แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ชีวประวัติท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.)-1

ชีวประวัติท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.)-1

ในอดีตประชาชาติต่าง ๆ มองสตรีเหมือนกับสัตว์หรือทรัพย์สินส่วนตัวทีอยู่ในการครอบครองของบุรุษเพศ ชนชาติอาหรับในสมัยที่ยังไร้อายธรรมมองว่าสตรี เป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศ ดังนั้น ผู้คนในบางเผ่าถึงกับฝังลูกสาวขอตนเองทั้งเป็นก็มี
เมื่อแสงสว่างของอิสลามได้ทอประกายขึ้น ก็ได้มีการส่งเสริมสิทธิให้แก่สตรี และกำหนดสิทธิในด้านต่าง ๆ ของผู้หญิงขึ้นมา เช่น สิทธิในความเป็นมารดา เป็นภรรยา และบุตร เราต่างเคยได้รับฟังรายงาน อันทรงเกียรติบทหนึ่งจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่ว่า “ความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ อยู่บนความพึงพอใจของบิดามารดา” และสตรีคือ บุคคลหนึ่งในสองคนดังกล่าวนั่นเอง
อิสลามให้ฐานะความเป็นมนุษย์แก่สตรี  อีกทั้งได้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อปกป้องเกียรติยศของสตรี ฉะนั้น การคลุมศีรษะ จึงมิได้เป็นกงขังที่กักขังสตรี แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีต่างหาก เราจะพบว่าทรัพย์สินที่มีค่าทั้งหลาย ล้วนถูกเก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่มั่นคง แม้แต่ผลไม้ก็ยังถูกรักษาไว้ในชะลอม ฉะนั้น สำหรับสตรีชาวมุสลิม อัลลอฮฺ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ จึงทรงกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นมา เพื่อปกป้องคุ้มครองสตรีนั่นคือ การคลุมศีรษะ ซึ่งไม่เพียงแต่เกียรติของผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่า และความงามให้แก่ผู้หญิงอีกด้วย
ส่วนชาวตะวันตกมักจะมองสตรีเป็นเสมือน วัตถุ หรือสิ่งของชนิดหนึ่ง ที่มีไว้เพื่อโฆษณาในเชิงธุรกิจและแสวงหากำไรทางวัตถุ ทั้ง ๆ ที่บุคลิกภาพ และเกียรติยศของสตรีคือ มนุษย์คนหนึ่ง ทัศนะเช่นนี้เอง จึงเป็นสามเหตุทำให้สตรีเกิดความตกต่ำ และทำให้สตรีต้องหลุดออกไปจาอารมณ์ และความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ที่สูงส่งคนหนึ่ง
ปัจจุบัน จะเห็นสภาพความล้มเหลวของระบบครอบครัวในสังคมตะวันตกได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น สตรีในโลกตะวันตก จึงถูกเปลี่ยนสภาพให้เหลือแต่เรือนร่างที่เป็นมนุษย์ โดยไม่มีคุณค่า ไม่มีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นในหมู่ของเหล่าดาราภาพยนตร์ นักแสดง นางแบบโฆษณาขายสินค้า หรือผู้ที่เข้าประกวดความงาม ต่างเสมอเหมือนกันไปทั้งหมด ดังนั้น เราขอเสนอสตรีตัวอย่างในอิสลามสักท่านหนึ่ง เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอันมีค่าของตนต่อไป สตรีที่บทความนี้ขอนำเสนอคือ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺ
ฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺ คือ บุตรสาวของศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ)
ฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺ คือ ภรรยาของท่านอิมามอะลี (อ.) ผู้แทนของท่านศาสดา และเป็นผู้ปกครองแห่งพระเจ้า
ฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺคือ มารดาของฮะซัน ฮุเซน ซัยนับ และอิมามผู้บริสุทธิ์อีก ๙ ท่าน
