แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ชีอะฮฺกับเซาะฮาบะฮฺ

ชีอะฮฺกับเซาะฮาบะฮฺ

คำสำคัญ: เซาะฮาบะฮฺ ชีอะฮฺ กุรอาน ฮะดีซ
ดังนี : อัครสาวกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือผู้เกียรติล้วนได้รับการยกย่องไว้ทั้งสิ้น
คำถาม :  ชีอะฮฺมีทัศนะเกี่ยวกับเซาะฮาบะฮฺอย่างไร
คำกล่าวมากมายที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นในโลกอิสลาม แน่นอนว่าคำพูดเหล่านั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีอันใดทั้งสิ้นกับโลกอิสลามโดยรวม หรืออย่างน้อยที่สุดเป็นการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่มุสลิมด้วยกัน
ความแตกแยกคือ สิ่งสุดยอดปรารถนาของศัตรูอิสลามที่ได้กระทำมาตั้งแต่สมัยที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ยังมีชีวิตอยู่ เพราะตราบที่อิสลามรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ พลังและความเป็นปรึกแผ่นก็จะยิ่งทวีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น หนึ่งในข้อกล่าวหาที่ศัตรูอิสลามได้ตั้งขึ้นมาคือ ชีอะฮฺ เป็นผู้มีความรังเกียจและด่าทอสาวกของศาสดา ทั้งที่สิ่งนี้ไม่มีมูลความเป็นจริงแม้แต่นิดเดียว แต่การเอาน้ำมันราดรดบนกองไฟที่กำลังลุกฮือ ก็ยิ่งทำให้ไฟโหมกระหน่ำมากยิ่งขึ้นกว่าเชื้อเพลิงจะหมด หรือกว่าเปลวไฟจะอ่อนตัวลงก็ทำลายทรัพย์สินไปเป็นจำนวนไม่น้อยแล้ว หรือไม่ก็ได้คร่าชีวิตบริสุทธิ์ไปเป็นจำนวนมากมาย สิ่งเหล่านี้คือความน่าสลดใจมากกว่าความสำเร็จ บทความนี้จึงนำเสนอความคิดโดยรวมของชีอะฮฺที่มีเกี่ยวกับเซาะฮาบะฮฺ
คำตอบ : ทัศนะของชีอะฮฺเกี่ยวกับผู้ที่ได้พบเห็นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) หรืออยู่ร่วมกับท่าน แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน และก่อนที่จะทำการอธิบายถึงกลุ่มเหล่านั้น เป็นการดีอันดับแรกควรให้ความหมายของคำว่า เซาะฮาบะฮฺก่อน
การให้ความหมายคำว่า เซาะฮาบะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยรวมๆ นั้นมีหลายทัศนะด้วยกันแต่จะเลือกเฉพาะทัศนะที่มักคุ้นเท่านั้น เช่น
1. ซะอีด บิน มุซัยยับ พูดว่า เซาะฮาบะฮฺ หมายถึงผู้ที่ได้อยู่ร่วมกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) หนึ่งปี หรือสองปี และได้ออกสงครามร่วมกับท่านครั้งหรือสองครั้ง  [1]
2. วากิดียฺ พูดว่า  บรรดานักปราชญ์ส่วนมากพูดว่าผู้ที่ได้เห็นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ยอมรับอิสลาม พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำสั่งสอน และมีความพอใจกับศาสนา พวกเราถือว่าเขาเป็นเซาะฮาบะฮฺของท่าน  แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียวก็ตาม  [2]
3. มุฮัมมัด บิน อิซมาอีล บุคอรียฺ พูดว่า  มุสลิมคนใดก็ตามได้พบกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และอยู่ร่วมกับท่าน ถือว่าเขาเป็นเซาะฮาบะฮฺ  [3]
4. อะฮฺมัด บิน ฮัมบัล พูดว่า  บุคคลใดก็ตามได้อยู่ร่วมกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือน หนึ่งวัน หรือหนึ่งชั่วโมงก็ตาม หรือได้พบกับท่าน ถือว่าเขาเป็นเซาะฮาบะฮฺ  [4]
