แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ซัยยิดญะมาลุดดีนกับการตื่นตัว

ซัยยิดญะมาลุดดีนกับการตื่นตัว

ซัยยิดญะมาลุดดีน ให้ทัศนะว่าการที่โลกมุสลิมต้องประสบปัญหานานัปการนั้น เป็นเพราะว่าสังคมห่างไกลจากการเรียนรู้อิสลามที่ถูกต้อง และยังต้องประสบปัญหาเรื่องความศรัทธาที่หลงผิด ท่านกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า มุสลิมในยุคแรกนั้นถึงแม้ว่าจะมีจำนวนน้อยนิด แต่เนื่องจากว่าพวกเขามีการกระทำและการเรียนรู้อย่างถูกต้องตลอดระยะเวลา 1 ศตวรรษ ความก้าวหน้าได้เริ่มจากภูอาลัตจนถึงกำแพงเมืองจีน
ซัยยิดญะมาลุดดีน อะซัดออบอดีย เกิดเมื่อปี 1217 สุริยคติ ในครอบครัวของนักการศาสนา ใกล้กับอิมามซอเดะฮฺ อะฮฺมัด อะซัดออบอด เมืองฮัมเมดาน บิดาของท่านเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่นามว่า ซัยยิด ซัฟดาร ซัยยิดฮุซัยนี ซัยยิดญะมาลลุดดีน ได้เริ่มเรียนอัล-กุรอานตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และเรียนภาษาอาหรับเบื้องต้นกับบิดาและมารดาของท่าน ซึ่งเป็นนักการศาสนาที่มีความรู้ท่านหนึ่ง
เมื่อบิดาได้เล็งเห็นความชาญฉลาดของซัยยิดญะมาลุดดีน ท่านจึงตัดสินใจว่าจะส่งเขาเข้าศึกษาศาสนาต่อ ณ ศูนย์กลางศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นท่านจึงส่งเขาเข้าเรียน ณ สถานศึกษาศาสนาเมืองแกซวีน ขณะที่ศึกษาอยู่ในเมืองนี้ซัยยิดญะมาลลุดดีนจะศึกษาแม้กระทั่งวันหยุด หลังจากการยืนหยัดศึกษาอยู่ในแกซวีนเป็นเวลานานผ่านไปประมาณ 2 ปี ท่านจึงได้เข้ามาเตหะรานพร้อมกับบิดาของท่าน หลังจากได้เข้ามาเตหะรานแล้วท่านได้เข้าศึกษากับซัยยิดซอดิก เฏาะบาเฎาะบาอียฺ ซัยยิดญะมาล ไม่เข้าใจบทเรียนบางตอนท่านจึงขอให้อาจารย์สอนซ้ำใหม่อีกครั้ง เมื่ออาจารย์เห็นหน้าที่ยังเยาว์วัยของซัยยิดญะมาล ท่านได้กล่าวกับเขาว่า ฉันไม่คิดว่าเธอจะทะลึ่งกับฉันนะ ซัยยิดตอบด้วยความนอบน้อมถ่อมตนว่า กระผมต้องการเข้าใจบทเรียนจริงๆ ซึ่งการต้องการสร้างความเข้าใจไม่ถือว่าทะลึ่งหรอก อีกอย่างการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากความรู้ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หลังจากนั้นซัยยิดญะมาลุดดีน ได้เริ่มแปลและอธิบายหน้าที่อาจารย์กำลังสอนอยู่นั้น เมื่ออาจารย์เห็นความสามารถและความชาญฉลาดของซัยยิดในการอธิบายบทเรียน ท่านประหลาดใจมากถึงกับเรียกซัยยิดมากอดด้วยความเอ็นดู ท่านสวมชุดรูฮานี (เครื่องแบบนักการศาสนา) ให้กับซัยยิด หลังจากนั้นไม่นานซัยยิดญะมาลุดดีนตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อยังเมืองนะญัฟ  ท่านได้เข้าศึกษากับเชคมุรตะฎออันซอรีย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าสถาบันศาสนาประจำเมืองนะญัฟในขณะนั้น