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าในหมู่สตรีทั้งที่มิได้เป็นมุสลิม หรือเป็นมุสลิมก็ตาม ฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรออฺ (อ.) คือสตรีที่มีความงดงามและประเสริฐที่สุด ทั้งด้านความรู้ ความสำรวมตน โวหาร และจริยธรรม ฟาฏิมะฮฺ ถูกรู้จักในนามของหัวหน้าสตรีแห่งสรวงสวรรค์ แบบอย่างของสตรีในโลกทั้งหลาย เป็นผู้มีความสะอาดบริสุทธิ์ และมีความประเสริฐเป็นเลิศ
บนตักอันจำเริญของฟาฏิมะฮฺคือ เปลที่เลี้ยงอุ้มชูอิมามผู้มีความยิ่งใหญ่ ๒ ท่าน ผู้เป็นมนุษย์ตัวอย่างในสากลโลก อิมามฮะซัน (อ.) คือแบบอย่างของความขันติ และความอดกลั้น อิมามฮุซัยนฺ (อ.) คือนายของบรรดาชะฮีด (ผู้สละชีพบนหนทางของพระเจ้า) และท่านหญิง (อ.) ยังให้กำเนิดซัยนับ อัลกุบรอ (อ.) สตรีผู้เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญชาญชัย นักปาถกถา ผู้เรียกร้องความถูกต้องยุติธรรม ผู้ถือและประกาศสาส์น ของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) และเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแห่งแผ่นดินกัรบะลาอฺ แก่ประชาโลกทั้งหลาย ท่านหญิงคือผู้ทำลายล้างและกระชากหน้ากากของยะซีด ผู้ตั้งภาคีเทียบเทียม กินดอกเบี้ย สร้างความต่ำทรามบนหน้าแผ่นดิน และหลงบูชาความสิวิไลของโลก  สตรีที่ไม่เข้าใจว่าควรจะอบรมเลี้ยงดูบุตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรีอย่างไร ฟาฏิมะฮฺ (อ.) ได้สอนและแสดงให้เห็นแล้วว่าการเลี้ยงดูบุตรในอิสลาม ภายใต้ความสะอาดบริสุทธิ์ หลักการ และความสำรวมตนต้องกระทำอย่างไร
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) เป็นบุตรีคนเดียวในบรรดาบุตรทั้งหลายของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กับท่านหญิงเคาะดิญะฮฺ ที่หลงเหลืออยู่
จะให้กล่าวอย่างไร ถึงสตรีที่บิดาของเธอคือ บรมศาสดา ผู้เป็นที่รักยิ่งของพระเจ้า ผู้ให้การช่วยเหลือประชาชาติให้รอดพ้นภยันตรายจากการหลงทาง และความหลงผิด ผู้ที่น้ำหมึกและปากกาไม่สามารถบันทึกคุณงามดี ความประเสริฐ และจริยธรรมอันสูงส่งของท่านให้หมดได้ นักโวหาร และบรรดานักกวีต่างหมดหวังที่จะกระทำเช่นนั้นให้สำเร็จ
ส่วนมารดาของเธอ เคาะดิญะฮฺ บุตรีของคุวัยละฮฺ สตรีที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุดในหมู่สตรีอาหรับก่อนการมาของอิสลาม เป็นสตรีคนแรกที่ยอมรับอิสลาม เป็นสตรีเพียงคนเดียวที่ทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อเผยแพร่อิสลาม ถ้าจะดูว่าเธอมีความรักท่านศาสดา และซื่อสัตย์ต่ออิสลามมากน้อยเพียงใด ให้ดูสิ่งที่เธอแสดงออกมา ประวัติศาสตร์อิสลามไม่มีวันที่จะลืมเลือนสตรีนามว่า เคาะดิญะฮฺได้อย่างเด็ดขาด ขณะที่เคาะดิญะฮฺยังมีชีวิตอยู่ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มิเคยแต่งงานกับหญิงใดเลย ท่านรำลึกถึงความเสียสละ ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของท่านหญิงเคาะดิญะฮฺตลอดเวลา อาอิชะฮฺ ภรรยาอีกคนหนึ่งของศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ไม่มีหญิงใดบนโลกที่ท่านศาสดาจะให้เกียรติเกินไปจาก ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺ ประหนึ่งว่าบนโลกนี้มีผู้หญิงเพียงคนเดียว