ในหมู่นักปราชญ์อฮฺลิซซุนนะฮฺ อะดาลัด เซาะฮาบะฮฺถือว่าเป็นที่ยอมรับและเป็นแก่นที่มีสำคัญอย่างยิ่ง หมายถึงบุคคลใดได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ถือว่าอะดาลัดทั้งสิ้น (อะดาลัด หมายถึงคนดีมีความยุติธรรม และไม่ทำความบาป)[5]
สิ่งสำคัญที่จะกล่าวต่อไปคือ เซาะฮาบะฮฺ ในความหมายของอัล-กุรอานและในทัศนะของชีอะฮฺ ประวัติศาสตร์ได้บันทึกนามของเซาะฮาบะฮฺเอาไว้ ซึ่งมีมากเกินกว่า 12,000 ท่าน และในหมู่ของพวกเขามีความแตกต่างกัน ไม่เป็นที่สงสัยสำหรับชนกลุ่มแรกที่อยู่ร่วมกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ย่อมได้รับเกียรติยศที่สูงส่ง และมุสลิมในรุ่นต่อมาต่างให้ความเคารพและให้เกียรติพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเป็นมุสลิมรุ่นแรกที่ได้ร่วมก่อร่างสร้างตัว และนำธงชัยแห่งอิสลามปักลง ณ แคว้นอาหรับในสมัยนั้น อัล-กุรอานได้กล่าวยกย่องผู้ที่ปักธงเกียรติยศแห่งอิสลามว่า
ไม่เท่าเทียมกันในหมู่พวกเจ้า ผู้บริจาคและได้ต่อสู้บนหนทางของอัลลอฮฺ ก่อนการพิชิต (นครมักกะฮฺ) ชนเหล่านั้นย่อมมีฐานะสูงส่งกว่าบรรดาผู้บริจาคและต่อสู้บนทางของอัลลอฮฺ หลังการพิชิต (นครมักกะฮฺ) [6]
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าการได้อยู่ร่วมกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) นั้นนอกจากจะถือว่าเป็นเกียรติยศแล้ว ยังทำให้จิตวิญญาณของเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มีความเข็มแข็งและเป็นหลักประกันไปจนตลอดอายุขัยของเขา เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ เป็นการดีหากเราจะพิจารณาจากอัล-กุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์และเป็นธรรมนูญสูงสุดที่บรรดามุสลิมทั้งหลายต่างยอมรับ
เซาะฮาบะฮฺในทัศนะอัล-กุรอาน
อัล-กุรอานได้แบ่งกลุ่มชนที่ได้พบและอยู่ร่วมกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้
กลุ่มที่หนึ่ง บุคคลที่อัล-กุรอานได้สรรเสริญและยกย่องพวกเขา และถือว่าพวกเขาคือผู้วางรากฐานที่มั่นคงและเปี่ยมล้นไปด้วยพลังแก่อิสลาม ซึ่งขอยกอัล-กุรอานที่กล่าวถึงเซาะฮาบะฮฺกลุ่มนี้ไว้ดังนี้
1. เป็นชนกลุ่มแรกของอิสลาม
บรรดาชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ จากพวกมุฮาญิรีนและอันซอร และบรรดาผู้ดำเนินรอยตามพวกเขาด้วยการทำความดี อัลลอฮฺทรงพอพระทัยพวกเขา และพวกเขาก็พอใจพระองค์ และพระองค์ทรงเตรียมบรรดาสรวงสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างไว้สำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง  [7]
2. กลุ่มชนที่ให้บัยอัตใต้ต้นไม้
อัลลอฮฺทรงพึงพอพระทัยผู้ศรัทธาที่ให้สัตยาบันกับเจ้าใต้ต้นไม้ พระองค์ทรงล่วงรู้สิ่งที่อยู่ในใจของพวกเขา ดังนั้นพระองค์ได้ประทานความสงบมั่นแก่พวกเขา และทรงประทานชัยชนะอันใกล้แก่พวกเขา [8]
3. กลุ่มผู้อพยพ
