แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ชีวประวัติศาสดา (ซ็อลฯ) -1

ชีวประวัติศาสดา (ซ็อลฯ) -1

ประสูติและวัยเด็ก
เมื่อประมาณ ๑๔๐๐ ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ ๑๗ เราะบีอุลเอาวัล (๒๕ เมษายน ค.ศ.๕๗๐) ได้มีเด็กน้อยคนหนึ่งประสูติขึ้นมา ณ เมืองมักกะฮฺ
บิดาของท่านนามว่า อับดุลลอฮฺ บินอับดุลมุฏ็อลลิบ หลังจากที่เดินทางกลับจากเมืองชาม (ซีเรียปัจจุบัน) ท่านได้เสียชีวิต ณ เมืองมะดีนะฮฺหรือยัซริบในอดีต โดยที่ไม่ได้เห็นใบหน้าเด็กน้อยที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน
มารดาของท่านศาสดามุฮัมมัดคือ ท่านหญิง อามีนะฮฺ บุตรีของ อับดุลมะนาฟ ตามธรรมเนียมของตระกูลใหญ่ในแคว้นอาหรับสมัยก่อน เมื่อคลอดบุตรออกมาจะนำบุตรไปฝากไว้กับญาติผู้ใหญ่ ซึ่งท่านหญิงอามินะฮฺได้นำท่านมุฮัมมัดบุตรชายสุดที่รักไปฝากกับท่านหญิง ฮะลีมะฮฺ ซึ่งเป็นแม่นมของท่านศาสดาเพื่อให้นางพาท่านศาสดาไปเลี้ยงดูนอกเมืองห่างไกลจากความวุ่นวาย และความสกปรกของคนในเมือง
ท่านหญิงฮะลีมะฮฺ เป็นหญิงที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ นางได้ให้ความรักและความเอ็นดูท่านศาสดามากเนื่องจากท่านมาจากตระกูลใหญ่ และเป็นตระกูลที่กำเนิดความดีงามทั้งหลาย นางไม่เคยให้ท่านศาสดาคลาดจากสายตาและเต้านมของนางแม้แต่เล็กน้อย ไม่มีแม่นมคนใดล่วงรู้มาก่อนว่าเด็กกำพร้าบิดาคนนี้ในวันข้างหน้าจะกลายเป็นศาสดาผู้มีความยิ่งใหญ่ และเป็นแหล่งเมตตาธรรมแก่ประชาโลกชื่อเสียงของท่านจะได้รับการสรรเสริญเยินยอตลอดชั่วกาลนาน ผู้ประกาศเวลานมาซ (มุอัซซิน) และบรรดามุสลิมจำพันล้านกว่าคนจะกล่าวสรรเสริญนามของท่านทุกเวลานมาซ ในที่สุดท่านได้กลายเป็นเกียรติยศสำหรับชาวโลกทั้งหลาย
ท่านหญิงฮะลีมะฮฺ ได้นำท่านศาสดาส่งกลับคืนมารดาของท่านอีกครั้ง ณ นครมักกะฮฺ ตามคำอ้อนวอนของท่านหญิงอามีนะฮฺ เมื่อท่านย่างเข้าสู่วัย ๕ ขวบ หลังจากนั้น ๒ ปี ท่านหญิงอามินะฮฺได้พาท่านศาสดาเดินทางไปมะดีนะฮฺเพื่อเยี่ยมครอบครัวและหลุมฝังศพของท่านอับดุลลอฮฺผู้เป็นสามี ต่อมาหลังจากนั้น ๑ เดือนท่านหญิงได้พาท่านศาสดาเดินทางกลับมักกะฮฺอีกครั้ง แต่ทว่าไม่ทันถึงมักกะฮฺท่านหญิงอามีนะฮฺได้เสียชีวิตระหว่างทาง ณ สถานนามว่า อับวาอฺ ซึ่งท่านศาสดาได้กำพร้าบิดามารดาตั้งแต่วัย ๖ ขวบ ซึ่งการกำพร้าบิดามารดาได้ส่งผลต่อจิตใจของท่านศาสดาอย่างมาก
