แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ชีวประวัติศาสดา (ซ็อลฯ)-3

ชีวประวัติศาสดา (ซ็อลฯ)-3

การให้ความสำคัญต่อการอพยพ
เมื่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กับบรรดามุสลิมมาถึงมะดีนะฮฺ ประหนึ่งว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของท่าน และอิสลาม เหมือนกับบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ในที่คับแคบ และบัดนี้ได้ออกมาสู่สถานที่ที่กว้างและไม่อึดอัด ไม่ใช่เรื่องแปลก การที่บอกว่า การอพยพในอิสลามเพื่อขยายศาสนาของพระเจ้าให้เติบโต ประหนึ่งการทำสงครามศาสนา
การอพยพ หมายถึง การย้ายถิ่นฐานโดยนำพาคนรู้จัก คนรัก และคนรู้ใจร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่ หรือการเดินทางออกจากความโง่เขลาไปสู่ความรู้ หรือการเดินทางออกจากความสกปรกโสมม ไปสู่ความสะอาด อย่างนี้ก็เรียกเป็นการอพยพเช่นกัน การอพยพของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และบรรดามุสลิมจากนครมักกะฮฺ (สังคมที่เต็มไปด้วยความสกปรก) ไปยังเมืองมะดีนะฮฺ (เมืองแห่งความเงียบสงบและร่มรื่น) สังคมอิสลามได้เริ่มต้นก่อร่างสร้างตนที่นี่เป็นครั้งแรก ชัยชนะในการประกาศเผยแผ่ ตลอดจนการขยายอาณาจักรอิสลามได้เริ่มต้นที่นี่ ฉะนั้น จะเห็นว่าสิ่งใหม่ ๆ ที่อิสลามได้รับมาล้วนเป็นผลที่เกิดจากการอพยพของท่านศาสดาทั้งสิ้น หลังจากนั้นในช่วงเคาะลิฟะฮฺที่สองอิมามอะลี (อ.) เสนอให้ปีแห่งการฮิจเราะฮฺ เป็นปีเริ่มต้นศักราชใหม่ของอิสลาม
ก้าวแรกแห่งการก่อตั้งอิสลาม
เมื่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เห็นการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง ด้วยความดีใจ และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ ทำให้ท่านมีความปิติยินดี ภารกิจแรกที่ท่านกระทำคือ การสร้างมัสญิดเพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับมุสลิม เนื่องจากมิได้เป็นสถานประกอบศาสนกิจสำหรับมุสลิมอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่สอนหนังสือ และพิพากษาคดี
มัสญิดในอดีตคือ ศูนย์กลางของการเรียนการสอน และอบรม และเป็นศูนย์กลางของมุสลิมทุกเผ่า บรรดานักกวีได้อ่านบทกวีของตนในมัสญิด บรรดามุสลิมร่วมปรึกษาหารือปัญหากันในมัสญิดร่วมกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านกับบรรดามุสลิมร่วมกันก่อสร้างมัสญิดด้วยความรัก ระคนกับความดีใจ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แบกหินด้วยตัวของท่านเอง เหมือนกับคนอื่น ๆ และมัสญิดหลังนั้นก็คือมัสญิด อันนบีที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน รองจากมัสญิด อัลฮะรอม ซึ่งถือว่าเป็นอันดับสองของโลก
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) สร้างความสมานฉันท์ระหว่างเผ่าเอาซ์ กับเผ่าค็อซรัจที่ทะเลาะวิวาทกันมานานแรมปี ระหว่างพวกมุฮาญิรอนกับประชาชนชาวมะดีนะฮฺ ซึ่งออกมาต้อนรับท่านศาสดา หรือรู้จักกันในนามของอันซอร ท่านได้อ่านอักดฺแสดงความเป็นพี่น้องระหว่างพวกเขา เตาฮีด อิสลาม ความเชื่อ และความเป็นพี่น้องได้แทนที่ความเป็นเผ่าพันธุ์ ถ้อยแถลงที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ประกาศออกไป ในความเป็นจริงก็คือ กฎหมายอิสลาม สังคมอิสลามได้เริ่มต้นที่มะดีนะฮฺ ท่านศาสดาได้ประกาศให้ทุกคนทราบว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอิสลามเหมือนกัน ยะฮูดียฺที่อาศัยอยู่ภายในและภายนอก อาณาจักรอิสลามต่างได้รับความปลอดภัยกันถ้วนหน้า สรุปได้ว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้ทำให้ ประชาชนที่เคยมีอคติกันอย่างรุนแรง ไม่เคยรู้จักสังคมและกฎหมาย อยู่ท่ามกลางความหลงทาง บัดนี้ได้กลายเป็นสังคมที่มีความสมัครสมานสามัคคี มีความเป็นพี่น้องกัน เจริญก้าวหน้า และมีความเสียสละ อิสลามในมะดีนะฮฺได้ค่อย ๆ เติบโตจนกระทั้งอย่างเข้าปีที่ ๒ หลังจากอพยพ เมื่อศัตรูบุกโจมตีสามารถจัดทัพรบกับศัตรูได้อย่างเข็มแข็ง
สงครามต่าง ๆ
ศัตรูตัวฉกาจของอิสลามคือ บรรดาผู้ปฏิเสธชาวมักกะฮฺ ซึ่งเป็นไปได้ที่สังคมใหม่ เฉกเช่นอิสลามสามารถพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย บรรดาศัตรูจึงเหิมเกริมยกทัพมาบุกหมายกำจัดอิสลามให้สิ้นซากในทันใด ท่านศาสดาออกคำสั่งให้บรรดามุสลิมเตรียมพร้อมรับมือศัตรู
