แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ชีวประวัติศาสดา (ซ็อลฯ)-2

ชีวประวัติศาสดา (ซ็อลฯ)-2

มุสลิมคนแรก
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เริ่มประกาศอิสลามครั้งแรกที่บ้านของท่าน สองคนแรกที่ยอมรับอิสลามคือ ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ ภรรยาสุดที่รัก และท่านอะลีบุตรชายของลุง หลังจากนั้นบุคคลอื่นยอมรับคำเชิญของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) และยอมรับศาสนาอิสลาม การเชิญชวนครั้งแรกเริ่มต้นอย่างปิดบังที่สุด โดยสาวกบางคนได้เรียนรู้อิสลามจากท่านศาสดาในที่ห่างไกลสายตาของบุคคลอื่น พวกเขาต้องแอบนมาซตามตรอกซอกซอย ซึ่งมีอยู่วันหนึ่ง ซะอฺด์ บุตรของอบีวะกอซกับมุสลิมอีกกลุ่มหนึ่ง ร่วมกันนมาซบริเวณนอกตัวเมืองมักกะฮฺ และมีผู้ปฏิเสธกลุ่มหนึ่งเห็นพวกเขากำลังนอบน้อมต่อพระเจ้า จึงได้เข้ามาเยอะเย้ยและตั้งใจกลั่นแกล้ง แต่บรรดามุสลิมเหล่านั้นได้ลุกขึ้นปกป้องตนเอง
การเชิญชวนวงศาคณาญาติใกล้ชิด
หลังจาก ๓ ปีผ่านไปที่บรรดามุสลิมอิบาดะฮฺเคียงข้างท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทำการเชิญชวน และเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ พ้นจากสายตาคนอื่น พระเจ้าทรงประทานวะฮฺยูลงมาว่า ดังนั้น สูเจ้าจงเปิดเผยหน้าที่รับผิดชอบแก่สังคม และจงเชิญชวนบรรดามุชริกีน ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงเปิดเผยการประกาศอิสลามของท่านต่อสาธารณชน โดยเริ่มต้นเชิญชวนบรรดาเครือญาติใกล้ชิด ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นพระบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้า ดังที่พระองค์ตรัสว่า สูเจ้าจงเชิญชวนบรรดาเครือญาติชั้นใกล้ชิดเถิด เมื่อพระบัญชาดังกล่าวลงมา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) สั่งให้ท่านอะลี ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง ๑๕ ปีเท่านั้นให้จัดเตรียมอาหาร และเชิญครอบครัวของอับดุลมุฏ็อลลิบ เพื่อท่านจะได้ประกาศการเป็นศาสดาของท่านแก่พวกเขา ในงานเลี้ยงครั้งนั้นท่านฮัมซะฮฺ อบูฏอลิบ อบูละฮับ และคนอื่น ๆ ซึ่งรวมแล้วประมาณเกือบ ๔๐ คน อบูละฮับซึ่งมีอคติและความอิจฉาริษยาอยู่ในใจเป็นทุนอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำประกาศของท่านศาสดา ก็แสดงความเยอะเย้ย พูดจาถากถางทำให้งานเลี้ยงครั้งนั้นต้องเลิกราไปอย่างไร้บทสรุป ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) พิจารณาแล้วเห็นว่าสมควรเชิญใหม่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เมื่อแขกที่มารับประทานอาหารเสร็จสิ้น ท่านศาสดาเริ่มต้นประกาศ ด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้า ทำการสรรเสริญยกย่องเกียรติคุณของพระองค์ และสารภาพต่อความเป็นเอกะของพระองค์ โดยเริ่มกล่าวว่า
แน่นอนไม่มีผู้ชี้นำมวลชนคนใดพูดโกหก ขอสาบานต่อพระเจ้าซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ฉันเป็นศาสดาที่พระองค์ส่งลงมายังพวกท่านและประชาชาติทั้งหลาย โอ้เครือญาติของฉัน พวกท่านทั้งหลายต้องนอน ต้องตาย และต้องฟื้นคืนชีพอีกครั้งในวันแห่งการฟื้นชีพ พวกท่านทั้งหลายจะได้เห็นการกระทำของตนเองในวันนั้น สำหรับบุคคลที่ประกอบคุณงามความดี เขาจะได้รับสรวงสวรรค์เป็นรางวัลตอบแทนตลอดไป ส่วนบุคคลที่ประพฤติบาปเขาจะถูกลงโทษในไฟนรก ไม่มีบุคคลใดนำสิ่งที่ดีกว่าฉันนำมาฝากพวกท่าน ฉันนำความดีทั้งโลกนี้และโลกหน้ามาให้พวกท่าน ฉันมีหน้าที่เชิญชวนพวกท่านไปสู่การเคารพภักดีต่อพระองค์ และบุคคลใดก็ตามช่วยเหลือฉันในการประกาศนี้ เขาจะได้เป็นตัวแทน ผู้ช่วยเหลือ และเป็นพี่น้องของฉัน
