือแม่หรือบุคคลทั้งสองเป็นผู้วิตกกังวลและไม่สบายใจ และในสภาวะเช่นนั้นพวกเขาจะรู้สึกละอายใจอย่างรุนแรงต่อการละเมิดและการประพฤติผิดต่อบทบัญญัติ ความรู้สึกและสภาวะทางด้านจิตใจดังกล่าวนี้ของพ่อและแม่ที่เกิดขึ้นในขณะการปฏิสนธิของสเปริมนั้น ตามกฎแห่งพันธุกรรมแล้วมันจะถูกถ่ายทอดไปยังเด็กทารก และจะทำให้เกิดสภาวะต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนาในตัวทารก และผลสุดท้ายของมันจะก่อให้เกิดความยากลำบากในการอบรมขัดเกลาเขา ศาสนาอิสลามแม้จะถือว่าบุตรที่เกิดจากการละเมิดประเวณีสามารถที่จะได้รับการแก้ไขปรับปรุงและการอบรมขัดเกลาที่ดีได้ก็ตาม แต่ก็มีความหวั่นเกรงต่อปัจจัยต่างๆ ที่จะนำพาพวกเขาไปสู่ความเบี่ยงเบนทางจริยธรรม ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่ให้มีการมอบตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญให้กับพวกเขา และบุตรที่เกิดจากการละเมิดประเวณีนั้นถึงแม้จะมีคุณลักษณะที่เหมาะสมเพียงใด แต่ตามบทบัญญัติแล้วก็ไม่สามารถที่จะมาเป็นผู้นำมวลชนมุสลิมและรับผิดชอบชะตาชีวิตของพวกเขาได้ บุตรที่เกิดจากการละเมิดประเวณีแม้จะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์อันปราดเปรื่องเพียงใดก็ตาม แต่อิสลามก็ไม่อนุญาตให้เขาดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาแห่งอิสลามได้ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นไปได้ว่าปัจจัยต่างๆ ที่จะนำไปสู่การละเมิดอาจจะก่อกบฏขึ้น และคุณลักษณะต่างๆ ทางพันธุกรรมที่ซ่อนเร้นอยู่เหมือนไฟที่ครุกรุ่นอยู่ใต้เถ้าถ่านก็อาจจะลุกโชนขึ้น และจะนำมาซึ่งความเลวร้ายและอันตรายต่างๆ ที่ไม่อาจทดแทนได้สำหรับประชาชนที่เขาทำการปกครองอยู่
ในฮะดีษ (วจนะ) ที่ได้รับรายงานมาจากท่านอิมามฮะซัน มุจญ์ตะบา (อ.) ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ ซึ่งท่านกล่าวว่า “แท้จริงผู้ชายขณะที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองของตน หากอยู่ในสภาพที่มีจิตใจที่สงบมั่น เลือดไหลเวียนเป็นปกติ และร่างกายปราศจากความกังวลสับสน แน่นอนสเปริมก็จะปฏิสนธิอยู่ในครรภ์อย่างสงบมั่น และเมื่อบุตรถือกำเนิดออกมาก็จะมีคุณลักษณะที่คล้ายคลึงกับบิดาและมารดาของเขา”[4]
ฮะดีษ (วจนะ) บทนี้ชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะต่างๆ ที่ดีหรือเลวของบิดาและมารดาจะถูกถ่ายทอดไปสู่ลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้สภาวะทางด้านจิตใจและสภาพความวิตกกังวลของชายและหญิงที่ละเมิดประเวณี จะถูกทำให้ปรากฏขึ้นในตัวเด็กทารก และความผันผวนต่างๆ ทางด้านจิตใจและความเลวร้ายต่างๆ ทางด้านจิตวิญญาณของบิดาและมารดาก็จะถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปสู่ลูก และจะกลายเป็นปัจจัยนำพาไปสู่ความเบี่ยงเบนของเขา