อาอิชะฮฺ กล่าวว่า วันหนึ่งฉันได้กล่าวแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า เคาะดิญะฮฺไม่มีอะไรมากไปกว่าหญิงหม้ายคนหนึ่ง ท่านศาสดาโกรธมากถึงขนาดว่า เส้นเลือดที่หน้าผากท่านโปร่งบวมขึ้นมา หลังจากนั้น ท่านกล่าวกับฉันว่า ฉันขอสาบานด้วยนามของพระเจ้า สำหรับฉันไม่มีใครดีไปกว่าเคาะดิญะฮฺ วันที่ประชาชาติทั้งหลายต่างเคารพบูชารูปปั้น เธอศรัทธาในพระเจ้า และฉัน วันที่ทั้งหมดกล่าวหาฉันว่าเป็นพ่อมดหมดผี และเป็นนักโกหก เธอสนับสนุนและยอมรับฉัน วันที่ทุกคนนำทรัพย์สินคืนไปจากฉัน เธอได้นำทรัพย์สินทั้งหมดของเธอมอบให้ฉัน วันที่ทุกคนหนีห่างไปจากฉัน พระเจ้าทรงมอบบุตรีที่สะอาดบริสุทธิ์ ผู้เป็นแบบอย่างแก่สตรีทั้งหลายแก่ฉันโดยผ่านเธอ หลังจากนั้น อาอิชะฮฺกล่าวว่า ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายในคำพูด และฉันสำนึกผิดในคำพูดของฉัน
โอ้พระเจ้า ฟาฏิมะฮฺ คือบุคคลที่โชคดีที่สุด ที่บิดาของเธอคือ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ และมารดาของเธอคือ เคาะดิญะฮฺ ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺมีบุตรกับท่านศาสดา ๗ คน ได้แก่
๑. กอซิม ซึ่งฉายานามหนึ่งของท่านศาสดาคือ อบุลกอซิม ก็สืบเนื่องมาจากนี้ กอซิมเสียชีวิตก่อนที่ท่านศาสดาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา ขณะมีอายุได้ ๒ ขวบ
๒. อับดุลลอฮฺ หรือเฏาะบีบ ซึ่งเสียชีวิตก่อนที่ท่านจะได้รับการแต่งตั้งเช่นกัน
๓. ฏอเฮร ถือกำเนิดขณะที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา
๔. ซัยนับ ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับอบุลอาซ
๕. รุก็อยยะฮฺ ซึ่งตอนแรกแต่งงานกับ อุตบะฮฺ และแต่งงานครั้งที่สองกับ อุซมานบินอัฟฟาน เธอเสียชีวิตประมาณปีที่ ๒ หลังการอพยพ
๖. อุมมุกุลซูม ซึ่งเธอแต่งงานกับอุซมานหลังจากรุก็อยยะฮฺเสียชีวิต และเธอเสียชีวิตประมาณปีที่ ๔ หลังการอพยพ
๗. ฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรออฺ (อ.) แต่งงานกับท่านอะลี (อ.) ต่อมาบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ อีก ๑๑ ท่านเป็นผลพวงที่เกิดจากท่านหญิง
‌การกำเนิด
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะฮฺรออ์ (อ.) ถือกำเนิดหลังจากที่บิดาของท่านหญิงถูกแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูต ๕ ปี และหลังจากเหตุการณ์อัล อิสรออฺ และมิอฺรอจ ๓ ปี ญิบรออีล ได้นำข่าวดีเกี่ยวกับเรื่องการถือกำเนิดของท่านหญิงมาแจ้งให้ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทราบ ท่านหญิงถือกำเกิดที่นครมักกะฮฺ เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๐ เดือนญะมาดิลอาคิร ท่านหญิงมีฉายานามอื่นที่นอกเหนือจากฟาฏิมะฮฺ ซึ่งบ่งบอกถึงความสันติ และความสงบ เช่น ซิดดีกเกาะฮฺ ฏอฮิเราะฮฺ ซะกียะฮฺ ซะฮฺรออฺ ซัยยิดะตุนนิซาอิลอาละมีน ค็อยรุนนิซาอฺ บะตูน และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมี อุมมุฮะซัน อุมมุฮุซัยนฺ อุมมุอะอิมมะฮฺ สำคัญที่สุดคือ อุมมุอบีฮา หมายถึงมารดาแห่งบิดาของนาง บ่งบอกถึงความรักและความผูกพันอย่างมากที่มีต่อบิดา ทั้งที่เธอยังเด็กอยู่แต่เธอกลายเป็นที่พักพิงจิตใจแก่ท่านศาสดา แทนมารดาของเธอ ฉายานาม อุมมุอบีฮา บิดาของเธอเป็นผู้มอบให้ คำว่า อุม นอกจากหมายถึง มารดาแล้ว ยังหมายถึง แก่นแท้ และแหล่งที่มา เช่น กล่าวว่า อุมมุลกุรอ หมายถึง มักกะฮฺ ด้วยเหตุนี้ อุมมุอบีฮา จึงหมายถึงแก่นแท้ และแหล่งที่มาของนบูวัต และวิลายะฮฺ แน่นอน ฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรออฺ (อ.) คือต้นไม้ที่มั่นคงแข็งแรงและผลิดอกออกผลที่งดงาม และหวานชื่นอิมามัต และวิลายะฮฺ
บ้านที่อัล วะฮฺยูถูกประทานลงมา
