แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. นะมาซชดเชย (เกาะฏอ)

นะมาซชดเชย (เกาะฏอ)

เป็นหน้าที่สำหรับทุกคนที่ต้องนะมาซวาญิบในเวลา ถ้าไม่มีอุปสรรคอันใดปล่อยให้นะมาซล่าออกไปจนต้องชดเชย  ถือว่าได้ทำบาปต้องขอลุแก่โทษและต้องชดเชย (เกาะฏอ) นะมาซ
1. มี 2 กรณี วาญิบต้องชดเชยนะมาซ
-ไม่ได้นะมาซวาญิบในเวลา
– หลังจากเวลานะมาซผ่านไปแล้ว รู้ว่านะมาซที่ทำแล้วบาฏิล[1]
2. ผู้ที่มีนะมาซชดเชย ต้องไม่เพิกเฉยในการปฏิบัติ แต่ไม่วาญิบต้องรีบชดเชย[2]
3. สภาพที่แตกต่างของตนกับการชดเชย (เกาะฏอ) นะมาซ
– ถ้ารู้ว่าตนไม่มีนะมาซเกาะฏอ ไม่มีสิ่งใดวาญิบ
– ถ้าสงสัยว่าตนมีนะมาซเกาะฏอหรือไม่ ไม่มีสิ่งใดวาญิบ
– ถ้าคาดว่าตนอาจจะมีนะมาซเกาะฎอ มุซตะฮับให้เกาะฎอ
– ถ้ารู้แน่ว่าตนมีนะมาซเกาะฏอ แต่ไม่รู้จำนวนที่แน่นอนว่าเท่าไหร่ เช่น ไม่รู้ว่า 4 หรือว่า 5 เวลา ถ้าเกาะฎอจำนวนน้อยที่สุด ถือว่าเพียงพอ
– ถ้ารู้จำนวนที่แน่นอน ต้องเกาะฎอไปตามนั้น[3]
4. เกาะฎอนะมาซวาญิบประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับ เช่น ถ้าวันหนึ่งไม่ได้นะมาซอัซรฺ และอีกวันไม่ได้นะมาซซุฮรฺ ดังนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องเกาะฏอนะมาซอัซรฺก่อน หลังจากนั้นจึงเกาะฎอซุฮรฺ[4]
5. นะมาซเกาะฎอ สามารถทำร่วมกับญะมาอัตได้ ไม่จำเป็นว่าอิมามจะนะมาซในเวลาปกติ หรือเกาะฎอ เพราะไม่จำเป็นว่าสองคนต้องนะมาซเหมือนกัน เช่น ถ้านำนะมาซเกาะฏอซุบฮฺ ไปร่วมญะมาอัตซุฮรฺหรืออัซรฺกับอิมาม ไม่เป็นไร[5]
6. ผู้เดินทางที่ต้องนะมาซลดจำนวน ถ้าระหว่างเดินทางไม่ได้นะมาซซุฮรฺ อัซรฺ หรืออิชาอฺ ฉะนั้น ต้องเกาะฎอ 2 เราะกะอัต  แม้ว่าต้องการเกาะฎอนะมาซในเวลาปกติก็ตาม[6]
7. ระหว่างเดินทางไม่สามารถถือศีลอดได้ แม้แต่ศีลอดเกาะฎอก็ตาม แต่นะมาซเกาะฎอ สามารถทำได้[7]
8. ขณะเดินทางต้องการเกาะฎอนะมาซที่ขาดไปในช่วงปกติ  ถ้าเป็นนะมาซซุฮรฺ อัซรฺ หรืออิชาอฺ ต้องเกาะฎอเต็ม 4 เราะกะอัต[8]
9. นะมาซเกาะฏอ  สามารถทำได้ทุกเวลากล่าวคือ สามารถเกาะฏอนะมาซซุบฮฺในเวลาซุฮรฺ หรือกลางคืนก็ได้[9]
นะมาซเกาะฎอแทนบิดา
1. ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงแม้จะไม่สามารถนะมาซได้ด้วยตัวเอง บุคคลอื่นไม่สามารถนะมาซแทนได้[10]
2. หลังจากบิดาเสียชีวิต* นะมาซและศีลอดที่ไม่กระทำ วาญิบสำหรับบุตรชายคนโตที่ต้องเกาะฏอนะมาซและศีลอดแทนบิดา และอิฮฺติยาฎมุซตะฮับ ให้เกาะฎอนะมาซและศีลอดของมารดาที่ขาดไปด้วย[11]
*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี หลังจากบิดาหรือมารดาได้เสียชีวิต
3. สถานภาพ ของบุตรชายคนโตกับนะมาซเกาะฎอของบิดา*
*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี …..กับนะมาซเกาะฎอของบิดาหรือมารดา