ชะตากรรมของประชาชาติอิสลาม มิอาจที่จะมอบไว้ให้อยู่ในมือของบุคคลที่ไม่สามารถมั่นใจได้ต่อพฤติกรรมเบี่ยงเบนและการก่อกบฏของเขา ภายใต้การอธิบายถึงคุณลักษณะต่างๆ ของบุตรที่เกิดจากการละเมิดประเวณี ท่านอิมามซอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า “ลูกที่เกิดจากการผิดประเวณี (ซินา) จะมีจิตใจโน้มเอียงไปสู่การกระทำที่ต้องห้าม (ฮะรอม) จะไม่ให้ความสำคัญต่อหลักเกณฑ์ของศาสนา และจะมีพฤติกรรมที่เลวร้ายในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น”[5]
และข้อเท็จจริงประการนี้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วเช่นเดียวกัน ด้วยกับการค้นคว้าวิจัยทางด้านสังคมและข้อเท็จจริงต่างๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์ เมื่อสถานภาพของบุตรที่เกิดจากการละเมิดประเวณี (ซินา) เป็นเช่นนั้นแล้ว จึงไม่มีความเหมาะสมและคู่ควรต่อการเป็นผู้นำของประชาชาติอิสลามแม้แต่เพียงชั่วขณะ ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า บรรดาบุตรที่เกิดจากการละเมิดประเวณีนั้นจะมีคุณลักษณะที่ไม่เป็นปกติอย่างแน่นอน พวกเขาจะสืบทอดปัจจัยแห่งความเบี่ยงเบนต่างๆ ทางด้านเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นมรดกทางพันธุกรรมจากบิดาและมารดาผู้ประพฤติชั่วของตน สภาวะจิตใจอันเป็นธรรมชาติของพวกเขานั้นพร้อมที่จะโน้มนำไปสู่ความเบี่ยงเบนและความแปดเปื้อนไปด้วยความชั่ว ด้วยสภาพเงื่อนไขต่างๆ ที่อำนวยเพียงเล็กน้อยที่สุดก็สามารถทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนได้ แต่อย่างไรก็ดีในทัศนะของอิสลาม ปัจจัยอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ ในสภาวะจิตใจของพวกเขาเหล่านั้นมิใช่ว่าจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่แน่นอนตายตัว และจะทำลายเจตจำนงเสรีและอำนาจในการเลือกให้หมดไปจากตัวของพวกเขาเสียเลยทีเดียว แต่ทว่าสภาวะแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ในด้านการอมรมขัดเกลาก็สามาระที่จะยับยั้งและดับปัจจัยต่างๆ ทางพันธุกรรมได้
เป็นไปได้ว่าในตัวผู้ปกครองและผู้นำแห่งอิสลาม ยังมีเงื่อนไขและคุณลักษณะอื่นๆ ที่จะถูกพิจารณาอีกเช่นกัน เพียงแต่ว่าเราเองยังไม่พบหลักฐานบ่งชี้ถึงสิ่งเหล่านั้น และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองจึงนำเสนอเงื่อนไขต่างๆ ไว้เพียงเท่านี้[6]
ไม่มีข้อคลางแคลงสงสัยใดๆ เลยที่ว่า ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ (อากิล) และเป็นผู้ที่บรรลุศาสนภาวะ (บาลิฆ) และที่เรามิได้กล่าวถึงเงื่อนไขทั้งสองประการนี้ไว้อย่างเป็นการเฉพาะ ก็เนื่องจากหัวข้อและคุณลักษณะต่างๆ ก่อนหน้านี้ก็มีเนื้อหาครอบคลุมถึงมันไว้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีบุคคลใดเลยที่มีทัศนะที่ขัดแย้งในการเป็นที่ยอมรับของเงื่อนไขทั้งสองประการนี้ [7]
และเช่นเดียวกันนี้ บรรดาตัวบทหลักฐานแห่งอิสลามก็บ่งชี้ไว้ว่าเป็นข้อบังคับ (วาญิบ) สำหรับผู้ปกครองนอกเหนือจากคุณลักษณะต่างๆ ข้างต้นแล้ว ยังจะต้องเป็นผู้ที่มีจริยธรรมอันสูงส่งในความเป็นมนุษย์ด้วย ตัวอย่างเช่น จะต้องไม่เป็นผู้ที่ลุ่มหลงต่อตำแหน่ง เพราะหากมีความหื่นกระหายและคลั่งไคล้ต่อตำแหน่ง เพื่อที่จะรักษาตำแหน่งของตนเองเอาไว้ เขาก็สามารถที่จะกระทำการทุกรูปแบบได้เช่นเดียวกัน
ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า เราจะไม่มอบตำแหน่งหน้าที่นี้ให้กับบุคคลใดที่ขอมัน หรือบุคคลใดที่หื่นกระหายมัน”[8]
ในคำตอบของท่านอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) ที่มีต่ออับดุลลอฮ์ อิบนิอับบาส ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง เพื่อขอให้ท่านอิมามมอบตำแหน่งการเป็นผู้ปกครองเมืองบัศเราะฮ์และเมืองกูฟะฮ์ ให้แก่ฏ็อลฮะฮ์และซุเบร โดยที่ท่านได้กล่าวว่า “ความวิบัติจงมีแด่เจ้า! ในเมืองกูฟะฮ์และเมืองบัศเราะฮ์นั้นมีประชาชนชาวมุสลิมและทรัพย์สินของพวกเขาอยู่ ช่วงเวลาใดก็ตามที่บุคคลทั้งสองได้เข้ารับตำแหน่งผู้ปกครอง พวกเขาจะซื้อประชาชนที่โง่เขลาด้วยเงินตรา และจะทำให้บรรดาผู้อ่อนแอนิ่งเงียบด้วยการทำร้ายกลั่นแกล้ง พวกเขาจะทำให้บุคคลที่เข้มแข็งยอมจำนนโดยใช้อำนาจและกำลัง และมาตรว่าหากฉันจะมอบตำแหน่งให้กับผู้ใดโดยพิจารณาถึงคุณประโยชน์และโทษภัยของเขาที่มีต่อตัวเขาเองแล้ว ฉันก็จะแต่งตั้งมุอาวียะฮ์ให้เป็นผู้ปกครองเมืองชามไปแล้ว และทำให้ข้อพิพาททั้งหมดยุติลงไป แน่นอนยิ่ง หากไม่เป็นที่ประจักษ์แก่ฉันถึงความหื่นกระหายของบุคคลทั้งสองต่ออำนาจการปกครอง ฉันก็คงเห็นพร้องด้วยกับการที่จะแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นผู้ปกครอง” [9]
ในที่นี้ยังมีจริยธรรมและคุณธรรมอื่นๆ อีก ซึ่งผู้นำของประชาชาติอิสลามจำเป็นจะต้องมี กล่าวโดยรวมแล้ว ผู้นำและผู้ปกครองจะต้องหลีกห่างออกจากรูปแบบและวิธีการของคนชั่วและผู้อธรรมทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น ผู้ปกครองแห่งอิสลามจะต้องไม่แต่งตั้งผู้ใดเป็นยามและเป็นผู้คุ้มกันดูแลหน้าประตู ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนไม่สามารถเข้าร้องทุกข์ต่อเขาได้อย่างง่ายดาย
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวว่า “ไม่มีผู้นำคนใดที่จะปิดประตูของตนเองจากบรรดาผู้ที่มีความเดือดร้อนและความทุกข์ยาก เว้นแต่อัลลอฮฺจะทรงปิดประตูต่างๆ แห่งฟากฟ้าลงจากความเดือนร้อนและความทุกข์ยากของเขา”[10]
และท่านยังได้กล่าวอีกว่า “ผู้ใดก็ตามที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทำให้เขาเป็นผู้ปกครองของมวลมุสลิม  แต่เขากลับหลบซ่อนตนเองจากบรรดาผู้เดือดร้อน ผู้มีความทุกข์ยากและผู้ที่ขัดสน ในวันกิยามะฮ์ (ปรโลก) พระผู้เป็นเจ้าก็จะทรงซ่อนตัวจากเขาในยามที่เขามีความทุกข์ยากและความเดือดร้อน”[11]
คำพูดในลักษณะเดียวกันนี้ที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้เขียนไว้ในสาสน์ของท่านที่มอบให้แก่ “มาลิก อัลอัชตัร” โดยมีเนื้อความว่า “ภายหลังจากคำแนะนำเหล่านี้แล้ว ดังนั้นเจ้าจงระมัดระวังอย่าได้ปลีกตัวออกไปจากบรรดาผู้ที่อยู่ใต้การปกครองของเจ้าเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะการปลีกตัวและการหลบซ่อนตนของบรรดาผู้ปกครองจากบรรดาผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง คือประเภทหนึ่งของการมีจิตใจที่คับแคบ และทำให้ขาดความรู้เกี่ยวกับความเป็นไปของกิจการต่างๆ ของบ้านเมือง และการปลีกตัวออกจากพวกเขาก็จะเป็นการปิดกั้นความรู้ในสิ่งที่พวกเขามีความต้องการ อันอาจจะทำให้เรื่องใหญ่ของพวกเขากลายเป็นเรื่องเล็ก และทำให้เรื่องเล็กน้อยกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ทำให้สิ่งที่ดีงามกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย และสิ่งที่เลวร้ายดูเป็นสิ่งดีงาม และจะทำให้สัจธรรมและความถูกต้องปะปนไปด้วยสิ่งที่หลงผิด
อันที่จริงแล้วผู้ปกครองก็คือสามัญชนคนหนึ่ง ซึ่งเขาอาจจะไม่รู้ในสิ่งที่ประชาชนได้ปิดบังอำพรางต่อเขาเกี่ยวกับกิจการงานต่างๆ และไม่มีสัญลักษณ์บ่งชี้ใดๆ สำหรับความถูกต้องชอบธรรมที่จะทำให้เขาสามารถแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นความจริงแท้ออกจากความมดเท็จได้” [12]
ท่านอิมามอะลี (อ.) ยังได้กล่าวไว้อีกเช่นกันว่า “หากผู้นำหลบซ่อนตัวเองออกจากความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน ในวันกิยามะฮ์ (ปรโลก) พระผู้เป็นเจ้าก็จะทรงซ่อนตัวจากความต้องการและความเดือนร้อนต่างๆ ของเขา และหากเขาเอาของกำนัลจากประชาชน ของกำนัลนั้นก็จะกลายเป็นโซ่ตรวน และหากเขารับเอาสินบนเขาก็คือผู้ตั้งภาคี” [13]
ผู้ปกครองแห่งอิสลามจะต้องเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อทรัพย์สินของประชาชน และเป็นผู้ที่ปรารถนาดีต่อพวกเขา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวว่า “หากเราได้มอบหมายให้บุคคลใดปฏิบัติหน้าที่หนึ่งๆ แล้วเขาได้ปิดบังซ่อนเร้นแม้เพียงด้ายเส้นหนึ่งหรือสิ่งที่น้อยไปกว่านั้น ในวันกิยามะฮ์ (ปรโลก) ด้ายหรือสิ่งอื่นจากมันจะกลายเป็นบ่วงโซ่พันธนาการ…”[14]
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวว่า “บุคคลใดก็ตามจากพวกท่านที่เราได้มอบหมายตำแหน่งหน้าที่ให้กับเขา แต่เขากลับปิดบังซ่อนเร้นต่อเราแม้เพียงด้ายเส้นหนึ่งหรือสิ่งที่เล็กน้อยยิ่งไปกว่านั้น เขาคือผู้บิดพลิ้ว และสิ่งที่เขาบิดพลิ้วนั้นจะกลายเป็นบ่วงโซ่พันธนาการเขาในวันกิยามะฮ์”[15]
ท่านยังกล่าวไว้อีกว่า “ผู้ใดก็ตามที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ปกครองดูแลประชาชน และเขาได้ตายลงในสภาพที่ได้บิดพลิ้วต่อประชาชนของตนเอง พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทำให้สรวงสวรรค์เป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา”[16]
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ปกครองเหนือปวงชนมุสลิม แต่เขากลับมิได้อุตสาหพยายามที่จะทำให้เกิดความผาสุกขึ้นกับพวกเขา และไม่ปรารถนาสิ่งดีงามสำหรับพวกเขา พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงให้เขาได้เข้าสู่สรวงสวรรค์พร้อมกับปวงชนมุสลิมนั้น”[17]
ผู้ปกครองอิสลามจะต้องเป็นผู้ที่มีความเมตตาต่อบรรดาผู้ยากไร้และเด็กกำพร้า ยิ่งไปกว่านั้น ความเมตตาและความเอื้ออาทรของผู้ปกครองอิสลามจะต้องมีมากถึงขั้นที่ว่าเป็นวาญิบ (ข้อบังคับ) เหนือเขา ที่จะต้องจัดการชดใช้หนี้สินของผู้ศรัทธาที่ตายลงในสภาพที่มีหนี้สินติดค้างอยู่ โดยใช้เงินจากกองคลัง (บัยตุลมาล) ของชาวมุสลิม