เมื่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวจบทุกคนต่างนิ่งเงียบ และครุ่นคิดในสิ่งที่ท่านกล่าว ในที่สุดอะลีซึ่งยังเป็นเด็กอยู่ได้ยืนขึ้น และกล่าวว่า โอ้ท่านศาสดา ฉันพร้อมที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือท่านในกิจการดังกล่าว ท่านศาสดาสั่งให้นั่งลง และท่านกล่าวประโยคเดิมซ้ำถึง ๓ ครั้ง และทุกครั้งอะลีได้ยืนขึ้นพร้อมกับตอบรับ หลังจากนั้น ท่านศาสดาได้หันไปหาญาติพี่น้องและกล่าวว่า นี่คืออะลี เขาคือพี่น้อง ผู้ช่วยเหลือ และเป็นตัวแทนของฉันในหมู่พวกท่าน พวกท่านจงเชื่อฟังและปฏิบัติตามเขา
เมื่องานเลี้ยงจบลง อบูละฮับและอีกบางคนได้หันไปกล่าวกับอบูฏอลิบบิดาของอะลีว่า เห็นไหม มุฮัมมัดเขาสั่งให้เจ้าเชื่อฟังและปฏิบัติตามลูกชายของเจ้า เห็นไหม เขาใหญ่กว่าเจ้าอีก
และสิ่งนี้เป็นที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรกของการประกาศเผยแพร่ว่า การแต่งตั้งอะลีเป็นบัญชาจากพระเจ้า สภาวะการเป็นศาสดาและอิมามจะไม่แยกออกจากกัน และเป็นที่ประจักษ์อีกว่าอำนาจ จิตวิญญาณ ความศรัทธา และการรู้จักของท่านอะลีที่มีต่อสภาวะการเป็นศาสดานั้นมีมาก ถึงขั้นที่ว่าในงานเลี้ยงวันนั้นท่านได้ประกาศตนเป็นผู้สนับสนุน และช่วยเหลือท่านศาสดา โดยไม่มีความแคลงใจแต่อย่างใด ท่ามกลางเครือญาติที่มากไปด้วยอุปสรรคปัญหา
การเชิญชวนส่วนรวม
สามปีหลังจากการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา และหลังจากการประกาศเชิญชวนหมู่เครือญาติแล้ว ท่านศาสดาได้ประกาศเผยแผ่ต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งมีอยู่วันหนึ่ง ท่านขึ้นไปยืนบนเนินเขาเซาะฟา และกล่าวสุนทรพจน์เสียงดังว่า ยาเซาะบาฮฺ (คำนี้เปรียบเสมือนสัญญาณอันตรายที่ประกาศเตรียมพร้อม) มีชนกลุ่มหนึ่งรีบรุดไปหาท่านศาสดา หลังจากนั้นท่านได้หันไปหาประชาชนแล้วกล่าวว่า โอ้ประชาชนที่รักทั้งหลาย ถ้าฉันจะบอกกับพวกท่านทั้งหลายว่า หลังเนินเขาลูกนี้มีศัตรูแอบซ่อนตัวอยู่ เขาต้องการทรัพย์สินและชีวิตของพวกท่าน พวกท่านจะเชื่อฉันไหม ทั้งหมดตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า จนถึงบัดนี้พวกเราไม่เคยได้ยินท่านพูดโกหกเลย หลังจากนั้นท่านกล่าวต่อว่า โอ้ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านจงช่วยเหลือตัวเองให้รอดพ้นจากการลงโทษในไฟนรกเถิด ฉันจะช่วยให้พวกท่านรอดพ้นจากการลงโทษอันน่ากลัวของพระผู้เป็นเจ้า เหมือนกับบานี (ผู้สังเกตทาง หรือคนดูต้นทาง) เห็นศัตรูแต่ไกลและได้แจ้งให้ประชาชาติของตนได้รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น ฉันเองต้องการแจ้งให้พวกท่านทราบถึงอันตรายจากการลงโทษในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ประชาชนเริ่มเข้าใจสิ่งที่ท่านศาสดากล่าวมากขึ้น ทว่าอบูละฮับอยู่ในหมู่ชนนั้นด้วย เขาได้พูดจาโต้ตอบท่านศาสดา
มุสลิมคนแรก
หลังจากท่านศาสดาประกาศอิสลามต่อหน้าสาธารณชนแล้ว สภาพแวดล้อมและสังคมที่มีต่อมุฮัมมัดเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น บุคคลที่รักเขาจะได้รับการกลั่นแกล้ง บุคคลที่ยอมรับเขาคือ กลุ่มชนที่รู้จักเขามากกว่าบุคคลอื่น เป็นกลุ่มชนที่ยอมรับความสัจจริงและศรัทธาต่อท่าน ซึ่งนอกจากเคาะดิญะฮฺ อะลี ซัยดฺ บุตรของฮาริซะฮฺ ทาสที่ได้รับอิสรภาพของท่านศาสดา ญะอฺฟัร บุตรของอบูฏอลิบ อบูซัรฆิฟารียฺ อัมรฺ บุตรของอะบะซะฮฺ คอลิด บุตรของซะอีด อบูบักรฺ และคนอื่น ๆ ซึ่งกลุ่มชนนี้ยอมรับอิสลามก่อนคนอื่น และพวกเขาพยายามเผยแผ่อิสลามแก่เยาวชนแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
มุสลิมคนแรกคือ บิลาล ยาซิรพร้อมภรรยา ซุมัยยะฮฺ ค็อบบาน ฏ็อลฮะฮฺ ซุเบร อุซมาน ซะอัด และคนอื่น ๆ ซึ่งหลังจาก ๓ ปีแรก มีมุสลิมปฏิบัติตามท่านศาสดาเพียง ๒๐ คนเท่านั้น
การกลั่นแกล้งของผู้ต่อต้าน
ความอ่อนแอค่อย ๆ เลือนหายไปจากพวกเขา บุคคลที่เข้ารับอิสลามพยายามเชิญชวนผู้ที่เคารพบูชารูปปั้น ให้กลับมาเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว ขณะเดียวกันพวกที่สูญเสียผลประโยชน์ และอำนาจ และมองว่าตนกำลังตกอยู่ในอันตราย พยายามกลั่นแกล้งและขัดขวางขบวนการของมุฮัมมัด และพยายามเชิญชวนให้มุสลิมกลับมาสู่ศาสนาเดิมของพวกเขา
บรรดามุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้รับการกลั่นแกล้งอย่างหนักจากพวกปฏิเสธ เช่น ครั้งหนึ่งท่านศาสดากำลังนมาซอยู่ข้าง ๆ บัยตุลลอฮฺ ขณะที่ท่านก้มอยู่นั้น อบูละฮับ ผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจของอิสลามได้นำเอามูลอูฐราดลงไปบนต้นคอของท่าน หรือครั้นเมื่อท่านต้องการไปนมาซซุบฮฺที่บัยตุลลอฮฺแต่เช้าตรู่ พวกเขาได้เอาหนามมาโรยทิ้งตามทางเดิน เพื่อให้หนามทิ้งแทงเท้าท่านศาสดา บางครั้งพวกเขาใช้หินและก้อนดินไล่ขว้างท่านศาสดา มีอยู่วันหนึ่งพวกกุเรชได้เข้ามาทำร้ายท่าน ในหมู่พวกเขามีคนหนึ่งนามว่า อุกบะฮฺ บุตรของอบีมุอีฏ ใช้ผ้ากระชากคอท่านศาสดาจนล้มลงและลากไป ซึ่งจะเห็นว่าชีวิตของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา และเหตุการณ์เหล่านี้เกิดกับท่านครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่ว่าอิสลามจะเติบโตมากเท่าใดในหมู่ประชาชาติ ท่านศาสดาก็จะถูกพวกบูชารูปปั้นกลั่นแกล้งมากเท่านั้น บรรดาบุตรหลานของพวกมุสลิมต่างได้เห็น การกลั่นแกล้งของบิดามารดา และพี่น้องของพวกเขา จากบรรดาพวกปฏิเสธ บรรดาเยาวชนที่ถวิลหาสัจธรรม และหันหลังให้กลับความเชื่อผิด ๆ ของบิดามารดา พวกเขาจะถูกเฆี่ยนตี เมื่อยอมรับอิสลามพวกเขาจะถูกขังคุก แม้กระทั่งบิดามารดาของพวกเขาก็ไม่ยอมให้อาหารรับประทาน แต่บรรดามุสลิมเหล่านั้นศรัทธาของพวกเขาเข็มแข็ง แม้ว่าพวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมาน จะต้องร่ำไห้กับความโสโครก ริมฝีปากเหือดแห้งเพราะความกระหาย และต้องอดทนต่อความหิวโหย แต่พวกเขาก็ยังมั่นคงต่อความเชื่อมั่น และการเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว อย่างไม่เสื่อมคลาย
บรรดามุชริกีน จับมุสลิมไปทรมานคนแล้วคนเล่าบางคนถูกจับไปขึงกลางแดด บนพื้นทรายที่ร้อนระอุเพื่อให้ผิวหนังไหม้  บางคนถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ ถูกมัดเท้าใช้ม้าลากไปบนพื้น ท่านบิลาลทาสจากเอธิโอเปีย ถูกเจ้านายจับขึงตากแดดตอนกลางวัน และเอาหินก้อนใหญ่ทับไว้บนอก แม้ว่าจะได้รับการทรมานอย่างหนัก แต่บิลาลไม่ยอมแพ้ ริมฝีปากทั้งสองของเขายังพร่ำเรียกแต่ พระผู้ทรงเอกะ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เช่นนั้น ยาซิร บิดาของอัมมาร ถูกมัดและให้อูฐที่แข็งแรงสองตัวดึงแยกร่าง ซุมัยยะฮฺ มารดาของอัมมาร ถูกทรมานอย่างแสนสาหัสจนชะฮีดในที่สุด บรรดามุสลิมส่วนใหญ่ แม้ว่าจะได้รับการทรมานในรูปแบบต่าง ๆ แต่ก็ไม่ยอมถอดถอนความเชื่อของตนที่มีต่ออิสลามออก พวกเขายังคงมั่นคงและก้าวเดินไปข้างหน้า ด้วยความรักและความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าองค์เดียว
วิธีการของพวกบูชารูปปั้นกับท่านมุฮัมมัด
เมื่อบรรดาพวกตั้งภาคีทั้งหลายไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตนด้วยวิธีการทรมาน และการกลั่นแกล้ง ก็หันมาใช้วิธีการขู่บังคับและการเสนอผลประโยชน์ เนื่องจากบุคลิกภาพของท่านศาสดาประทับใจชนเผ่าต่าง ๆ มากขึ้นทุกวัน พวกเขาพอใจและหันมายอมรับอิสลามมากขึ้น
บรรดาพวกตั้งภาคีทั้งหลาย ตัดสินใจพบท่านอบูฏอลิบลุงเพียงคนเดียวของท่านศาสดา ที่คอยช่วยเหลือ และปกป้องท่านศาสดาตลอดมา พวกเขากล่าวกับอบูฏอลิบว่า โอ้อบูฏอลิบเอ๋ย ท่านนั้นทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิดีกว่าพวกเรามาก หลานชายของท่านมุฮัมมัด เขากล่าวสิ่งที่ไม่มีความเหมาะสมกับเทพเจ้าของพวกเรา ศาสนาของบิดามารดาของพวกเรา เขาถือว่าความเชื่อของพวกเราไม่ถูกต้องและไร้ค่า พวกเราขอร้องให้ท่านไปบอกกับเขา ให้เลิกการเผยแผ่ของเขาเสีย และอย่าพูดจาดูถูกเทพเจ้าของพวกเรา หรือไม่ก็ส่งเขามาให้เรา และท่านก็เลิกปกป้องเขาเสียที
