แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ท่านศาสดานูฮฺ (อ.)

ท่านศาสดานูฮฺ (อ.)

ความพิเศษแห่งวิถีชีวิตของศาสดานูฮฺ (อ.)
นูฮฺ (อ.) เป็นศาสดาอูลุลอัซมิท่านแรกที่ได้รับบทบัญญัติ และคัมภีร์จากพระผู้เป็นเจ้าให้ทำหน้าที่เชิญชวนประชาชนไปสู่การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า
สายตระกูลของท่านศาสดานูฮฺ (อ.) ไปจนถึงท่านศาสดาอาดัม (อ.) โดยเริ่มนับจากนูฮฺขึ้นไปเป็นเช่นนี้ นูฮฺ บิน ลามิก บิน มุตูชัลคฺ บิน อุคนูค (อิดริซ) บิน ยาริด บิน มะฮฺลาอีล บิน กีนาน บิน อุนูช บิน ชีซฺ บิน อาดัม (อ.)[๑]
ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่าท่านศาสดาอาดัม (อ.) เป็นญาติชั้นที่ ๘ ของท่านศาสดานูฮฺ (อ.) ๙ึ่งตรงกับริวายะฮฺบางบทที่กล่าวว่า ระหว่างท่านอาดัมกับนูฮฺมีสายสัมพันธ์ (บิดา) ถึง ๑๐ ท่าน ซึ่งทั้งหมดเป็นศาสดาและเป็นเอาซิยาอฺทั้งสิ้น[๒]
ท่านศาสดานูฮฺ (อ.) ประสูติประมาณ ๑๖๔๒ ปี ภายหลังจากท่านอาดัมได้ลงมาสู่โลก
สถานที่ประสูติของท่าน แถบตะวันออกกลาง ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดาบนพื้นแผ่นดิน ปาเลสไตน์ ชามาต และอีรัก ท่านได้ทำหน้าที่เชิญชวนประชาชนไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว ท่านได้รับฉายานามว่า ชัยคุลอัมบิยาอฺ และนัจญุลลอฮฺ[๓]
นามดั้งเดิมของท่านคือ อับดุลญับบาร อับดุลฆอฟฟาร อับดุลเราะฮฺมาน อับดุลมะลิก และอับดุลอะอฺลา แต่เพราะเหตุใดจึงได้เรียกท่านว่านูฮฺ มีหลายริวายะฮฺด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นขอนำเสนอริวายะฮฺของท่านอะลี (อ.) จากการที่ท่านได้ประกาศเชิญชวญประชาชนไปสู่การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ไปสู่สัจธรรม  ท่่านได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใย และร้องไห้เสมอ ท่านได้เผยแผ่สาส์นอยู่นานถึง ๙๕๐ ปี เพียงต้องการให้ประชาชนรอดพ้นจากการทำความผิด
ตรงกับริวายะฮฺส่วนหนึ่งที่กล่าวว่า ท่านได้ร้องไห้อยู่นาน ๕๐๐ ปี เพื่อตัวท่านเนื่องจากความเกรงกลัวอัลลอฮฺ (ซบ.) ด้วยเหตุนี้จึงเรียกท่านว่านูฮฺ[๔]
ตรงกับบางริวายะฮฺที่กล่าวว่า ขณะที่อิบลิซ (ต้นตระกูลของชัยฏอน) ได้ขึ้นเรือได้พูดกับท่านว่า เจ้านั้นมีสิทธิ์เหนือฉัน ซึงฉันต้องการตอบแทนเจ้า ท่านได้ถามว่า ฉันมีสิทธิ์อะำไรเหนือเ้จ้าหรือ
อิบลิซ พูดว่า เพราะการสาปแช่งของเจ้าทำให้พวกมนุษย์สูญพันธุ์ ทำให้ฉันสบายขึ้น ถ้าหากพวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไปฉันต้องลำบากมากกว่านี้อีกหลายเท่า เพื่อทำให้พวกเขาหลงทาง ด้วยเหตุนี้เองท่านจึงเสียใจและร้องไห้อยู่นานถึง ๕๐๐ ปี[๕]
พิจารณาวิถีชีวิตของนูฮฺ (อ.)