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวว่า “มุอ์มิน (ผู้ศรัทธามั่น) หรือมุสลิมคนใดก็ตามที่ตายลงโดยละทิ้งหนี้สินไว้ในสภาพที่หนี้สินดังกล่าวมิได้เกิดจากหนทางที่เสื่อมเสีย หรือเกิดจากความสุรุ่ยสุร่าย ดังนั้นเป็นหน้าที่จำเป็นเหนือผู้นำที่จะต้องชดใช้หนี้สินให้เขา และหากไม่ชดใช้ให้กับเขา ความผิดบาปของสิ่งนั้นจะตกอยู่กับผู้นำ”[18]
ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวว่า “ผู้นำจะต้องทำให้การดำเนินชีวิตของตนเองอยู่ในระดับเดียวกับบรรดาผู้ยากจนขัดสน”
และท่านยังได้กล่าวอีกว่า “แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงแต่งตั้งฉันให้เป็นอิมาม (ผู้นำ) ปวงชนของพระองค์ และได้ทรงกำหนดเป็นข้อบังคับเหนือฉันที่จะต้องกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ อาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องนุ่งห่มของตัวเองให้เหมือนกับประชาชนผู้ที่อ่อนแอและยากไร้ เพื่อว่าผู้ยากไร้ขัดสนจะได้ปฏิบัติตามความยากไร้ของฉัน และผู้ร่ำรวยมั่งมีก็จะได้ไม่ล่วงละเมิดเนื่องจากความร่ำรวยมั่งมีของเขา” [19]
ความเห็นอกเห็นใจและการแสดงความทุกข์สุขร่วมกับผู้อื่น สำหรับบรรดาผู้นำประชาชาติผู้ที่สายตาทั้งหลายของประชาชนมุ่งมองไปยังพวกเขา นับว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ท่านอิมามอะลี (อ.) ในสมัยของการเป็นผู้ปกครอง (คิลาฟะฮ์) ของท่าน ท่านได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ทั้งหมด ในช่วงเวลาหนึ่งอาซิม อิบนุซิยาด ได้สวมใส่ผ้าคลุมที่หยาบกระด้างและถอดเสื้อผ้าอาภรณ์ที่นุ่มนวลสวยงามออกจากร่างกายตน รอเบี๊ยะอ์ อิบนุซิยาด น้องชายของเขาได้ร้องเรียนต่อท่านอะมีรุลมุอ์มินีน (อ.) เกี่ยวกับตัวเขาว่า “เขาทำให้ภรรยาและลูกๆ ของเขาอยู่ในสภาพที่ทุกข์ยาก” ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวกับอาซิมว่า “ท่านไม่รู้สึกละอายใจต่อภรรยาของตัวเองเลยดอกหรือ? ท่านไม่รู้สึกเมตตาสงสารลูกๆ ของท่านบ้างเลยหรือ? ท่านคิดหรือว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทำให้สิ่งที่ดีงามและสะอาดบริสุทธิ์ทั้งหลายเป็นที่อนุมัติ (ฮะล้าล) สำหรับท่าน แต่พระองค์กลับไม่ประสงค์ที่จะให้ท่านใช้ประโยชน์จากมัน? พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงตรัสดอกหรือว่า <พระองค์ได้ทรงสร้างพื้นแผ่นดินเพื่ออำนวยประโยชน์แก่มวลมนุษย์ ซึ่งในมันนั้นมีผลไม้ต่างๆ และต้นอินทผลัม> หรือพระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงตรัสดอกหรือว่า <พระองค์ได้ทรงบันดาลให้สองทะเล (น้ำเค็มและน้ำจืด) ไหลไปบรรจบกัน ระหว่างมันทั้งสองนั้นมีสิ่งขวางกั้นโดยที่ทั้งสองจะไม่ล่วงล้ำขอบเขตของกันและกัน> จนกระทั่งทรงตรัสว่า <มีไข่มุกและหินปะการังสีแดงเรืองออกมาจากมันทั้งสอง>”
