แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ท่านศาสดาอีซา (อ.) ในอัล-กุรอาน

ท่านศาสดาอีซา (อ.) ในอัล-กุรอาน

ท่านนบีอีซา (อ.) คือ “ผู้ปลดปล่อย” ซึ่งเป็นนามที่ตราตรึงในจิตใจของทุกคน และการรำลึกถึงท่านนบีอีซา (อ.) ในฐานะ “ผู้มีความจำเริญ” ทำให้เกิดจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์และความสงบสุขขึ้นแก่ผู้ที่รำลึกถึง  ท่านคือผู้ที่ได้รับความศานติและสรรเสริญจากพระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่เริ่มประสูติตราบจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮ์
“และความสันติจงมีแด่ฉัน วันที่ฉันถูกให้กำเนิด และวันที่ฉันต้องเสียชีวิต และวันที่ฉันถูกฟื้นขึ้นให้มีชีวิตใหม่”  (ซูเราะฮฺ มัรยัม โองการที่ 33)
ท่านคือผู้ที่ได้รับความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อครั้งที่ท่านได้ประกาศว่าท่านเป็น “บ่าวของอัลลอฮฺ” “เขา (อีซา) กล่าวว่า “แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและทรงให้ฉันเป็นนะบี”   (ซูเราะฮฺ มัรยัม โองการที่ 30)
แสงอันเจิดจำรัสของท่านนบีอีซา (อ.) ได้ฉายส่องท่ามกลางบรรดาศาสดา เมื่อท่านเป็นผู้แจ้งข่าวประเสริฐการแต่งตั้งท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อล ฯ) และเป็นผู้ประสานความสัมพันธ์ระหว่างชาวยิวกับชาวคริสต์และชาวมุสลิมเข้าด้วยกัน ดังที่มีกล่าวไว้ในอัล-กุรอานว่า
“และจงรำลึก เมื่ออีซา บุตรของ มัรยัม กล่าวว่า โอ้ วงศ์วานของอิสรออีล แท้จริงฉันเป็นเราะซูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่าน เป็นผู้ยืนยันสิ่งที่มีอยู่ในเตารอตก่อนหน้าฉัน และเป็นผู้แจ้งข่าวดีถึงเราะซูลคนหนึ่งผู้จะมาภายหลังจากฉัน ชื่อของเขาคือ อะฮฺหมัด   ครั้นเมื่ออะฮฺหมัด ได้มาสู่พวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง พวกเขากลับกล่าวว่าสิ่งนี้คือมายากลอันชัดแจ้ง” (ซูเราะฮฺ อัซซอฟ โองการที่ 6)
คำว่า “อินญีล” หมายถึง “การแจ้งข่าวดี” เป็นคัมภีร์จากฟากฟ้าที่มอบแก่ท่านศาสดาอีซา (อ.)  ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่ตั้งชื่อคัมภีร์นี้ว่า อินญีล ก็เนื่องจากเป็นสาส์นที่แจ้งข่าวดีถึงช่วงเวลาอันใกล้ในการแต่งตั้งท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
ด้วยความประเสริฐและเกียรติยศของท่านนบีอีซา (อ.) ในฐานะนบีท่านหนึ่งที่นบีผู้เป็นเจ้าของบทบัญญัติ (อูลุลอัซมัซม์) จึงเป็นเหตุให้เรื่องราวของท่านมีปรากฏในอัลกุรอานถึง 13 ซูเราะฮฺ
มัรยัม (อ.) มารดาของท่านนบีอีซา (อ.)
การประสูติและการเจริญเติบโตของบรรดาศาสดา และบรรดาผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรรนั้นย่อมได้รับความโปรดปรานและความเมตตาเป็นพิเศษจากพระองค์  ท่านหญิงมัรยัม (อ.) และท่านนบีอีซา (อ.)ก็เป็นผู้หนึ่งที่มีความบริสุทธิ์และเป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรรแล้ว ฉะนั้น เราจึงเห็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในการประสูติและช่วงการเจริญเติบโตของท่านทั้งสอง ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้บ่งชี้ถึงอำนาจและพลานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกรียงไกร
มีปรากฏในอัล-กุรอาน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า ท่านหญิงมัรยัม (อ.) คือบุตรีของท่าน อิมรอน (ไม่ใช่ท่านอิมรอนที่เป็นบิดาของท่านนบีมูซา) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากนบีดาวูด (อ.) มารดาของท่านหญิงได้บนบานกับพระผู้เป็นเจ้าเอาไว้ก่อนที่ท่านหญิงจะประสูติว่า จะให้ท่านหญิงนมัสการต่อพระองค์ในศาสนสถาน ดังมีปรากฏในซูเราะฮฺอาลิอิมรอน โองการที่ 35 ว่า