เป็นของบรรดาผู้อพยพที่ขัดสนซึ่งถูกขับไล่ออกบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา และได้ทอดทิ้งทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อแสวงหาความโปรดปราน และความปราโมทย์จากอัลลอฮฺ พวกเขาได้ช่วยเหลืออัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้สัตย์จริง [9]
4. สหายแห่งการพิชิต
มุฮัมมัดเป็นเราะซูลของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เป็นผู้เข้มแข็งกล้าหาญเหนือพวกปฏิเสธ เป็นผู้เมตตาสงสารระหว่างพวกเขา เจ้าจะเห็นพวกเขาเป็นผู้โค้งคารวะ ก้มกราบเพื่อแสวงหาความโปรดปราน และความปราโมทย์จากอัลลอฮฺ เครื่องหมายของพวกเขาอยู่บนใบหน้าของพวกเขาเนื่องจากร่องรอยแห่งการซุญูด  [10]
กลุ่มที่สอง อีกกลุ่มหนึ่งบุคคลที่ได้เห็นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แต่เป็นพวกตีสองหน้าจิตใจของพวกเขาเป็นโรค อัลลอฮฺทรงกล่าวถึงสภาพของพวกเขาเอาไว้อย่างชัดเจน และทรงปกป้องศาสดาของพระองค์จากพวกเขา ณ ตรงนี้จะขอยกบางโองการเพื่อความชัดเจน
1. กลุ่มพวกกลับกลอก (มุนาฟิกีน) ที่รู้จัก
เมื่อพวกสับปลับ (มุนาฟิกูน) มาหาเจ้า พวกเขาพูดว่า เราขอปฏิญาณว่า แท้จริงท่านเป็นเราะซูลของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺทรงรู้ดีว่า แท้จริงเจ้านั้นเป็นเราะซูลของพระองค์ และอัลลอฮฺทรงยืนยันว่า พวกมุนาฟิกีนนั้นเป็นผู้กล่าวเท็จอย่างแน่นอน  [11]
2.กลุ่มพวกกลับกลอก (มุนาฟิกีน) ที่ไม่รู้จัก
และส่วนหนึ่งจากอาหรับชนบทผู้ที่พำนักอยู่รอบๆ ท่านนั้น เป็นพวกกลับกลอก และพวกชาวมะดีนะฮฺ(ชาวเมือง) เช่นกันเป็นพวกดื้อรั้นในการฝ่าฝืน เจ้าไม่รู้จักธาตุแท้ของพวกเขา แต่เรารู้จักพวกเขาดี เราจะลงโทษพวกเขาสองครั้ง หลังจากนั้นพวกเขาจะถูกนำไปสู่การลงโทษอันยิ่งใหญ่  [12]
3. พวกที่จิตใจเป็นโรค
เมื่อพวกมุนาฟิกีนและพวกที่จิตใจของพวกเขาเป็นโรคพูดว่า อัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์มิได้สัญญาสิ่งใดแก่เรานอกจากการหลอกลวง [13]
4. ผู้ที่ประพฤติความผิด
และมีชนกลุ่มอื่นที่สารภาพความผิดของพวกเขา พวกเขาประกอบความดีปะปนกับความชั่ว โดยหวังว่าอัลลอฮฺจะอภัยโทษแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺคือ ผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเมตตาเสมอ  [14]
นอกจากโองการอัล-กุรอานแล้ว ยังมีริวายะฮฺอีกเป็นจำนวนมากจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่ทำการประณามเซาะฮาบะฮฺบางคน และจะขอกล่าวบางริวายะฮฺเพื่อสร้างความเข้าใจดังนี้
1. อะบูฮาซิม ได้รายงานจากท่าน ซะฮฺล บิน ซะอัดว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า
ฉันจะส่งพวกท่านไปยังสระน้ำ บุคคลใดที่ได้เข้าไปและได้ดื่มน้ำนั้น ผู้ที่(ถ้าหากใครก็ตาม)ได้ดื่มน้ำเขาจะไม่กระหายน้ำต่อไปตลอดกาล และมีชนกลุ่มหนึ่งได้เข้ามาหาฉันซึ่งฉันรู้จักพวกเขา และพวกเขาก็รู้จักฉันอย่างดี หลังจากนั้นฉันกับเขาได้แยกจากกัน
อะบูฮาซิมพูดว่า ขณะที่ฉันกำลังอ่านฮะดีซบทดังกล่าวอยู่ นุอฺมาน บิน อบี อะยาช ได้ยิน และพูดว่า ท่านได้ยินซะฮฺล พูดเช่นนี้หรือ ฉันตอบว่า ใช่ เขาพูด ฉันขอยืนยันว่า ฉันก็ได้ยินท่านอะบูซะอีด คุดรียฺ พูดเช่นนี้เหมือนกันและเขายังพูดต่ออีกว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า