อาซิมได้กล่าวว่า “โอ้ท่านอะลี! แล้วไฉนเล่าตัวท่านเองกลับพอเพียงด้วยกับอาหารที่แข็งและเสื้อผ้าที่หยาบกระด้าง?” ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวตอบว่า “แท้จริงอัลลอฮฺผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงเกรียงไกร ได้ทรงกำหนดเป็นข้อบังคับเหนือบรรดาผู้นำที่มีความเที่ยงธรรม ในการที่พวกเขาจะต้องจำกัดตัวของพวกเขาเองให้อยู่ในระดับเดียวกับประชาชนผู้ยากไร้ขัดสน เพื่อว่าความยากจนของผู้ที่ยากจนขัดสนจะไม่ก่อให้เกิดความทุกข์โศกแก่เขา” อาซิม อิบนุซิยาด จึงถอดผ้าคลุมที่หยาบกระด้างออก และสวมใส่อาภรณ์ที่นุ่มนวลแก่ร่างกายของตนเอง [20]
ท่านอิมามซอดิก (อ.) ในการแนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับตัวผู้นำ (อิมาม) ท่านกล่าวว่า “ด้วยกับสื่อของผู้นำ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงเกรียงไกร จะทรงยับยั้งการหลั่งเลือดกัน และจะทรงสร้างความสมานฉันท์และความเป็นปึกแผ่นในระหว่างพวกเขา และจะทรงแก้ไขปรับปรุงวิกฤติการณ์ (ฟิตนะฮ์) ต่างๆ ที่เลวร้าย จะทรงให้การสวมใส่แก่ผู้ที่เปลือยเปล่า จะทรงทำให้ผู้หิวโหยได้รับความอิ่มเอิบ และจะทำให้บรรดาผู้ที่หวาดกลัวได้รับความปลอดภัย” [21]
คำสั่งเสียจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
“ฉันขอเตือนผู้ปกครองประชาชาติของฉันภายหลังจากฉันให้รำลึกถึงอัลลอฮฺ ในการที่เขาจะไม่แสดงความเมตตาปรานีต่อปวงชนมุสลิม ดังนั้นเขาจงเคารพและให้เกียรติต่อคนชราในหมู่พวกเขา และจงเมตตากรุณาต่อผู้ที่อ่อนแอจากหมู่พวกเขา และจะต้องไม่ทำอันตรายใดๆ ต่อพวกเขา ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้รับความต่ำต้อยไร้เกียรติ และจะต้องไม่ทำให้พวกเขาต้องประสบกับความยากไร้ซึ่งจะทำให้พวกเขาละทิ้งศาสนา และจะต้องไม่ปิดประตูบ้านของตนเองจากพวกเขา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เข้มแข็งจากพวกเขาทำการประทุษร้ายและเบียดเบียนผู้ที่อ่อนแอจากหมู่พวกเขา” [22]
สาสน์จากท่านอิมามอะลี (อ.) “ฉันขอสั่งเสียเขา (ผู้นำ) ให้มีความตักวา (ยำเกรง) ต่อพระผู้เป็นเจ้า จากกิจการและการกระทำต่างๆ ของเขาที่เป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นและลับตา โดยที่ไม่มีสักขีพยานและผู้มองเห็นคนใดนอกจากพระองค์ และฉันขอกำชับสั่งเสียเขาว่า จงอย่ากระทำสิ่งใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงแค่ภาพที่ปรากฏทางภายนอก แต่เขากลับกระทำสิ่งที่ตรงกันข้ามในที่ซ่อนเร้น และผู้ใดก็ตามที่สิ่งซ่อนเร้นและสิ่งเปิดเผยของเขา การกระทำและคำพูดของเขาไม่มีความขัดแย้งแตกต่างกัน ดังนั้นแน่นอนยิ่งเขาได้ปฏิบัติตามความไว้วางใจ (อะมานะฮ์) ต่อพระผู้เป็นเจ้า และมีความบริสุทธิ์ใจในการอิบาดะฮ์ (เคารพภักดี) พระองค์
และฉันขอกำชับสั่งเสียต่อเขาว่า จงอย่าบังคับเคี่ยวเข็ญพวกเขาในสิ่งที่จะก่อให้เกิดความทุกข์ยาก อย่าโกหกและให้ร้ายพวกเขา และอย่าแสดงความหยาบคายต่อพวกเขาโดยถือว่าตนเองเป็นผู้นำ เพราะแท้จริงพวกเขาคือพี่น้องร่วมศาสนา และเป็นผู้ช่วยเหลือในการปฏิบัติซึ่งสิทธิหน้าที่ต่างๆ” [23]

ถอดความจากหนังสือ “พื้นฐานการปกครองแบบอิสลาม” ของท่าน อะยาตุลลอฮ์ ญะอ์ฟัร ซุบฮานี.