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ได้ถูกเลี้ยงดูให้เจริญวัยมาในบรรยากาศแห่งกลิ่นไอของวะฮฺยู และสภาวะการเป็นศาสดา ซึ้งอยู่ภายในบ้านที่เต็มไปด้วยพจนารถแห่งอัลลอฮฺ และโองการอัล กุรอานอันไพโรจน์
วันหนึ่งอาอิชะฮฺถามท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า เพราะเหตุใดท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงมีความรักต่อท่านหญิงฟาฏิมะฮฺมากมายเช่นนี้ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จะลุกขึ้นยืนต้อนรับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺเสมอ ในยามที่ท่านหญิงเข้าพบท่าน และท่านจะจุมพิตศีรษะ และมือของท่านหญิงทุกครั้งเมื่อพบหรือจากกัน
ท่านศาส (ซ็อล ฯ) กล่าวตอบอาอิชะฮฺว่า “โอ้ อาอิชะฮฺ แน่นอนที่สุด ถ้าหากเธอได้รู้ในสิ่งที่ฉันรู้ เธอก็จะต้องรักฟาฏิมะฮฺเหมือนกับที่ฉันรัก ฟาฏิมะฮฺเป็นเลือดเนื้อก้อนหนึ่งของฉัน ผู้ใดที่ทำให้ท่านเธอโกรธ แน่นอนเท่ากับเขาทำให้ฉันโกรธ และผู้ใดทำท่านเธอมีความพึงพอใจ ก็เท่ากับเขาได้ทำให้ฉันพอใจ”
บรรดามุสลิมต่างเคยได้ยินได้ฟังท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวไว้ว่า “การที่ฟาฏิมะฮฺได้ถูกขนามนามว่า “ฟาฏิมะฮฺ” ก็เพราะเนื่องจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกริกเกียรติ และเกรียงไกร จะทรงปกป้องคุ้มกันบุคคลที่ให้ความรักแก่ท่านหญิง รอดพ้นจากไฟนรก”
ฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะฮฺรออฺ มีลักษณะคล้ายคลึงกับศาสดา (ซ็อล ฯ) ทั้งด้านบุคลิกและจริยธรรม อุมมุสะลามะฮฺภรรยาของท่านศาสดากล่าวไว้ว่า “ฟาฏิมะฮฺ เป็นผู้คล้ายคลึงกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มากที่สุด” อาอิชะฮฺ กล่าวเช่นกันว่า “แท้จริงฟาฏิมะฮฺเป็นผู้ที่คล้ายกับท่านศาสดามากที่สุด ทั้งในด้านการพูด และการเจรจาพาที”
ฟาฏิมะฮฺไม่เคยรักใครเท่ากับบิดา ท่านหญิงเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลบิดาของท่านหญิงตั้งแต่มีอายุได้เพียง ๖ ปี เพราะนับตั้งแต่มารดาของท่านหญิงสตรีผู้ยิ่งใหญ่ได้เสียชีวิต ท่านหญิงได้ทำหน้าที่ต่อเติมช่องว่าง ที่เกิดขึ้นให้แก่ครอบครัวเนื่องจากความสูญเสียมารดา
ท่านได้ร่วมรับการทดสอบอย่างขมขื่นกับบิดาตั้งแต่อายุยังน้อย นั่นคือการเผชิญหน้ากับภัยอันตรายต่าง ๆ จากพวกตั้งภาคีเทียบเทียมในเมืองมักกะฮฺ
ท่านทำหน้าที่รักษาบาดแผลของบิดา และชำระล้างสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ที่บรรดาคนโฉดเขลาในหมู่ชาวกุเรช กระทำต่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านได้รับการขนานนามว่า “ผู้เป็นมารดาแห่งบิดาของท่านนาง” ทั้งนี้ก็เพราะท่านได้ทุ่มเทความอาทร และความห่วงใยต่อบิดานั่นเอง
การสมรสของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ
เมื่อฟาฏิมะฮฺได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และถึงเวลาที่ท่านจะได้ออกเรือนมีสามี ก็ได้มีสาวกของท่านศาสดาเป็นจำนวนมากแวะเวียนมาสู่ขอในจำนวนบุคคลเหล่านั้น ได้แก่อบูบักร และอุมัร ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ตอบปฏิเสธผู้มาสู่ขอทั้งสองว่า” ฉันเองก็กำลังรอคอยพระบัญชาเกี่ยวกับเรื่องของท่านหญิงจากอัล วะฮฺยู อยู่”