หลังจากนั้นสตรีอีกท่านหนึ่งนามว่า อุมมิอัยมัน ได้เป็นผู้ชุบเลี้ยงท่านศาสดาและพาท่านกลับมายังมักกะฮฺ เป็นประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ให้ชีวิตของท่านศาสดากำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อว่าท่านจะได้สัมผัสกับความขมขื่นในชีวิตตั้งแต่แรกเริ่มอันเป็นการทดสอบประการหนึ่ง เพื่อว่าในวันข้างหน้าท่านจะได้สัมผัสกับความทุกข์ยากที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์
นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาท่านได้รับการชุบเลี้ยงโดยท่านอับดุลมุฏ็อลลิบ ผู้เป็นปู่ของท่าน ท่านอับดุลมุฏ็อลลิบ ได้ให้ความรักและความเอ็นดูหลานรักผู้มีรัศมีแห่งความยิ่งใหญ่เปล่งประกายที่หน้าผากมาโดยตลอด หลังจากนั้น ๒ ปี ท่านอับดุลมุฏ็อลลิบได้อำลาจากโลกไป แต่ก่อนหน้านั้นท่านได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยหลานรักของท่านอย่างยิ่งว่าจะอยู่อย่างไร ในที่สุดท่านได้ฝากหลานรักคนนี้ไว้กับบุตรชายอีกคนหนึ่งของท่านคือ ท่านอบูฏอลิบ ผู้มีศักดิ์เป็นลุงและเป็นบิดาของท่านอิมามอะลีให้เป็นผู้ชุบเลี้ยงท่านศาสดาต่อจากท่าน
ท่านอบูฏอลิบได้เลี้ยงดูหลานรักของท่านด้วยความรักและเอ็นดูจนสิ้นอายุขัยของท่าน (๔๐ ปีเศษ) ท่านได้ปกป้องหลานรักของท่านด้วยชีวิตแม้ในยามที่ขับขันที่สุด เมื่อชาวกุเรชร่วมมือกันเพื่อกำจัดท่านศาสดา ท่านอบูฏอลิบได้ออกมาปกป้องหลานของท่านอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใดจนผู้คนเหล่านั้นต้องถอยห่างออกไป ด้วยศักดิ์ศรีของอบูฏอลิบขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่จึงไม่คอยมีชาวกุเรชคนใดกล้ารังแกท่านศาสดา
วัยหนุ่ม
การเป็นนักคิดได้ปรากฏทางใบหน้าของท่านศาสดามาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ท่านอบูฏอลิบรักหลานคนนี้มากจนถึงขนาดที่ว่าไม่ยอมห่างไปจากหลานแม้แต่เล็ก น้อยก็ตาม ท่านปรารถนาจะอยู่กับหลานตลอดเวลา ท่านคอยโอบกอดหลานรักอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ความกำพร้าสร้างความรันทดใจแก่ ท่าน
เมื่ออย่างเข้าสู่วัย ๑๒ ขวบ ท่านอบูฏอลิบได้นำท่านศาสดาเดินทางไปทำการค้ายังต่างแดน (เมืองชาม) และในสถานที่ดังกล่าวมีนามว่า บัซรียฺ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของซีเรียปัจจุบัน ท่านศาสดาได้พบกับนักบุญชาวคริสตร์คนหนึ่งนามว่า บุฮัยรอ เมื่อนักบุญได้พบกับท่านศาสดาในวัย ๑๑- ๑๒ ขวบ ท่านได้เห็นสัญลักษณ์การเป็นศาสดาตามที่ได้อ่านจากคัมภีร์ของตนปรากฏบนท่านศาสดา ทำให้เขามั่นใจว่าเด็กคนนี้คือ พระศาสดาองค์สุดท้ายตามที่คัมภีร์ได้กล่าวไว้ แต่เพื่อความมั่นใจท่านได้เชิญท่านศาสดาเข้ามาใกล้ ๆ และได้กล่าวว่า
“ฉันต้องการถามอะไรบางอย่างจากท่านจะได้ไหม แต่ก่อนตอบคำถามขอให้ท่านสาบานต่อเทวรูปลาตและอุซซา (ชื่อเทวรูปที่ชาวมักกะฮฺให้การเคารพบูชา) เสียก่อน”
ท่านมุฮัมมัด:  สิ่งที่ฉันไม่ค่อยยินดีมากเท่าไหร่นักก็ลาตกับอุซซานี้แหละ
บุฮัยรอ              :  ถ้าอย่างนั้น ขอให้ท่านสาบานต่อเทพเจ้าองค์เดียวว่าจะพูดความจริง
ท่านมุฮัมมัด :  ฉันไม่เคยพูดโกหกขอให้ท่านถามมาเถิด
บุฮัยรอ              :  ท่านชอบอะไรมากที่สุด
ท่านมุฮัมมัด :  ฉันชอบอยู่คนเดียว
บุฮัยรอ :  ท่านชอบมองอะไรมากที่สุด
ท่านมุฮัมมัด :  ท้องฟ้าและดวงดาวที่อยู่ในท้องฟ้า
บุฮัยรอ :  ท่านคิดถึงสิ่งใด
ท่านมุฮัมมัดนิ่งเงียบ ขณะที่บุฮัยรอเฝ้าสังเกตที่หน้าผากของท่านพร้อมกับพูดว่า “เวลาอะไร และคิดอะไรขณะที่ท่านจะนอน”
ท่านมุฮัมมัด : เวลาที่สายตาทั้งสองจับจ้องที่ท้องฟ้า มองดูหมู่ดวงดาวที่ล่องลอยอยู่ เหมือนกับว่ามันอยู่รายรอบฉัน และฉันอยู่ท่ามกลางพวกมัน
บุฮัยรอ              :  ท่านเคยนอนฝันบ้างหรือไม่
ท่านมุฮัมมัด :  เคย แต่ไม่ว่าฉันฝันเห็นอะไร พอตื่นขึ้นมาฉันก็จะได้พบสิ่งนั้นเสมอ
บุฮัยรอ :  ท่านฝันเห็นอะไรบ้าง
ท่านมุฮัมมัดไม่ตอบได้แต่นิ่งเงียบ บุฮัยรอก็เงียบด้วย
บุฮัยรอ              :  ฉันขอดูหัวไหล่ทั้งสองของท่านหน่อยได้ไหม
ท่านมุฮัมมัด:  เชิญเข้ามาดูซิ
บุฮัยรอขยับเข้ามาใกล้ ๆ ท่าน และเปิดเสื้อที่ปิดหัวไหล่ทั้งสองของท่านออกจึงได้เห็นรอยคล้ำ เขาได้จ้องมองและพูดกับตัวเองว่า “ใช่แล้ว”
อบูฎอลิบ : ท่านพูดอะไรหรือ
บุฮัยรอ : ท่านจงบอกฉันซิว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นอะไรกับท่าน
เนื่องจากว่าอบูฏอลิบรักท่านมุฮัมมัดเหมือนกับลูกจึงพูดว่า “ลูกของฉันเอง”
บุฮัยรอ : ไม่ใช่  เขาไม่ใช่บุตรของท่าน บิดาของเขาต้องเสียชีวิตแล้วแน่นอน
อบูฎอลิบ : ท่านพูดถูกแล้วเขาเป็นลูกของน้องชายฉัน ซึ่งเขาได้เสียชีวิตไปนานแล้ว
บุฮัยรอ : ท่านจงฟังให้ดีนะ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นผู้มีบุญบารมี เขาจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในในวันข้างหน้า  ถ้าในสิ่งที่ฉันเห็น และคนอื่นได้เห็นเหมือนกับฉันและรู้จักเขา เขาต้องถูกสังหารแน่นอน ฉะนั้น ท่านต้องดูแลและระมัดระวังเขาให้ดี และปกป้องเขาให้รอดพ้นจากศัตรู
อบูฎอลิบ : เขาเป็นใครกันหรือ
บุฮัยรอ : ดวงตาทั้งสองของเขา ได้ปรากฏสัญลักษณ์ของการเป็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนด้านหลังของเขามีรัศมีบ่งบอกถึงสิ่งนั้นอยู่