บรรดาพวกตั้งภาคี เมื่อรู้สึกว่าอิสลามกำลังจะเติบโต ชนเผ่าน้อยใหญ่สนใจและยอมรับอิสลามมากขึ้น ขณะที่อิสลามก็มีอิทธิพลครอบคลุมพวกเขา โองการอัล-กุรอานกินใจและมีบทบาทกับพวกเขามากขึ้นทุกวัน บรรดาพวกตั้งภาคีเริ่มรู้สึกถึงอันตรายที่อยู่ตรงหน้า พวกเขาต้องป้องกันอันตรายไม่ให้ลุกลามต่อไป จึงตัดสินใจพบกับอบูฏอลิบผู้มีเกียรติแห่งกุเรช และเป็นผู้นำของบนีฮาชิมอีกครั้งเพื่อยุติปัญหา อบูฏอลิบรับปากพวกเขาว่าจะช่วยเจรจากับมุฮัมมัดให้ แต่ทุกครั้งที่เจรจากับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านศาสดาจะกล่าวอย่างนิ่มนวลกับลุงสุดที่รักว่า โอ้ท่านลุงที่เคารพ หลานขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า หากวางพระอาทิตย์อยู่บนมือขวา และวางพระจันทร์อยู่บนมือซ้าย หลานก็จะไม่ยอมเลิกรา การประกาศเชิญชวนให้ประชาชนมาเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียวเด็ดขาด บนวิถีทางดังกล่าวคือ เผยแผ่อิสลามให้กว้างออกไปตามเป้าหมาย หรือยอมพลีบนแนวทาง
อบูฏอลิบ กล่าวกับหลานรักของตนว่า ลุงขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า จะไม่ยอมเลิกราการปกป้องและคุ้มกันเจ้าอย่างเด็ดขาด เจ้าจงทำหน้าที่ของเจ้าต่อไปให้ถึงที่สุด
ในที่สุดบรรดาพวกยโสโอหังเหล่านั้น ซึ่งคิดเอาเองว่ามุฮัมมัดต้องยอมรับเงื่อนไขแน่นอน เนื่องจากหิวกระหายในทรัพย์สินสฤงคาร จึงได้ส่งข่าวไปว่า พวกเราพร้อมที่จะให้ทุกอย่างแก่มุฮัมมัดไม่ว่าจะเสนอสิ่งใดมาก็ตาม  จะเป็นแก้วแหวนเงินทอง อำนาจบารมี หรือสตรีที่สวยงาม แต่มีเงื่อนไขว่ามุฮัมมัดต้องยุติการประกาศเผยแผ่ศาสนาใหม่ และยุติคำพูดไม่ดีกับเทพเจ้าของพวกเรา
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่สนใจต่อคำพูดที่ถ่ายทอดออกมาจากความคิดของพวกเขา ในทางกลับกัน ท่านเชิญชวนให้พวกเขาหันมายอมรับ อัลลอฮฺ พระเจ้าองค์เดียว
บรรดาพวกตั้งภาคี ซึ่งมีความคิดที่คับแคบ ไม่อาจยอมรับสิ่งที่ท่านศาสดานำเสนอ พวกเขาไม่สามารถละทิ้งเทพเจ้าจำนวน ๓๖๐ องค์ และหันมาเคารพภักดีต่อ อัลลอฮฺ (ซบ.) พระเจ้าองค์เดียวได้เด็ดขาด
นับต่อจากนี้ไปอบูละฮับและพวกตั้งภาคีคนอื่น ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกลั่นแกล้งท่านศาสดา และบรรดามุสลิมมาแล้วนับไม่ถ้วน เขากับพรรคพวกได้เริ่มกลั่นแกล้ง และล้อเรียนท่านศาสดากับบรรดาผู้ศรัทธาอีกครั้ง
การยืนหยัดของศาสดา (ซ็อล ฯ)
แม้ว่าประชาชนจะกลั่นแกล้งท่านศาสดากับมุสลิมเท่าใดก็ตาม ท่านได้ยืนหยัดต่อสู้กับพวกเขาดุจดังขุนเขา ทุกที่ ทุกเวลา หากมีคนสองสามคนนั่งอยู่ด้วยกันท่านจะสอนความเป็นเอกะของพระเจ้า อัล-กุรอาน และหลักการปฏิบัติแก่พวกเขา ท่านทำให้หัวใจของพวกเขาอ่อนโยนด้วยโองการของพระองค์ และมีจิตใจโน้มเอียงสู่อิสลาม ท่านกล่าวกับพวกเขาว่า …
อัลลอฮฺ คือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียว พระองค์คือเจ้าของโลกนี้ และโลกหน้า  เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราต้องแสดงความเคารพภักดี และเชื่อฟังปฏิบัติตาม อำนาจทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ พวกเราทั้งหลายหลังจากตายไปแล้ว จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งเพื่อรอรับการสอบสวน ถ้าเป็นคุณงามความดีก็จะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทน แต่ถ้าเป็นความชั่วหรือบาปกรรม ก็จะได้รับการลงโทษ โอ้ประชาชนทั้งหลาย จงออกห่างจากการทำบาป การโกหก การใส่ร้าย และการพูดจาด่าทอเถิด
ชาวกุเรชได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโองการอัล-กุรอาน จนไม่สามารถตัดสินใจได้ จึงไปหา วะลีด เพื่อให้เขาตัดสินปัญหา และแก้ไขอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของพวกเขา  วะลีดหลังจากรับฟังอัล-กุรอานแล้ว ได้กล่าวกับพวกเขาว่า..
