แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. จริยธรรมอิสลาม

จริยธรรมอิสลาม

จริยธรรม หมายถึง ความเคยชินของจิตใจ ซึ่งความเคยชินนั้นเองก่อให้เกิดการกระทำอันง่ายดายออกมาจากจิตวิญญาณ โดยไม่ต้องรั้งรอหรือใคร่ครวญอีกต่อไป เป็นการกระทำหรือความประพฤติดีอันเป็นสาเหตุทำให้ผู้กระทำได้รับคำสรรเสริญเยินยอ ดังนั้น ทุกความประพฤติที่ดีงามจึงเรียกว่า จริยธรรม ส่วนทุกความประพฤติที่ไม่ดีไม่เรียกว่าเป็น จริยธรรม
มนุษย์จำเป็นต้องขวนขวายและต่อสู้เพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จ มีความสุขและพบเจริญรุ่งเรือง การที่มนุษย์ขวนขวายทุกอย่าง มิใช่เพียงเพื่อความสำเร็จและความสุขของชีวิตเพียงอย่างเดียว ทว่าเพื่อยกระดับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น สิ่งนี้เองถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตซึ่งไม่อาจหาสิ่งใดมาแลกเปลี่ยน หรือทดแทนได้เด็ดขาด
และสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับมนุษย์อันเป็นเหตุทำให้ชีวิตของเขาประสบความสำเร็จคือ “การรู้จักหน้าที่ของตนเอง”  ซึ่งการให้ความสำคัญต่อหน้าที่ก็เท่ากับการให้ความสำคัญต่อการเป็นมนุษย์ของตน เพราะใครก็ตามที่ละทิ้งหน้าที่ของตนเอง หรือไม่ใส่ใจ หรือไม่ให้ความสำคัญเท่ากับเขาได้ทำให้ความเป็นมนุษย์ของตนหยุดนิ่ง และจมดิ่งลงสู่ความตกต่ำ ประหนึ่งได้ยอมจำนนต่อความต่ำทราม ขณะเดียวกันถ้ามนุษย์ละเมิดหรือละเลยหน้าที่ของตนมากเท่าใด ก็เท่ากับได้ทำลายตัวเอง และสังคมมากเท่านั้น อัลลอฮ ตรัสว่า แท้จริงมนุษย์คือผู้ที่ขาดทุน ยกเว้นมวลผู้ศรัทธา และประพฤติคุณงามความดีเท่านั้น และพวกเขาตักเตือนกันในเรื่องความถูกต้องและความอดทน” (อัล-กุรอาน บทอัล-อัซร์ โองการที่  3)
ظَهَرَ الْفَسَادُ فِي الْبَرِّ وَالْبَحْرِ بِمَا كَسَبَتْ أَيْدِي النَّاسِ
“ความชั่วได้ปรากฏขึ้นแล้วบนหน้าแผ่นดินและพื้นน้ำ เพราะความพากเพียรของมนุษย์” (อัล-กุรอาน บทอัร โรม โองการที่ 41)
การให้ความสำคัญต่อหน้าที่ ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคน ละเป็นกฎเกณฑ์อันดีงามของสังคม เนื่องจากหน้าที่ของมนุษย์เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสำเร็จและการดำเนินชีวิตเองตน อิสลามสอนว่า แท้จริงชีวิตมนุษย์เป็นอมตะนิรันดรกาล ไม่มีขอบเขตและปราศจากจุดจบและความตายไม่ใช่จุดจบของมนุษย์ ซึ่งหลังจากตายแล้วมนุษย์ยังต้องเดินทางต่อไป เสบียง และสัมภาระที่จำเป็นที่ต้องนำติดตัวไปคือ ความเชื่อที่ถูกต้อง มารยาทที่ดีงาม และคุณงามความดีที่เขาได้ขวนขวายเอาไว้บนโลก ฉะนั้น การกำหนดบทบาทและหน้าที่ของมนุษย์ตามที่ศาสนาได้กำหนด หมายถึง การมีชีวิตอย่างเป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า
ศาสนาได้วางกฎเกณฑ์ให้มนุษย์เรียนรู้จักพระผู้เป็นเจ้า หลังจากนั้นจึงแสดงความเคารพภักดีต่อพระองค์ ซึ่งผลของสิ่งนี้จะประจักษ์ชัดหลังจากมนุษย์ตายไปแล้ว และในวันที่เขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อรอการสอบสวน และตอบแทนผลรางวัลหรือลงโทษไปตามผลกรรม
ถ้ามนุษย์ได้วางกฎเกณฑ์และกำหนดบทบาทของตัวเองให้เป็นไปในทางวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพที่แท้จริงอันได้แก่จิตวิญญาณและการมีชีวิตที่ถาวร มนุษย์จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร แน่นอน วัฒนธรรมของสังคมที่นิยมศาสนากับสังคมที่ปราศจากศาสนาย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การรู้จักหน้าที่
ดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่ต้นว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่วางโครงสร้างไว้เพื่อส่วนรวม และเพื่อชนทุกยุคทุกสมัยโดยพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ได้ประทานศาสดาต่าง ๆ ลงมาเพื่อรับใช้และชี้นำมวลมนุษย์ว่า เขาต้องดำเนินชีวิตอย่างไรทั้งโลกนี้และโลกหน้า เพื่อให้เกิดรูปธรรมและนามธรรมในทางปฏิบัติ และเพื่อช่วยเหลือมนุษย์นี้ให้รอดพ้นจากความมืดมิดแห่งความโง่เขลาทั้งหลาย ไปสู่โลกของความสว่างไสวแห่งปัญญา
อิสลามได้แสดงทัศนะว่าศาสนา คือ แนวทางในการดำเนินชีวิต ส่วนคำสอนของศาสนาเป็นครรลองในการเลือกสรรปัจจัยยังชีพที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของตน โดยศาสนาจะเป็นตัวกำหนดหน้าที่ให้กับมนุษย์และพึ่งหวังการปฏิบัติจากเขา ดังนั้น ศาสนาจึงกำหนดหน้าที่โดยกว้าง ๆ ของมนุษย์ไว้ 3 ประการดังนี้
1.             หน้าที่ของมนุษย์กับอัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ในฐานะที่พระองค์คือผู้ทรงสร้างเขาและประทานปัจจัยยังชีพแก่เขา ดังนั้น การเรียนรู้จักพระผู้เป็นเจ้าจึงมีความจำเป็นเหนือวามจำเป็นทั้งหลาย
2.             หน้าที่ของมนุษย์กับตัวเอง
3.             หน้าที่ของมนุษย์กับคนอื่น หรือกับสังคมส่วนรวมที่เขาอาศัยอยู่ ซึ่งในแต่ละสังคมต้องการความสัมพันธ์ การประสานงานและการร่วมมือต่อกัน ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่ามนุษย์มีหน้าที่หลักโดยรวมอยู่ 3 ประการ ดังกล่าวไปแล้วข้างต้นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ก. หน้าที่ของมนุษย์ที่มีต่ออัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์)
1. การรู้จักพระผู้เป็นเจ้า
หน้าที่ของมนุษย์ที่มีต่ออัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) คือ การรู้จักพระองค์ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญที่สุด และเป็นหน้าอันดับแรกสำหรับมนุษย์ การเรียนรู้จักพระองค์ต้องมีจิตใจสะอาดและเจตนาที่บริสุทธิ์ การมีอยู่ของพระองค์ คือ ต้นกำเนิดของมวลสรรพสิ่งทั้งหลายและปัจจัยทั้งปวง การรู้จักพระองค์ คือ รัศมีแห่งปัญญาที่ส่องผ่านจิตใจทั้งหลายที่ยังมืดมิดอยู่ในโลกของความจริง
ส่วนการไม่ใส่ใจที่อยากจะรู้จัก คือ บ่อเกิดแห่งความโง่เขลาทั้งหลาย ที่ปิดบังนัยนาให้มืดมิดจากการรู้จักหน้าที่ของตน และใครก็ตามที่ไม่สนใจต่อการรู้จักพระองค์ ก็เท่ากับเขาได้ดับแสงแห่งปัญญาของตนให้มืดสนิท และหมดหนทางที่จะไขว่คว้าหาความสำเร็จและความสุขที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์มาไว้ในครอบครองได้
ดังที่เราได้ประสบพบอยู่ทุกวันนี้ว่า ประชาชนได้หันหลังให้กับการเรียนรู้จักพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงของตน  และตลอดชั่วอายุไขก็ไม่เคยคิดที่จะใส่ใจในเรื่องนี้ ในความเป็นจริงแล้วเขาได้ละทิ้งธาตุแท้ของความเป็นมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนธาตุแท้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวเขา คือ ธาตุแห่งความเป็นอมนุษย์ ซึ่งไม่แตกต่างอะไรไปจากก้อนหินหรือก้อนดิน อัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ตรัสว่า
فَأَعْرِضْ عَن مَّن تَوَلَّى عَن ذِكْرِنَا وَلَمْ يُرِدْ إِلَّا الْحَيَاةَ الدُّنْيَا ذَلِكَ مَبْلَغُهُم مِّنَ الْعِلْمِ
“ดังนั้น เจ้าจงหันออกจากบุคคลที่หันเหออกจากคำเตือนของเรา เพราะเขามิได้มุ่งหวังสิ่งใดนอกจากชีวิตทางโลกนี้เท่านั้น และนั่นแหละเป็นความรู้ที่บรรลุที่สุดแล้วของพวกเขา ” (อัล-กุรอาน บม อัน-นัจมุ โองการที่ 29)