ญิบรออีลได้ลงมาบอกข่าวแก่ท่านว่า อัลลอฮฺทรงจัดการสมรสให้ท่านหญิงกับอะลีแล้ว ด้วยเหตุนี้ เมื่ออะลีได้เดินเข้ามาหา ทั้ง ๆ ที่มีความละอายเพื่อจะมาสู่ของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงเขาไปถามท่านหญิงฟาฏิมะฮฺเพื่อขอทราบความเห็นของท่านหญิง โดยกล่าวกับท่านหญิงว่า “โอ้ฟาฏิมะฮฺ แท้จริงอะลี บุตร อบีฏอลิบ ซึ่งเธอก็รู้จักเขาดีในฐานะเครือญาติ อีกทั้งในความเป็นผู้มีเกียรติ และการนับถืออิสลามของเขา แท้จริงพ่อได้วิงวอนตอต่อพระผู้อภิบาลว่า ให้พระองค์จัดการสมรสเธอกับผู้ที่ดีที่สุดสักคนหนึ่ง ที่มีความรักในพระองค์มากกว่าผู้คนทั้งหลาย บัดนี้ อะลีได้มาสู่ขอเธอแล้ว เธอจะมีความคิดเห็นอย่างไร ฟาฏิมะฮฺ นิ่งเงียบ ก้มหน้ามองดูพื้นด้วยความอาย ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงกล่าวขึ้นว่า “อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกร การนิ่งเงียบของท่านหญิงย่อมหมายถึงความพึงพอใจของท่านหญิงนั่นเอง”
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้จับมือท่านอะลี (อ.) แล้วกล่าว “ลุกขึ้นเถิด ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ และจงกล่าวเถิดว่า โดยบารมีแห่งอัลลอฮฺ โดยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ไม่มีพลังอำนาจใด ๆ นอกจากโดยการอนุมัติของอัลลอฮฺ ข้าขอมอบการถวายตนแด่อัลลอฮฺ” หลังจากนั้นท่านก็ได้นำอะลี (อ.) เข้าไปนั่งเคียงข้างกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่อัลลอฮฺ บุคคลทั้งสองนี้เป็นผู้ที่ข้าพระองค์รักมากที่สุด ดังนั้น ของพระองค์ทรงรักเขาทั้งสอง และโปรดประทานความจำเริญให้แก่เชื้อสายวงศ์วานของเขาทั้งสอง และทรงบันดาลให้เขาทั้งสองได้รับการปกป้องจากพระองค์ด้วยเถิด แท้จริง ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองให้เขาทั้งสองและเชื้อสายของเขาทั้งสองรอดพ้นจากมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง”
หลังจากนั้น ท่านก็ได้จูบทั้งสองเพื่อแสดงความยินดี แล้วกล่าวว่า “โอ้อะลี ภรรยาที่ประเสริฐที่สุดนั้น คือภรรยาของเจ้า” และได้กล่าวแก่ฟาฏิมะฮฺว่า “โอ้ฟาฏิมะฮฺ สามีที่ประเสริฐที่สุด ได้แก่สามีของเจ้า”
ท่ามกลางความยินดีของบรรดาสตรีชาวมุฮาญิรีน ชาวอันซอร และตะรกูลบนีฮาชิม ครอบครัวตัวอย่างอันบริสุทธิ์ก็ได้เกิดขึ้นมาในหน้าประวัติศาสตร์ จนเป็นแหล่งกำเนิดของอะฮฺลุลบัยตฺ ซึ่งอัลลอฮฺ ทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินให้พ้นจากพวกเขา และทรงชำระขัดเกลาพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์
พิธีสมรสอันเรียบง่ายตามหลักการอันสูงส่งของอิสลามก็ได้ผ่านพ้นไปอย่างสมบูรณ์ ทั้ง ๆ ที่อะลีไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอยู่ในครอบครอง นอกจากดาบ และเสื้อเกราะเพียงตัวเดียว เขาต้องการที่จะขายดาบ แต่ท่านศาสดาได้ห้ามไว้ เพราะอิสลามอยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องอาศัยดาบของอะลี แต่ท่านตกลงให้เขาขายเสื้อเกราะ ดังนั้น ท่านอะลี (อ.) จึงนำไปขายแล้วเอาเงินจำนวนนั้นมามอบให้แก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้สั่งให้ซื้อสิ่งของที่ดีแต่เรียบง่าย มาใช้ตามความจำเป็นของครอบครัวใหม่ เรือนหอของอะลีก็นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาอย่างง่าย ๆ โดยได้สร้างห้องขึ้นหนึ่งห้อง เชื่อมติดกับผนังของมัสญิดนบี อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ที่ทรงรู้ซึ้งถึงระดับของความรักที่ผูกพันในหัวใจของผู้บริสุทธิ์ทั้งสอง นั่นคือหัวใจของอะลี (อ.) กับหัวใจของฟาฏิมะฮฺ (อ.) ทั้งนี้ก็เพราะความรักของคนทั้งสองมีเพื่ออัลลอฮฺ และอยู่ในหนทางของอัลลอฮฺ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺนั้นมีความตระหนักดีถึงงานเสียสละ และการต่อสู้ของอะลีที่มีเพื่ออิสลาม และคำสอนของบิดาผู้ยิ่งใหญ่ของท่านเอง