วันนี้ฉันได้ยินคำพูดหนึ่งจากมุฮัมมัด ซึ่งไม่ใช่คำพูดของมนุษย์ และญินแน่นอน มีเอกลักษณ์และความไพเราะเฉพาะตัว มีความอ่อนหวาน กิ่งก้านของมันเต็มไปด้วยดอกผล รากของมันเต็มไปด้วยความจำเริญ เป็นคำพูดที่มีความประเสริฐ ซึ่งฉันไม่คิดว่าจะมีคำพูดใดดีไปกว่านี้อีก
ผู้ตั้งภาคีชาวมักะฮฺ เมื่อได้ยินความหวานชื่น และความดึงดูดใจของพระดำรัสแห่งพระเจ้า ยิ่งทำให้พวกเขาไร้ความสามารถยิ่งขึ้น และมองดูว่าการงานของพวกเขาไร้หนทางลงทุกขณะ สิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้คือ การใส่ร้ายพระดำรัสแห่งฟากฟ้าว่าเป็น เวทมนต์คาถา และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้คนมีศรัทธาต่อท่านศาสดา พวกเขาได้หาข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ นานา เช่น พวกเขาบอกกับท่านศาสดาว่า ต้องการให้พระเจ้า และมลาอิกะฮฺปรากฏองค์ ต้องเนรมิตปราสาททองคำ หรือเรือกสวนบนน้ำ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตอบพวกเขาว่า ฉันไม่ได้เป็นอะไรเกินไปกว่าศาสดาของพระเจ้า ถ้าปราศจากคำอนุญาตของพระองค์ ฉันไม่สามารถนำสิ่งมหัศจรรย์ใด ๆ มาได้
อพยพไปสู่เอธิโอเปีย
เมื่ออย่างเข้าปีที่ ๕ ของการแต่งตั้ง จำนวนสาวกของท่านศาสดาเพิ่มเป็น ๘๐ คน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในภาวะบีบคั้น กดดัน และถูกกลั่นแกล้งจากบรรดาผู้ตั้งภาคี ในสมัยนั้นสาวกกลุ่มหนึ่งจึงได้รับอนุญาตจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ให้อพยพไปยังเอธิโอเปีย ซึ่งขณะนั้นยังสงบและมีความปลอดภัย ประกอบกับ นะญาชียฺ  กษัตริย์แห่งเอธิโอเปียในสมัยนั้นเป็นคนมีเมตตา นับถือศาสนาคริสต์ บรรดามุสลิมเมื่ออพยพไปถึงยังที่นั้นได้ขอสถานที่พักพิง และประกอบการนมัสการต่อพระผู้เป็นเจ้า แม้ว่าจะเป็นดินแดนที่ไกลโพ้นออกไป แต่สภาพชีวิตของมุสลิมก็ยังไม่สงบ ไม่วายถูกรังแก และถูกกลั่นแกล้งจากผู้ตั้งภาคีชาวมักกะฮฺ ซึ่งพวกเขาต้องการให้นะญชียฺ ส่งตัวมุสลิมที่อพยพกลับคืนมักกะฮฺ และเพื่อเป็นการเรียกร้องความต้องการ พวกเขาได้นำของกำนัลจำนวนมากมายไปฝากกษัตริย์นะญาชียฺ
กษัตริย์นะญาชียฺ กล่าวกับพวกเขาว่า มีสถานที่มากมายบนโลกนี้ แต่พวกเขากับเลือกแผ่นดินของฉันเป็นที่พักพิง ฉะนั้น ฉันต้องพิจารณาก่อนว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงเลือกที่นี้ ฉันต้องการรู้ว่าพวกเขาจะพูดว่าอย่างไร มีเหตุผลและข้อกล่าวอ้างอันใดบ้าง หลังจากนั้นกษัตริย์ได้สั่งให้ พาตัวบรรดามุสลิมที่อพยพมายังท้องพระโรง ต่อหน้าพระพักตร์ของท่าน และต้องการให้พวกเขาอธิบายถึงเหตุผลและเจตนาในการอพยพ พร้อมกับแนะนำศาสดาผู้นำศาสนาใหม่มาประกาศเผยแผ่ ญะอฺฟัร บุตรของอบูฏอลิบ ในฐานะตัวแทนของมุสลิมอพยพได้นำกล่าวว่า
พวกเราเคยเป็นประชาชาติที่โง่เขลาเบาปัญญามาก่อน เคยเคารพสักการะบูชาสิ่งไร้สาระมาก่อน บริโภคซากสัตว์ กระทำความชั่ว ไม่ใส่ใจต่อสิทธิของเพื่อนบ้าน ฉ้อโกง และใช้ชิวิตอย่างไร้จุดหมายไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น ต่อมาพระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานศาสดาลงมาท่ามกลางพวกเรา พวกเรารู้จักท่านในฐานะผู้ซื่อสัตย์ และมีความสัจจริง ท่านเชิญชวนพวกเราไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว ท่านต้องการให้พวกเราเลิกสักการะเทวรูปที่ทำจากหิน และไม้ ให้พวกเราเป็นผู้พูดความจริง รักษาสัญญา รักครอบครัวและเครือญาติ มีความประพฤติที่ดี และหลีกเลี่ยงการกระทำบาป อย่าโกงกินทรัพย์สินเด็กกำพร้า ละเว้นการผิดประเวณี จงดำรงนมาซ  ถือศีลอด และบริจาคทาน พวกเราศรัทธาต่อศาสดาองค์นี้ และเชื่อฟังปฏิบัติตามท่าน และเนื่องจากชนเผ่าของเรายอมรับศาสดา และศาสนาที่ท่านเผยแผ่จึงได้รับการต่อต้าน และกดขี่จากพวกกุเรช พวกเขาต้องการให้พวกเราเลิกนับถือศาสนาใหม่ ต้องการให้เรากราบไหว้เทวรูปดังเดิม ประกอบกรรมชั่ว และประพฤติในกามต่อไป เมื่อพวกเราไม่ปฏิบัติตามความคิดของพวกเขา จึงได้รับการกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง พวกเราจึงอพยพมาพึ่งอาศัยท่าน และหวังว่าขณะที่พวกเราอาศัยท่านอยู่นั้น คงจะได้รับความคุ้มครอง และรอดพ้นจากการกดขี่