เมื่อเชคอันซอรีย์ รู้ถึงความสามารถและความชาญฉลาดของซัยยิดญะมาลุดดีน ท่านจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเรื่องการเรียนของซัยยิดทั้งหมด ในระยะเวลา 4 ปี นอกจากจะศึกษากับเชคอันซอรีย์แล้ว ซัยยิดญะมาลุดดีน ยังได้ศึกษากับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งในสมัยนั้น นามว่ามุลลาฮุซัยนฺ นักลียฺ ฮัมเมดานียฺ และในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั้นเอง ซัยยิดญะมาลุดดีนสามารถยกระดับความรู้ของตนให้สูงขึ้นจนถึงระดับของการ อิจญฺติฮาด ซึ่งท่านได้รับเกียรตินั้นจากเชคอันซอรียฺ
ซัยยิดญะมาลุดดีนได้เดินทางเดินทางออกจากอัตบาตร นะญัฟตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 16 ปี ตอนแรกท่านเดินทางไปบอมเบย์ และประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอินเดีย อัฟกานิสถาน อียิปต์ ตุรกี และอิหร่าน ท่านได้เริ่มต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา
ในที่สุดหลังจากอายุการต่อสู้ได้ผ่านไประยะหนึ่ง ในวันที่ 19 เดือนเอสฟัน ปี 1275 ท่านถูกทำชะฮีด ร่างของท่านได้ถูกฝังอยู่ที่เมือง กอบูล ประเทศอัฟกานิสถาน และได้รับเกียรติจากผู้ศรัทธาเข้าเยี่ยมเยือนเป็นประจำถึงทุกวันนี้
ขบวนการปรับปรุงแก้ไขของซัยยิดยะมาลุดดีน
เป้าหมายของขบวนการแก้ไขของซัยยิดญะมาลุดดีน
ซัยยิดญะมาลุดดีน อะซัดออบอดี หลังจากได้วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์การเมืองในยุคสมัยของท่านแล้ว ท่านได้พบความจริงว่าประชาชาติอิสลามยังโง่เขลาอยู่ และไม่รับรู้เหตุการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ใส่ใจในหลักปฏิบัติและการศึกษาศึกษาอิสลาม อีกด้านหนึ่งต้องประสบกับการอธรรมของผู้ปกครองที่กดขี่ ประกอบกับตกอยู่ในวังวนแผนการร้ายต่างๆ ของนักล่าอาณานิคม ที่มีบทบาทและคอยควบคุมรัฐบาลอิสลามอยู่ในขณะนั้น เพื่อตักตวงผลประโยชน์จากประเทศมุสลิม เหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สังคมมุสลิมต้องตกต่ำและล้าหลัง ซัยยิดญะมาลุดดีนต้องหวั่นไหวและรู้สึกเศร้าสลดใจต่อสิ่งที่ท่านได้ประสบเห็น ท่านจึงตัดสินใจว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปลุกให้มุสลิมตื่นจากความหลับใหล เพื่อจะได้ต่อสู้กับศัตรูอิสลาม และฟื้นฟูชีวิตใหม่ให้กับสังคมมุสิลม ซัยยิดญะมาลุดดีน ได้จัดตั้งกลุ่มเพื่อดำเนินกิจกรรมให้สำเร็จบรรลุไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อันได้แก่
1. การกลับคืนสู่อิสลาม