“จงรำลึกถึงขณะที่ภรรยาของอิมรอนกล่าวว่า โอ้ พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์! แท้จริงข้าพระองค์ได้บนบานให้สิ่ง (บุตร) ที่อยู่ในครรภ์ของข้าพระองค์เป็นอิสระ (อยู่ในฐานะผู้เคารพภักดีต่อพระองค์และรับใช้พระองค์ในมัสยิดอัล-อักซอเท่านั้น) ดังนั้น ขอพระองค์ได้โปรดรับจากข้าพระองค์ด้วยเถิด แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้”
โองการนี้ชี้ให้เห็นเป็นอย่างดีว่า หลังจากที่มารดาของท่านหญิงมัรยัมตั้งครรภ์ บิดาของท่านได้อสัญกรรมไปแล้ว เพราะหากท่านอิมรอนยังมีชีวิตอยู่มารดาของท่านหญิงมัรยัม ย่อมไม่มีสิทธิ์เป็นเอกเทศที่จะบนบานให้บุตรทำการเคารพภักดีและรับใช้พระองค์ในมัสยิดอัลอักซอ (ตัฟซีร อัลมีซาน เล่ม 2 หน้าที่ 196)
และหลังจากที่ท่านหญิงมัรยัมประสูติออกมาแล้ว มีเฉพาะมารดาของท่านหญิงเท่านั้นที่ตั้งชื่อบุตรว่า “มัรยัม” โดยไม่ได้กล่าวถึงบิดาของนางเลย อัล-กุรอาน กล่าวว่า
“ครั้นเมื่อนางได้คลอดบุตร นางก็กล่าวว่า โอ้ พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์! แท้จริงข้าพระองค์ได้คลอดบุตรเป็นหญิง และอัลลอฮฺย่อมทรงรู้ดียิ่งกว่าถึงบุตรที่นางได้คลอดมา และเพศชายนั้นไม่เหมือนกันเพศหญิง และแท้จริงข้าพระองค์ได้ตั้งชื่อนางว่า “มัรยัม” แล้วข้าพระองค์ขอต่อพระองค์ให้ทรงคุ้มครองนาง และลูกของนางให้พ้นจากชัยฏอนที่ถูกขับไล่” (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 36)
“แล้วพระผู้อภิบาลของนางก็ทรงรับมัรยัมไว้อย่างดี และทรงให้นางเจริญวัยอย่างดีงาม และได้ทรงให้ซะกะรียาอุปการะนาง คราใดที่ซะกะรียาเข้าไปหานางที่อัลมิห์รอบอ(ห้องนมัสการ) เขาก็พบอาหาร (พิเศษ) อยู่ที่นาง เขากล่าวว่า โอ้ มัรยัม เธอได้สิ่งนี้มาอย่างไร นางกล่าวว่า ได้มาจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ อันไม่อาจคำนวณนับได้” (ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน โองการที่ 7)
ท่านศาสดาอีซา (อ.) ในอัล-กุรอาน
สามารถได้รับประโยชน์จากบางหลักฐานที่กล่าวถึงเป้าหมายของคำว่า (ริซก์) ในตรงนี้คือ ไม่ใช่เป็นอาหารธรรมดาที่ได้รับจากประชาชนทั่วไป เพราะคำว่า (ริซกอน) เป็นคำสามานยนาม ซึ่งบ่งบอกถึงว่าเป็นอาหารที่น่าแปลกใจและไม่เคยรู้จักมาก่อนสำหรับท่านนบีซะกะรียา นอกจากนั้นคำตอบของท่านหญิงมัรยัม (อ.) ที่พระนางกล่าวว่า “ได้มาจากอัลลอฮฺ” ก็เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่บ่งชี้ว่าผลไม้และอาหารนั้นไม่ได้รับมาจากหนทางปกติทั่วไป อีกประการหนึ่งคือเมื่อท่านนบีซะกะรียา (อ.) ได้เห็นความโปรดปรานของอัลลอฮฺ (ซบ.) ทำให้ท่านมีความตื้นตันใจจนได้วิงวอนขอดุอาอฺจากพระองค์ให้ทรงประทานบุตรแก่ท่านในวัยชราภาพเช่นนั้น ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าอาหารนั้นเป็นอาหารที่ไม่ธรรมดา (ตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่ม 2 หน้า 400  ตัฟซีร อัลมีซาน เล่ม 3 หน้า 202)
อีกบุคลิกภาพที่โดดเด่นและเจิดจรัสของท่านหญิงมัรยัม (อ.) นั้นก็คือ มะลาอิกะฮฺได้แจ้งข่าวการมีบุตรชายซึ่งมีนามว่า อีซา (อ.)  แก่ท่าน โดยที่ท่านไม่เคยสัมผัสกับบุรุษผู้ใดมาก่อน ดังที่มีกล่าวไว้ในซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 45 ว่า :
إِذْ قَالَتِ الْمَلائِكَةُ يَا مَرْيَمُ إِنَّ اللَّهَ يُبَشِّرُكِ بِكَلِمَةٍ مِنْهُ اسْمُهُ الْمَسِيحُ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ وَجِيهًا فِي الدُّنْيَا وَالآخِرَةِ وَمِنَ الْمُقَرَّبِينَ
