แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ชีวประวัติอิมามฮุซัยนฺ (อ.)-1

ชีวประวัติอิมามฮุซัยนฺ (อ.)-1

อิมามฮุซัยนฺ (อ.) บิน อะลี (อ.)
1. ชีวประวัติอิมามฮุซัยนฺ (อ.)
2. อิมามฮุซัยนฺ (อ.) กับท๋านศาสดา (ซ็อล ฯ)
3. อิมามฮุซัยนฺ (อ.) กับบิดา
4. อิมามฮุซัยนฺ (อ.) กับพี่ชาย
5. อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในสมัยมุอาวิยะฮฺ
6. การลุกขึ้นต่อสู้ของ อิมามฮุซัยนฺ (อ.)
7. จริยธรรมและความประพฤติของ อิมามฮุซัยนฺ (อ.)
ชีวประวัติอิมามฮุซัยนฺ (อ.)
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 3 ชะฮฺบาน ฮ.ศ. 3 ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) มีความยินดีในการเกิดมาของท่านอย่างยิ่ง ท่านได้รีบไปที่บ้านของฟาฏิมะฮฺบุตรสาวของท่านทันที เพื่ออวยพรให้แก่นางในการคลอดบุตรคนใหม่
ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ผู้เป็นตาได้อะซานที่หูขวาและอิกอมะฮฺที่หูซ้าย และตั้งชื่อเรียกท่านว่า “ฮุซัยนฺ”
วันที่ 7 หลังจากถือกำเนิด ท่านอะลีผู้เป็นบิดาได้เชือดแพะ (ทำอะกีเกาะฮฺ) แล้วนำเนื้อไปแจกจ่ายแก่คนยากจนและขัดสนทั้งหลาย
ศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) รักฮุซัยนฺ (อ.) หลานชายของท่านมาก ท่านได้หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเศร้าอย่างสุดซึ้ง เมื่อมีวะฮฺยู (วิวรณ์) มาแจ้งให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์ณ์ที่จะประสบแก่ฮุซัยนฺในอนาคต
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “ฮุซัยนฺนั้นมาจากฉันและฉันก็มาจากฮุซัยนฺ เขาคืออิมามบุตรของอิมาม เชื้อสายของเขาเก้าคนจะเป็นอิมามคนสุดท้ายในหมู่พวกเขาได้แก่ อัล มะฮฺดี ซึ่งเขาจะมาปรากฏในยุคสุดท้าย เขาจะทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยความเที่ยงธรรมและยุติธรรมหลังจากที่มันเคยถูกทำให้เต็มไปด้วยความอธรรมและความเลวร้าย”
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) กับท๋านศาสดา (ซ็อล ฯ)
นับตั้งแต่ อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ถือกำเนิดขึ้น จนกระทั่งท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เสียชีวิต ท่านมีอายุได้ประมาณ 6 ปีกับไม่กี่เดือน ตลอดระยะเวลาประชาชนทั้งหลาย ต่างมองเห็นความรัก และความเมตตาของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่แสดงต่อท่านอิมาม เป็นการประกาศให้ทุกคนทราบว่า เขาคือ อิมามท่านที่สามของโลกอิสลาม
ซัลมาล อัลฟารซีย์ กล่าวว่า ฉันเห็นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ชอบเอาฮุซัยนฺนั่งบนตักของท่าน จูบและหอมฮุซัยนฺ ตลอดเวลา และกล่าวว่า เจ้าเป็นบุรุษผู้มีเกียรติ บุตรของผู้มีเกียรติ และเป็นบิดาของผู้มีเกียรติทั้งหลาย เจ้าเป็นอิมาม บุตรของอิมาม และเป็นบิดาของผู้เป็นอิมามทั้งหลาย เจ้าเป็นข้อพิสูจน์ของพระเจ้า บุตรของผู้เป็นข้อพิสูจน์ของพระเจ้า และเป็นบิดาของผู้เป็นข้อพิสูจน์ทั้งหลาย ซึ่งมีทั้งสิ้น 9 คน คนสุดท้ายของพวกเขาคือ ผู้ยืนหยัดในหมู่พวกเขา อัลกออิมุลมะฮฺดีย์ (อ.) (มักตัล คอรัซมี เล่ม 1 หน้า 146 กะมาลุดดีน ซะดูก หน้า 152)
อะนัซ บุตรของมาลิก รายงานว่า เมื่อมีผู้คนถามท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านรักลูกหลาน (อะฮฺลุลบัยตฺ) คนใดมากที่สุด กล่าวว่า (สุนัน ติรมิซีย์ เล่ม 5 หน้า 323)ท่านศาสดานำฮะซัน และฮุซัยนฺไปกอดแนบไว้กับอก และท่านจูบเด็กน้อยทั้งสองครั้งแล้วครั้งเล่า (ซะคออิร อัลอุกบา หน้า 122)
อบูฮุร็อยเราะฮฺ ผู้เปรียบเสมือนเป็นผลรางวัลของมุอาวิยะฮฺ ผู้เป็นศัตรูของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) สารภาพว่า ฉันเห็นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เอาฮะซันและฮุซัยนฺขี่ไว้บนไหล่ และเดินเข้ามาหาพวกเรา เมื่อมาถึงพวกเราท่านกล่าวว่า บุคคลใดก็ตามรักเด็กทั้งสอง เท่ากับรักฉัน และบุคคลใดเป็นศัตรูกับเด็กทั้งสอง เท่ากับเป็นศัตรูกับฉัน (อัลอิซอบะฮฺ เล่ม 11 หน้า 30)