ซัยยิดญะมาลุดดีน ให้ทัศนะว่าการที่โลกมุสลิมต้องประสบปัญหานานัปการนั้น เป็นเพราะว่าสังคมห่างไกลจากการเรียนรู้อิสลามที่ถูกต้อง และยังต้องประสบปัญหาเรื่องความศรัทธาที่หลงผิด ท่านกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า มุสลิมในยุคแรกนั้นถึงแม้ว่าจะมีจำนวนน้อยนิด แต่เนื่องจากว่าพวกเขามีการกระทำและการเรียนรู้อย่างถูกต้องตลอดระยะเวลา 1 ศตวรรษ ความก้าวหน้าได้เริ่มจากภูอาลัตจนถึงกำแพงเมืองจีน ท่านได้กล่าวถึงความล่มสลายที่จะเกิดขึ้นกับปราสาทราชวังในอิหร่านและโรมในไม่ช้านี้ ด้วยมารยาทอันดีงามของท่านในช่วงเวลาสั้นๆ นั่นเอง ท่านสามารถโน้มน้าวให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่มุสลิมจำนวนหลายล้านคน หันมาสนใจอิสลาม[1] หลังจากซัยยิดได้วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์มุสลิมในยุคแรก กับมุสลิมในยุคสมัยของตน แล้ว ท่านก็พบว่าการกลับคืนสู่อิสลาม และการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของอิสลาม ประกอบกับการแนะนำรูปโฉมที่แท้จริงของอิสลาม การทำลายความอุปโลกน์ทั้งหลาย ที่ผสมผสานอยู่ในบทบัญญัติและคุณค่าอันสูงส่งของอิสลามให้หมดไป สิ่งเหล่านี้คือพลังที่จะนำอิสลามที่กลับคืนสู่สังคมอีกครั้งหนึ่งได้
2. การสร้างความสมานฉันท์
ซัยยิดญะมาลุดดีน ให้ทัศนะว่าความก้าวหน้าของมุสลิมตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา นอกจากจะยึดมั่นอยู่กับการเรียนรู้อิสลามแล้ว พวกเขายังมีความสมานฉันท์รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกัน ท่านได้ชี้ให้เห็นว่าความล้าหลังของสังคมมุสลิมในปัจจุบันเกิดจาก ความแปลกแยกและความเห็นแก่ตัว ซัยยิดญะมาลุดดีนเขียนว่า การสร้างความสมานฉันท์ระหว่างประเทศอิสลามด้วยกัน ถือเป็นรุกุ่นที่เข้มแข็งที่สุดสำหรับศาสนาของมุฮัมมัด  ส่วนความเชื่อมั่นต่อความเป็นเอกภาพ ถือว่าเป็นปฐมบทอันสำคัญที่สุดสำหรับหลักความศรัทธาเลื่อมใสในหมู่มุสลิม ซึ่งหลักความศรัทธาเลื่อมใสข้อนี้ไม่ต้องการหลักฐานในการศึกษา หรือคัมภีร์เพื่อสนับสนุนรับรอง ตลอดจนริซาละฮฺเพื่อพิสูจน์ความสัจจริงแต่อย่างใด ความไม่ลงรอยกันของมุสลิมในอดีต ประกอบกับผู้ปกครองที่กดขี่เป็นสาเหตุทำให้ประชาชาติอิสลามต้องพบกับความแตกต่าง กล่ำกลืนฝืนกินกับความเจ็บปวดมาอย่างช้านาน น้ำตาได้ไหลรินอาบแก้มทั้งสองข้างมาเป็นเวลาช้านาน แน่นอน ถ้าหากไม่มีคำสั่งของการหลงทางของบรรดาผู้ปกครองที่คิดสวาปามโลก ชาติตะวันและตะวันตก เหนือและใต้คงรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันไปนานแล้ว ทั้งหมดคงพูดเป็นเสียงเดียวกัน และรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว[2]