ท่านศาสดาได้เริ่มต้นชีวิตในวัยเด็กอย่างสวยงาม ต่างไปจากเด็กหนุ่มในวัยเดียวกันที่ตกเป็นทาสของอารมณ์และความโสมมทั้งหลาย ท่านศาสดาได้เริ่มชีวิตในวัยหนุ่มด้วยความสะอาดปราศจากมลทินทั้งหลาย ท่านเป็นนักคิด นักบริหาร เป็นผู้มีเกียรติยศ และมีความสูงส่ง เป็นผู้มีความสัจจริง และมีความซื่อสัตย์ชนิดที่ไม่มีใครเหมือน ความซื่อตรง และความอดทนที่มีอยู่ในตัวของท่านได้ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนทางการกระทำและคำพูด ชีวิตของท่านศาสดาไม่เคยเปอะเปื้อนกับความสกปรกโสมมของชาวมักกะฮฺแม้แต่นิดเดียว จนเป็นที่อัศจรรย์ใจของผู้คนทั่วไป จนกระทั้งท่านได้รับฉายานามอย่างสวยหรูที่ผู้คนได้มอบให้ว่า มุฮัมมัดอามีน หมายถึงผู้มีความซื่อสัตย์
ใบหน้าของท่านศาสดาได้ส่องประกายรัศมีแห่งผู้มีอำนาจ บารมี ความกล้าหาญ และความจริงใจมาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อท่านอายุได้ ๑๕ ปี ท่านได้เข้าร่วมสงครามระหว่างชนเผ่ากุเรชกับเผ่าฮะวาซัน ท่านได้ปกป้องลูกธนูที่พุ่งตรงมายังลุงของท่านลูกแล้วลูกเล่า ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความกล้าหาญที่มีอยู่ในจิตใจของท่าน
ซึ่งต่อมาได้เป็นที่ประจักษ์ชัดมากยิ่งขึ้นในสงครามต่าง ๆ ที่เกิดภายหลังจากท่านได้เป็นศาสดา ท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งรู้จักกันในนามของผู้มีความกล้าหาญมากที่สุดได้กล่าวเกี่ยวกับศาสดาว่า เมื่อใดก็ตามที่เราพบกับความยากลำบากในสงคราม พวกเราจะไปหลบภัย ณ ศาสดา ซึ่งในหมู่พวกเราไม่มีใครอยู่ใกล้กับศัตรูมากไปกว่าท่านศาสดา ขณะเดียวกันท่านศาดาจะหลีกเลี่ยงการวิวาทที่ไร้สาระเสมอตั้งแต่เด็ก
ซาอุดิอารเบียในวันนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งการบูชารูปปั้นต่าง ๆ ประชาชนและชนเผ่าต่าง ๆ ได้สร้างเทวรูปจากไม้แกะสลัก หรือก้อนหิน หรือใช้ผลอินทผลัมปั้นเป็นเทวรูปเพื่อทำการเคารพสักการะ ชีวิตของท่านต้องเผชิญกับความโสโครกเหล่านั้น และต้องใช้ชิวิตอยู่ท่ามกลางความป่าเถื่อน แต่ชีวิตของท่านศาสดากับไม่เปอะเปื้อนกับความโสมมเหล่านั้นแม้แต่นิดเดียว ท่านไม่เคยทำความผิดบาป ไม่แตะต้องกับอบายมุขทั้งหลาย และไม่เคยเคารพสักการะรูปปั้นแม้แต่ครั้งเดียว
วันหนึ่งท่านอบูฏอลิบได้กล่าวกับท่านอับบาซผู้เป็นลุงที่มีอายุน้อยที่สุดว่า ฉันไม่เคยได้ยินมุฮัมมัดพูดโกหกแม้แต่ครั้งเดียว
สิ่งนี้นับเป็นความมหัศจรรย์ของโลกมนุษย์อย่างยิ่ง ขณะที่สังคมส่วนใหญ่ไม่มีความละอาย ทั้งบุรุษและสตรีต่างมกมุ่นอยู่กับการทำความผิด และถือว่าการทำความผิดเป็นเกียรติยศสำหรับตน เหล่าบรรดาสตรีได้ก่อบาปกรรมอย่างเปิดเผยชนิดที่ไม่มีความละอายหลงเหลืออยู่ ต่อไป แต่มุฮัมมัดกับไม่แตะต้องและสะอาดจากสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง แม้แต่ศัตรูของมุฮัมมัดก็ไม่สามารถหาความผิดของเขาได้แม้เพียงเล็กน้อย ฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ตามถ้าได้ศึกษาประวัติของท่านศาสดาตั้งแต่เยาว์วัย จนถึงวัยหนุ่ม และวัยชราจน กระทั่งอำลาจากโลกไป แน่นอนเขาต้องสรรเสริญในคุณงามความดีและจิตวิญญาณที่สูงส่งของท่านศาสดา อย่างแน่นอน