ด้วยเหตุนี้ เมื่ออิสลามเริ่มต้นศักราชใหม่ ก็ต้องเผชิญหน้ากับสงครามทันที และ ณ ที่นี้จะกล่าวเฉพาะสงครามที่มีความสำคัญเท่านั้น แต่ก่อนอื่นจะกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ควรทราบก่อนคือ สงครามที่ท่านศาสดาเข้าร่วมเรียกว่า ฆุซวะฮฺ ส่วนสงครามอื่น ๆ ที่เกิดในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เรียกว่า ซะรียะฮฺ
สงครามบัดรฺ(หรือบดัร)
ปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๒ สงครามบัดรฺ ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสงครามที่มีความแตกต่างกันมาก ด้านกองกำลัง  ฝ่ายศัตรูมีกำลังทหารมากถึง ๙๕๐ นาย ส่วนฝ่ายมุสลิมมีเพียง ๓๑๓ นายเท่านั้น ทหารฝ่ายมุสลิมได้รบด้วยพลังศรัทธา และเปี่ยมล้นไปด้วยความเสียสละ ในระยะเวลาอันสั้นพวกเขาสามารถเอาชนะทหารฝ่ายศัตรูได้ ในสงครามครั้งนี้ฝ่ายมุสลิมสามารถสังหารทหารฝ่ายศัตรูได้ ๗๐ คน ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือ ศัตรูตัวฉกาจของอิสลาม อบูญะฮัล ถูกฆ่าตายในสงครามนี้ด้วย และจับทหารฝ่ายศัตรูเป็นเชลยอีก ๗๐ คน พวกเขาได้ละทิ้งทรัพย์สงครามไว้เป็นจำนวนมาก ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นใบเบิกทางให้กับอิสลาม
การเปลี่ยนกิบละฮฺ
ในปีนั้นเองพระเจ้าทรงมีบัญชาให้บรรดามุสลิม เปลี่ยนทิศนมาซจากบัยตุลมุก็อดดัซ ไปสู่บัยตุลลอฮฺหรืออัล กะอฺบะฮฺ สาเหตุของการเปลี่ยนกิบละฮฺในครั้งนี้ เนื่องจากพวกยิวได้เย้ยหยันอิสลามว่า จะเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ได้อย่างไร ในเมื่อกิบละฮฺยังไม่มีเป็นของตนเอง พวกเขาเชื่อว่าอิสลามไม่มีวันเป็นสากลได้อย่างเด็ดขาด มัสญิดกิบละตัยนฺ ที่มะดีนะฮฺคือ สัญลักษณ์สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว
สงครามอุฮุด
หลังจากสงครามบัดรฺ ๑ ปีผ่านไป ทหารฝ่ายศัตรูได้เตรียมกำลังมากกว่าสงครามครั้งที่แล้วถึง ๓ เท่า เคลื่อนทัพมายังมะดีนะฮฺ เพื่อล้างแค้นต่อความพ่ายแพ้ในสงครามครั้งที่แล้ว ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ปรึกษาหารือกับบรรดาสาวก และได้บทสรุปว่าพวกเราจะตั้งแนวรบอยู่บริเวณรอบ ๆ เขาอุฮุด ในระยะแรกทหารฝ่ายมุสลิม ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามากได้สู้รบด้วยพลังศรัทธา และดูเหมือนว่าจะมีชัยเหนือศัตรู แต่เนื่องจากว่าพวกเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทหารฝ่ายอารักขาด้านหลัง ถอนกำลังออกจากที่ตั้งมั่นเพราะมีความละโมบ และพากันกรูลงมาแก่งแย่งทรัพย์สินที่ทหารฝ่ายศัตรูได้ละทิ้งไว้ ความพ่ายแพ้ย้อนมาสู่ทหารฝ่ายอิสลามทันที ฮัมซะฮฺ ลุงสุดที่รักยิ่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ชะฮีดในสงครามนี้ แต่เนื่องด้วยความเสียสละอย่างสูงของท่านอะลี ที่ปกป้องอิสลามและชีวิตของท่านศาสดาด้วยชีวิตของท่าน ประกอบกับท่านศาสดาเปลี่ยนวิธีรบใหม่ ทำให้สามารถขับไล่ทหารฝ่ายศัตรูถอยร่นออกจากเขตเมืองมะดีนะฮฺไปได้ และมุสลิมเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่เป็นชัยชนะที่บอบช้ำมากที่สุด
สงครามคอนดัก หรือสงครมอะฮฺซาบ
พวกยิวกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณรอบ ๆ มะดีนะฮฺ จากเผ่าของ บนี นะฎีร ได้เข้าพบกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในตอนแรกได้สัญญาเป็นมิตร และร่วมมือกัน แต่พวกยิวมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งอันเป็นนิสัยดั้งเดิมของพวกเขาคือ การหักหลัง บิดพลิ้ว ทรยศ และเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก พวกเขาเป็นฝ่ายทรยศท่านศาสดาก่อน และสร้างความเสื่อมเสียให้อิสลามมาโดยตลอด ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นผู้มีความปรานี และเป็นเมตตาธรรมต่อประชาชาติทั้งหลาย แต่ท่านไม่สามารถอดทนต่อความหน้าไหว้หลังหลอกของพวกยิวได้ ท่านไม่ให้อภัยและได้คาดโทษพวกเขา