ก. ถ้ารู้แน่นอนว่าบิดามีนะมาซเกาะฎอ และ
– รู้จำนวนนะมาซที่ขาดไป ต้องเกาะฎอนะมาซเหล่านั้น
– ถ้าไม่รู้จำนวนนะมาซที่ขาดไป ให้เกาะฎอจำนวนน้อยที่สุดก็พอ
– ถ้าสงสัยว่าบิดาได้เกาะฏอแล้วหรือยัง  อิฮฺติยาฏวาญิบให้เกาะฎอ[12]
ข. สงสัยว่าบิดามีนะมาซเกาะฎอหรือไม่ ไม่มีสิ่งใดวาญิบสำหรับตน[13]
4. ถ้าบุตรชายต้องการเกาะฎอนะมาซแทนบิดาหรือมารดา ต้องทำไปตามหน้าที่ของตน เช่น ถ้าเป็นนะมาซซุบฮฺ มัฆริบ หรืออิชาอฺต้องอ่านเสียงดัง[14]
5. ถ้าบุตรชายคนโตเสียชีวิตก่อนที่จะเกาะฎอศีลอดและนะมาซแทนบิดา ไม่มีสิ่งใดเป็นวาญิบสำหรับบุตรชายคนถัดไป[15]
นะมาซญะมาอะฮฺ
ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า นะมาซรวมเป็นหมู่คณะหนึ่งครั้ง ย่อมประเสริฐกว่านะมาซเพียงคนเดียวในบ้านถึง 40 ปี เซาะฮาบะฮฺ ถามว่า นะมาซหนึ่งวันหรือ  ท่าน (ซ็อล ฯ)ตอบว่า  ไม่ใช่ นะมาซเพียงเวลาเดียว (รวมเป็นหมู่คณะ) [16]
ความเป็นเอกภาพของประชาชาติ เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่อิสลามได้ให้ความสำคัญไว้อย่างมาก และเพื่อรักษาให้สิ่งนี้ธำรงต่อไป อิสลามจึงได้กำหนดนโยบายพิเศษขึ้นมา และหนึ่งในนโยบายนั้นคือ นะมาซญะมาอะฮฺ
นะมาซญะมาอะฮฺ ต้องมีหนึ่งในผู้นะมาซที่มีบุคลิกและคุณสมบัติที่สมาบูรณ์พร้อม ทำหน้าที่เป็น อิมาม นำนะมาซ ส่วนที่เหลือยืนแถวให้เป็นระเบียบข้างหลังอิมาม และนะมาซไปพร้อมกัน
และนะมาซที่ทำรวมกัน บุคคลที่ยืนนำนะมาซเรียกว่า อิมามญะมาอะฮฺ ส่วนผู้ที่นะมาซตามข้างหลังเรียกว่า มะอฺมูม
ความสำคัญ ของนะมาซญะมาอะฮฺ
ริวายะฮฺจำนวนมากกล่าวถึงมรรคผลของนะมาซญะมาอะฮฺ นอกจากนั้นแล้วจะเห็นว่าบางส่วนของบทบัญญัติก็ให้ความสำคัญกับอิบาดะฮฺนี้ไว้เช่นกัน ซึ่งจะขอนำเสนอบางประเด็นดังนี้
1. การเข้าร่วมนะมาซญะมาอะฮฺมุซตะฮับสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ติดกับมัสญิด[17]
2.มุซตะฮับให้ปล่อยเวลานะมาซล่าออกไปเพื่อรอนะมาซญะมาอะฮฺ
3. นะมาซญะมาอะฮฺ ถึงแม้ว่าจะทำไม่ตรงเวลา แต่ดีกว่าการนะมาซคนเดียว (ฟุรอดา)) ที่ตรงเวลา
4.นะมาซญะมาอะฮฺสั้น ๆ  ดีกว่า การนะมาซคนเดียวที่ยาวนาน[18]
5. เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ถ้าละทิ้งนะมาซญะมาอะฮฺโดยไม่มีเหตุผลหรือมีอุปสรรค
6.ไม่อนุญาต ให้ละทิ้งนะมาซญะมาอะฮฺเพราะความไม่สนใจ[19]
เงื่อนไขของนะมาซญะมาอะฮฺ
เมื่อต้องการกระทำนะมาซญะมาอะฮฺต้องให้ความสำคัญต่อเงื่อนไขต่อไปนี้
1. มะอฺมูมต้องไม่ยืนหน้าอิมาม อิฮฺติยาฏวาญิบให้ยืนหลังอิมามเล็กน้อย
2. บริเวณที่อิมามยืนต้องไม่สูงกว่า ที่ของมะอฺมูม
3. ระยะห่างระหว่างอิมามกับมะอฺมูม และระหว่างแถวต้องไม่มากจนเกินไป
4.ระหว่างอิมามกับมะอฺมูม และระหว่างแถว ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างแถว  เช่น กำแพง ฝาพนัง หรือผ้าม่าน และอื่น ๆ แต่ถ้ากั้นม่านระหว่างแถวชายกับหญิง ไม่เป็นไร[20]