การรำลึกถึงสัญญาแห่งสุภาพบุรุษ
ในอดีตเผ่าต่าง ๆ  ได้มีข้อสัญญากันในนามของ ฮัลฟุลฟุฎูล ซึ่งพื้นฐานของข้อสัญญาเพื่อปกป้องสิทธิที่สูญหายไปจากสังคม ผู้มีสิทธิในการวางรากฐานของข้อสัญญานี้ต้องเป็นคนที่มีความประเสริฐ หรือมีชื่อว่า ฟัฎลฺ หรือมาจากรากของคำว่า ฟัฎลฺ เป็นข้อสัญญาที่ต่อมาชาวกุเรชได้ตกลงกันแต่มีเป้าหมายเป็นอย่างอื่น
หนึ่งในคุณสมบัติของพันธสัญญานี้คือ การปกป้องมักกะฮฺ และประชาชนชาวมักกะฮฺที่มีต่อศัตรูภายต่างแดน แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่อาศัยอยู่นมักกะฮฺถ้าถูกกดขี่ หรือถูกรังแก จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากขัอสัญญาดังกล่าวนั้น วันหนึ่งได้มีชนเผ่าบนีอะซัดเดินทางมายังมักกะฮฺ เพื่อขายสินค้าของตน และได้มีชายคนหนึ่งจากเผ่า บิน วะฮัม ซื้อสินค้าของเขาแต่ไม่ยอมจ่ายสตางค์ ชายผู้ถูกกดขี่คนดังกล่าวได้ขอความช่วยเหลือจากชาวกุเรช แต่ไม่มีใครสนใจ หรือให้ความช่วยเหลือเขาแต่อย่างใด  ด้วยความจำเป็นชายคนนั้นได้เดินขึ้นไปบนเนินเขา อบูกุเบซ ที่ตั้งอยู่แถบมักกะฮฺนั้นเอง เขาได้อ่านบทกวีรำพันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา และได้ขอความช่วยเหลือจากชาวกุเรช จนทำให้คนหนุ่มชาวกุเรชเกิดความคิดขึ้นมา และพวกเขาได้ไปรวมตัวกันที่บ้านของ อับดุลลอฮฺ บุตรของยัดอานเพื่อทำการครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ของชายหนุ่มคนนั้น ในบ้านหลังนั้นท่านศาสดาได้ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งชาวกุเรชได้สัญญาว่าจะไม่ยอมปล่อยให้ผู้ใดได้รับการกดขี่ข่มเหงเด็ดขาด พวกเขาจึงรวบรวมเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนสินค้าที่ถูกฉ้อโกงเอาไป และนำไปมอบคืนให้ชายคนดังกล่าว ต่อมาท่านศาสดาได้กล่าวชื่นชมในข้อสัญญาดังกล่าว เช่น กล่าวว่า ฉันได้เป็นสักขีพยาน ณ บ้านของอับดุลลอฺ ยัดอาน ซึ่งตอนนี้หลังจากฉันได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสดาแล้ว ถ้าเชิญฉันให้ไปเป็นสักขีพยานเหมือนกับตอนนั้น ฉันต้องตอบรับอย่างแน่นอน หมายถึงตอนนี้ฉันก็ยังเป็นผู้ซื่อสัตย์ในพันธสัญญาเหมือนเดิม ไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงได้