ซั้ยยิดญะมาลุดดีน กล่าวท้วงติงถึงสถานภาพที่มีอยู่ว่า ถ้าหากมุสลิมไม่รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งที่มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะร่วมมือกัน รวมกองกำลังให้เป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้นามของกองกำลังอิสลาม เพื่อยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูแปลกหน้า แน่นอน อิสลามจะกลายเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่พร้อมจะปกป้องชีวิตและทรัพย์ของพี่น้องมุสลิม[3]
ซัยยิดญะมาลุดดีน ประณามปัญหาเรื่องการแบ่งเชื้อชาติและความเป็นชาตินิยม ท่านพยายามเตือนให้เห็นถึงความจำเป็นของการร่วมมือกันของประเทศอิสลาม และสำนักคิดต่างๆ ซึ่งท่านถือว่านี่คือกองกำลังที่สำคัญที่สุดสำหรับการปกป้องรักษาสังคมอิสลาม ท่านได้เตือนสำทับถึงประเด็นนี้ว่า พระเจ้าไม่ทรงทำลายล้างประชาชาติใดทั้งสิ้น ยกเว้นภายหลังจากประชาชาตินั้นได้ประสบปัญญากับความแตกแยก ถูกฆ่าสังหารเพราะความฝ่าฝืน ซึ่งสิ่งนี้คือความต้อยต่ำเลวทรามอันเป็นบทลงโทษที่ยากลำบาก และเป็นความหายนะตลอดไป[4]
3. การต่อสู้กับเผด็จการภายใน
ซัยยิดญะมาลุดดีน ได้เตือนสำทับถึงประเด็นนี้ว่า การมีรัฐบาลเผด็จการในสังคมอิสลามถือเป็นหนึ่งในขบวนการแห่งความล้าหลังของโลกมุสลิม เนื่องจากรัฐบาลประเภทนี้จะไม่คิดทำการสิ่งใดอย่างเด็ดขาด นอกจากเพื่อความสุขของตนเอง เขาจะไม่คิดสร้างหรือกระสิ่งใดเพื่อประชาชน พวกเขาจะให้ความสำคัญต่อการบำเรออำนาจใฝ่ต่ำของตน ดังนั้น ไม่ว่าประชาชนจะประสบอุปสรรคหรือปัญหาใดก็ตาม หรือว่าต่างชาติจะโกยกินทรัพย์สินประเทศชาติไปอย่างไร สิ่งเหล่านี้ไม่มีความสำคัญสำหรับพวกเขา ขอเพียงให้พวกเขาอยู่รอดปลอดภัย หรือบางครั้งตนนั่นแหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต่างชาติมาปล้นสะดมทรัพย์สินของประเทศ และของประชาชน ซัยยิดญะมาลุดดีน กล่าวถึงบรรดาสตรีของพวกเผด็จการว่า ผู้ปกครองที่เป็นจอมเผด็จการนั้นมักจะปกครองประชาชนด้วยบาปกรรมและความชั่วร้ายเพื่อให้พวกเขาล่มสลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโง่เขลาจะคร่าสายตาของพวกเขา ความอดยากปากแห้งจะถาถมมาสู่สังคม เวลานั้นการปกครองของเขาจะเลยเถิดออกจากความยุติธรรม ระบบการปกครองจะกลายเป็นความอธรรมทันที เวลานั้นจะไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงเรียกร้องของประชาชนอีกต่อไป ซัยยิดญะมาลุดดีน กล่าวถึงการกระทำของกษัตริย์นาซิรุดดีนชาฮ กอจอรว่า ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ พระมหากษัตริย์ของอิหร่านมีความอ่อนแอ ถูกสังหารอย่างทารุณ เนื่องจากมีความประพฤติที่เลวทราม เขาไร้ความสามารถในการบริหารปกครองประเทศ ไร้ความสามารถในการปกป้องทรัพย์สินของส่วนรวม ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้มอบหมายงานให้กับชายผู้ที่มีความประพฤติต่ำทราม เขาได้กล่าวร้ายป้ายสีท่านศาสดา (ซ็อล  ฯ) ต่อหน้าสาธารณชน ขณะเดียวกันเขาได้ปกป้องยุโรปในฐานะที่เป็นฆาตกรประหัตถ์ประหารชีวิตบริสุทธิ์ลับหลัง เขาเป็นมิตรกับเหล่าผู้ปฏิเสธทั้งหลาย และเป็นศัตรูกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มีความศรัทธาต่อพระเจ้า  เขาได้มอบอำนาจการปกครองแก่ศัตรูอิสลาม และทำให้มุสลิมทั้งหลายต้องกลายเป็นทาสของบรรดาคนชั่วเหล่านั้น เขาได้เทิดทูนคนชั่วเป็นนายเหนือหัว แผ่นดินของประเทศชาติครึ่งหนึ่งกลายเป็นที่พำนักของรัฐบาลรัสเซีย[5]
4. การต่อสู้กับนักล่าอาณานิคม
ซัยยิดญะมาลุดดีน หลังจากได้ศึกษาและเข้าใจแนวคิดในรูปแบบต่างๆ ของพวกล่าอาณานิคมแล้ว ท่านได้เริ่มต่อสู้ในทุกวิถีทางกับพวกเขา อะฮฺมัด อามีน มิซรียฺ กล่าวว่า ซัยยิดญะมาลุดดีนได้พยายามต่อสู้ เพื่อให้ประเทศอิสลามหลุดพ้นกงเล็บอันแหลมคมของผู้ปกครองที่กดขี่แห่งตะวันตก และนักล่าอาณานิคมต่างชาติทั้งหลาย[6]
ซัยยิดญะมาลุดดีน ได้สรรสร้างภารกิจจำนวนมากมายในระหว่างที่ได้ต่อสู้กับบรรดานักล่าอาณานิคม ในขั้นตอนแรกท่านได้พยายามทุกวิถีทาง ที่จะเผยโฉมหน้าอันแท้จริงของบรรดานักล่าอาณานิคม เพื่อต้องการให้บรรดามุสลิมได้รู้จักโฉมหน้าอันแท้จริงของพวกเขา ในเวลานั้นท่านได้เตือนสำทับบรรดามุสลิมว่า ถ้าวันหนึ่งพวกท่านไม่คิดที่จะต่อสู้กับศัตรู วันนั้นแผ่นดินของท่านและทรัพย์สินของพวกเขาจะถูกพวกเขายึดครองอย่างไม่เหลือสิ่งใดหลงเหลืออีกต่อไป
ซัยยิดญะมาลุดดีน ได้กล่าวถึงวิธีการที่จะขจัดความชั่วร้ายของนักล่าอาณานิคมเฉกเช่น อังกฤษ ว่า ไม่มีหนทางอื่นใดอีกแล้วที่จะต่อสู้กับอังกฤษ นอกจากการจับอาวุธเผชิญหน้ากับพวกเขา เพราะพวกอธรรมจะไม่เข้าใจภาษาใดทั้งสิ้นนอกจากความอธรรม บนพื้นฐานความคิดดังกล่าวท่านจึงได้ต่อสู้กับพวกอธรรมด้วยวิธีการต่อไปนี้
·สร้างความเชื่อมั่นให้แก่จิตวิญญาณ
·พยายามเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญในการฟื้นฟูหลักการญิฮาดและการต่อสู้
·พยายามกดดันให้ผู้ไม่รักศาสนามีความห่วงในศาสนาของตน
·พยายามต่อสู้กับพวกมีแนวคิดนิยมตะวันตก
บางส่วนในกิจกรรมการต่อสู้ของซัยยิดญะมาลุดดีน นั้นท่านได้ให้ความพิเศษกับพวกนิยมแนวคิดตะวันตก เนื่องจากคนกลุ่มนี้ได้ยึดถือเอาเปลือกนอกของวัฒนธรรมตะวันตกมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หรือบางคนหลงใหลแนวคิดของตะวันตกในเรื่องความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม และวัตถุปัจจัย พวกเขาจึงหันหลังให้กับวัฒนธรรมและอารยธรรมเก่าแก่ของตนและสังคม และหันไปบริโภควัฒนธรรมตะวันตกที่ละน้อย จนในที่สุดวิถีชีวิตของเขาได้ลอกเรียนแบบและกลายเป็นตะวันตกโดยสิ้นเชิง ซัยยิดญะมาลุดดีน ได้ต่อสู่อย่างหนักหน่วงกับคนกลุ่มนี้ และพวกที่มีแนวคิดลักษณะนี้ ดังที่ศาสดาจารย์ อายะตุลลอฮฺ ชะฮีด มุเฏาะฮะรียฺ กล่าวไว้ว่า หนึ่งในความพิเศษของซัยยิดญะมาลุดดีนคือ ขณะที่ท่านจะเป็นนักคิดรุ่นใหม่ ท่านได้เชิญชวนให้บรรดามุสลิมใฝ่หาความรู้ใหม่ๆ และศึกษาวัฒนธรรมของตะวันตก ท่านได้เรียกร้องให้บรรดามุสลิมใส่ใจต่อการไร้การศึกษา เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมในยุคใหม่ ขณะเดียวกันท่านก็ไม่เคยลืมเลือนอันตรายเหล่านั้น ไม่เคยลืมความเลยเถิดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียได้ตลอดเวลา ท่านพยายมเชิญชวนให้มุสลิมศึกษาวิชาการสมัยใหม่ วิทยาศาสตร์ และการอุตสาหกรรมของตะวันตก แต่ท่านเตือนมุสลิมตลอดเวลาว่าอย่าลืมและอย่างทอดทิ้งวัฒนธรรมเก่าแก่ของตน อย่าทิ้งโลกทัศน์แห่งพระเจ้า แต่จงมองตะวันตกด้วยโลกทัศน์ที่มีอยู่ จงอย่ามองตะวันตกด้วยวัฒนธรรมของตะวันตก[7] การต่อสู้ของซัยยิด อะฮฺมัดคอนแห่งอินเดียก็เป็นไปในลักษณะเดี่ยวกัน
นอกจากนั้นซัยยิดญะมาลุดดีน ยังได้กระทำภารกิจต่อไปนี้เพื่อให้เป้าหมายของท่านสำเร็จสมบูรณ์
– ท่านได้อธิบายแก่นแท้ของอะฮฺกามและวิชาการต่างๆ ของอิสลาม เพื่อนักวิชาการตะวันตก อีกทั้งได้ตอบข้อสงสัยคลางแคลงใจของพวกเขาที่มีต่ออิสลาม  คำตอบส่วนใหญ่ของท่านจะเป็นไปในลักษณะของการเสวนาทางวิชาการกับบรรดาสตรีที่เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ซึ่งพวกเธอมีความเชื่ยวชาญเรื่องตะวันออกเป็นอย่างดี ซัยยิดได้ตอบคำถามของพวกเขาด้วยความอดทนอดกลั้นเป็นที่สุด พวกเขาเมื่อได้ยินคำตอบอย่างชัดเจนจากซัยยิดแล้วต่างพากันพูดว่า คำตอบของซัยยิดพวกเราต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีสิ่งใดเป็นความทรงจำของเรานอกจากความไร้สามารถของบุคคลในประเทศเท่านั้น อย่างไรก็ตามตัวของซัยยิดมีอิทธิพลทางความคิดแก่พวกเราอย่างมาก ทุกครั้งที่พวกเราได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา ทำให้พวกเราคิดว่าพวกเราได้มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับอบูอะลีซีนา
– ซัยยิดได้มีโอกาสเสวนากับนักการเมืองของอังกฤษและยุโรป  ซัยยิดได้เลือกใช้วิธีการและแนวทางที่แตกต่างกันในการเสวนากับพวกเขา เพื่อให้โลกได้ประจักษ์ชัดกับแนวคิดเผด็จการและการล่าอาณานิคมของพวกเขา ซึ่งในงานเสวนานั้นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ซัยยิดได้กระทำคือ การเขียนจดหมายส่งให้ควีนของอังกฤษ นอกจากจดหมายแล้วซัยยิดยังได้พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้รัฐบาลอังกฤษถอนความช่วยเหลือที่มีต่อรัฐบาล กอจอร นาซิรุดดีนชาฮฺ ซึ่งถ้าไม่ถอดถอนประชาชนชาวอิหร่านจะถือว่ารัฐบาลอังกฤษมีส่วนร่วมในการกดขี่ประชาชนอิหร่าน