สูงส่งที่สุด ใกล้ชิดที่สุด ประเสริฐที่สุดของความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณระหว่างท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กับอิมามฮุซัยนฺ (อ.) คือ ประโยคที่ท่านกล่าวว่า ฮุซัยนฺมาจากฉัน และฉันมาจากฮุซัยนฺ สุนัน ติรมิซีย์ เล่ม 5 หน้า 324
ในสมัยของบิดา
ฮุซัยนฺ (อ.) อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของท่านศาสดาผู้เป็นตานานถึง 6 ปี ในช่วงเวลาเหล่านั้น ท่านมีโอกาสได้เรียนรู้หลักจริยธรรม และมารยาทอันยิ่งใหญ่อย่างมากมายจากท่านตาของท่าน หลังจากนั้นท่านศาสดาได้จากไป
เมื่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) สิ้นชีวิต ท่านอิมามได้ใช้เวลาในอายุขัยอันประเสริฐของท่านอยู่กับ อิมามอะลี บิน อบีฏอลิบ (อ.) ผู้เป็นบิดานานถึง 30 ปี ท่านรู้สึกเจ็บปวดต่อบททดสอบที่ผู้เป็นบิดาได้รับ อิมามอะลีมิเคยเรียกร้องสิ่งใดนอกจากพระเจ้า ช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺท่านไม่เคยอยู่นิ่งแม้เพียงเล็กน้อย เช่นกันยุคที่ท่านถูกช่วงชิงตำแหน่ง นอกจากการกลั่นแกล้งแล้วพวกเขามิได้กระทำสิ่งอื่นใด  ดังนั้น ท่านจึงยืนหยัดเคียงข้างบิดาอยู่ตอลดเวลา และเชื่อฟังปฏิบัติตามบิดาของท่านด้วยชีวิตและจิตใจ
เมื่อท่านอะลีเป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านนำอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ไปทุกที่เพื่อกอบกู้อิสลาม เหมือนกับทหารที่สละพลีอุทิศตัวเอง เพื่อยืนหยัดต่อสู้ เพื่อให้ธงชัยแห่งสัจธรรมได้ยืนหยัดอย่างมั่นคง อิมามเข้าร่วมในสงคราม “ญะมัล” “ซิฟฟีน” และ “นะฮฺรอวาน” พร้อมกับพี่ชายฮะซัน ท่านปกป้องบิดาของท่าน และอิสลามด้วยชีวิตบางครั้งท่านเข้าประท้วงผู้ที่ช่วงชิงตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺไปจากบิดาของท่าน
ในสมัยปกครองของอุมมัร เคาะลิฟะฮฺที่สอง อิมามได้เข้าไปในมัสญิด ขณะที่อุมัรกำลังกล่าวคำเทศนาอยู่บนมิมบัรของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านได้ขึ้นไปบนมิมบัรและกล่าวด้วยเสียงดังว่า เจ้าจงลงไปจากมิมบัรของบิดาฉัน
เมื่อท่านอะลี (อ.) สิ้นชีวิต ฮุซัยนฺได้ให้สัตยาบันแก่ฮะซันผู้เป็นพี่ชายในการรับตำแหน่งคอลีฟะฮฺ และยืนหยัดเคียงข้างเพื่อต่อต้านมุอาวิยะฮฺ ตัซกิเราะฮฺ อัลคอซ อิบนิ เญาซีย์ หน้า 24 อัลอิซอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 333 นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่ออิมามฮุซัยนฺ (อ.) อายุได้เพียง 10 ปี เท่านั้น
อิมามฮุซยนฺ (อ.) กับพี่ชาย
หลังจากชะฮาดัตอิมามอะลี (อ.) โดยคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และวะซียัตของอิมามอะลี (อ.) ตำแหน่งอิมามได้ตกทอดมายังอิมามฮะซัน (อ.) บุตรชายคนโตของท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามอิมามฮะซัน อิมามฮุซัยนฺ (อ.) เชื่อฟังและให้การสนับสนุนพี่ชายมาโดยตลอด ทั้งร่วมมือ ร่วมใจ และร่วมความคิดเห็น
เมื่อครั้งที่อิมามฮะซัน (อ.) จำเป็นต้องทำสัญญาสงบศึกกับมุอาวิยะฮฺ โดยบัญชาของพระเจ้า ซึ่งต้องทนทุกข์และแบกรับความเศร้าโศกอย่างมากมาย อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้ร่วมชะตากรรมบนความทุกข์ยากพร้อมกับพี่ชาย ท่านทราบดีว่าการทำสัญญาสงบศึกครั้งนี้ เป็นประโยชน์อย่างสูงกับมุสลิมและสังคม มุอาวิยะฮฺ ปรากฏตัวต่อหน้าอิมามฮะซัน และอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ปากอันสกปรกของเขาได้พูดจาเราะราน อิมามฮะซัน (อ.) และอิมามอะลี (อ.) อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้ลุกตอบโต้มุอายะฮฺ แต่อิมามฮะซันได้เรียกให้นั่งลง และท่านเป็นผู้ตอบโต้มุอาวิยะฮฺด้วยถ้วยวาจาที่เป็นโวหารอันสูงส่ง จนเขาไม่สามารถพูดต่อไปได้