เผ่าบนี นะฎีร เมื่อเห็นว่าแผนการของตนล้มเหลว จึงหันไปร่วมมือกับพวกตั้งภาคีเทียบเทียมพระเจ้าแห่งมักกะฮฺ ซึ่งมีอยู่หลายเผ่าด้วยกัน และในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๕ กองทัพขนาดใหญ่ที่มีทหารนักรบถึง ๑๐,๐๐๐ นาย มีอบูซุฟยานเป็นแม่ทัพ เคลื่อนทัพจากมักกะฮฺโจมตีมะดีนะฮฺ โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดรากถอนโคนอิสลาม ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาทดสอบและเสียสละ บรรดามุสลิมร่วมปรึกษาหารือกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และซัลมาน อัลฟารซีย์ ได้เสนอให้ขุดสนามเพลาะรอบ ๆ เมืองมะดีนะฮฺ เพื่อดักข้าศึกไม่ให้ประชิดตัวเมืองได้รวดเร็ว ท่านศาสดายอมรับข้อเสนอ จึงสั่งให้มีการขุดสนามเพลาะ เมื่อกองทัพของอบูาซุฟยานเคลื่อนทัพมาประชิดเมืองมะดีนะฮฺ ก็เผชิญกับสนามเพลาะขนาดใหญ่ พวกยิวเผ่า บนีฟะรีเซาะฮฺ ก็เหมือนกับยิวเผ่าอื่นที่ได้ร่วมมือกันทรยศท่านศาสดา ต้องเผชิญอุปสรรคปัญหาความยากลำบากอย่างรุนแรง
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ใชั ยุทธ์วิธีรบแบบใหม่ทำให้ศัตรูไม่สามารถประชิดเมืองได้ ต้องตั้งแนวรบอยู่นอกเขตเมือง อุมัร บุตรของอับดูนวุด เป็นนักรบที่ร้ายที่สุดของมักกะฮฺที่ไม่มีใครเหมือน ถูกอะลีสังหาร ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวถึงการฟันของอะลีในวันนั้นว่า เป็นการฟันที่ประเสริฐ และดีกว่าอิบาดะฮฺของมนุษย์และญิน ในที่สุดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า การถอดใจสู้ของพวกยิว และพายุทะเลทรายที่โหมกระหน่ำ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสาเหตุทำให้ทหารฝ่ายมุสลิมได้รับชัยชนะอีกครั้ง ทหารฝ่ายศัตรูได้แตกกระเจิงและหนีทัพกลับไปยังมักกะฮฺ
ฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๖ สัญญาสงบศึกฮุดัยบียะฮฺ
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการประกาศศาสนาที่มะดีนะฮฺ และโชดดีมาโดยตลอด ขณะที่บรรดามุสลิมกำลังบำเพ็ญฮัจญฺ ณ มัสญิดอัล ฮะรอม มีประกาศมายังพวกเขาว่าให้เตรียมตัวปฏิบัติอุมเราะฮฺ ในเดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ทั้งหมดเตรียมพร้อมและกองคาราวานได้เริ่มเคลื่อนขบวน
เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้อยู่ในช่วงเดือนฮะรอม บรรดามุสลิมจึงมิได้พกพาอาวุธอย่างอื่นไปนอกจากดาบที่คนเดินทางทั่วไปต้องพกพาเป็นอาวุธป้องกันตัว อีกด้านหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับพวกกุเรช ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจต้องมีการนองเลือดกัน การเดินทางครั้งนี้ท่านศาสดาได้ทำสัญญาสงบศึกกับพวกกุเรช ซึ่งรู้จักกันในนามของ สัญญาฮุดัยบียะฮฺ ตามข้อตกลงระบุว่าปีนี้ ให้ท่านศาสดาและบรรดามุสลิมยกเลิกการทำอุมเราะฮฺไปก่อน โดยกำหนดให้มาทำในปีต่อไป สัญญาฉบับดังกล่าวสร้างความพอใจแก่มุสลิมทั่วไป เนื่องจากในสัญญาตกลงกันว่าภายในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า ทั้งสองฝ่ายต้องยุติสงครามลงอย่างสิ้นเชิง และให้มีการไปมาหาสู่กันอย่างเสรี สัญญาในครั้งนี้นับเป็นชัยชนะอย่างสูงของอิสลาม เนื่องท่านด้านหนึ่งท่านศาสดาไม่ต้องคอยระวังเรื่องการนองเลือดและการรบราฆ่าฟันกันอีกต่อไป สามารถเผยแผ่ได้อย่างเต็มที่ และเป็นโอกาสเหมาะสำหรับการเชิญชวนให้บรรดาเหล่าผู้นำประเทศต่าง ๆ เข้ารับอิสลาม
จดหมายเชิญชวนของท่านศาสดาที่ส่งให้กษัตริย์ต่าง ๆ
ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดจากอัล-กุรอานว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสากลและเป็นศาสนาสุดท้าย ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นบรมศาสดาและเป็นศาสดาท่านสุดท้าย ที่พระเจ้าทรงประทานลงมาสั่งสอนมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้หน้าที่ของท่านศาสดามุฮัมมัดจึงมีมากกว่าศาสดาท่านอื่น ท่านจึงได้ส่งสาส์นไปยังกษัตริย์ต่าง ๆ ให้เข้ารับอิสลาม เช่น โคซโร พัรวีซ มหาราชอิหร่าน ฮัรกิล มหาจักรพรรดิแห่งโรม มักกูซกิซ ผู้บัญชาการแห่งอิยิปต์ และคนอื่น ๆ อีก
สาส์นของท่านศาสดาปัจจุบันยังคงมีอยู่ เป็นสาส์นที่เขียนโดยมีโวหารสั้น แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายและสาระ ท่านได้มอบให้เจ้าหน้าที่ ๆ มีความศรัทธามั่นคงเป็นผู้นำสาส์นไปส่งให้กษัตริย์เหล่านั้น สาส์นของท่านได้เชิญชวนพวกเขาเข้ารับอิสลาม มาสู่ถ้อยคำที่มีความเสมอภาค ถ้าปฏิเสธให้คอยระวังการลงโทษจากพระผู้เป็นเจ้า สาส์นดังกล่าวกลายเป็นปฐมบทของการเติบโตของอิสลาม
สงครามค็อยบัร
สงครามค็อยบัร หรือที่ถูกควรเรียกว่า วาดียฺค็อยบัร เกิดขึ้นบนสถานที่นามว่า ฮาซิลคีซียฺ อยู่ทางตอนเหนือของมะดีนะฮฺ ห่างจากเมืองมะดีนะฮฺประมาณ ๓๒ ฟัรซัค เป็นเขตพื้นที่สำคัญของพวกยิว ซึ่งพวกเขาสร้างความรำคาญและรบกวนอิสลามตลอดเวลา