ท่านมุฮัมมัดเมื่ออายุครบ ๒๕ ปี ท่านได้เข้าร่วมสัญญาดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านั้นท่านเคยช่วยเหลือเด็กกำพร้า สตรีที่สามีตายในสงคราม และคนยากจน โดยท่านได้แสดงความรักและความเอ็นดูต่อพวกเขาอย่างมาก ตลอดจนให้ความช่วยเหลือพวกเขาเท่าที่ท่านสามารถทำได้ ท่านพยายามทุกอย่างเพื่อให้พวกเขารอดพ้นจากการกดขี่ และการที่ท่านเข้าร่วมในพันธสัญญาดังกล่าวไม่สิ่งใดเกินเลยไปกว่า การให้ความช่วยเหลือและการปกป้องคนยากจนให้รอดพ้นจากการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ
การแต่งงานของมุฮัมมัด
เมื่อความซื่อสัตย์และความดีงามของท่านศาสดาเป็นที่เรื่องลือของคนทั่วไป เศรษฐีนีที่ร้ำรวยที่สุดชาวมักกะฮฺนามว่า เคาะดีญะฮฺ บุตรีของ คุวัยละฮฺ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยแต่งงานมาแล้ว ๒ ครั้ง นางเป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากมาย ประกอบกับเป็นคนดีมีความละอาย และความยำเกรงเป็นบรรทัดฐานสำคัญของชีวิต ประสงค์ให้ท่านศาสดาไปทำการค้าแทนนางที่เมืองชาม นางจะแบ่งผลกำไรในฐานะของหุ้นส่วนการค้าให้ท่านศาสดา ซึ่งท่านตอบตกลงในเวลาต่อมา และนางได้ส่ง มัยซะเราะฮฺ บ่าวรับใช้คนหนึ่งให้ร่วมทางไปด้วย  เมื่อท่านศาสดาได้กลับจากเมืองชามพร้อมกับผลกำไรจำนวนมากมาย มัยซะเราะฮฺ ได้รายงานเกี่ยวกับการเดินทาง และการทำการค้าของท่านศาสดาแก่เคาะดีญะฮฺโดยละเอียด และรายงานเกี่ยวกับความซื่อตรงและความซื่อสัตย์ของท่าน เช่น กล่าวว่า เมื่อเราเดินทางไปถึงบัซรียฺ อามีน ได้ลงพักใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้ ๆ กับอารามของนักบุญคนหนึ่งนามว่า “นัซฏูรอ” นักบุญท่านนี้ได้เข้ามาหาฉัน และถามว่าชายที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้นั้นเป็นใคร           หลังจากนั้นเขาได้กล่าวว่า ใต้ต้นไม้ต้นนี้ จะไม่มีใครมาพักหรือสร้างที่พักบริเวณนั้น นอกจากคนที่เป็นศาสนทูตของพระเจ้าตามที่คัมภีร์เตารอตและอิลญีลได้กล่าวถึงเขาเอาไว้ ซึ่งฉันได้อ่านสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺมีความพอใจในความซื่อสัตย์ และการเป็นคนดีของท่านศาสดาอย่างมาก หลังจากนั้นเธอได้เสนอการแต่งงานกับท่าน ซึ่งท่านตอบตกลงขณะที่ท่านหญิงมีอายุ ๔๐ ปี และท่านศาสดามีอายุได้ ๒๕ ปี
ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในการดูแลของท่านศาสดาพร้อมกับบ่าวรับใช้ ท่านศาสดาได้ให้เสรีภาพแก่บ่าวเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการต่อสู้กับวัฒนธรรมที่ป่าเถื่อนในสมัยนั้น ท่านศาสดาต้องการแสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ห่างไกลจากอารมณ์ใฝ่ต่ำ และความเห็นแก่ตัวและสามารถดำเนินชีวิตได้โดยปราศจากบ่าวรับใช้