กษัตริย์นะญาชียฺกล่าวว่า เจ้าจงอ่านโองการที่ศาสดาของเจ้าอ่านให้ข้าฟังซิ
ญะอฺฟัร อ่านโองการแรกของบทมัรยัม สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรู้สึกของนะญาชียฺ กับเหล่าทหารของเขาเปลี่ยนไป และร้องไห้ นะญาชียฺ ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ กล่าวว่า ขอสาบานด้วยนามของพระเจ้านี่คือคำพูดที่มาจากแหล่งคำพูดเดียวกันกับที่ศาสดาอีซา ได้นำมาสั่งสอน
หลังจากนั้นนะญาชียฺ กล่าวกับผู้ตั้งภาคีชาวมักกะฮฺว่า ฉันจะไม่ส่งมุสลิมที่อพยพมาซึ่งเขาอยู่ในฐานะแขกของฉันแก่พวกเจ้าอย่างเด็ดขาด ซึ่งสร้างความอับอายให้กับพวกเขาอย่างยิ่ง และพวกเขาเดินทางกลับมักกะฮฺทันที
การล้อมกรอบทางเศรษฐกิจ
บรรดาพวกตั้งภาคีเผ่ากุเรชได้กำหนดมาตรการขึ้นเพื่อบีบบังคับมุสลิมให้ลำบากที่สุด พวกเขาสัญญาและลงนามร่วมกันว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปกุเรชจะตัดสัมพันธ์กับมุฮัมมัดและสาวกร่วมขบวนการของเขา พวกเราจะไม่แต่งงาน และซื้อขายกับพวกเขา พวกเราจะร่วมมือกันต่อต้านอิสลามและมุฮัมมัด ข้อตกลงดังกล่าวปิดไว้ที่กะอฺบะฮฺ และพวกกุเรชทำการสาบานร่วมกันว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด อีกด้านหนึ่งอบูฏอลิบ ผู้ซึ่งเป็นลุง เป็นผู้สนับสนุน และคอยปกป้องท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตลอดมา เป็นบุคคลหนึ่งที่ร่วมอยู่ในเขตปิดล้อมนามว่า  ชุอฺบิ อบีฏอลิบ เพื่อต้องการออกห่างจากพวกบูชารูปปั้น บรรดามุสลิมได้ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นด้วยความยากลำบาก ต้องอาศัยร่มเงากลางแดดที่ร้อนระอุพักพิงแทนบ้าน พวกเขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความยากลำบาก อีกทั้งต้องคอยป้องกันไม่ให้พวกกุเรชเข้าทำร้ายท่านศาสดา          บรรดามุสลิมถูกล้อมกรอบอยู่ ณ ที่นั้นนานถึง ๓ ปี เฉพาะเดือนฮะรอม (เราะญับ มุฮัรรอม ซิลกะอฺดะฮฺ ซิลฮิจญฺ) เท่านั้นที่ท่านศาสดาอนุญาตให้มุสลิมออกมาข้างนอกเพื่อเผยแผ่คำสอน และซี้อข้าวของเครื่องใช้สำรองเอาไว้ แต่อบูละฮับคนใจบาปได้กว้านซื้อสินค้าจนหมด หรือสั่งให้ขายแพงที่สุด เพื่อว่ามุสลิมจะได้ไม่สามารถจัดซื้อได้ ความหิวกระหายได้ล่วงเลยไปถึงขีดสุด แต่ไม่มีมุสลิมคนใดยอมแพ้ พวกเขายังคงยืนหยัดต่อสู้เหมือนเดิม วันหนึ่งวะฮฺยูได้ลงมาแจ้งข่าวแก่ท่านศาสดาว่าหนังสือสัญญาถูกปลวกกินหมดแล้ว ไม่เหลือคำพูดใดนอกจากคำว่า بسمك‌ اللهم‌” โดยนามของท่านโอ้พระเจ้า ประเด็นนี้ท่านอบูฏอลิบได้แจ้งให้พวกกุเรชทราบ เมื่อพวกเขาไปตรวจสอบก็เป็นจริงตามที่อบูฏอลิบกล่าว ดังนั้น ข้อตกลงในการล้อมกรอบทางเศรษฐกิจเป็นอันจบสิ้น บรรดามุสลิมได้รับอิสรภาพ หลังจากนั้นสองสามเดือนต่อมา ท่านอบูฏอลิบ และท่านหญิงเคาะดิญะฮฺ ภรรยาสุดที่รักของท่านศาสดาก็ต้องมาจากไป การจากไปของทั้งสองสร้างความเสียใจแก่ท่านศาสดาอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับท่าน หลังจากนั้นพวกตั้งภาคีได้เริ่มกลั่นแกล้งท่านศาสดาและมุสลิมอีกครั้ง
การเผยแผ่อิสลามในยัซริบ (มะดีนะฮฺ)
ในช่วงเทศกาลฮัจญฺมีชาวมะดีนะฮฺประมาณ ๖ คน พบกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และยอมรับอิสลามในเวลาต่อมา เนื่องจากการทะเลาะวิวาทและการนองเลือดของ ๒ เผ่า ได้แก่ อุเวซ และ คัซรัจญฺ และอีกด้านหนึ่งพวกยะฮูดีที่อาศัยอยู่รอบ ๆ มะดีนะฮฺคอยกลั่นแกล้ง และบีบบังคับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ชาวมะดีนะฮฺคอยศาสนาบริสุทธิ์ เมื่อข่าวการเผยแผ่อิสลามไปถึงพวกเขาทำให้พวกเขาดีใจมาก และเมื่อมุสลิมใหม่ ๖ คน เดินทางกลับมะดีนะฮฺ ได้แจ้งข่าวแก่ชาวมะดีนะฮฺว่าท่านศาสดาจะเดินทางมายังเมืองของพวกเขา ให้ทุกคนเตรียมตัวต้อนรับท่านและอิสลาม