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตัดสินใจว่าต้องปราบปรามพวกยิว ที่ชอบแสดงตนเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก และจำกัดขอบเขตให้อยู่ในพื้นที่ ท่านจึงสั่งให้บรรดามุสลิมเตรียมตัวเคลื่อนพลไปยังดิยาร เพื่อทำสงครามค็อยบัร หลังจากที่ได้ยืนหยัดต่อสู้อยู่นาน ในที่สุดประตูแห่งค็อยบัรก็ถูกเปิดออก หลังจากนั้นพวกยิวที่อาศัยอยู่แถบ เกาะรียะฮฺ หรือฟะดัก ซึ่งห่างจากมะดีนะฮฺประมาณ ๑๔๐ กิโลเมตร ได้ยอมจำนนต่อท่านศาสดาโดยไม่ต้องทำสงคราม และยอมรับการเป็นผู้นำของท่าน ตามหลักการอิสลามแล้วเขตพื้นที่ใดยอมจำนนต่ออิสลาม โดยไม่มีสงคราม และไม่มีการนองเลือด เขตพื้นที่นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านศาสดาแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น เมื่อพวกยิวมอบฟะดักให้แก่ท่านศาสดา ท่านจึงมอบต่อให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺบุตรีสุดที่รักของท่าน แต่น่าเสียดายว่าฟะดักถูกยึดไปโดยเคาะลิฟะฮฺอบูบักร์ จนถึงยุคสมัยของ อุมัร บุตรของอับดุลอะซีซ เขาตัดสินใจคืนฟะดักให้กับครอบครัวของท่านศาสดา ซึ่งประเด็นปัญหานี้ศึกษาได้จากประวัติท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ และหนังสือประวัติศาสตร์ทั่ว ๆ ไป
ฟัตฮ์มักกะฮฺ (ยึดมักกะฮฺ)
ปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๘ เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น คือพวกตั้งภาคีเทียบเทียมพระเจ้าจากเผ่ากุเรช ได้บิดพลิ้วสัญญาที่ทำไว้กับท่านศาสดา ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงตัดสินใจว่าสมควรเข้ายึดมักกะฮฺ เพื่อกวาดล้างเทวรูป และพวกตั้งภาคีเทียบเทียมพระเจ้าทั้งหลาย ท่านไม่ต้องการให้ข่าวกระจายออกไปจึงวางท่าทีที่นิ่งเฉย และในวันที่ ๑๐ เดือนเราะมะฎอน ท่านสั่งให้เคลื่อนทัพไปยังมักกะฮฺมีทหารทั้งสิ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐ นาย ชาวมักกะฮฺยอมจำนนต่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยไม่มีการนองเลือดแต่อย่างใด บรรดามุสลิมเข้าแผ่นดินกำเนิดของท่านศาสดาโดยสวัสดีภาพ บรรดาเทวรูปทั้งหลายถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น อิสลามได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง การเข้ายึดครองมักกะฮฺในครั้งนี้ท่านศาสดามีสิทธิ์สมบูรณ์ ท่านสามารถล้างแค้นบุคคลที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับอิสลาม แต่ในทางตรงกันข้ามท่านอภัยให้แก่บุคคลเหล่านั้นด้วยความเมตตา การกระทำของท่านศาสดาเป็นสิ่งยืนยันเห็นว่า อิสลามมิได้เป็นศาสนาป่าเถื่อน มิได้นิยมการฆ่าล้างแค้นแต่อย่างใด สิ่งที่อิสลามปรารถนาคือต้องการให้มนุษย์ทุกคนเป็นบ่าวที่ดี และเรียกร้องเชิญชวนพวกเขาไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว กระทำการดี ขัดเกลาตนเอง และสร้างมิตรภาพกับคนอื่น นับตั้งแต่วันที่ยึดครองมักกะฮฺได้สำเร็จ ทำให้มีกลุ่มชนต่าง ๆ เข้ารับอิสลามอย่างต่อเนื่อง
หลังจากยึดมักกะฮฺแล้ว มีสงครามเกิดขึ้นอีกหลายสงคราม เช่น สงครามฮุนัยน์ ฏออิฟ และตะบูก สองสงครามแรกมุสลิมเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ส่วนสงครามตะบูกแม้ว่าท่านศาสดาจะไม่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรง และไม่ได้สู้รบกันก็ตาม แต่ท่านได้มอบพลังด้านจิตวิญญาณแก่พวกเขาอย่างเต็มเปี่ยม การเดินทางไปชามและโรม มีอุปสรรคปัญหา และต้องเผชิญกับความยากลำบากนานาประการ แต่ท่านได้ถ่ายทอดแบบอย่างของการสงครามกับมหาอำนาจ แก่บรรดาสาวกผู้ซื่อสัตย์ของท่าน
การเสียชีวิตของบุตรชายสุดที่รัก
ปีที่ผ่านมา(ปีไหน)ท่านศาสดาได้สูญเสียบุตรไปถึง ๓ คน ได้แก่กอซิม ฏอเฮร และฏ็อยยิบ และบุตรี ๓ คนได้แก่ ซัยนับ รุก็อยยะฮฺ และอุมมิ กุลซูม ก็กำลังเจริญเติบโต ซึ่งความตายของพี่ทั้งสามคนมีผลต่อจิตใจของพวกเธอ พอสมควร
ส่วนบุตรชายอีกคนหนึ่งของท่านศาสดานามว่า อิบรอฮีม ซึ่งเป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาอีกคนหนึ่งนามว่ามารียะฮฺ เป็นเด็กที่มีความละม้ายคล้ายท่านศาสดา และมีความน่ารักน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ ขณะที่ท่านกอดอิบรอฮีมอยู่นั้น ประหนึ่งดอกไม้ที่แรกแย้มแห่งต้นริซาละฮฺ วิญญาณบริสุทธิ์สองดวงถ่ายถอดความอาลัยรักสู่กันและกัน ถ้อยคำที่ร้อนดั่งไฟถูกเปล่งออกจากปากของท่านศาสดาว่า..