ฐานะภาพของท่านหญิงเคาะดิญะฮฺก่อนแต่งงานเคยเป็นที่พักพิงของคนอานาถา และผู้เดือดร้อนทั่วไป และหลังจากแต่งงานแล้วสิ่งเหล่านี้ก็มิได้เปลี่ยนแปลงไป ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปตามปรกติเหมือนเดิม ท่านหญิงฮะลีมะฮฺ แม่นมของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ประสบปัญหากับความแห้งแล้งมิสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้ตามปกติ ท่านหญิงได้เดินทางมาหาท่านศาสดา ซึ่งท่านได้ให้การต้อนรับอย่างดีและได้เอาอะบา (เสื้อคลุม) ที่สวมอยู่นั้นกางออกรองใต้ฝ่าเท้าให้ท่านหญิงเดิน พร้อมกับตั้งใจฟังคำพูดของแม่นมด้วยความสงบมั่น เมื่อนางประสงค์ที่จะเดินทางกลับท่านได้ช่วยเหลือทุกอย่างตามที่นางปรารถนา
ท่านศาสดาหลังจากแต่งงานแล้วทรัพย์สินทั้งหมดที่ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺมอบให้ ท่านมิได้นำไปใช้จ่ายอย่างอื่นเลยนอกเสียจากช่วยเหลือคนยากจนและผู้เดือดร้อนเท่านั้น และเวลาส่วนมากท่านได้ไปอยู่นอกมักกะฮฺเพื่อนั่งสงบจิตใจและแสดงความเคารพภักดีระหว่างภูเขาและถ้ำ ท่านใคร่ครวญถึงความมหัศจรรย์ของกำเนิดสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก พระผู้ทรงสร้างสรรค์พสิ่งเหล่านั้น กาลเวลาได้ผ่านไปปีแล้วปีเล่า ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺทราบดีว่าถ้าหากท่านศาสดาไม่อยู่บ้าน ท่านก็ต้องอยู่บนถ้ำฮิรอเพื่อแสดงความเคารพภักดี ถ้ำฮิรออยู่ทางตอนเหนือของมักกะฮฺตั้งอยู่บนหุบเขา ปัจจุบันมีมุสลิมจำนวนมากมายเดินทางไปเยี่ยมถ้ำนั้นเพื่อรำลึกถึงท่านศาสดา ถ้ำดังกล่าวห่างจากมักกะฮฺเป็นสถานที่ปราศจากความโสมม และกลิ่นอายของการเคารพบูชารูปปั้น เป็นสถานที่ ๆ ท่านศาสดาใช้แสดงความเคารพภักดีและนั่งสงบจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนเราะมะฎอนท่านจะอยู่บนถ้ำนั้น แท่นไม้และแผ่นหินสีดำได้เป็นสักขีพยานในการประทานอัล-กุรอานลงบนจิตใจที่สว่างไสวด้วยรัศมีอันเรืองรองของท่านศาสดา ภูเขาดังกล่าวคือ ภูเขานูร (ญะบัลนูร) ในปัจจุบันก็ยังส่องแสงเรืองรองอยู่เหมือนเดิม
เริ่มต้นการแต่งตั้ง (บิอฺซัต)