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในสมัยมุอาวิยะฮฺ
เมื่อมุอาวิยะฮฺลอบวางยาพิษท่านฮาซัน (อ.) จนท่านต้องพลีชีพไป ฮุซัยนฺ (อ.) จึงสืบทอดตำแหน่งอิมาม ในขณะที่มีอายได้ 47 ปี
อิมามฮุซัยนฺ (อ.)ตระหนักดีว่า มุอาวิยะฮฺคือสาเหตุหลักในความเสื่อมเสียทุกอย่างของประชาคมมุสลิม
มุอาวิยะฮฺได้เสแสร้งแสดงตนในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของอิสลาม แต่การกระทกลับทำลายศาสนา เขามีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ชาวซีเรียและสาวกผู้บริสุทธิ์ใจของท่านศาสนทูต ออกห่างอย่างสิ้นเชิงกับสัจธรรมของอิสลาม พยายามโฆษณาชวนเชื่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อบิดเบือนภาพพจน์ของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ขับไล่ทุกคนที่ต่อต้านนโยบายทางการเมืองของเขา สังหารสาวกของท่านศาสดาและสหายของอิมามอะลี (อ.) เป็นจำนวนมาก บุคคลสำคัญคนหนึ่งในจำนวนนั้น ได้แก่ ฮะญัร บิน อะดีย์ ซึ่งมุอาวิยะฮฺได้สังหารไปพร้อมกับบุตรชายของเขาใน “มะร็อจ อุซรออ์” นอกเมืองดามัสกัส
มุอวิยะฮฺ คิดหาวิธีและกระทำการเพื่อให้ยะซีดบุตรชายของตนเองขึ้นครองตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺให้ได้ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจถึงบุคลิกภาพของยะซีด ว่าเป็นผู้ที่ดูหมิ่นดูแคลนต่อศาสนา และผู้ที่เคร่งครัด เขาดื่มสุรา ใช้เวลาส่วนมากหมดไปกับการละเล่นกับฝูงลิง
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) เคยเตือนมุอาวิยะฮฺให้เห็นถึงอันตรายจากสิ่งที่เขากระทำไป แต่มุอาวิยะฮฺหาได้คล้อยตามไม่ เขาประกาศเจตนารมณ์ในการมอบตำแหน่งให้ยะซีด หลังจากนั้น ก็ดำเนินการในเรื่องมอบสัตยาบันด้วยการใช้กำลังแลบีบบังคับประชาชน
การลุกขึ้นต่อสู้ของ อิมามฮุซัยนฺ (อ.)
ยะซีด ก่อนที่มุอาวิยะฮฺจากไปเขาได้ดำเนินการทุกอย่าง เพื่อให้ยะซีดขึ้นเป็นเคาะลิฟะฮฺ และเมื่อเขาจากไปยะซีดได้สถาปนาตนเองเป็นอมีริลมุอฺมินีน และเพื่อให้การปกครองที่ไม่ถูกต้องของตนดำเนินต่อไป จึงเรียกให้บรรดาผู้นำต่าง ๆ ให้สัตยาบันกับตน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเขียนจดหมายถึง วะลีด ผู้ปกครองมะดีนะฮฺขณะนั้น และกำชับว่าให้เอาสัตยาบันจากฮุซัยนฺ แทนเขาด้วย ถ้าฮุซัยนฺ ปฏิเสธโอยไม่ยอมให้สัตยาบันจงสังหารเขาเสีย ผู้ปกครองได้นำคำสั่งของยะซีดไปแจ้งให้อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ทราบ อิมามกล่าวว่า มนุษย์มาจากอัลลอฮฺ และต้องย้อนกลับคืนสู่พระองค์ บนอิสลามคือ การจนสิ้น เมื่อประชาชาติต้องมีผู้ปกครองเยี่ยงยะซีด
วะลีดในฐานะผู้ปกครองเมืองมะดีนะฮฺ ได้เชิญอิมามฮุซัยนฺ (อ.) มาพบและเปิดเผยเรื่องราวตามคำสั่งของยะซีด อิมามฮุซัยนฺ (อ.) รู้ทันทีว่ายะซีดต้องการที่จะโฆษณาชวนเชื่อในภายหลังว่า ฮุซัยนฺในฐานะบุตรของท่านศาสดา ได้มอบสัตยาบันให้กับเขาแล้ว ตำแหน่งคอลีฟะฮฺของเขาก็จะถูกต้องตามหลักศาสนา ดังนั้นอิมามฮุซัยนฺ (อ.) จึงปฏิเสธการให้สัตยาบัน เพราะยะซีดเป็นคนละเมิดศาสนา ดื่มสุราและมิได้ปกครองตามกฎที่อัลลอฮฺทรงประทานมา วะลีดขู่อิมามฮุซัยนฺ (อ.)ว่าจะสังหารท่าน ถ้าหากปฏิเสธการให้สัตยาบัน แต่อิมามมิได้คิดถึงสิ่งใดทั้งสิ้น นอกจากผลประโยชน์ของอิสลาม ถึงแม้ว่าในการกระทำดังกล่าว จะทำให้ท่านต้องถูกสังหารก็ตาม
เมืองกูฟฮฺปรารถนาดีกับอิมาม
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ทราบดีว่ารัฐบาลของยะซีดซึ่งไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการ ถ้าท่านยังคงอยู่ในมะดีนะฮฺต่อไปต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน ด้วยพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ท่านออกเดินทางอย่างเงียบ ๆ ไปสู่มักกะฮฺ การเดินทางของอิมาม (อ.) เป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านปฏิเสธการให้สัตยาบัน กัยยะซีด ข่าวการปฏิเสธการให้สัตยาบันของอิมาม ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งมักกะฮฺ และมะดีนะฮฺ ตลอดจนเมืองกูฟะฮฺ