“จงรำลึกถึงขณะที่มะลาอิกะฮฺกล่าวว่า โอ้ มัรยัม  แท้จริงอัลลอฮฺทรงแจ้งข่าวดีแก่เธอซึ่งพระวจนะหนึ่งจากพระองค์ ชื่อของเขาคือ อัลมะซีฮฺ อีซาบุตรของมัรยัม โดยที่เขาจะเป็นผู้มีเกียรติในโลกนี้ และปรโลก และจะอยู่ในหมู่ผู้ใกล้ชิด” สิ่งที่เพิ่มความเจิดจรัสแก่ท่านหญิงนั้นก็คือ คำยืนยันจากพระผู้เป็นเจ้าถึงความบริสุทธิ์ของท่านหญิงมัรยัม (อ.) ซึ่งพระองค์ตรัสว่า:
وَإِذْ قَالَتِ الْمَلائِكَةُ يَا مَرْيَمُ إِنَّ اللَّهَ اصْطَفَاكِ وَطَهَّرَكِ وَاصْطَفَاكِ عَلَى نِسَاءِ الْعَالَمِينَ
“และจงรำลึกขณะที่มะลาอิกะฮฺกล่าวว่า โอ้ มัรยัม แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงเลือกเธอและทรงทำให้เธอบริสุทธิ์ และได้ทรงเลือกเธอให้เหนือบรรดาสตรีแห่งโลกทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 42)
โองการข้างต้นกล่าวประโยค “ทรงเลือกเธอ” สำหรับท่านหญิงมัรยัม (อ.) ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกชี้ให้เห็นถึงการเลือกท่านหญิง ขณะเมื่อพระองค์ทรงตอบรับให้ท่านหญิงทำการนมัสการและภักดีต่อพระองค์ โดยทรงประทานผลไม้และอาหารจากฟากฟ้าแก่ท่านหญิง และครั้งที่สอง ขณะเมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงให้ท่านหญิงมีบุตรโดยปราศจากการสัมผัสกับบุรุษใด ด้วยเหตุนี้เอง ท่านหญิงมัรยัม (อ.) จึงเป็นสตรีที่เหนือกว่าบรรดาสตรีแห่งโลกทั้งหลาย (อัลมีซาน เล่ม 3 หน้า 218)
การประสูติของท่านนบี อีซา (อ.)
การตั้งครรภ์ของท่านหญิงมัรยัม (อ.) และการประสูติของท่านนบีอีซา (อ.) เป็นปาฏิหาริย์แห่งประวัติศาสตร์มนุษยชาติ  ซึ่งอัล-กุรอานได้เปรียบเปรยการสร้างท่านนบีอีซา (อ.) ดังการสร้างท่านนบีอาดัม (อ.) ว่า :
إِنَّ مَثَلَ عِيسَى عِنْدَ اللَّهِ كَمَثَلِ آدَمَ خَلَقَهُ مِنْ تُرَابٍ ثُمَّ قَالَ لَهُ كُنْ فَيَكُونُ
“แท้จริงอุปมาของอีซานั้น ดั่งอุปมัยของอาดัม ที่พระองค์ทรงสร้างเขาจากดินและได้ทรงประกาศิตแก่เขาว่า จงเป็นขึ้นเถิด แล้วเขาก็เป็นขึ้น”  (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 59)
สำหรับเรื่องราวของท่านหญิงมัรยัม (อ.) กับท่านนบีอีซา (อ.) เริ่มขึ้นเมื่อครั้งที่มะลาอิกะฮฺได้เผยตัวตนต่อท่านหญิงมัรยัม (อ.) ด้วยอนุมัติจากอัลลอฮฺ (ซบ.)  แล้วได้เป่า “วิญญาณที่มาจากพระองค์” สู่ท่านหญิง แล้วท่านหญิงจึงได้ตั้งครรภ์ในขณะที่ท่านหญิงเป็นสตรีที่รักนวลสงวนตัวและบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพื่อจะได้เป็นสัญญาณและปาฏิหาริย์หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำหรับโลกทั้งหลาย ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮฺ อัมบิยาอ์ ว่า
وَالَّتِي أَحْصَنَتْ فَرْجَهَا فَنَفَخْنَا فِيهَا مِنْ رُوحِنَا وَجَعَلْنَاهَا وَابْنَهَا آيَةً لِلْعَالَمِينَ
“และจงรำลึกถึงสตรีที่รักษาความบริสุทธิ์ของนางเอาไว้ แล้วเราได้เป่าวิญญาณของเราเข้าไปในนาง เราได้ทำให้นางและบุตรของนางเป็นสัญญาณหนึ่งแก่โลกทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺ อัมบิยาอฺ โองการที่ 91)
หลังจากที่ท่านหญิงมัรยัม (อ.) ตั้งครรภ์ท่านหญิงได้ไปพักพิง ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่ห่างไกลออกไป ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮฺ มัรยัม ว่า :
فَحَمَلَتْهُ فَانْتَبَذَتْ بِهِ مَكَانًا قَصِيًّا فَأَجَاءَهَا الْمَخَاضُ إِلَى جِذْعِ النَّخْلَةِ قَالَتْ يَا لَيْتَنِي مِتُّ قَبْلَ هَذَا وَكُنْتُ نَسْيًا مَنْسِيًّا