อิบรอฮีมลูกรัก พ่อไม่อาจช่วยเหลือลูกได้ กฎการกำหนดของพระเจ้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดวงตาของพ่อร่ำไห้กับความตายของลูกที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า หัวใจของพ่อระทมทุกข์เสียเหลือเกิน แต่คำพูดอันเป็นสาเหตุให้พระเจ้าทรงกริ้วโกรธ จะมิถูกเปล่งออกจากปากพ่อเด็ดขาด
สาวกบางคนของศาสดา (ซ็อล ฯ) ประหลาดใจต่อการร่ำไห้ของท่าน แต่ท่านศาสดาตรงนี้มีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างอะไรไปจากคนอื่น ท่านได้สอนบทเรียนสำคัญแก่มวลมุสลิมทั้งหลายเอาไว้กล่าวคือ ความรักความเอ็นดูที่มีต่อบุตรธิดาของตน ท่านศาสดาสำทับว่า ความรักและความเอ็นดูที่มีต่อบุตรของตน เป็นสิ่งที่มีความสูงส่ง และสะอาดบริสุทธิ์ที่สุดในการฉายภาพจิตวิญญาณของมนุษย์ และเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ และความอ่อนโยนของวิญญาณ ท่านกล่าวต่ออีกว่า พวกเจ้าจงให้เกียรติบุตรของพวกเจ้า จงให้ความรักและความเอ็นดูต่อพวกเขา
พระผู้เป็นเจ้าทรงให้บุตรคงเหลือเป็นที่ระลึกแก่ท่านศาสดาเพียงคนเดียว ผู้ซึ่งเป็นรากฐานแห่งการกำเนิดของวิลายะฮฺและอิมามมะฮฺ เป็นรากฐานที่มั่นคงแข็งแรงของการดำรงอยู่ของคำสอนของท่านศาสดา และเป็นธิดาที่มีเกียรติยิ่งของท่านได้แก่ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรอ (อ.) ภรรยาของผู้เป็นตัวแทนของท่านศาสดา
ฮัจญฺตุลวะดาอฺ การบำเพ็ญฮัจญฺครั้งสุดท้ายของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
ช่วงชีวิตอันจำเริญของท่านคงเหลืออีกไม่กี่เดือนเท่านั้น และในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๑๐ ท่านประกาศให้มุสลิมทุกคนเตรียมพร้อมเพื่อเดินทางไปบำเพ็ญฮัจญฺ ครั้งนี้มีมุสลิมมากเกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คนเตรียมพร้อมไปบำเพ็ญฮัจญฺ ท่านศาสดาได้ครองอิฮฺรอม ณ มัสญิดชะญะเราะฮฺ ใกล้กับมะดีนะฮฺ ด้วยผ้าสีขาวสองชิ้น และมุสลิมคนอื่นก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับท่าน เสียงรำพัน ลับบัยกะ อัลลอฮุมมะ ลับบัยก์ ลับบัยกะ ลาชะรีกะละกะลับบัยก์ ดังสนั่นไปทั่วพื้นที่ และควบคุมบรรยากาศที่เงียบสงัดไว้จนหมดสิ้น นักแสวงบุญจำนวนแสนได้กล่าวตามที่ท่านศาสดากล่าว เป็นการแสดงพลังที่ยิ่งใหญ่ของ ความเป็นเอกภาพ ความเป็นพี่น้อง และความเสมอภาคในหมู่มุสลิม
ท่านศาสดาได้สอนการบำเพ็ญฮัจญฺครั้งแรกและครั้งสุดท้ายแก่มวลมุสลิม การบำเพ็ญฮัจญฺครั้งยิ่งใหญ่นี้เป็นผลพวงแห่งการเพียรพยายามหลายปีติดต่อกันของท่านศาสดา ท่านได้ทุมเทชีวิต และทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อให้อุดมการณ์ดังกล่างบรรลุผล และต้องการให้สาส์นดังกล่าวขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ณ อะเราะฟะฮฺ หลังจากนมาซซุฮฺริ และอัซริแล้ว ท่านได้กล่าวเทศนาแก่มุสลิมทั้งหลายว่า
โอ้ประชาชนทั้งหลาย ได้ยินเสียงของฉันหรือไม่ บางที่หลังจากนี้แล้ว ฉันอาจไม่ได้พบกับพวกท่าน ณ ที่นี้อีก โอ้ประชาชนที่รักชีวิต และทรัพย์สินของท่านนับจากวันนี้จวบจนถึงวันแห่งการฟื้นชีพ มีเกียรติและเป็นที่ต้องห้ามสำหรับคนอื่น ห้ามทำการค้าสิ่งเหล่านี้เด็ดขาดถือว่า ฮะรอม
หลังจากนั้นประชาชนท่านได้เรียกร้องให้ประชาชนเป็นพี่น้องกัน และพึงรักษาสิทธิของกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิของสตรี ท่านได้แนะนำว่าพวกท่านอย่างละทิ้ง หรือมองข้ามกฎเกณฑ์การลงโทษของพระเจ้าเด็ดขาด และจงออกห่างการกดขี่ข่มเหง การเอาเปรียบ และทำลายสิทธิของบุคคลอื่น พวกท่านทั้งหลายพึงสำรวมตนจากบาปกรรม และความผิดพลาดทั้งหลาย
เหตุการเฆาะดีร
ขณะที่ท่านศาสดาพร้อมกับบรรดานักแสวงบุญจำนวนแสนกว่าคนเดินทางกลับจากการบำเพ็ญฮัจญฺ เมื่อมาถึงยังสถานที่หนึ่งชือว่า เฆาะดีรคุม ญิบรออีล ผู้นำวะฮฺยูได้ลงมามาหาท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เพื่อแจ้งข่าวสารจากพระเจ้าแก่ท่านศาสดาดังนี้