บรรดามุสลิมที่ต้องทนกับความอยุติธรรมของมุอาวิยะฮฺนั้น ต่างใฝ่ฝันที่จะให้รัฐบาลที่ปกครองโดยอะลี บิน อบีฏอลิบ หวนกลับมาอีกครั้ง เพราะเป็นรัฐบาลที่ยุติธรรมตามหลักการของอิสลาม
เมื่อชาวเมืองกูฟะฮฺทราบข่าวว่า อิมามฮุซัยนฺ (อ.)ปฏิเสะการให้สัตยาบันต่อยะซีด พวกเขาจึงส่งจดหมายไปหาอิมามฮุซัยนฺ (อ.) เพื่อขอร้องให้เดินทางมายังเมืองกูฟะฮฺ และช่วยปลดปล่อยพวกเขาให้พ้นจากความอยุติธรรมและความเลวร้าย
จดหมายที่เขียนส่งมายังอิมามฮุซัยนฺ (อ.) มีจำนวนภึง 12,000 ฉบับ ทุกฉบับจะเขียนประโยคหนึ่งเหมือนกันว่า “โอ้บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ โปรดมาอยู่ที่นี่เถิด เพราะพวกเราไม่มีใครเป็นผู้นำนอกจากท่าน” จุดประสงค์ของชาวกูฟะฮฺที่ส่งจดหมายเชิญท่านเป็นจำนวนมากมาย ต้องการให้อิมามมาสอน และเป็นผู้ชี้นำพวกเขา
ทูตของอิมามฮุซัยนฺ (อ.)
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้ส่งบุตรชายของอาคนหนึ่งคือ “มุสลิม บิน อะกีล” เป็นทูตไปยังเมืองกูฟะฮฺ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และสภาพของสังคม และส่งข่าวให้ท่านทราบภายหลัง เมื่อมุสลิมไปถึงกูฟะฮฺ เขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น อย่างไม่เคยมีมาก่อน ประชาชนจำนวนหลายพันคนให้บัยอัตกับท่านในฐานะตัวแทนอิมาม (อ.) อิมามได้ฝากจดหมายฉบับหนึ่งให้แก่ชาวเมืองกูฟะฮฺ ใจความจดหมายนั้นมีตอนหนึ่งความว่า
“นอกจากนี้แล้วจะขอบอกว่า จดหมายของพวกท่านได้ถึงยังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าซาบซึ้งกับที่พวกท่านกล่าวมาจากความปรารถนาดีของพวกท่านต่อการมาที่นี่ของข้าพเจ้าเพื่ออยู่กับพวกท่าน บัดนี้ ข้าพเจ้าได้ส่ง น้องชายของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นบุตรชายของท่านอาของข้าพเจ้า มายังพวกท่านเขาเป็นที่เชื่อถือของข้าพเจ้าจากคนในหมู่อะฮฺลุลบัยตฺของข้าพเจ้า ชื่อของเขาคือ มุสลิม บิน อะกีล”
มุสลิม บิน อะกีล ได้รับการต้อนรับกันอย่างอบอุ่น มีประชาชนเข้ามาห้อมล้อมรายรอบเขาแล้วให้สัตยาบันมากกว่า 18,000 คน  มุสลิมได้เขียนจดหมายส่งให้อิมาม รายงานความเคลื่อนไหวในกูฟะฮฺให้อิมามทราบ มุสลิม บิน อะกีล ได้เขียนจดหมายถึงอิมามฮุซัยนฺ (อ.) โดยแจ้งว่าบัดนี้ชาวกูฟะฮฺ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการสนับสนุนสัจธรรม และปฏิเสธการให้สัตยาบันต่อยะซีดและเรียกร้องให้อิมามเดินทางมาให้ได้ในเร็ววัน
อิมาม รู้จักชาวกูฟะฮฺเป็นอย่างดี พวกเขาไม่ซื่อสัตย์ตามข้อตกลง และปราศจากศาสนา สิ่งนี้อิมามเห็นตั้งแต่สมัยที่อิมามอะลี บิดาของท่านปกครองกูฟะฮฺอยู่ ดังนั้น คำพูด และการให้สัตยาบันต่อมุสลิมจึงไม่อาจไว้วางใจได้ แต่เพื่อให้สิ้นสุดข้อพิสูจน์ และเป็นไปตามประสงค์ของพระเจ้า อิมามจึงตัดสินใจเดินทางไปยังกูฟะฮฺ  วันที่ 8 ซุลฮิจญะฮฺ วันซึ่งมุสลิมทั้งหลายต่างเดินทางไปอาเราะฟะฮฺ และมินาผู้ที่เดินทางไม่ทันต่างกระวีกระวาดรีบออกจากมักกะฮฺ แต่อิมามพร้อมกับครอบครัว และหมู่มวลมิตรของท่านยังคงอยู่ที่มักกะฮฺ วันและเวลาเช่นนั้น ท่านพร้อมกับครอบครัวและสหาย ได้ออกเดินทางไปยังอิรัก การกระทำของอิมาม เท่ากับท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติ และเป็นการประกาศให้ชาวโลกทราบกันถ้วนหน้าว่า บุตรของศาสนทูตไม่ถือว่า การปกครองของยะซีดเป็นทางการ และท่านไม่ยอมให้สัตยาบัน นอกจากนั้นท่านยังลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของเขาอีกต่างหาก
การต่อต้าน “มุสลิม บิน อะกีล”