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าท่านศาสดานูฮฺ (อ.) ประสูติแถวตะวันออกกลาง ท่านได้ดำเนินชีวิตที่ยาวนานบนแผ่นดินปาเลสไตน์ ชามาต อีรัก และที่อื่น ซึ่งบางช่วงของชีวิตท่านได้อาศัยอยู่แถบเมืองกูฟะฮฺและบริเวณรอบ ๆ นั้น ท่านเสียชีวิตที่เมืองนะญัฟและได้ฝังอยู่ที่เมืองนั้นใกล้กับหลุมฝังศพของท่านอิมามอะลี (อ.) ในปัจจุบัน[๖]  ส่วนช่วงที่ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสดาและช่วงที่เผชิญกับอุทกภัยมีอายุเท่าไหร่ มีหลายทัศนะด้วยกันแต่ไม่เป็นที่ชัดเจน สิ่งที่ชัดเจนคือท่านได้ประกาศสาส์นและเชิญชวนมนุษย์ ไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดี่ยวอยู่นาน ๙๕๐ ปี อัล-กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
وَلَقَدْ أَرْسَلْنَا نُوحًا إِلَى قَوْمِهِ فَلَبِثَ فِيهِمْ أَلْفَ سَنَةٍ إِلَّا خَمْسِينَ عَامًا
แน่นอนเราได้ส่งนูฮฺไปยังหมู่ชนของเขา และเขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปีเว้นห้าสิบปี (๙๕๐ ปี)[๗]
เกี่ยวกับอายุขัยของท่านศาสดานูฮฺ (อ.) อัลลามะฮฺมัจลิซซียฺกล่าวว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้มีทัศนะแตกต่างกัน แต่ริวายะฮฺที่เชื่อได้กล่าวว่า ท่านมีอายุยืนถึง ๒๕๐๐ ปี[๘]
อิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า ท่านศาสดานูฮฺมีอายุยืนถึง ๒๕๐๐ ปี ในช่วง ๘๕๐ ปีแรกเป็นช่วงชีวิตก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา และ ๙๕๐ ปี ท่านทำหน้าที่ประกาศสาส์นเชิญชวนประชาชนไปสู่การเำคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า ๒๐๐ ปีท่่านทำหน้าที่ต่อเรือ และอีก ๕๐๐ ปีท่านได้อยู่ในเรือเผชิญกับอุทกภัย ซึ่งรวมทั้งสิ้น ๒๕๐๐ ปี[๙]
ช่วงบั้นปลายสุดท้ายชีวิต ญิบรออีลได้มาหาท่านและกล่าวกับท่านว่า หน้าที่เผยแผ่สาส์นของท่านได้จบแล้ว จงมอบตำแหน่งนะบูวัตให้กับ ซาม บุตรชายของท่าน และมอบให้เขาเป็นตัวแทนของท่าน เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า ฉันจะไม่ปล่อยให้แผ่นของฉันปราศจากเหตุผล เพื่อให้ประชาชนได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของพวกเขา เพื่อรรู้จักฉัน และเพื่อความปลอดภัยแห่งชีวิต นูฮฺได้ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์โดยแต่งตั้งให้ ซาม เป็นตัวแทนของท่าน จนกระทั่งพระองค์ได้แต่งตั้งศาสดาองค์อื่นมาทำหน้าที่เผยแผ่สัจธรรม (ช่วงนั้นทรงแต่งตั้งฮูดให้เป็นศาสดา)[๑๐]