โอ้ศาสดาแห่งพระเจ้า สิ่งที่ถูกประทานลงมายังท่าน โปรดประกาศให้ประชาชนทราบ ถ้าหากท่านไม่ประกาศ เท่ากับท่านไม่เคยเผยแผ่สาส์นของพระองค์เลย และพระองค์จะปกป้องท่านจากความเลวร้ายทั้งหลาย
ประชาชนต่างถามกันว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ศาสนาสมบูรณ์ และถ้าปราศจากสิ่งนั้นแล้วศาสนาจะไม่สมบูรณ์หรือ… สิ่งนั้นเป็นการประกาศครั้งสุดท้ายของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือการกำหนดแนวทาง ตัวแทน และผู้เป็นอิมามภายหลังจากท่าน ศาสดาต้องทำให้หน้าที่ของประชาชนภายหลังจากท่านกระจ่างชัด และไม่เป็นที่คลางแคลงอีกต่อไป ภายใต้แสงแดดที่ร้อนแผดเผา และบนพื้นทรายและก้อนกรวดที่ร้อนระอุ ท่านศาสดาได้กล่าวคำเทศนาด้วยเสียงดังได้ยินไปทั่วท้องทะเลทราย ในที่นั้นท่านประกาศให้ทุกคนทราบว่า อะลี คือผู้ปกครอง (วะลี) และเป็นตัวแทนของท่านในหมู่ประชาชนภายหลังจากที่ท่านจากไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านกล่าวประโยคหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งฝ่ายซุนียฺและชีอะฮฺ กล่าวว่า ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองเขา อะลีก็เป็นผู้ปกครองเขาด้วย
من‌ كنت‌ مولاه‌ فعلى‌ مولاه‌
และในวันนั้นเอง (๑๘ ซุลฮิจญะฮฺ ฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๑๐) ประชาชนได้ให้สัตยาบันกับท่านอะลี แต่หลังจากนั้นอีกประมาณ ๒ เดือน ช่วงปลายเดือนเซาะฟัร ฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๑๑ ท่านศาสดาได้อำลาจากโลกไป โดยฝังร่างบริสุทธิ์ของท่านไว้ที่มัสญิด อันนบี มัสญิดหลังแรกของโลกอิสลาม ที่ท่านและประชาชนร่วมกันสร้างขึ้น สถานฝังศพของท่านปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นสถานที่ซิยาเราะฮฺ (เยี่ยมคารวะ)  ของบรรดามุสลิมทั่วทั้งโลก
อัล-กุรอานกับอิตรัต (ทายาท)
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวถึงความสำคัญของลูกหลานของท่าน และอัล-กุรอานว่า
“انى‌ تارك‌ فيكم‌ الثقلين‌ ما ان‌ تمسكتم‌ بهما لن‌ تضلوا: كتاب‌ الله‌ و عترتى‌ اهل‌ بيتى‌”.
แท้จริงฉ้นฝากสิ่งหนักสองสิ่งไว้ในหมู่พวกท่าน ถ้าหากพวกท่านยึดมั่นกับทั้งสองแล้ว จะไม่มีวันหลงทางเด็ดขาดได้แก่ คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (กิตาบุลลอฮฺ) และลูกหลานแห่งครอบครัวของฉัน (อิตเราะตี อะฮฺลุบัยตียฺ)
อัล-กุรอาน
คัมภีร์อัล-กุรอานประกอบด้วย ๖,๐๐๐ กว่าโองการ ๑๑๔ บททั้งสั้นและยาว หรือ ๓๐ ภาค ถูกทยอยประทานลงมาแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตลอด ๒๓ ปีเต็ม อัล-กุรอานทุกบทเริ่มต้นด้วย บิซมิลลาฮฺ ยกเว้นบทอัตเตาบะฮฺเพียงบทเดียวที่ไม่มีบิซมิลลาฮฺ  การจัดวางโองการหรือบทโดยความเห็นชอบและเป็นคำสั่งของท่านศาสดาทั้งสิ้น โองการที่ถูกประทานลงมาที่มักกะฮฺ เรียกว่า มักกียะฮฺ ส่วนโองการที่ถูกประทานลงมาที่มะดีนะฮฺ เรียกว่า มะดะนียะฮฺ อัล-กุรอานทุกบทมีชื่อเรียก ซึ่งชื่อของแต่ละบทจะปรากฏอยู่ในตอนต้นของแต่ละบท เช่น อันนะฮฺลิ อัลบะเกาะเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ อันนิซาอฺ อัลอะลัก และอื่น ๆ เมื่ออัล-กุรอานถูกประทานลงมาหนึ่งบท หรือ ๒-๓ โองการ ท่านศาสดาจะสั่งให้บุคคลที่มีความมั่นใจได้จดบันทึกโองการเหล่านั้น ซึ่งเรียกว่าผู้บันทึกอัล-กุรอาน และบุคคลที่มีชื่อเสียงในการจดบันทึกได้แก่ ท่านอะลี (อ.) อับดุลลอฮฺ บุตรของมัซอูด ซัยดฺ บุตรของซาบิต มุอาซ บุตรของญุบัล อุบัย บุตรของกะอับ และคนอื่น ๆ
ความพิเศษของอัล-กุรอานที่มีต่อคัมภีร์อื่น ๆ คืออัล-กุรอานมิได้ถูกต่อเติม หรือถูกเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เป็นอมตะของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่ยังคงเหลืออยู่ อัล-กุรอานหลายโองการกล่าวท้าทายว่า ถ้าหากพวกเจ้ามีความคลางแคลงใจ ก็จงนำสิ่งที่คล้ายกับอัล-กุรอานมาสักสิบบท หรือหนึ่งบทสั้น ๆ ตราบจนถึงปัจจุบัน ไม่มีศัตรูอิสลามคนใดสามารถนำสิ่งที่คล้ายเหมือนมาได้แม้แต่คนเดียว และจะไม่มีวันทำได้เด็ดขาด