ฝ่ายยะซีดจับตาดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเมืองกูฟะฮฺอยู่อย่างใกล้ชิด ดังนั้น เมื่อยะซีดรู้ข่าวการเดินทางของมุสลิมไปยังเมืองกูฟะฮฺ ซึ่งมีชาวกูฟะฮฺจำนวนมากมายให้สัตยาด้วย เขาจึงแต่งตั้งผู้ปกครองเมืองคนใหม่ นั่นคือ “อุบัยดิลลาฮฺ อิบนิ ซิยาด” ซึ่งเดินทางมาถึงยังเมืองกูฟะฮฺอย่างเร่งด่วน
อิบนิซิยาด ได้ใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอด้านความศรัทธาของประชาชน ตลอดจนความหวาดกลัวของพวกเขา “อิบนุซิยาด” เริ่มใช้แผนทางการเมือ ทั้งด้วยการปราบปราม การเข่นฆ่า การติดสินบน และข่มขู่ประชาชนด้วยทหารที่กำลังเดินทางมาจากซีเรีย
ชาวเมืองกูฟะฮฺหวาดกลัวและทอดทิ้งมุสลิมไว้อย่างโดดเดี่ยว เขาต้องอยู่ตามลำพัง แต่เขาก็มิได้ยอมจำนน เขายืนหยัดต่อสู้จนได้รับบาดแผลฉกรรจ์ จนในที่สุดต้องตกเป็นเชลย และต้องพลีชีพในที่สุด (ขอให้อัลลอฮฺทรงพึงพอพระทัยต่อเขาด้วยเถิด”
ข่าวการถูกสังหารของมุสลิมและผู้ให้การสนับสนุนได้ล่วงรู้ไปถึงอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในขณะที่กำลังอยู่ในเส้นทางที่จะไปยังเมืองกูฟะฮฺพอดี ทำให้ท่านตะหนักว่าชาวเมืองกูฟะฮฺหลอกลวงท่าน อิมามจึงกล่าวกับบรรดาสหายและผู้ติดตามว่า
“ใครที่ติดตามเรามาจะต้องพลีชีพ และคนใดที่ผละทิ้งจากเราก็จะไม่บรรลุถึงชัยชนะเช่นกัน”
อิมามฮุซัยนฺ (อ.)ล่วงรู้ถึงสถานการณ์ที่ท่านจะต้องเผชิญอยู่เบื้องหน้า แต่ท่านคำนึงถึงหน้าที่ ที่จำเป็นเพื่ออิสลามและมวลมุสลิม
อุดมการณ์ของฮุซัยนฺ (อ.)
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) นับตั้งแต่คืนแรกที่ออกจากมะดีนะฮฺ ช่วงเวลาที่อยู่ที่มักกะฮฺ และตลอดเส้นทางที่เดินทางจากมักกะฮฺมายังกัรบะลาอฺ จนกระทั่งชะฮีด ท่านได้บ่งบอก หรือแสดงให้เห็นกองคาราวานของท่านเห็นตลอดเวลาว่า จุดประสงค์ของการเดินทางในครั้งนี้คือการทำลายการปกครองที่ต่อต้านอิสลามของยะซีด ฉันต้องการกำชับการดี และห้ามปรามความชั่ว และยืนหยัดต่อสู้กับความอธรรม เพื่อปรับปรุงสังคม ฟื้นฟูคำสอนของของอิสลาม ศาสดา และอิมามอะลีให้ดำรงสืบไป
และนี่เป็นหน้าที่ ๆ พระเจ้าทรงมอบแด่ฮุซยนฺ (อ.) ถึงแม้ว่าการปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ จะสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของท่าน ญาติพี่น้อง และมวลมิตรสหายที่ร่วมติดตามไปด้วย ตลอดจนต้องถูกจับเป็นเชลยก็ตาม ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อิมามอะลี (อ.) และอิมามฮะซัน (อ.) แจ้งเรื่องชะฮาดัต แก่อิมามครั้งแล้วครั้งเล่า แม้กระทั่งช่วงที่ท่านถือกำเนิดขึ้นมา
ความรอบรู้ของอิมาม บ่งบอกว่านี่เป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย ซึ่งจุดสิ้นสุดของการเดินทางคือ ชะฮีด แต่อิมามมิใช่บุคคลที่เห็นชีวิตของท่านมีค่ากว่าบัญชาของพระเจ้า และคำสอนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านเป็นผู้ที่มองการทดสอบครั้งนี้ว่าเป็น ความสุข และเป็นสันติตลอดไปชั่วนิจกาล
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ประกาศคัดค้านการให้สัตยาบันต่อยะซีด เพราะยะซีดไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺ เพราะเขาเป็นคนละเมิดศาสนา ดื่มสุราออกกฎอนุญาตในสิ่งที่ศาสนาห้ามและวางกฎห้ามในสิ่งที่ศาสนาอนุญาต
ด้วยเหตุนี้ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) จึงได้กล่าวไว้ในคำสั่งเสียต่อน้องชาย (ต่างมารดา) ของท่านคือ มุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮฺ ว่า “แท้จริง ฉันมิได้ออกไปในฐานะผู้ก่อความเสียหายและผู้อธรรม หากแต่ฉันออกไปเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุง ในประชาชาติแห่งท่านตาของฉัน ฉันต้องการจะสั่งสอนในเรื่องคุณธรรม และยับยั้งห้ามปรามจากสิ่งชั่วร้าย และฉันจะเดินตามแนวทางของท่านตา และของบิดาของฉัน อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (อ.)”