ศาสดานูฮฺในอัล-กุรอาน
นามของศาสดานูฮฺ (อ.) ปรากฏในอัล-กุรอานถึง ๔๓ ครั้ง แต่ละครั้งมีความแตกต่างกันบางครั้งกล่าวถึงสภาพชีวิตของท่านเช่น ซูเราะฮฺชุอะรออฺ มุอฺมินูน อะอฺรอฟ และฮูด จากโองการที่ ๒๕-๒๙ นอกจากนี้พระองค์ยังให้เกียรติท่านโดยตั้งชื่อซูเราะฮฺหนึ่งว่า นูฮฺ
ซูเระาฮฺนูฮฺมีทั้งสิ้น ๒๘ โองการถูกประทานที่มักกะฮฺ ซูเราะฮฺดังกล่าวนี้ได้อธิบายถึงสภาพชีวิต และการประกาศเชิญชวนประชาชนไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว การเผยแผ่อย่างต่อเนื่อง และยังได้อธิบายถึงวิธีการและรายละเอียดของการเผยแผ่
บางตอนของซูเราะฮฺได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลทางตรรก และความเป็นห่วงเป็นใยของท่าน อีกทั้งเป็นคติเตือนใจนักเผยแผ่ทั้งหลายว่า จงอย่าเหน็ดเหนื่อยแต่จงอดทนต่อสู้เหมือนดั่งที่ท่่านอดทนและจงอดกลั่นกับบรรดาพวกโง่เขลาที่ทำความผิดทั้งกลาย ซึ่งภาพรวมของซูเราะฮฺเป็นการสนับสนุนการต่อสู้ถาวรระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ เป็นการเตือนสำทับสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของบรรดาศาสดา
ท่านศาสดาได้ประกาศเผยแผ่สาส์นนานถึง ๙๕๐ ปี ซึ่งบางริวายะฮฺกล่าวว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีเพียง ๘๐ คนเท่านั้นที่ยอมรับคำประกาศเชิญชวนหมายถึงทุก ๑๒ ปีมีเพียงคนเดียวที่ยอมรับสัจธรรม ซึ่งบางคนนอกจากจะไม่ยอมรับคำเชิญชวนของท่านแล้ว ยังได้ดูถูกดูแคลนและทรยศท่านอีกต่างหาก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภรรยาของท่าน นางได้บอกกับประชาชนว่านูฮฺเป็นบ้าไปแล้ว และถ้าใครเชื่อฟังนูฮฺ นางก็จะแจ้งให้ผู้นำแห่งเผ่าของท่านทราบเพื่อให้เขาจัดการกับคนพวกนั้น [๑๑] หรือบุตรชายของท่านนามว่า กันอาน เขายอมทนทุกข์กับพายุที่โหมกระหน่ำแต่ไม่ยอมรับคำประกาศของท่าน ในที่สุดได้จมน้ำตาย ซึ่งเรื่องนี้ได้กล่าวไว้ในซูเราะฮฺฮูด โองการที่ ๔๓
ท่านศาสดานูฮฺ (อ.) ต้องอดทนต่อความยากลำบากในการเผยแผ่อย่างยิ่ง แต่ไม่ว่าท่านจะเผชิญกับอุปสรรคแสนสาหัสอย่างไรท่านก็ไม่เคยละทิ้งหน้าที่การประกาศสาส์น ท่านยังคงอดทนและยืนหยัดต่อประชาชาติที่ดื้อรั้นต่อไป สิ่งที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็น ๒๐ เกร็ดชีวิตของท่าน อันเป็นบทเรียนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิต
เกร็ดชีวิตที่ ๑. ท่านศาสดาอาดัม (อ.) ได้ประกาศการมาของศาสดานูฮฺ (อ.)