“แล้วนางได้ตั้งครรภ์ และนางได้ปลีกตัวออกไปพร้อมกับบุตรในครรภ์ ยังสถานที่ไกลแห่งหนึ่ง ความเจ็บปวดใกล้คลอดทำให้นางหลบไปที่โคนตัวต้นอินทผลัม นางได้กล่าวว่า “โอ้  หากฉันได้ตายไปเสียก่อนหน้านี้ และฉันเป็นคนไร้ค่าถูกลืมเสียก็จะดี” (ซูเราะฮฺ มัรยัม โองการที่ 22-23)
ท่านหญิงได้รับความเจ็บปวดจากการใกล้คลอด อีกทั้งเป็นกังวลและไม่สบายใจจากการใส่ร้ายและคำพูดที่ไม่ดีของประชาชน ยิ่งทำให้ท่านหญิงต้องเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นไปอีก จนกระทั่งทำให้ท่านหญิงอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่เมื่อท่านนบีอีซา (อ.) ได้ประสูติออกมา ความดีงามและความสิริมงคลต่าง ๆ ได้หลั่งไหลสู่ท่านหญิงอย่างล้นเหลือ ท่านหญิงได้เขย่าต้นอินทผลัมจนผลของมันร่วงหล่นลงให้ท่านหญิงได้รับประทาน แล้วท่านหญิงก็ได้อุ้มบุตรน้อยของท่านไว้ในอ้อมอกแล้วมุ่งสู่ชนชาติของท่านด้วยความสงบมั่น โดยไร้ซึ่งความกังวลจากการใส่ร้ายและคำพูดต่าง ๆ ของประชาชน ท่านหญิงนิ่งเงียบต่อความแปลกใจและคำถามต่าง ๆ ของประชาชน ท่านหญิงได้เพียงแต่ชี้ไปที่บุตรของท่าน ดังที่มีปรากฏซูเราะฮฺมัรยัมว่า
فَأَشَارَتْ إِلَيْهِ قَالُوا كَيْفَ نُكَلِّمُ مَنْ كَانَ فِي الْمَهْدِ صَبِيًّا قَالَ إِنِّي عَبْدُ اللَّهِ آتَانِيَ الْكِتَابَ وَجَعَلَنِي نَبِيًّا
นางชี้ไปทางเขา พวกเขากล่าวว่า “เราจะพูดกับผู้ที่อยู่ในเปลที่เป็นเด็กได้อย่างไร?”เขา (อีซา) กล่าวว่า “แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและทรงให้ฉันเป็นนบี”
ท่านศาสดาอีซา (อ.)
ปาฏิหาริย์ของท่านศาสดาอีซา (อ.)
การพูดของท่านศาสดาอีซา (อ.) หลังจากที่ท่านได้ประสูตินั้น ได้สร้างความแปลกใจพร้อมกับสร้างความฉงนสนเท่ห์แก่ผู้คน นอกจากนั้นยังเป็นการปิดปากบรรดาผู้ไม่ประสงค์ดี อีกทั้งเป็นหลักฐานที่ชัดแจ้งต่อความบริสุทธิ์ของท่านหญิงมัรยัม (อ.)  จนเป็นเหตุให้ท่านศาสดาอีซา (อ.) กลายเป็นผู้มีเกียรติและเป็นที่รักของผู้คน แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ไกลโพ้นก็เดินทางมาเพื่อต้องการที่จะพบกับท่าน บรรดาผู้ทรงคุณวุฒิของเผ่า ต่างก็ประจักษ์ในความรู้และวิทยญาณจากคำพูดและความประพฤติของท่านศาสดาอีซา (อ.)  (กิซอซลอัมบิยาอฺ หน้า 387)
หลายปีผ่านไป จนกระทั่งเมื่อท่านศาสดาอีซา (อ.) มีอายุได้ 30 ปี และได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้เผยแผ่สาส์น ของอัลลอฮฺ (ซบ.) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านได้แสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า  ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน ว่า :
وَرَسُولا إِلَى بَنِي إِسْرَائِيلَ أَنِّي قَدْ جِئْتُكُمْ بِآيَةٍ مِنْ رَبِّكُمْ أَنِّي أَخْلُقُ لَكُمْ مِنَ الطِّينِ كَهَيْئَةِ الطَّيْرِ فَأَنْفُخُ فِيهِ فَيَكُونُ طَيْرًا بِإِذْنِ اللَّهِ وَأُبْرِئُ الأكْمَهَ وَالأبْرَصَ وَأُحْيِي الْمَوْتَى بِإِذْنِ اللَّهِ وَأُنَبِّئُكُمْ بِمَا تَأْكُلُونَ وَمَا تَدَّخِرُونَ فِي بُيُوتِكُمْ إِنَّ فِي ذَلِكَ لآيَةً لَكُمْ إِنْ كُنْتُمْ مُؤْمِنِينَ
“และทูต (นบีอีซา)  ที่ส่งไปยังวงศ์วานอิสรออีล (โดยที่เขาจะกล่าวว่า) แท้จริงฉันได้นำสัญญาณหนึ่งจากพระผู้อภิบาลของพวกท่านมายังพวกท่านแล้ว โดยที่ฉันจะสร้างจากดินให้แก่พวกท่าน ดั่งรูปนก แล้วฉันจะเป่าเข้าไปในมัน แล้วมันก็จะกลายเป็นนก ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ และฉันจะรักษาคนตาบอดแต่กำเนิด และคนเป็นโรคเรื้อน และฉันจะให้ผู้ที่ตายแล้วมีชีวิตขึ้นด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ และฉันจะบอกพวกท่านถึงสิ่งที่พวกท่านจะบริโภคกันและสิ่งที่พวกท่านสะสมไว้ในบ้านของพวกท่าน แท้จริงในนั้นมีสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกท่าน หากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา” (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 49)