ในปีต่อมาช่วงเทศกาลฮัจญฺอีกเช่นกัน มีผู้เข้ารับอิสลามใหม่อีก ๑๒ คน ท่านศาสดาได้ส่งสาวกของท่านคนหนึ่งร่วมทางกลับไปมะดีนะฮฺพร้อมกับพวกเขา เพื่อสอนอัล-กุรอาน และหลักการปฏิบัติแก่พวกเขา ปีต่อมาได้มีมุสลิมใหม่ ๑๒ คน ให้สัตยาบันกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ณ สถานที่แห่งหนึ่งนามว่า อุกบะฮฺ พวกเขาสัญญาว่าจะปกป้องท่านศาสดาเหมือนกับญาติพี่น้องคนหนึ่งของพวกเขา ต่อมามีมุสลิมทั้งผู้ชายและผู้หญิงอีก ๗๓ คน ให้สัตยาบันกับท่านศาสดา ณ สถานที่ดังกล่าว พวกเขาสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ และปกป้องท่านศาสดาให้รอดพ้นภยันตรายจากศัตรูตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ สถานการณ์ได้เชิญชวนให้ท่านศาสดาต้องอพยพไปยังมะดีนะฮฺ ซึ่งอันดับแรกท่านอนุญาตให้สาวกของท่านเดินทางล่วงหน้าไปก่อน
ขึ้นมิอฺรอจญฺ
ก่อนที่ท่านจะอพยพไปยังมะดีนะฮฺประมาณ ๑๓ ปีหลังการแต่งตั้ง ราวเดือน เราะบีอุลเอาวัล มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตของท่านศาสดา เป็นเหตุการณ์ที่พ้นญาณวิสัยของบุคคลทั่วไป และยากที่คนธรรมจะรับได้ ณ ที่นี้ขอกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นโดยสรุปดังนี้
ประมาณปีที่ ๑๐ ของการแต่งตั้ง การขึ้นมิอฺรอจญฺของท่านศาสดาได้เกิดขึ้น เป็นการเดินทางไปตามพระบัญชาของพระเจ้า ร่วมไปกับญิบรออีลผู้นำสาส์นของพระองค์ โดยมีบุร็อกเป็นพาหนะ ท่านศาสดาเริ่มต้นการเดินทางที่บ้านของ อุมมิฮานี น้องสาวของท่านอิมามอะลี (อ.) ไปยังมัสญิด อัลอักซอ หรือ บัยตุลมุก็อดดิซ ท่านได้เยี่ยมบ้านท่านศาสดาอีซา (อ.) บัยตุลละฮฺมิ ซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของศาสดาก่อนหน้านั้นหลายท่าน หลังจากนั้นได้เริ่มเดินทางสู่ฟากฟ้า ท่านศาสดาเห็นสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของชาวฟ้า เห็นสวรรค์ นรก ท่านเห็นความเร้นลับของสรรพสิ่งที่มีอยู่ โลกแห่งการสร้างสรรค์ และงานต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงอำนาจและความสามารถที่ไร้ที่สิ้นสุดของพระผู้เป็นเจ้า ท่านเดินทางไปจนถึง ซิดเราะตุลมุนตะฮา ณ ที่นั้นท่านเห็นความเบิกบาน ความสูงส่ง และความยิ่งใหญ่ หลังจากนั้น ท่านเดินทางกลับตามเส้นทางที่มา ยังมักกะฮฺ และก่อนที่แสงอรุณจะจับขอบฟ้า ท่านได้กลับมายังบ้านของอุมมิฮานียฺ ชีอะฮฺเชื่อโดยหลักการว่า การเดินทางดังกล่าว เป็นการเดินทางด้วยร่างกาย มิใช่จิตวิญญาณ
อัล-กุรอาน บทอัล อิซรอ โองการแรกอธิบายถึงการเดินทางครั้งนี้ว่า มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสยิดอัลหะรอมไปยังมัสยิดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบนั้นเราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่างจากสัญญาณต่าง ๆ ของเรา  แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
ในค่ำของมิอฺรอจญฺนั้นเอง ที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชาให้ประชาชาติของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ดำรงนมาซวันละ ๕ เวลา เป็นการนมัสการพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งรายงานหนึ่งของท่านศาสดา กล่าวว่า นมาซคือมิอฺรอจญฺของบรรดาผู้ศรัทธา
การเดินทางไปยังฏออิฟ