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) รุ้ตัวดีว่าจะต้องถูกสังหารในทะเลทราย พร้อมกับบรรดาสหายและสมาชิกในครอบคัว แต่ท่านต้องการปลุกประชาชาติมุสลิมให้ตื่นจากหลับใหล ให้พวกเขารู้ถึงธาตุแท้ของมุอาวิยะฮฺ และยะซีดผู้เป็นบุตร และให้รู้ว่าพวกเขากระทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพื่อให้อยู่ในอำนาจ แม้ถึงขึ้นที่ต้องสังหารเลือดเนื้อเชื้อไขของศาสดาและจับพวกเขาเป็นเชลยก็ตาม
อิมามฮุซัยนฺ (อ.)ในวันอาชูรอ
ทหารของยะซีดได้ยกทัพมาพบกองคาราวานของฮุซัยนฺ (อ.) ในดินแดนที่เรียกกันว่า กัรบะลาอฺ ใกล้กับแม่น้ำยูเฟรติส และปิดกั้นฝั่งแม่น้ำมิให้บรรดาเด็ก ๆ และสตรีได้ดื่มกิน
ในวันที่ 10 มุฮัรรอมท่ามกลางความร้อนระอุในทะเลทราย อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้ตักเตือนประชาชน และเรียกร้องให้พวกเขาเกรางกลัวต่อบทลงโทษอันเกิดจากการกระทำของพวกเขา ดังนี้ว่า
“ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านจงสืบสาวดูซิว่าฉันคือใคร แล้วจงย้อนกลับไปตำหนิตัวพวกท่านเอง จงตรึกตรองดูซิว่า การฆ่าฉันและการทำลายล้างเกียรติยศของฉัน เป็นที่ยินยอมแก่พวกท่านกระนั้นหรือ ฉันมิใช่บุตรของลูกสาวศาสดาของพวกท่าน มิใช่บุตรของทายาทของท่านศาสดา และบุตรของลุงของท่านศาสดา ซึ่งเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และเชื่อถือต่อศาสนทูตของพระองค์เป็นคนแรกดอกหรือ หรือว่าฮัมซะฮฺ ประมุขของบรรดาผู้พลีชีวิตมิได้เป็นท่านอาของบิดาของฉัน หรือว่าญะฮฺฟัร อัฏ ฏ็อยยาร มิได้เป็นลุงของฉัน  คำสอนของท่านศาสดาในเรื่องของฉัน และพี่ชายของฉันยังไม่เป็นที่ล่วงรู้สำหรับพวกท่านอีกหรือ ที่ว่าเราสองคนนี้คือประมุขของชายหนุ่มแห่งสรวงสวรรค์”
ชาวเมืองกูฟะฮฺต่างล่วงรู้อยู่แล้วเป็นอย่างดี แต่ทว่ามารร้ายต่างหากที่ลวงล่อพวกเขาอยู่จึงทำให้พวกเขายอมมีชีวิตที่ต่ำต้อยกับ “ยะซีด” และบุตรของ “ซิยาด” แล้วทอดทิ้งอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ให้โดดเดียว
พวกเขา กล่าวแก่อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ว่า “จงให้สัตยาบันแก่ยะซีดเหมือนกับที่พวกเขาให้สัตยาบันไปแล้วเถิด”
ฮุซัยนฺ (อ.) ตอบอย่างแข็งกร้าวว่า “ไม่เด็ดขาด ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะไม่ยื่นมือของฉันให้แก่พวกเขาด้วยการยื่นด้วยต่ำต้อย และฉันจะไม่วิ่งหนีเหมือนอย่างการวิ่งหนีของบ่าวไพร่
อุมัร อิบนิ สะอัดแม่ทัพของทหารฝ่ายยะซีดได้ออกคำสั่งให้โจมตีค่ายของฮุซัยนฺ (อ.) สองฝ่ายปะทะกันขึ้น ทำให้มีผู้พลีชีพไป 50 คน และยังเหลือสหายอยู่กับอิมามเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งสหายและสมาชิกในครอบครัว ในที่สุดพวกเขาได้ก้าวออกไปสู่ความตายคนแล้วคนเล่า ด้วยความกล้าหาญและทรหดโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวเลย พวกเขาเชื่อมั่นว่า พวกเขาจะได้พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ และเดินทางไปสู่สวรรค์
เมื่อสหายและสมาชิกครอบครัวของฮุซัยนฺพลีชีพไปหมดแล้ว ยังคงเหลือแต่อิมามฮุซัยนฺ (อ.)เพียงผู้เดียว ท่านได้กล่าวอำลาครอบครัว และกำชับให้พวกเขาอดทนและหนักแน่นในหนทางของอัลลอฮฺ หลังจากนั้นท่านได้ขี่ม้ามุ่งหน้าออกไปต่อสู้กับทหารจำนวนหลายหมื่นคน โดยลำพังเพียงผู้เดียว จนกระทั่งในที่สุดท่านได้ชะฮีดในสภาพที่นอนกองอยู่บนพื้นทรายอย่างโดดเดี่ยว โดยศีรษะถูกตัดออก เพื่อนำไปมอบให้ยะซีด