พวกเขามาจากฉัน ดังนั้นท่านได้กล่าวว่า เจ้าไม่รู้หรอกว่าพวกเขาได้ทำอะไร หลังจากฉันได้จากไป ฉะนั้นฉันขอพูดว่าจงพินาศเถิด จงพินาศเถิด (จงห่างไกลจากความเมตตา) ผู้ที่ได้เปลี่ยนแปลง (อะฮฺกาม) หลังจากฉัน  [15]
จากประโยคที่ว่า ฉันรู้จักพวกเขา และพวกเขาก็รู้จักฉันอย่างดี กับประโยคที่กล่าวว่า  ผู้ที่ได้เปลี่ยนแปลงหลังจากฉัน ทำให้รู้ว่ากลุ่มชนที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กำลังกล่าวถึงนั้นหมายถึง บรรดาเซาะฮาบะฮฺของท่าน ซึ่งพวกเขาได้อยู่ร่วมกับท่านในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และฮะดีซดังกล่าวนี้ท่านบุคอรียฺ และท่านมุสลิมได้รายงานได้ด้วยเช่นกัน
2. บุคอรียฺ และมุสลิมได้รายงานจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า
ในวันกิยามะฮฺจะมีเซาะฮาบะฮฺของฉันกลุ่มหนึ่ง หรือกล่าวว่าประชาชาติของฉันได้เข้ามาหาฉัน และได้ออกห่างจากสระน้ำ ฉันได้พูดว่า โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน พวกเขาเป็นเซาะฮาบะฮฺของฉัน ดังนั้นพระองค์ตรัสว่า เจ้าไม่รู้หรอกว่าพวกเขาได้ทำอะไรหลังจากเจ้าได้จากไป พวกเขาได้ตกศาสนากลับไปสู่สภาพเดิมสมัยญาฮิลของพวกเขา [16]
สรุป จากโองการและริวายะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) สรุปได้ว่า บรรดาเซาะฮาบะฮฺ หรือผู้ที่ได้เห็น หรือผู้ที่อยู่ร่วมกับท่านนั้น ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งมีบางกลุ่มได้รับเกียรติยศ ถูกยกย่อง เป็นผู้ยกระดับจิตใจของตนเอง และเป็นผู้ประกอบคุณงามความดี การรับใช้ของพวกเขาเป็นสาเหตุทำให้อิสลามเจริญเติบโต และมีความเข็มแข็ง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกกลับกลอก มุนาฟิกีน พวกตีสองหน้า จิตใจเป็นโรค และกระทำความผิดตั้งแต่แรก (เพื่อความชัดเจนมากยิ่งขึ้นโปรดศึกษาอัล-กุรอานซูเราะฮฺมุนาฟิกีน)
ด้วยเหตุนี้ทัศนะของชีอะฮฺเกี่ยวกับเซาะฮาบะฮฺนั้น เป็นไปตามทัศนะของอัล-กุรอาน และฮะดีซของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มิได้เป็นไปตามความรู้สึก

[1] อะซะดุลฆอบะฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 11-12 พิมพ์ที่อียิปต์
[2] อะซะดุลฆอบะฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 11-12
[3] อะซะดุลฆอบะฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 11-12
[4] อะซะดุลฆอบะฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 11-12
[5] อัล-อิซติอาบ ฟี อัซมาอิลอัซฮาบ เล่มที่ 1 หน้าที่ 2, ในคำอธิบาย อัลอะซอบะฮฺ อะซะดุลฆอบะฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 3 คัดลอกมาจาก อิบนุอะซีร
[6] ฮะดีด /10
[7] เตาบะฮฺ /100
[8] ฟัตฮฺ / 18
[9] ฮัชรฺ / 8
[10] ฟัตฮฺ / 29
[11] มุนาฟิกูน / 1
[12] เตาบะฮฺ / 101
[13] อะฮฺซาบ / 12
[14] เตาบะฮฺ / 102
[15] ญามิอุลอุซูล อิบนิอะซีร เล่มที่ 11, กิตาบุลเฮาฎฺ ฟี วุรูดินนาซ อะลัยฮิ หน้าที่ 120 ฮะดีซที่ 7972
[16] ญามิอุลอุซูล เล่มที่ 11 หน้าที่ 120 ฮะดีซที่ 7973