สามีของท่านหญิงได้ทำหน้าที่ต่อสู้มาตั้งแต่ก้าวแรกของอิสลาม เขาทำหน้าที่ถือธงรบของอิสลามในทุกสมรภูมิ และทุกสงครามที่มุสลิมต้องเข้าไปต่อสู้ และแทบจะไม่เคยอยู่ห้างท่านศาสดาเลยแม้สักครั้งเดียว
ฉะนั้น ท่านจึงพยายามอย่างที่สุดในการปรนนิบัติสามี และแบ่งเบาภาระอันหนักหน่วงของเขา และเป็นภรรยาที่เชื่อฟังต่อสามีอย่างดีที่สุด
ท่านได้ทำหน้าที่แม่บ้านอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเมื่อสามีของท่านกลับมาก็ได้พบกับบรรยากาศที่น่าอยู่ ให้ความสงแก่จิตใจและความสันติสุข
ฟาฏิมะฮฺเป็นพฤกษาชาติที่ดีที่สุด ซึ่งหยั่งรากลึกอย่างมั่นคง และชูกิ่งก้านสูงเสียดฟ้า เพราะท่านหญิงเจริญเติบมาโตมาท่ามกลางคำสอนของอัล วะฮฺยูและได้รักการเลี้ยงดูมาตามคำสอนของอัล กุรอาน
ครอบครัวตัวอย่าง
ชีวิตการครองเรือนได้หล่อหลอมให้สองชีวิตเป็นหุ้นส่วนของกันและกันจนกลายเป็นชีวิตเดียวกัน ชีวิตครอบครัวที่ประกอบด้วยด้วยความรัก และการให้เกียรติ การดำเนินชีวิตของอะลี และฟาฏิมะฮฺ (อ.) เป็นตัวอย่างของชีวิตในการครองเรือนที่มีเกียรติ
อะลีจะช่วยเหลือฟาฏิมะฮฺทำงานบ้านเสมอ ในขณะที่ฟาฏิมะฮฺก็พยายามที่สร้างความพึงพอใจและทำให้จิตใจของเขามีความสุข
การพูดคุยกันระหว่างคนทั้งสองเป็นจรรยา และความเคารพต่อกันอย่างที่สุด ท่านอิมามอะลีจะเรียกท่านหญิงฟาฏิมะฮฺว่า “โอ้บุตรสาวของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ” ส่วนท่านหญิงฟาฏิมะฮฺก็จะเรียกอิมามอะลีว่า “อมีรุลมุอฺมินีน” ทั้งสองเป็นบิดามารดาตัวอย่างในการให้ความรักแก่ลูก ๆ ของตัวเอง
ในปีที่สามของฮิจเราะฮฺศักราช่ ฟาฏิมะฮฺก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรก ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ตั้งชื่อให้เขาว่า “ฮะซัน” การถือกำเนิดของเขา ทำให้หัวใจของท่านศาสดาเต็มไปด้วยความสุข ท่านได้อะซานที่หูขวาและอิกอมะฮฺที่หูซ้าย อีกทั้งได้อ่านโองการอัล กุรอานให้แก่เขาอีกด้วย หลังจากนั้นหนึ่งปี ฮุซัยน (อ.) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอีกคน
อัลลอฮฺ ทรงประสงค์ให้เชื้อสายของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ถือกำเนิดมาจากฟาฏิมะฮฺ ท่านศาสนทูตจะอุ้มหลานสองคนของท่านเสมอ และเอาใจใส่การเลี้ยงดูเด็กทั้งสองอย่างดียิ่ง ท่านเคยกล่าวว่า เขาทั้งสองเป็นกลิ่นหอมที่สุดสำหรับฉันในโลกนี้ ท่านจะอุ้มหลานทั้งสองออกไปพร้อมกับท่าน หรือให้นั่งในตักอันอบอุ่นของท่านเสมอ
วันหนึ่ง ท่านศาสดาไปเยี่ยมบ้านของฟาฏิมะฮฺ พอดีฮะซันร้องไห้ด้วยความหิวโหย ขณะนั้น ฟาฏิมะฮฺ กำลังนอนหลับอยู่ ท่านจึงจัดการนำภาชนะมาใส่นมและป้อนด้วยมือของท่านเอง
ท่านได้เดินผ่านหน้าบ้านของฟาฏิมะฮฺอีกในวันหนึ่ง และได้ยินเสียงร้องไห้ของฮุซัยนฺ ท่านได้กล่าวด้วยความสะเทือนใจว่า “พวกเธอไม่รู้ดอกหรือว่า เสียงร้องไห้ของเขาทำให้ฉันเจ็บปวดยิ่งนัก”
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี “ซัยนับ” ก็ได้ถือกำเนิดมาในโลก ต่อจากนั้น “อุมมุกุลซูม” ก็ถือกำเนิดตามมาอีกคนหนึ่ง บางทีท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺอาจจะนึกถึงบุตรสาวสองคนของท่านที่ชื่อซัยนับ และอุมมุกุลซูมก็ได้ จึงตั้งชื่อหลานสาวสองคนด้วยชื่อของทั้งสอง