“อิบนุ สะอัด” ไม่หยุดยั้งเพียงการสังหารอิมาฮุซัยนฺเท่านั้น หากแต่เขายังได้สั่งให้ทหารบางคนที่ขายจิตวิญญาณของตนเอง เหยียบย่ำร่างกายของท่านอิมาม โดยพวกเขาควบม้าจำนวนนับสิบตัวเข้าบดขยี้ร่างของอิมามฮุซัยนฺ (อ.) เกือกม้าได้ย่ำร่างกายจนเหนือฉีกขาด และกระดูกแตดหักจนหมดสิ้น
หลังจากนั้น “อิบนุ สะอัด” ได้สั่งให้จุดไฟเผาค่ายพักของอิมามฮุซัยนฺ (อ.) แและบุกเข้าไปจับตัวเด็ก ๆและสตรีเป็นเชลยร้อยโซ่ตรวน  แล้วนำไปยังเมืองกูฟะฮฺ ในจำนวนคนเหล่านั้นมีท่านหญิงซัยนับ บุตรของอิมามอะลี (อ.) และอิมามซัลนุลอาบิดีน บุตรชายของอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ร่วมอยู่ด้วย
ท่านหญิงซัยนับได้เดินไปค้นหาศพของอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ผู้เป็นพี่ชายอย่างกล้าหาญ ท่านได้วางมือลงใต้ร่างอันบริสุทธิ์แล้วแหงนหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วกล่าวด้วยความนบนอบว่า “โอ้พระเจ้า โปรดรับการอุทิศพลีเพื่อแสวงหาความใกล้ชิดนี้จากเราด้วยเถิด”
ทำไมเราต้องรำลึกถึงฮุซัยนฺ (อ.)
อิมามฮุซัยนฺ (อ.) มอบทุกสิ่งที่ท่านครอบครองเพื่อเกียรติยศของอิสลามและมุสลิม ท่านได้มอบบรรดาเด็กๆ สตรีและสหายของท่าน หลังจากนั้นก็มอบตัวเองไปในหนทางของอัลลอฮฺ
อิมามฮุซัยนฺ (อ.)ได้สอนคนทั้งหลายให้เรียนรู้เรื่องการต่อสู้ การต่อต้านความอยุติธรรม และความเสียหาย ท่านได้ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายในชีวิตของท่านอ่านอัล กุรอานและมาซเพื่ออัลลอฮฺ
แม้กระทั่งในเวลาที่อยู่กลางสมรภูมิ ท่านได้ขอเวลาพักรบจากศัตรูเพื่อทำนมาซ อิมามฮุซัยนฺ (อ.)ได้นมาซกับสหายของท่าน ในขณะที่ดอกธนูพุ่งเข้าใส่พวกเขาประดุจห่าฝน
การต่อสู้ของอิมามฮุซัยนฺ (อ.) เพื่อการดำรงอยู่ของอิสลาม และหนทางของอัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้ มุสลิมจึงรำลึกถึงอิมามฮุซัยนฺ (อ.) อยู่เสมอ พวกเขารำลึกถึงโศกนาฏกรรมในวันอาชูรอพร้อมทั้งเหยื่อสังหารเหล่านั้น ด้วยความเศร้าโศก ที่พวกอุมัยยะฮฺได้ก่ออาชญากรรม และเข่นฆ่าลูกหลานของท่านศาสดา และบุคคลผู้มีความเป็นเลิศในหมู่มุสลิม อิมามฮุซัยนฺ (อ.) มีชีวิตอยู่ 57 ปี ท่านได้ใช้ช่วงชีวิตเหล่านั้น ไปในการกระทำความดีและรับให้มวลมนุษย์ และบำเพ็ญหัจญ์ที่บัยตุลลอฮฺ อัล ฮะรอม โดยเดินทางไปด้วยการเดินเท้าหลายครั้ง
วันหนึ่งอิมามฮุซัยนฺ (อ.)   เดินผ่านคนยากจน พวกเขาได้คลี่ผ้าคลุมบนพื้น แล้วนำขนมปังหัก ๆ วางลง แล้วกล่าวว่า “เข้ามาร่วมรับประทานกับพวกเราเถิด โอ้บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ”
ท่านได้นั่งร่วมรับประทานกับคนเหล่านั้น แล้วอ่านโองการของอัลลอฮฺว่า “แท้จริง อัลลอฮฺไม่ทรงรักบรรดาผู้หยิ่งทะนง” และพูดกับพวกเขาว่า “เมื่อฉันตอบรับคำเชิญของพวกท่านแล้ว พวกท่านก็ต้องตอบรับคำเชิญของฉันตอบ” พวกเขากล่าวว่า “แน่นอน โอ้บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ” แล้วคนเหล่านั้นก็ไปพร้อมกับท่านที่บ้าน ท่านได้ให้เกียรติแก่คนเหล่านั้นอย่างดียิ่ง
เมื่ออิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) ฝังศพของบิดาของท่านแล้ว ประชาชนได้ถามเมื่อมองเห็นรอยคล้ายแผลเป็นข้างหลังของท่าน อิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) ตอบว่า “นี่คือรอยที่เกิดจากการแบกถุงบรรจุอาหารไปแจกจ่ายแก่บ้านเรือนของบรรดาหญิงหม้าย เด็กกำพร้า และคนยากไร้