การเป่าของท่านศาสดาอีซา (อ.) จนทำให้ผู้ที่ตายไปแล้วมีชีวิตขึ้นอีกครั้งและการเยียวยารักษาบรรดาผู้ป่วย บรรดาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในยุคนั้นต่างพากันแปลกใจยิ่งนัก ทุกคนต่างจำนนในอำนาจเหนือธรรมชาติของท่าน แต่สิ่งที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญนั้นก็คือ ปาฏิหาริย์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยอนุมัติของพระผู้เป็นเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์
“คำพูด” ของท่านศาสดาอีซา (อ.) ตั้งแต่อยู่ในแปล  “การแจ้งข่าว” ของท่านในสิ่งที่ประชาชนได้กักตุนเอาไว้ในบ้านของพวกเขา และ “การเป่า” ของท่านเพื่อรักษาผู้ป่วยหรือให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง แท้ที่จริงแล้วทั้งหมดนี้คือการสำแดงถึง “พระวจนะแห่งอัลลอฮฺ (ซบ.)” และ “การเป็นวิญญาณจากอัลลอฮฺ (ซบ.)” โดยไม่ใช่เป็นการสิงสถิตของพระผู้เป็นเจ้าหรือการตั้งภาคีแต่อย่างใด
อัล-กุรอานได้อธิบายถึงความจริงอันนี้ไว้ โดยได้ตักเตือนบรรดาผู้ที่ยึดปฏิบัติตามท่านว่าอย่าศรัทธาอย่างเลยเถิดว่า
يَا أَهْلَ الْكِتَابِ لا تَغْلُوا فِي دِينِكُمْ وَلا تَقُولُوا عَلَى اللَّهِ إِلا الْحَقَّ إِنَّمَا الْمَسِيحُ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ رَسُولُ اللَّهِ وَكَلِمَتُهُ أَلْقَاهَا إِلَى مَرْيَمَ وَرُوحٌ مِنْهُ فَآمِنُوا بِاللَّهِ وَرُسُلِهِ وَلا تَقُولُوا ثَلاثَةٌ انْتَهُوا خَيْرًا لَكُمْ إِنَّمَا اللَّهُ إِلَهٌ وَاحِدٌ سُبْحَانَهُ أَنْ يَكُونَ لَهُ وَلَدٌ لَهُ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الأرْضِ وَكَفَى بِاللَّهِ وَكِيلا
“โอ้ ชาวคัมภีร์ทั้งหลาย จงอย่าปฏิบัติให้เกินขอบเขต ในศาสนาของพวกเจ้า และจงอย่ากล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮฺ นอกจากสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น แท้จริง อัล-มะซีฮ์ อีซาบุตรของมัรยัมนั้น เป็นเพียงศาสนทูตของอัลลอฮฺ และเป็นเพียงดำรัสของพระองค์ที่ได้ทรงกล่าวมันแก่มัรยัม  และเป็นเพียงวิญญาณหนึ่งจากพระองค์เท่านั้น ดังนั้นจงศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และบรรดาศาสนทูตของพระองค์เถิด และจงอย่ากล่าวว่าสามองค์เลย จงหยุดยั้งเสียเถิด มันเป็นสิ่งดียิ่งแก่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺคือผู้ควรได้รับการเคารพสักการะแต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากการที่จะทรงมีบุตร สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้า และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิของพระองค์ทั้งสิ้น และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้คุ้มครอง” (ซูเราะฮฺ นิซาอ์ โองการที่ 171)
ท่านศาสดาอีซา (อ.) กับฮะวารียูน
ฮะวารียูน คือเหล่าศานุศิษย์และเหล่าสาวกของท่านศาสดาอีซา (อ.)  ซึ่งพวกท่านเป็นผู้เพียรพยายามในหนทางของการเผยแผ่สาส์นของท่านศาสดาอีซา (อ.) เพื่อต้องการให้ประชาชนบริสุทธิ์จากการตั้งภาคีและการทำบาป พวกท่านเป็นผู้ช่วยเหลือท่านศาสดาอีซา (อ.) ในขณะที่ท่านเชิญชวนผู้คนสู่การศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวและสู่ความยำเกรงต่อพระองค์ โดยได้เดินทางร่วมกับท่านศาสดา (อ.) ไปทุกหนแห่ง
ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้เพียรพยายามอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยในการชี้นำ “วงศ์วานอิสรออีล” แต่ก็ไม่เกิดผลอันใดเลย พวกเขาต่างดื้อรั้น ยังคงกดขี่และล่วงละเมิดต่อไป นอกจากกลุ่มชนเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่มีศรัทธา
فَبِمَا نَقْضِهِمْ مِيثَاقَهُمْ وَكُفْرِهِمْ بِآيَاتِ اللَّهِ وَقَتْلِهِمُ الأنْبِيَاءَ بِغَيْرِ حَقٍّ وَقَوْلِهِمْ قُلُوبُنَا غُلْفٌ بَلْ طَبَعَ اللَّهُ عَلَيْهَا بِكُفْرِهِمْ فَلا يُؤْمِنُونَ إِلا قَلِيلا
“แล้วเราจึงได้กริ้วพวกเขา และสาปแช่งพวกเขาเนื่องด้วยการที่พวกเขาทำลายสัญญาของพวกเขาและปฏิเสธบรรดาโองการของอัลลอฮฺ และสังหารบรรดานบีโดยปราศจากความเป็นธรรมและการที่พวกเขากล่าวว่า หัวใจของเรามีเปลือกหุ้มอยู่   หามิได้ อัลลอฮฺได้ทรงประทับตราบนหัวใจของพวกเขาต่างหาก เนื่องจากการปฏิเสธของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ศรัทธากัน นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (ซูเราะฮฺ นิซาอ์ โองการที่ 155)
หลังจากที่พวกเขาเห็นปาฏิหาริย์ของศาสดาอีซา (อ.) พวกเขากลับกล่าวหาว่ามันเป็นมายากลและไสยศาสตร์
وَإِذْ قَالَ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ يَا بَنِي إِسْرَائِيلَ إِنِّي رَسُولُ اللَّهِ إِلَيْكُمْ مُصَدِّقًا لِمَا بَيْنَ يَدَيَّ مِنَ التَّوْرَاةِ وَمُبَشِّرًا بِرَسُولٍ يَأْتِي مِنْ بَعْدِي اسْمُهُ أَحْمَدُ فَلَمَّا جَاءَهُمْ بِالْبَيِّنَاتِ قَالُوا هَذَا سِحْرٌ مُبِينٌ
“และจงรำลึก เมื่ออีซา บุตร มัรยัม ได้กล่าวว่า โอ้ วงศ์วานของอิสรออีล แท้จริงฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺมายังพวกท่าน เป็นผู้ยืนยันสิ่งที่มีอยู่ในเตารอตก่อนหน้าฉันและเป็นผู้แจ้งข่าวดีถึงศาสนทูตคนหนึ่งผู้จะมาภายหลังฉัน ชื่อของเขาคือ อะฮฺมัด ครั้นเมื่อเขา (อะฮฺมัด) ได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้งแล้ว พวกเขากล่าวว่านี่คือมายากลแท้ ๆ”
ฮะวาริยูน ได้แสดงบทบาทอย่างโดดเด่น  พวกเขาได้ประกาศความซื่อสัตย์ต่อศาสดาอีซา (อ.) และได้ทำให้กลุ่มผู้ศรัทธาแยกออกจากกลุ่มผู้ปฏิเสธอย่างชัดเจน ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮฺ อาลิอิมรอนว่า :
فَلَمَّا أَحَسَّ عِيسَى مِنْهُمُ الْكُفْرَ قَالَ مَنْ أَنْصَارِي إِلَى اللَّهِ قَالَ الْحَوَارِيُّونَ نَحْنُ أَنْصَارُ اللَّهِ آمَنَّا بِاللَّهِ وَاشْهَدْ بِأَنَّا مُسْلِمُونَ
“ครั้นเมื่ออีซารู้สึกว่ามีการปฏิเสธศรัทธาเกิดขึ้นในหมู่พวกเขา จึงได้กล่าวว่าใครบ้างจะเป็นผู้ช่วยเหลือฉันสู่อัลลอฮฺ   บรรดาสาวกผู้บริสุทธิ์ใจ (ะวาริยูน) กล่าวว่า พวกเราคือผู้ช่วยเหลืออัลลอฮฺ พวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮฺแล้ว และท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเรานั้น คือผู้ยอมจำนน” (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 52)
จากโองการนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายของการช่วยเหลือท่านศาสดาอีซา (อ.) ในการขับเคลื่อนสู่พระผู้เป็นเจ้านั้นก็คือ การมีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าและเพียรพยายามช่วยเหลือศาสนาของพระองค์  แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องเข้าใจก็คือ การมีศรัทธาที่แท้จริงต่อพระผู้เป็นเจ้าและการที่มนุษย์จะรอดพ้นจากการปฏิเสธอย่างสมบูรณ์นั้นก็คือการปฏิบัติตามท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ)  เหมือนดังที่ ฮะวาริยูน ไปถึงยังตำแหน่งของศรัทธาที่แท้จริง