มุฮัม มัดอามีน (ซ็อล ฯ) ก่อนค่ำที่ ๒๗ เดือนเราะญับท่านได้ขึ้นไปแสดงความเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าบนถ้ำฮิรอ ท่านได้ฝันเห็นบางสิ่งบางอย่างซึ่งตรงกับความเป็นจริงขณะที่ท่านตื่นขึ้นมา จิตใจของท่านเริ่มมีความพร้อมต่อการรับวะฮฺยูของพระผู้เป็นเจ้า และในคืนนั้นเองมลาอิกะฮฺญิบรออีลได้รับมอบหมายหน้าที่ให้นำโองการมาอ่านแก่ ท่านศาสดา และเลือกให้ท่านเป็นศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๔๐ ปีพอดี ความนิ่งเงียบ ความโดดเดี่ยว และความตั้งใจมั่นที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าอันเป็นเอกลักษณ์พิเศษของท่านศาสดา ทำให้ญิบรออีลต้องขออนุญาต เพื่ออ่านโองการของพระผู้เป็นเจ้าโดยเริ่มต้นที่โองการ
اقْرَأْ بِاسْمِ رَبِّكَ الَّذِي خَلَقَ  خَلَقَ الْإِنسَانَ مِنْ عَلَقٍ  اقْرَأْ وَرَبُّكَ الْأَكْرَمُ  الَّذِي عَلَّمَ بِالْقَلَمِ  عَلَّمَ الْإِنسَانَ مَا لَمْ يَعْلَمْ
จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้ (อะลัก ๑-๕)
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่เคยเรียนหนังสือท่านไม่ออกและเขียนไม่เป็น ได้กล่าวกับญิบรออีลว่า ฉันอ่านไม่เป็นหรอก ญิบรออีลได้ขอร้องท่านให้อ่านในเลาฮุน (แผ่นป้ายที่จดบันทึก) ท่านศาสดายืนยันคำตอบเดิม จนกระทั่งครั้งที่สามท่านศาสดารู้สึกว่าท่านสามารถอ่านเลาฮุนที่บันทึกข้อความในมือของญิบรออีลได้ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นการประกาศสาส์นครั้งแรกของพระผู้เป็นเจ้า ญิบรออีลได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว ท่านศาสดาได้ลงจากภูเขา และตรงไปที่บ้านเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺรับฟัง ท่านหญิงทราบดีว่าภารกิจอันหนักอึ้งของท่านศาสดาได้เริ่มต้นแล้ว ท่านได้พูดจาเอาใจและให้กำลังใจทุกอย่างแก่ท่านศาสดา โดยกล่าวว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ได้เมตตาท่านอย่างยิ่งเนื่องจากท่านเป็นผู้เมตตาต่อผู้อื่นและคนยากจนทั้งหลาย ท่านมีความรักและความห่วงใยต่อครอบครัว พระผู้เป็นเจ้าทรงรักและห่วงใยท่านและทรงช่วยเหลือท่านอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวว่า โปรดห่มผ้าให้ฉันหน่อย ท่านหญิงได้ห่มผ้าให้และท่านได้หลับไปชั่วขณะหนึ่ง
ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺได้ไปหา วัรเกาะฮฺ บิน เนาฟิล ผู้เป็นอาของท่านและเป็นผู้รู้ในหมู่อาหรับสมัยนั้น ท่านหญิงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับมุฮัมมัดให้ท่านฟัง อาของท่านได้ตอบว่า ทุกอย่างที่เกิดกับมุฮัมมัด เป็นการเริ่มต้นการเป็นศาสดาของเขา นับแต่นี้ภารกิจอันหนักอึ้งในการประกาศสาส์นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ท่านหญิงได้กลับบ้านด้วยความอุ่นใจและมีความปิติยินดีอย่างยิ่ง