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวถึงการำลึถึงการสังหารอิมามฮุซํยนฺ (อ.) ว่า แท้จริงการสังหารฮุซํยนฺ เป็นความร้อนที่รุอุใจหัวใจของผู้ศรัทธาทุกคน และจะไม่มีวันเย็นลงเด็ดขาด
วันอาชูรอ
วันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม โดยปกติแล้ว วันนี้มิได้มีพิธีการ รำลึกถึงผู้ใดมาก่อน ต่อมาเมื่ออิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้พลีชีพในวันนี้ เมื่อฮิจเราะฮฺศักราชที่ 61 มุสลิมจึงถือเป็นวันจัดพิธีที่ยิ่งใหญ่วันหนึ่งในทุกหนแห่ง พวกเขาจะจัดประชุม เพื่อแสดงความเสียใจและร้องไห้แด่บรรดาผู้พลีชีพในเหตุการณ์กัรบะลาอ์
กัรบะลาอ์ คือดินแดนทะเลทราย ที่ไม่เคยมีผู้ใดพำนักอาศัยอยู่ที่นั่นเลย แต่แล้วเมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป มันก็ได้กลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ ทั้งวิชาความรู้และศาสนา
ในประเทศอียิปต์ “ราชวงศ์ฟาฏิมียะฮฺ” ได้ประกาศให้วันอาชูรอเป็นวันโศกเศร้าวันหนึ่งในรอบปี ที่บรรดาร้านรวงในตลาดต่างปิด เพื่อให้ประชาชนได้ไปชุมนุมร่วมกันที่สุสานของท่านหญิงซัยนับ เพื่อจะได้มีการร้องไห้ และรำลึกถึงโศกนาฏกรรมแห่งกัรบะลาอฺ์
ในประเทศอิหร่าน รัชสมัยการปกครองของอัด ดัยละมีย์ ได้มีคำสั่งประกาศให้วันอาชูรอเป็นวันหยุดราชการทั่วประเทศ
ด้วยเหตุนี้ บรรดามุสลิมต่างได้ร่วมกันทำพิธีในวันอาชูรอ ทั้งในประเทศอียิปต์ อิหร่าน อิรัก อินเดีย ประเทศอื่น ๆ อีกที่นับถือศาสนาอิสลาม การรำลึกถึงวันอาชูรอยังคงเป็นเรื่องที่ดำเนินอยู่ต่อไปปีแล้วปีเล่า
ในประเทศอิหร่าน ประชาชนได้ทำความเข้าใจกับการพลีอุทิศของอิมามฮุซัยนฺ (อ.)   จนมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ล้มล้างระบอบการปกครองของกษัตริย์ชาห์ พร้อมกับสถาปนาระบอบปกครองแบบอิสลามขึ้นมา
ใครคือผู้ชนะ
ได้มีบางคนกล่าวว่า อิมามฮุซัยนฺ (อ.) ประสบความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับต่อบรรดาทหารของยะซึด บุตรของมุอาวิยะฮฺ จึงถูกสังหารพร้อมกับสหายจำนวนหลายคน อีกทั้งบุตรหลานถูกจับเป็นเชลยเดินประจาร ไปตามเมืองต่าง ๆ แต่ถ้าพิจารณาประวัติศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะพบว่าท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ต่างหากที่เป็นผู้ได้รับชัยชนะเหนือศัตรูของอิสลาม
แท้จริงหลักการขั้นพื้นฐานที่เป็นเหตุให้ฮุซัยนฺถูกสังหารนั้น ยังคงดำรงเป็นพลังอมตะอยู่ในดวงใจของมนุษยชาติเสมอ ปัจจุบันนี้เกียรติยศของยะซีด และบุตรของซิยาด ตลอดทั้งเกียรติยศของมุอาวิยะฮฺมิได้มีผู้กล่าวถึง แม้แต่หลุมฝังศพก็ไม่อาจค้นพบได้ มิได้มีผู้ใดกล่าวถึง แน่นอน เกียรติยศชื่อเสียงของคนเหล่านั้นได้หายสาบสูญไปหมดแล้ว และไม่หลงเหลือไว้ให้ใครรำลึกถึงเลย หากมีใครสักคนหนึ่งได้รำลึกถึงพวกเขา แน่นอนที่สุด ใครคนนั้นก็จะต้องกล่าวถึงพวกเขาด้วยการสาปแช่งเพียงประการเดียว
บรรดาพวกอาชญากร ต้องการที่จะขจัดอิมามฮุซัยนฺ (อ.) แต่อัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะให้ท่านดำรงอยู่อย่างนิรัดร์ ทั้งในภพนี้และภพหน้าส่วนเหล่าศัตรูทั้งหลายของท่าน จะถูกการสาปแช่งทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และต้องอยู่ในไฟนรกตลอดไป
กัรบะลาอฺได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ และการแสวงหาเสรีภาพ ตอลดจนชัยชนะของเลือดที่มีเหนือคมดาบ