อัลลอฮฺ ทรงมีความประสงค์ให้เชื้อสายของท่านศาสนทูต สืบมาจากการฟาฏิมะฮฺ ซะฮฺรออฺ บุตรสาวของท่านคนเดียว และอัลลอฮฺ ทรงได้ยินทรงรอบรู้ยิ่ง
บ้านของฟาฏิมะฮ
ถึงแม้ว่าชีวิตของท่านจะสั้น แต่ท่านก็เป็นคนที่ประกอบไปด้วยความดีงามและความจำเริญในด้านต่าง ๆ ท่านเป็นต้นแบบ และเป็นตัวอย่างของบรรดาสตรี กล่าวคือ ท่านเป็นทั้งสตรีตัวอย่าง และภรรยาตัวอย่าง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเป็นประมุขของบรรดาสตรีในสากลโลก
มัรยัม บินติ อิมรอน นั้นเป็นประมุขของบรรดาสตรีในยุคสมัยของท่าน ท่านหญิงอาซียะฮฺ ภรรยาฟิรอูนเป็นประมุขของบรรดาสตรีในสมัยของท่านหญิง ทำนองเดียวกับคอดิญะฮฺ บินติ คุวัยลิด แต่สำหรับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะฮ์รออฺ ท่านเป็นประมุขของบรรดาสตรีตลอดไปทุกยุคทุกสมัย
ท่านเป็นแบบอย่างในทุกด้านกล่าวคือ สมัยที่ท่านยังเป็นหญิงสาวท่านก็ได้ทำหน้าที่ปรนนิบัติบิดา และมีส่วนร่วมในการรับความเจ็บปวดของบิดา เมื่อท่านเป็นภรรยาก็ได้ปรนนิบัติสามีอย่างดีเลิศ จนได้รับความอบอุ่นใจและความสงบที่มีท่านอยู่กับเขาตลอดวันเวลาที่ผ่านไป เมื่อท่านเป็นแม่ ก็ได้ให้การเลี้ยงดูลูกน้อยด้วยความรัก ด้วยความดีงาม และจริยธรรมที่มีเกียรติยิ่ง จนฮะซัน ฮุซัยนฺ ซัยนับ (อ.) เป็นแบบอย่างอันสูงส่งในโลกแห่งจริยธรรมและมนุษยธรรม
การจากไปของบิดา
เมื่อท่านศาสดา เดินทางกลับจากการบำเพ็ญหัจญ์ครั้งสุดท้าย ท่านได้ล้มป่วยลงและอาการทวีความรุนแรงขึ้นจนหมดสติ ท่านหญิงฟาฏิะฮฺอัซ ซะรออฺได้เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาอาการป่วยของบิดา ท่านต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเศร้าโศก ด้วยความปรารถนาที่จะตายแทนบิดาเสียเอง
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ลืมตาขึ้นมา ด้วยการตั้งความหวังอยู่กับบุตรสาวคนเดียวของท่าน ท่านได้ขอร้องท่านหญิงให้อ่านอัล กุรอานด้วยเสียงที่สำรวม โดยมีบิดาผู้ยิ่งใหญ่อ่านคลอด้วยความนอบน้อมที่มีต่อพจนารถแห่งอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปกคลุมบริเวณบ้านหลังนี้อยู่แล้ว
ท่านศาสดาต้องการที่จะให้โอกาสสุดท้ายของชีวิตอันจำเริญที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของท่าน หมดสิ้นไปพร้อมกับการอ่านอัล-กุรอานคลอตามเสียงของบุตรสาวของท่าน ซึ่งได้ดูแลเอาใจใส่ท่านแต่เล็กแต่น้อย และยืนหยัดเคียงข้างท่านตลอดมากระทั่งเติบใหญ่
ในที่สุดท่านศาสดาได้กลับไปสู่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงสุด ซึ่งการจากไปของท่านได้สร้างความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวงสำหรับบุตรสาวผู้บริสุทธิ์ของท่าน ซึ่งหัวใจของท่านมิอาจจะรับความทุกข์โศกเหล่านั้นได้ ท่านจึงร้องไห้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
หลังจากนั้นสถานการณ์ทางด้านการเมือง และกลุ่มผู้ลุ่มหลงในผลประโยชน์ก็ได้สร้างความกระทบกระเทือนจิตใจให้แก่ท่านอีกครั้งหนึ่ง โดยการช่วงชิงที่สวนฟะดักของท่านไป และทำเป็นไม่รับรู้ในสิทธิเกี่ยวกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺพยายามปกป้องสิทธิของท่านอย่างเต็มความสามารถ ท่านได้แสดงจุดยืนอันแน่วแน่ในเรื่องนี้อย่างกล้าหาญ ท่านอิมามตระหนักดีกว่าการที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺยืนหยัดในการคัดค้านตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ จะเป็นชนวนที่ผู้ต่อต้านนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้ และในที่สุดความพากเพียรต่าง ๆ ของท่านศาสดาก็จะเสียหาย ทำให้ประชาชนกลับไปสู่สภาพการไร้อารยธรรม และมีวัฒนธรรมแบบป่าเถื่อนอีกครั้งหนึ่ง