อัล-กุรอานมิได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์เฉพาะเรื่อง สำนวนโวหาร หรือลีลาการใช้ภาษาเท่านั้น แต่ด้านความหมาย อะฮฺกาม กฎระเบียบที่มีความมั่นคง และบัญญัติที่เป็นอมตะนิรันดรกาล ก็ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ด้วย ทุกครั้งที่ความรู้ของมนุษย์ก้าวหน้าและพัฒนาไปมากเพียงใด หรือม่านแห่งความเร้นลับของโลกถูกเปิดออก มนุษย์ก็ได้เห็นรหัสยะแห่งความมหัศจรรย์อันเป็นอมตะของอิสลามและอัล-กุรอาน ปัจจุบันอัล-กุรอานถูกแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกเกินกว่า ๑๐๐ ภาษา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภาษาไทย โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ฟารซีย์ และฝรั่งเศส ถูกแปลซ้ำกันหลายต่อหลายครั้ง สาระที่อัล-กุรอานกล่าวถึงมากที่สุดคือ การเชิญชวนไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว คุณลักษณะของพระเจ้าทั้งที่เป็นคุณลักษณะที่สูงส่ง และสง่างาม ความยิ่งใหญ่ในการสร้าง ความเร้นลับแห่งฟากฟ้า และในธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ทั้งปัจเจกบุคคลและส่วนรวม กฎหมาย และบทบัญญัติว่าด้วย การเคารพภักดี สังคมศาสตร์ การตุลาการ และการค้า กล่าวถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพ วิถีชีวิตของบรรดาศาสดา บทเรียนและอุทาหรณ์ จากประชาชาติก่อนหน้านี้
สำหรับการเข้าถึงความเมตตาทั้งภายนอกและภายในที่ลุ่มลึกของอัล-กุรอาน สิ่งสำคัญประการแรกคือ ต้องรู้จักและเข้าใจถ้อยคำ สำนวน และลีลาของอัล-กุรอานเสียก่อน
อัล-กุรอานเป็นคัมภีร์แห่งการชี้นำ สัตย์จริง มั่นคง และมุ่งหวังแต่สิ่งที่ดีสำหรับมนุษยชาติ
อิตรัตหรืออะฮฺลุลบัยตฺ
ทายาทหรือลูกหลานสนิทของท่านศาสดาตามที่โองการกล่าวถึงได้แก่ ท่านอะลี (อ.) พร้อมลูกหลานผู้บริสุทธิ์ของท่าน และท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ธิดาผู้เสียสละ และเป็นที่รักยิ่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จนได้รับฉายานามจากท่านศาสดาว่า อุมมิอบีฮา หมายถึงมารดาแห่งบิดาของนาง
อะลี (อ.) คือตัวแทนและเป็นอิมามหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งท่านกล่าวถึงหลายครั้งเกี่ยวกับตัวแทนของท่านว่าอยู่ในเงื่อนเดี่ยวกันกับมูซาและฮารูน และบรรดาบุตรหลานของฉันที่เกิดจากไขสันหลังของอะลี กับฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรอ (อ.) ซึ่งบุตรคนสุดท้ายนามของเขาเหมือนกับนามของฉัน มุฮัมมัด อัล-มะฮฺดียฺ ผู้ได้รับการสัญญา และทั้งหมดเป็นมะอฺซูม หมายถึง บริสุทธิ์ปราศจากบาปและสิ่งโสโครกทั้งหลาย ยังมีลูกหลานคนอื่น ๆ อีกมากมายที่เกิดจากต้นไม้ประเสริฐ และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ ณ ที่ใดหรือเวลาใดก็ตามจะเป็นแหล่งกำเนิดความดีงาม ความจำเริญ และความประเสริฐทั้งหลาย
ภรรยาของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มีภรรยาทั้งสิ้น ๙ คน ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่บนเงื่อนไขและความจำเป็นของสังคมในสมัยนั้น ก่อนการมาของอิสลาม ในสมัยนั้นถือว่าการมีภรรยาหลายคน โดยไม่จำกัดจำนวนเป็นเกียรติยศอย่างหนึ่ง และเป็นที่ยอมรับของสังคม แต่หลังจากอิสลามปรากฏแล้ว อนุญาตให้ชายมีภรรยาได้ ๔ คน แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขของความยุติธรรมในหมู่พวกนาง