رَبَّنَا آمَنَّا بِمَا أَنْزَلْتَ وَاتَّبَعْنَا الرَّسُولَ فَاكْتُبْنَا مَعَ الشَّاهِدِينَ
“ข้าแต่พระผู้อภิบาลของพวกข้าพระองค์ พวกข้าพระองค์ศรัทธาแล้วต่อสิ่งที่พระองค์ได้ประทานลงมา และพวกข้าพระองค์ก็ได้ปฏิบัติตาม ศาสนาทูตแล้ว โปรดทรงบันทึกพวกข้าพระองค์ร่วมกับบรรดาผู้ที่กล่าวปฏิญาณยืนยันทั้งหลายด้วยเถิด” (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 53)
ศาสดาอีซา (อ.)  (2)
อัลกุรอานกล่าวถึงความดีงามของ “ฮะวารียูน” ไว้ 5 ครั้ง และในรายงานต่าง ๆ ของอิสลามและในคัมภีร์เตารอต ได้บันทึกจำนวนของ “ ฮะวารียูน” ไว้ว่ามี 12 ท่าน ( กิศอศุลอัมบิยาอ์ หน้า 405  )
บทบาทและความเพียรพยายามของ “ฮะวารียูน” ในหมู่บนีอิสรออีล เป็นเหตุให้กลุ่มหนึ่งของพวกเขามีศรัทธาต่อท่านศาสดาอีซา (อ.)  จนในที่สุดพวกเขาก็ได้รับชัยชนะเหนือชาวยิวผู้มุ่งร้าย ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮฺศ็อฟว่า :
فَآمَنَتْ طَائِفَةٌ مِنْ بَنِي إِسْرَائِيلَ وَكَفَرَتْ طَائِفَةٌ فَأَيَّدْنَا الَّذِينَ آمَنُوا عَلَى عَدُوِّهِمْ فَأَصْبَحُوا ظَاهِرِينَ
ดังนั้น กลุ่มหนึ่งจากวงศ์วานของอิสรออีลได้ศรัทธา และอีกกลุ่มหนึ่งได้ปฏิเสธศรัทธา แต่เราได้ช่วยเสริมสร้างกำลังแก่บรรดาผู้ศรัทธาให้เหนือกว่าศัตรูของพวกเขา แล้วพวกเขาก็กลายเป็นผู้มีชัยชนะ (ซูเราะฮฺ ศ็อฟ โองการที่ 14)
บั้นปลายของท่านศาสดาอีซา (อ.)
ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้ปฏิรูปสังคมด้วยการเชิญชวนบนีอิสรออีลสู่การศรัทธาพระเจ้าองค์เดียวและสู่การมีจิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว จนทำให้บรรดาแกนนำที่โอหังและลุ่มหลงอยู่กับโลกดุนยาไม่พอใจ พร้อมกับวางแผนสังหารท่านศาสดาอีซา (อ.)
เมื่อท่านศาสดาอีซา (อ.) ล่วงรู้ถึงแผนการร้ายของพวกเขา ท่านจึงหลบซ่อนตัว พวกแกนนำของชาวยิวพยายามค้นหาท่านศาสดาอีซา (อ.) อย่างมาก จนในที่สุดพวกเขาก็ได้จับกุมตัวบุคคลหนึ่งที่คล้ายกับท่านศาสดาอีซา (อ.) แล้วนำเขามาตรึงไว้กับไม้กางเขนและสังหารเขาจนเสียชีวิต แต่ทว่านี่เป็นเพียงการนึกคิดที่ผิดพลาดเท่านั้น เพราะท่านศาสดาอีซา (อ.) ยังคงมีชีวิตอยู่ ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮฺ นิซาอ์ ว่า :

وَقَوْلِهِمْ إِنَّا قَتَلْنَا الْمَسِيحَ عِيسَى ابْنَ مَرْيَمَ رَسُولَ اللَّهِ وَمَا قَتَلُوهُ وَمَا صَلَبُوهُ وَلَكِنْ شُبِّهَ لَهُمْ وَإِنَّ الَّذِينَ اخْتَلَفُوا فِيهِ لَفِي شَكٍّ مِنْهُ مَا لَهُمْ بِهِ مِنْ عِلْمٍ إِلا اتِّبَاعَ الظَّنِّ وَمَا قَتَلُوهُ يَقِينًا (157)بَلْ رَفَعَهُ اللَّهُ إِلَيْهِ وَكَانَ اللَّهُ عَزِيزًا حَكِيمً
“และการที่พวกเขากล่าวว่า แท้จริงพวกเราได้ฆ่า อัล-มะซีห์ อีซา บุตรของมัรยัม ร่อซูลของอัลลอฮ์ และพวกเขาหาได้ฆ่าอีซาและหาได้ตรึงเขาบนไม้กางเขนไม่ แต่ทว่าถูกให้เหมือนเขาสำหรับพวกเขา และแท้จริงบรรดาผู้ที่ขัดแย้งในตัวเขานั้นแน่นอนย่อมอยู่ในความสงสัยเกี่ยวกับเขาพวกเขาหามีความรู้ใด ๆ ต่อเขาไม่ นอกจากคล้อยตามความนึกคิดเท่านั้นและพวกเขามิได้ฆ่าเขาด้วยความแน่ใจ (อีซา)
หามิได้ อัลลอฮ์ได้ทรงยกเขา (อีซา) ขึ้นไปยังพระองค์ต่างหาก และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ” (ซูเราะฮฺ นิซาอฺ โองการที่ 157-158)
จากสองโองการนี้ทำให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ท่านศาสดาอีซา (อ.) ไม่ใช่ผู้ที่ถูกตรึงไว้บนไม้กางเขน และท่านก็ไม่ใช่ผู้ที่ชาวยิวสังหารอีกด้วย