ท่านอิมามอะลี (อ.) จึงขอร้องภรรยาผู้สูงส่งของท่าน ให้มีความอดกลั้นและอดทน เพื่อพิทักษ์รักษาหลักการของอิสลามเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺ จึงยอมนิ่งเงียบ แต่ท่านก็ยังโกรธเคืองอยู่ และได้เตือนสติให้บรรดามุสลิมรู้ว่า ความโกรธของท่านเท่ากับเป็นการโกรธของท่านศาสดา และการโกรธของท่านศาสดาหมายถึงความโกรธของอัลลอฮฺ
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺได้นิ่งเงียบตลอดไปจนกระทั่งท่านอำลาจากโลกนี้ไป แต่ท่านได้ขอร้องไว้ในคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายว่า ให้ร่างของท่านได้ถูกฝังอย่างเงียบเชียบที่สุด
การวายชนม์
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺเปรียบเสมือนเทียนที่ถูกจุดเปลวไฟอยู่ แล้วมอดไหม้ไปทีละน้อยจากนั้นแสงของมัน ก็ค่อย ๆ หรี่ลงไปตามลำดับ ท่านจึงไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้นาน หลังจากบิดาได้อำลาจากโลกไปแล้ว ท่านหญิงไม่พึงปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ความเศร้าโศกจึงเกิดขึ้นเสมอในทุก ๆ โอกาสที่ท่านได้ยินเสียงอะซาน โดยเฉพาะประโยคที่ว่า“ฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ”
ท่านต้องการที่จะพบกับบิดาของท่าน ด้วยความถวิลหาอยู่ทุกวัน จนร่างการซูบผอมลง จนมิอาจรับจิตวิญญาณของท่านที่ปรารถนาจะอำลาจากโลกไว้ได้ต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงต้องอำลาจากโลกนี้ไป และอำลาจากทุกคน อำลาจากฮะซันด้วยวัยเพียง ๗ ปี ฮุซัยน์มีอายุได้ ๖ ขวบ ซัยนับมีอายุได้ ๕ ขวบ และอุมมุลกุลซูมมีอายุได้ ๓ ขวบ
ความทุกข์ระทมที่เกิดขึ้นโดยที่ท่านได้อำลาจากโลกไปด้วยความเร่งด่วน ได้ประสบแก่สามีของท่าน ซึ่งเป็นผู้ร่วมชีวิตกับบิดาของท่านในการต่อสู้เสียสละ และเป็นผู้ร่วมชีวิตของท่านด้วย
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺได้หลับตาของท่านลงอย่างสนิท หลังจากได้สั่งเสียสามีเกี่ยวกับลูกที่ยังเป็นเด็กอยู่ ขณะเดียวกันก็ได้สั่งเสียว่าให้ฝังร่างท่านอย่างลับที่สุด
ฉะนั้น สุสานของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺจึงเป็นสิ่งลี้ลับอยู่จนกระทั่งถึงวันนี้ เท่ากับท่านได้ทำเครื่องหมายคำถามอันยิ่งใหญ่ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺ ยังคงตั้งคำถามไว้ในประวัติศาสตร์ อันหมายความว่าท่านยังเรียกร้องสิทธิของท่านอยู่ และบรรดามุสลิมก็ยังคงไต่ถามเกี่ยวกับสุสานที่ไม่มีใครรู้จักอยู่ตลอดมา
ท่านอิมามนั่งลงข้าง ๆ สุสานของภรรยาอย่างผู้สิ้นหวัง ในขณะที่ความมืดได้ปกคลุมเข้ามา พลางปลอบประโลมวิญญาณของท่านอยู่ตลอดว่า
“ขอความสันติสุขพึงประสบแด่ท่าน โอ้ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ นี่เป็นสลามจากฉัน และจากบุตรสาวของท่าน ที่บัดนี้ ได้มาพำนักอยู่ใกล้เคียงกับท่านแล้ว โดยท่านหญิงได้ติดตามมาอยู่กับท่านอย่างรวดเร็วที่สุด โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ความอดทนของฉันมีน้อยเหลือเกินสำหรับการจากไปของสุดที่รักของท่าน ประหนึ่งว่าเนื้อหนังของฉันขาดสะบั้นลง… บุตรสาวของท่านคงจะเล่าให้ท่านได้รับทราบถึงเรื่องราวของประชาชาติผู้อกตัญญูของท่าน พวกเขากระทำการละเมิดต่อท่านหญิง… ขอความสันติสุขจากดวงใจที่อำลาพึงประสบแด่ท่านทั้งสองด้วยเถิด”