ในความเป็นจริง การรู้จักพระผู้ถือเป็นธรรมชาติและเป็นสัญชาติญาณสำหรับมนุษย์ ไม่ต้องการข้อพิสูจน์หรือหลักฐานใด ๆ เพียงมนุษย์พิจารณาหรือสังเกตธรรมชาติที่อยู่รอบ ๆ ตัวเอง ก็จะพบหลักฐานอย่างดาษดื่นที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรีชาญาณ และทรงอำนาจยิ่ง ด้วยเหตุนี้ ความหมายของการรู้จักพระผู้เป็นเจ้ามิได้หมายถึงการที่มนุษย์ได้รู้จักพระองค์เป็นการส่วนตัว แต่หมายถึง การรู้จักวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ ซึ่งเท่ากับเป็นการตอบรับคำเชิญชวนของพระองค์ด้วยจิตใต้สำนึกและสลัดความสงสัยที่มีต่อพระองค์ออกจากจิตใจ
2. การเคารพสักภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว
หลังจากได้รู้จักพระผู้เป็นเจ้าแล้วลำดับต่อมา คือ การเคารพภักดีต่อพระองค์ เพราะความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองอันเป็นเป้าหมายเพียงประการเดียวของเรานั้น อยู่ที่การปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ผู้ทรงเมตตา ที่ได้กำหนดกฎเกณฑ์การปฏิบัติ และแนวทางในการดำเนินชีวิตให้กับมนุษย์ โดยผ่านบรรดาศาสนทูตของพระองค์ที่ได้มาทำหน้าที่เผยแผ่แก่มนุษย์ ฉะนั้น การภักดีและปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ถือเป็นหน้าที่เพียงประการเดียวของมนุษย์ ซึ่งไม่มีหน้าที่อันใดจะมาเทียบเคียงหรือยิ่งใหญ่กว่า อัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ตรัสว่า  “คำบัญชาขององค์พระผู้อภิบาลของเจ้า คือ
وَقَضَى رَبُّكَ أَلاَّ تَعْبُدُواْ إِلاَّ إِيَّاهُ
จงอย่าเคารพภักดีต่อสิ่งอื่นนอกจากพระองค์” (อัล-กุรอาน บท บนีอิสรออีล โองการที่ 23)
أَلَمْ أَعْهَدْ إِلَيْكُمْ يَا بَنِي آدَمَ أَن لَّا تَعْبُدُوا الشَّيْطَانَ إِنَّهُ لَكُمْ عَدُوٌّ مُّبِينٌ
“ข้ามิได้สัญญากับสูเจ้ามาก่อนหรือ โอ้ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย สูเจ้าทั้งหลายจงอย่านมัสการซาตานมารร้าย เพราะมันเป็นศัตรูที่ชัดแจ้งสำหรับสูเจ้า และสูเจ้าจงนมัสการเฉพาะข้า และนี่คือแนวทางที่เที่ยงตรง” (อัล-กุรอาน บท ยาซีน โองการที่ 60)
ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องรู้จักความเป็นบ่าว การภักดีและความต้องการของตัวเอง ขณะเดียวกันต้องรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ และความเกริกเกียรติเกรียงไกรของพระองค์เสมอ พร้อมทั้งมอบหมายให้พระองค์เป็นผู้ชี้นำการดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องไม่เคารพภักดีต่อสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์ และต้องไม่ปฏิบัติตามคำบัญชาของผู้ใดนอกจากท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) และอิมามผู้นำผู้บริสุทธิ์ที่อัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ได้กำชับและเตือนสำทับอยู่ตลอดเวลาว่า ต้องปฏิบัติตามพวกเขาเและจงอย่าได้ปฏิบัติตามผู้อื่น พระองค์ตรัสว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ أَطِيعُواْ اللّهَ وَأَطِيعُواْ الرَّسُولَ وَأُوْلِي الأَمْرِ مِنكُمْ
“จงภักดีต่ออัลลอฮ จงภักดีต่อศาสนทูต และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้า” (อัล-กุรอาน บทอัน-นิซาอ โองการที่  59)
แน่นอน ผลพวงประการหนึ่งที่เกิดจากการภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าและผู้นำนั้นก็คือ การให้ความเคารพต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่สัมพันธ์ไปยังพระองค์ เช่น นามอันจำเริญของพระองค์และนามต่าง ๆ ของผู้นำที่ต้องจดจำด้วยความนอบน้อม ต้องแสดงความเคารพต่อ อัล-กุรอาน วิหาร อัล-กะอบะฮ มัสยิดต่าง ๆ และสถานที่ฝังศพของเหล่าบรรดาผู้นำศาสนาของพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า
وَمَن يُعَظِّمْ شَعَائِرَ اللَّهِ فَإِنَّهَا مِن تَقْوَى الْقُلُوبِ
“ใครก็ตามที่ยกย่องสัญลักษณ์ของอัลลอฮ ดังนั้น การทำเช่นนี้เป็นลักษณ์ของผู้มีจิตใจยำเกรง” (อัล-กุรอาน บท อัล-หัจญ์ โองการที่ 32)