เชิงอรรถ :

[1] ฮุกูมัต อิสลามี, หน้า 59-60.
[2] ตุฮะฟุลอุกูล, หน้า 172.
[3] เราฏ้อตุลวาอิซีน, หน้า 206.
[4] บิฮารุลอันวาร, เล่มที่ 14, หน้า 379.
[5] ซะฟีนะตุลบิฮาร, เล่มที่ 1, หน้า 560.
[6] เงื่อนไขอีกประการหนึ่งของผู้นำและผู้ปกครองอิสลาม นั่นคือเป็นผู้ที่มีความรอบรู้สูงสุดในหมู่ประชาชาติ
[7] เงื่อนไขอีกประการหนึ่งของผู้นำและผู้ปกครองอิสลาม คือการมีอดีตที่สวยงาม บุคคลที่จะสามารถเป็นผู้นำ
ของประชาชาติมุสลิมได้จะต้องมีอดีตที่ดีงาม เป็นผู้ที่มีเกียรติและมีชาติตระกูลที่ดี
ในสาสน์ที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้เขียนถึงมุอาวิยะฮ์ในเชิงตำหนิเขา  ซึ่งท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวว่า “โอ้มุอาวิยะฮ์ จงบอกมาทีซิว่าท่านมีความคู่ควรเหมาะสมตั้งแต่เมื่อใดเล่า! ต่อการเป็นผู้นำปวงชนและเป็นผู้ปกครองกิจการงานของประชาชาติ ในขณะที่ท่านนั้นมิได้มีอดีตที่งดงามและชาติตระกูลที่สูงส่ง?!” (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์, จดหมายอันดับที่ 10)
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ส่วนหนึ่งจากบุคลิกภาพในด้านต่างๆ ของมนุษย์นั้น ได้ถูกก่อรูปขึ้นมาจากปัจจัยต่างๆ ทางด้านพันธุกรรม โดยที่นักวิชาการบางท่านได้สรุปถึงปัจจัยที่มีส่วนเสริมสร้างบุคลิกภาพของมนุษย์ไว้ในสามด้านด้วยกันคือ มรดกทางพันธุกรรม สภาพแวดล้อมและการอบรมขัดเกลา และได้เรียกมันว่า “สามด้านแห่งบุคลิกภาพ”.
[8] นิซอมุลฮุกม์ วัลอิดาเราะฮ์ ฟิลอิสลาม, หน้า 302.
[9] อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์, เล่มที่ 1, หน้า 40.
[10] ญามิอุลอุซูล, เล่มที่ 4, หน้า 52.
[11] แหล่งอ้างอิงเดิม.
[12] นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์, จดหมายลำดับที่ 53.
[13] ษะวาบุลอะอ์มาล, หน้า 310.
[14] ซอเฮี๊ยะฮ์ มุสลิม, เล่มที่ 2, หน้า 55.
[15] ซอเฮี๊ยะฮ์ มุสลิม, เล่มที่ 2, หน้า 127.
[16] ญามิอุลอุซูล, เล่มที่ 4, หน้า 53.
[17] แหล่งอ้างอิงเดิม.
[18] อัลกาฟี, เล่มที่ 1, หน้า 407.
[19] อัลกาฟี, เล่มที่ 1, หน้า 410.
[20] อัลกาฟี, เล่มที่ 1, หน้า 410 ; นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์, คำเทศนาที่ 200 ; อะลาอ์อิบนุซิยาด.
[21] อัลกาฟี, เล่มที่ 1, หน้า 314
[22] อัลกาฟี, เล่มที่ 1, หน้า 406.
[23] นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์, จดหมายอันดับที่ 26.