เป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) สมรสขณะที่ท่านมีอายุได้ ๒๕ ปี กับเศรษฐีนีแห่งคาบสมุทรอาหรับ ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺ (อ.) ซึ่งท่านหญิงมีอายุมากกว่าท่านศาสดาถึง ๑๕ ปี ตลอดระยะเวลา ๒๕ ปีที่ท่านอยู่กับท่านหญิงเคาะดิญะฮฺเพียงคนเดียว แต่หลังจากท่านหญิงจากไปแล้ว ท่านศาสดาแต่งงานใหม่กับหญิง พรมจรรย์ ที่มีนามว่า เซาดะฮฺ หลังจากนั้นแต่งงานกับอาอิชะฮฺ ส่วนมากหญิงที่ ท่านศาสดาแต่งงานด้วยหลังจากท่านหญิงคอดิญะฮฺ เป็นหญิงหม้ายที่สามีเสียชีวิตในสงคราม หรือเป็นหญิงที่ไม่มีผู้ดูแล หรืออย่างน้อยที่สุดเพื่อให้นางได้รับเกียรติจากสังคม การแต่งงานของท่านศาสดาในช่วง ๑๐ ปีก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ส่วนใหญ่เพื่อสร้างความสมานฉันท์ระหว่างเผ่าต่าง ๆ ระหว่างครอบครัว และระหว่างสังคม ทั้งหมดเป็นไปเพื่อสังคมและความแข็งแกร่งของอิสลาม มิใช่เป็นความต้องการทางกามรมย์เยี่ยงคนทั่ว ๆ ไป แตกต่างจากความเข้าใจของนักวิชาการอิสลามบางท่าน หรือนักบูรพาคดีทั้งหลายที่กล่าวกัน ท่านศาสดามิเคยคิดถึงเรื่องความสุขทางเพศ ดังที่อัล-กุรอานกล่าวว่า ท่านศาสดาจะแสดงความเคารพภักดี อ่านอัล-กุรอาน และอ่านดุอาอฺ หนึ่งในสาม หรือสองในสามของยามค่ำคืนเสมอ ส่วนตอนกลางวันท่านจะคอยแก้ปัญหาสังคม หรือไม่ก็ทำสงคราม และมีภารกิจอื่น ๆ อีกมากที่ต้องปฏิบัติ ที่สำคัญการแต่งงานในช่วงหลังมิได้อยู่ในวันหนุ่มที่หมกมุ่นอยู่กับเรืองความสุขทางเพศ
ความประพฤติและจริยธรรมของศาสดา
พระผู้เป็นเจ้าตรัสถึงจริยธรรมอันสูงส่งของท่านศาสดาว่า และแท้จริง เจ้าอยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ (เกาะลัม ๔) มนุษย์ที่ไร้ความสามารถเขามีความรู้ และเข้าถึงมารยาทอันสูงส่ง ความประเสริฐ ความเมตตา และเป็นแหล่งกำเนิดความดีงามทั้งหลายของท่านศาสดาได้อย่างไร สิ่งที่เขาพูด เป็นเพียงน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทรเท่านั้น
มารยาทและความประพฤติของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือแบบอย่างอันจำเริญสำหรับมวลมนุษยชาติทั้งหลาย หรือกล่าวได้ว่านั่นคือ รูปลักษณ์ที่แท้จริงของอิสลาม ท่านศาสดาปฏิบัติกับมุสลิมทุกคนอย่างเสมอภาค ด้วยความเป็นพี่น้อง และด้วยความรักเอ็นดูอย่างยิ่ง ท่านสวมใส่เสื้อผ้าที่เรียบง่าย นั่งกับพื้น และเข้ากลุ่มกับบรรดาสาวก ถ้ามีคนอื่นที่ไม่รู้จักเข้ามาในที่ประชุมนั้น เขาจะไม่รู้เลยว่าใครคือศาสดา บนความเรียบง่ายนั้นแฝงไว้ด้วยความสะอาดหมดจดทั้งร่างกายและเสื้อผ้า ท่านศาสดาจะแปรงฟันก่อนวุฎูอ์เสมอ ประพรมน้ำหอม และจะแสดงมารยาทที่ดีงามทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ท่านจะกล่าวสลามก่อนคนอื่น ใบหน้าของท่านจะพกพารอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ท่านจะไม่หัวเราะเสียงดัง เยี่ยมเยือนคนป่วย เข้าร่วมงานศพของคนอื่น ให้การต้อนรับแขก ให้ความเมตตากับเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กกำพร้าท่านจะเอ็นดูเป็นพิเศษ ท่านมักเอามือลูบศีรษะเด็กเหล่านั้น หลีกเลี่ยงการนอนบนที่นอนอ่อนนุ่ม ท่านกล่าวว่า ชีวิตของฉันบนโลกนี้ เหมือนกับพาหนะที่มักจอดใต้ร่มเงาไม้เพื่อพักผ่อน หลังจากนั้นก็จะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง แม้ว่าท่านจะมีมารยาทที่นิ่มนวลเพียงใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าศัตรู หรือกลุ่มชนที่หน้าไหว้หลังหลอก ท่านจะแสดงความเข็มแข็งดุจดังราชสีห์ สงครามต่าง ๆ ท่านไม่เคยปล่อยให้ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจ ท่านจะอยู่ประชิดติดกับศัตรูมากกว่ามุสลิมคนใดทั้งสิ้น ท่านมิเคยแสดงความอาฆาตมาตรร้ายแม้แต่ศัตรูที่แสดงความร้ายกาจกับท่าน เช่น บรรดาผู้ปฏิเสธชาวกุเรช ครั้นเมื่อท่านสามารถยึดมักกะฮฺได้แทนที่ท่านจะสังหารพวกเขา แต่ท่านกลับอภัยให้พวกเขาจนหมดสิ้น จนเป็นที่ประหลาดใจของพวกเขา และเป็นสาเหตุให้พวกเขารับอิสลามกันเป็นกลุ่ม ๆ ท่านศาสดาแสดงตนให้เห็นว่า ท่านห่างไกลจากกิเลสทางโลก ทรัพย์สินส่วนรวมท่านจะคืนให้เจ้าของโดยด่วน ขณะที่ท่านเป็นศาสดา และเป็นนายของพวกเขาแต่ท่านไม่เคยรับส่วนแบ่งที่มากกว่าคนอื่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว แน่นอนท่านคือแบบอย่างที่ดีงามสำหรับประชาโลกทั้งหลาย