แม้ว่าช่วงระหว่างท่านอาดัม (อ.) กับท่านนูฮฺ (อ.) จะห่างกันถึงแปดช่วงคนหรือประมาณ ๑๖๔๒ ปีก็ตาม แต่ท่านอาดัมได้ประกาศการมาของท่านศาสดานูฮฺภายหลังจากท่านแก่ประชาชาติ
ในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตอันจำเริญของท่านอาดัม (อ.) อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ย้ำเตือนว่า แนวทางแห่งศาสดายังคงดำเนินต่อไปความตายไม่ได้เป็นตัวกำหนดวาระสุดท้าย หรือไม่ได้เป็นตัวตัดขาดแนวทางแต่อย่างใด แนวทางนี้ต้องดำเนินต่อไปตราบจนถึงวันแห่งการอวสานของโลก และช่วงห่างระหว่างเจ้ากับนูฮฺแผ่นดินจะไม่ปราศจากฮุจญัตอย่างเด็ดขาด และจนกว่าจะถึงการมาของนูฮฺ ฉันจะแต่งตั้งสายเลือดของเจ้าให้เป็นผู้ชี้นำประชาชนต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักศาสนาของฉัน และเชิญชวนพวกเขามาสู่การเชื่อฟังปฏิบัติตามฉัน และในเวลานั้นพระองค์ได้แจ้งให้ท่านอาดัมทราบถึงการมาของนูฮฺ เวลานั้นท่านอาดัมประกาศแก่ประชาชนว่า
โอ้ประชาชนทั้งหลายในอนาคต พระผู้เป็นเจ้าจะทรงแต่งตั้งศาสดาท่านหนึ่งนามว่านูฮฺ ท่านจะทำหน้าที่เชิญชวนประชาชนไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว แต่ประชาชาติจะทำการปฏิเสธและไม่ยอมรับท่าน พระผู้เป็นเจ้าจะคร่าชีวิตพวกเขาด้วยพายุที่ร้ายแรง ฉันขอเตือนพวกท่านว่าใครก็ตามที่อยู่ถึงสมัยของท่่านจงเชื่อฟังและปฏิบัติตามท่าน เพราะจะทำให้ผู้นั้นรอดปลอดภัยจากการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า เขาจะไม่จมน้ำตายเหมือนกับผู้ปฏิเสธคนอื่น ๆ
ท่านอาดัม (อ.) ได้มอบวะซียะฮฺ (พินัยกรรม) ฉบัยนี้แก่ตัวแทนของท่านนามว่า ฮับตุลลอฮฺ ซึ่งเป็นสายเลือดคนหนึ่งของท่านนามว่า ชัยซฺ ท่านได้ให้เขาสัญญาว่าจะอ่านพินัยกรรมฉบับนี้ (ประกาศการมาของนูฮฺ) ทุก ๆ วันอีด และฮับตุลลอฮฺ ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่ท่านอาดัม เขาได้อ่านพินัยกรรมของท่านอาดัมทุกวันอีด จนกระทั่งในที่สุดท่านศาสดานูฮ (อ.) ได้ปรากฏตัวขึ้นและได้ทำหน้าที่ประกาศสาส์นของท่าน ซึ่งมีประชาชนบางคนตามพินัยกรรมของท่านอาดัม (อ.) ยอมรับคำประกาศของท่าน[๑๒]ส่วนมากปฏิเสธและเมื่อเกิดอุทกภัยพายุได้โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงน้ำได้ท่วมโลกครั้งใหญ่ พวกเขาก็จมน้ำตายในที่สุด
จะเห็นว่าหน้าที่หลักของท่านศาสดานอกจากจะทำการประกาศเชิญชวนแล้วยังต้องประกาศแต่งตั้งผู้เป็นตัวแทนก่อนที่ท่านจะจากไป อาจกล่าวได้ว่าเป็นหน้าที่หลักสุดท้ายของศาสดาทุกองค์ก็ว่าได้

[๑] พจนานุกรม เดะฮฺโคดา เล่มที่ ๔๖ หน้าที่ ๘๔๘, บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๕๑,๒๘๗
[๒] เราเฎาะตุลกาฟียฺ หน้าที่ ๑๑๔
[๓] ตารีค ฮะบีบุลซีร เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๒๙
[๔] บิฮารุลอันวาร เล่มี่ ๑๑ หน้าที่ ๒๘๖ , ๒๘๗
[๕] ละอาลียฺ อัลอัคบาร เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๒๐๐
[๖] อันวารุลบะฮียะฮฺ หน้าที่ ๑๑๐
[๗] อังกะบูต / ๑๔
[๘] บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๒๙๐
[๙] เล่มเดิม , อะมาลีซะดูก หน้าที่ ๓๐๖
[๑๐] เล่มเดิม หน้าที่ ๒๘๘
[๑๑] บิฮารุลอันวาร เล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๓๐๘-๓๑๓
[๑๒] เราเฎาะตุลกาฟียฺ หน้าที่ ๑๑๔-๑๑๕