เมื่อประมาณปีที่ ๑๑ หลังการแต่งตั้ง ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เดินทางไปยังฏออิฟ เพื่อหลีกเลี่ยงการกลั่นแกล้งของชาวมักกะฮฺ ความอคติ และอื่น ๆ ที่พวกเขามีต่อท่านศาสดา อีกประการหนึ่งท่านต้องการเปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นไปในอีกลักษณะหนึ่ง ท่านจึงเลือกเมืองฏออิฟ และได้เดินทางไปที่นั้นเพื่อพบกับบรรดาหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ เพื่อความสะดวกในการเผยแผ่อิสลาม ทว่าประชาชนที่ฏออิฟเป็นคนดื้อรั้น ไม่ยอมฟังคำเทศนาของท่านศาสดา อีกทั้งยังต้องการกลั่นแกล้ง และขับไล่ท่านอีกต่างหาก ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องค้างแรมอยู่ที่ นัคละฮฺ เป็นสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างเมืองฏออิฟกับมักกะฮฺ และเนื่องจากว่าประชาชนชาวมักกะฮฺมีอคติอย่างรุนแรงกับท่านศาสดา ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะกลับมายังมักกะฮฺอีกครั้ง ท่านจึงส่งม้าเร็วนามว่า มุฏอิม บุตรของ อะดีย์ มาสืบความเคลื่อนไหวก่อน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ซึ่งต่อมาบุตรของอะดีย์ ได้กลายเป็นผู้ปกป้องชีวิตของท่านศาสดา ซึ่งท่านได้ขอดุอาอฺและกล่าวเสมอถึงความดีงามและความรักของอะดีย์ที่มีต่อท่าน
การอพยพสู่มะดีนะฮฺ
บรรดามุสลิมได้รับอนุญาตจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ให้อพยพสู่มะดีนะฮฺ ส่วนที่เหลืออยู่ในมักกะฮฺซนอกจากท่านศาสดา ท่านอะลี และอีกไม่กี่คนที่กำลังป่วย หรือถูกจองจำอยู่ในคุกของบรรดาพวกตั้งภาคี เมื่อบรรดาผู้ปฏิเสธทราบข่าวการอพยพของท่านศาสดาและบรรดามุสลิม ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน และตกลงกันว่าให้แต่ละเผ่าส่งตัวแทนของตนออกมา ซึ่งรวมกันทั้งหมดประมาณ ๔๐ คน และในค่ำที่ศาสดาจะอพยพให้จู่โจมเข้าทำร้ายและสังหารเสีย เท่ากับว่าการสังหารศาสดาครั้งนี้ทุกเผ่ามีส่วนร่วม บนีฮาชิมจะได้ล้างแค้นใครไม่ได้ ในที่สุดเลือดของศาสดาจะได้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ทว่ามะลาอิกะฮฺได้แจ้งข่าวแผนการอันชั่วร้ายของพวกเขาแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในคืนนั้นเองบรรดาพวกปฏิเสธต้องการปฏิบัติตามแผนการที่วางไว้ เมื่อจู่โจมเข้าไปหมายสังหารท่านศาสดา แต่ปรากฏว่าบุคคลที่นอนแทนที่ศาสดาอยู่บนเดียงของท่านคือ อะลี ท่านศาสดาได้หลบออกจากบ้านไปตั้งแต่ตอนหัวค่ำ ตอนแรกท่านหลบภัยอยู่ที่ถ้ำซูร (อยู่ทางตอนใต้ของมักกะฮฺ) และจากที่นั้นท่านเดินทางสู่ยัซริบพร้อมกับอบูบักรฺ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมะดีนะฮฺ
เมื่อเข้าสู่มะดีนะฮฺ
ท่านศาสดาพร้อมกับผู้ร่วมทางถึงมะดีนะฮฺ ในวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือน เราะบิอุลเอาวัล ที่แรกที่ท่านไปคือมัสญิดกุบาอฺ ซึ่งห่างจากตัวเมืองมะดีนะฮฺประมาณ ๙ กิโลเมตร ท่านศาสดาอยู่ที่มัสญิดกุบาอฺจนถึงสุดสัปดาห์ กระทั่งอะลีพร้อมกับผู้ร่วมทางคนอื่น ๆ เดินทางมาสมทบ ปัจจุบันมัสญิดกุบาอฺจึงเป็นสถานที่แห่งความทรงจำประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ของวันนั้น
หลังจากการอพยพของท่านศาสดา อะลีคือผู้รับผิดชอบของฝากของประชาชนที่นำมาฝากกับท่านศาสดาก่อนหน้านั้น ท่านได้ส่งคืนเจ้าของจนหมดสิ้น หลังจากนั้นจึงเดินทางสู่มะดีนะฮฺพร้อมกับสตรีแห่งบนีฮาชิม เช่น ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺบุตรีของท่านศาสดา ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีของอะซัดมารดาท่านอะลี และมุสลิมคนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ อะลีและเพื่อนร่วมทางได้ออกเดินทางด้วยความยากลำบาก และอันตรายอย่างยิ่ง
หลังจาก ๓ วัน ผ่านไปท่านอะลีก็มาถึงมะดีนะฮฺ ด้วยสภาพที่อิดโรย ฝ่าเท้าแตกจนเลือดไหลและระบมไปทั้งฝ่าเท้า อะลีได้รับความเอ็นดูพิเศษจากท่านศาสดา ส่วนประชาชนชาวมะดีนะฮฺ ต่างแสดงความดีใจกันอย่างออกหน้าออกตา หลังจากที่รอคอยท่านศาสดานานถึง ๓ ปี