– การขอความช่วยเหลือจากนักปราชญ์และนักการศาสนา ซัยยิดญะมาลุดดีน นั้นถือว่าเป็นนักปราชญ์ท่านหนึ่งของชีอะฮฺที่อยู่ท่ามกลางประชาชน ท่านได้ร่วมต่อสู้กับประชาชนและขอให้ประชาชนทุกคนเข้าร่วมต่อสู้กับจักรวรรดินิยมพร้อมกับท่าน ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา ท่านยังได้พยายามแก้ไขปัญหาศาสนาและปัญหาของประชาชนไปพร้อมกัน อีกทั้งยังคิดค้นวิธีการเพื่อทำลายแผนการณ์ของบรรดาศัตรู ที่ได้วางแผนมาก่อนหน้านั้น[8] ท่านไดเขียนจดหมายถึง อายะตุลลอฮฺ มีรซา ชีรอซียฺว่า จำเป็นต้องพูดความจริง ท่านคือผู้นำศาสนานิกายชีอะฮฺ ท่านคือชีวิตที่ถูกเป่าในร่างของมุสลิมทุกคน ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือมุสลิมคนอื่นได้ ถ้าปราศจาการพึ่งพาท่าน และประชาชนไม่มีความมั่นใจในบุคคลใดนอกจากท่าน ถ้าท่านลุกขึ้นยืนหรือนำเอาสัจธรรมกลับคืนมา ประชาชนทั้งหมดจะสนับสนุนท่าน เวลานั้นเกียรติยศและความรุ่งเรืองจะกลับคืนสู่ประชาชนอีกครั้ง[9]
– การใช้ประโยชน์จากความประพฤติของต่างชาติ เมื่อซัยยิดเข้าใจพฤติกรรมของพวกจักรวรรดินิยมและนักล่าเมืองขึ้นเฉกเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และฯลฯ พวกเขาแข่งขันกันเพื่อตักตวงและกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศอิสลาม ซัยยิดพยายามใช้วิธีการทุกอย่างเพื่อขัดขวางแผนการของพวกเขา
– การสร้างนักศึกษา เขียนหนังสือ และจัดพิมพ์หนังสือเพื่อแจกจ่าย
แนวคิดของซัยยิดญะมาลุดดีนประการหนึ่งคือ การสั่งสอนและผลิตนักศึกษาวัยรุ่นในสังคมอิสลาม เช่น มุฮัมมัด อับดุ และอิกบาลลาโฮรรียฺ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างสานุศิษย์ของซัยยิดญะมาลลุดดีน  นอกจากนั้นซัยยิดยังได้มีโอกาสจัดพิมพ์หนังสือออกแจกจ่าย ซึ่งหนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดของซัยยิดญะมาลุดดีนคือ อุรวะตุลวุซกอ ซึ่งได้จัดพิมพ์ที่ประเทศฝรั่งเศส ภารกิจอีกประการหนึ่งของซัยยิดคือ การเขียนหนังสือ เพราะซัยยิดต้องการเผยแพร่แนวคิดของท่าน ดังนั้น หนังสือจึงเป็นอีกสื่อหนึ่งที่จะช่วยขยายแนวคิดของท่านให้กระจายไปทั่วโลกได้
แหล่งอ้างอิง คัดลอกมาจากวารสาร ดีดอรออชะนอ ฉบับที่ 33

[1] ริซาละฮฺไนจะรียะฮฺ หน้า 51,52
[2] กุซีเดะฮฺ อุรวะตุลวุซกอ หน้า 93
[3] ซัยยิดญะมาลุดดีน อะซัด ออบอดี  บุนยอน กุซอร เนะฮ์ซัด อิอฺยาอ์ ตะฟัรกุร ดีนนียฺ หน้า 151
[4]  กุซีเดะฮฺ อุรวะตุลวุซกอ หน้า 98
[5]  ซัยยิด ญะมาลุดดีน ฆัรยู บีดอรียฺ หน้า 142-143
[6]  ซะอฺมาอุล อิซลาฮฺ ฟีลอัซริล อะดีซ หน้า 105-106
[7] เนะฮฺซัดฮอเยะ อิสลามี ในปีล่าสุด หน้า 18
[8]  วิถีชีวิตและการเดินทางของซัยยิดญะมาลุดดีน หน้า 22,25
[9] ซัยยิด ญะมาลุดดีน ฆัรยู บีดอรียฺ หน้า 141