แต่จากโองการอื่น ๆ ก็ทำให้เข้าใจได้อีกเช่นกันว่าท่านศาสดา (อ.) ก็ประสบกับความตาย ซึ่งโองการต่าง ๆ นี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งบ่งบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้อย่างกว้าง ๆ  ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮฺ อัมบิยาอฺ ว่า :

كُلُّ نَفْسٍ ذَائِقَةُ الْمَوْتِ
ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย” (ซูเราะฮฺ อัมบิยาอ์ โองการที่ 35)
และอีกกลุ่มหนึ่งของโองการต่าง ๆ บ่งบอกถึงเรื่องนี้เอาไว้อย่างเฉพาะ ดังเช่นคำกล่าวของท่านศาสดาอีซา (อ.) เองว่า :
وَالسَّلامُ عَلَيَّ يَوْمَ وُلِدْتُ وَيَوْمَ أَمُوتُ وَيَوْمَ أُبْعَثُ حَيًّا
และความศานติจงมีแด่ฉัน วันที่ฉันถูกคลอด และวันที่ฉันตาย และวันที่ฉันถูกฟื้นขึ้นให้มีชีวิตใหม่
เนื่องจากสิริมงคลของอัล-กุรอานทำให้เข้าใจถึงประเด็นที่สำคัญดังกล่าวทั้งสอง  ทำให้ผู้มีปัญญาและผู้ที่ยึดปฏิบัติตามท่านศาสดาอีซา (อ.) รอดพ้นจากอันตรายที่ยิ่งใหญ่ทั้งสอง คือ ความหลงผิดเกี่ยวกับเรื่องการตรึงไม้กางเขนในฐานะที่เป็นการถ่ายโทษความผิดบาป
และอันตรายที่สอง คือ การพิสูจน์ถึงการตายของท่านศาสดาอีซา (อ.) บ่งชี้ถึงวิถีชีวิตมนุษย์ทั่วไป ซึ่งเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากการศรัทธาที่เลยเถิด และรอดพ้นจากการศรัทธาในตรีเอกานุภาพที่เป็นโมฆะ
ส่วนเรื่องที่ว่าท่านศาสดาอีซา (อ.) ยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ หรือท่านได้เสียชีวิตไปแล้วนั้นยังคงมีทัศนะที่แตกต่างกันไประหว่างนักอรรถาธิบายอัลกุรอาน และที่มาของความแตกต่างนี้ คือความเข้าใจที่แตกต่างกันในการอรรถาธิบายโองการที่มีปรากฏอยู่ในซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน ที่พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า :
إِذْ قَالَ اللَّهُ يَا عِيسَى إِنِّي مُتَوَفِّيكَ وَرَافِعُكَ إِلَيَّ وَمُطَهِّرُكَ مِنَ الَّذِينَ كَفَرُوا
จงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮ์ตรัสว่า โอัอีซา ! ข้าจะเป็นผู้รับเจ้าไปพร้อมด้วยชีวิตและร่างกายของเจ้า และจะเป็นผู้ยกเจ้าขึ้นไปยังข้าและจะเป็นผู้ทำให้เจ้าบริสุทธิ์ พ้นจากบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 55)
คำว่า ตะวัฟฟา ให้ความหมายของการ “ การยึดคืนอย่างสมบูรณ์แบบ” บางครั้งอัลกุรอานใช้เกี่ยวกับ  ความตาย , บางครั้งใช้เกี่ยวกับเรื่องของ “การนอน” ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮฺ ซุมัร ว่า :
اللَّهُ يَتَوَفَّى الأنْفُسَ حِينَ مَوْتِهَا وَالَّتِي لَمْ تَمُتْ فِي مَنَامِهَا
อัลลอฮฺ ทรงปลิดชีวิตในยามที่มันจะตาย และมันจะยังไม่ตายในขณะนอนหลับ(ซูเราะฮฺ อัซซุมัร โองการที่ 42)
ด้วยเหตุนี้ นักอรรถาธิบายบางท่านเชื่อว่า ท่านศาสดาอีซา (อ.) ยังคงมีชีวิตอยู่ เนื่องจากคำว่า “ตะวัฟฟา” ไม่ได้ใช้เฉพาะสำหรับความตายเท่านั้น อีกทั้งยังมีรายงานต่าง ๆ มากำกับเรื่องนี้ไว้อีกเช่นกัน
ส่วนนักอรรถาธิบายอีกบางท่าน ก็เชื่อว่า ส่วนมากอัลกุรอานใช้คำว่า “ตะวัฟฟา” เกี่ยวกับการปลิดชีวิตและความตาย นอกจากในกรณีที่มีหลักฐานอื่น ๆ มากำกับ
สิ่งที่น่าสนใจคือ คำว่า “ตะวัฟฟา” ไม่เคยใช้สำหรับความหมายของการยกขึ้นไป (อุรูจญ์)เลย ด้วยเหตุนี้โองการข้างต้นจึงสามารถที่จะสื่อถึงการตายของท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้ ( ตัฟซีรเมาฎูอี เล่ม 7 หน้า 548 อายาตุลลอฮ์ ญะวาดี อามูลี )
แต่นักอรรถาธิบายส่วนใหญ่ของอิสลามมีความเชื่อว่าท่านศาสดาอีซา (อ.) ยังคงมีชีวิตอยู่