เงื่อนไขของอิมามญะมาอะฮฺ
1.อิมามต้องมีอายุบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ (บาลิฆ)
2.มีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่คนวิกลจริต
3. ต้องมีความยุติธรรม
4. ต้องเป็นชาย
5.มีการอ่านออกเสียงถูกต้อง
6. บิดามารดาแต่งงานถูกต้องตามหลักศาสนา (ไมใช่ลูกที่เกิดจากการผิดประเวณี)
การเข้าร่วมนะมาซญะมาอะฮฺ
สามารถเข้าร่วมนะมาซญะมาอะฮฺได้ทุกเราะกะอัต ขณะที่อิมามอยู่ระหว่างการอ่าน หรือรูกูอฺ ฉะนั้นถ้าไม่ทันรุกูอฺอิมามต้องรอเราะกะอัตต่อไป แต่ถ้าทันเฉพาะรุกูอฺอิมามให้นับว่าเป็นหนึ่งเราะกะอัต
การเข้าร่วมนะมาซญะมาอะฮฺ
สามารถเข้าร่วมนะมาซญะมาอะฮฺได้ทุกเราะกะอัต ในช่วงที่อิมามกำลังกล่าวซูเราะฮฺ หรือรุกูอฺ ดังนั้น ถ้าไม่ทันรุกูอฺของอิมามต้องรอเราะกะอัตต่อไป หรือทันช่วงอิมามรุกูอฺพอดีให้นับเป็น 1 เราะกะอัต
ลักษณะต่าง ๆ ของการเข้าร่วมนะมาซญะมาอะฮฺ
เราะกะอัตที่ 1
1. ขณะที่อิมามกำลังกล่าวซูเราะฮฺ   มะอฺมูมไม่ต้องกล่าวซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ และซูเราะฮฺ ส่วนการกระทำอื่น ๆ ให้ทำพร้อมกับอิมาม
2. อิมามกำลังรุกูอฺ ให้รุกูอฺและกระทำไปพร้อมกับอิมาม[21]
เราะกะอัตที่ 2
1.ขณะที่อิมามกำลังกล่าวซูเราะฮฺ  มะอฺมูมไม่ต้องกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ ส่วนการกล่าวกุนูต รุกูอฺ และซูญูดต้องทำพร้อมกับอิมาม
เมื่ออิมามกล่าวตะชะฮุด อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้มะอฺมูมลุกขึ้นอยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งลุก ถ้าเป็นนะมาซ 2 เราะกะอัต ให้นะมาซคนเดียวอีกหนึ่งเราะกะอัตและทำต่อให้เสร็จ
แต่ถ้าเป็นนะมาซที่มี 3 หรือ 4 เราะกะอัต ตนอยู่ในเราะกะอัตที่สอง ส่วนอิมามอยู่ในเราะกะอัตที่สาม  ดังนั้น ให้กล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺถึงแม้ว่าอิมามจะกล่าวตัสบีฮฺก็ตาม
เมื่ออิมามนะมาซเราะกะอัตที่ 3 เสร็จลุกขึ้นยืนทำเราะกะอัตที่ 4 ส่วนมะอฺมูมเมื่อซัจญฺดะฮฺสองครั้งแล้วให้กล่าวตะชะฮุด หลังจากนั้นให้ลุกขึ้นนะมาซเราะกะอัตที่ 3 และเมื่ออิมามนะมาซเราะกะอัตสุดท้ายจบ มะอฺมูมยังเหลือนะมาซอีกหนึ่งเราะกะอัตที่ต้องนะมาซต่อให้เสร็จ
2. อิมามกำลังรุกูอฺ ให้รุกูอฺและกระทำไปพร้อมกับอิมามพร้อมกับอิมาม ส่วนการกระทำที่เหลือให้ปฎิบัติตามที่กล่าวมาแล้ว
เราะกะอัตที่ 3
1.ขณะที่อิมามกำลังกล่าวตัสบียฮฺ(ไม่ใช่ซูเราะฮฺ) ถ้าตามตอนนั้นมั่นใจว่ามีเวลาพอที่จะกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ หรือฟาติหะฮฺเพียงอย่างเดียว สามารถร่วมญะมาอะฮฺได้และต้องกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ หรือฟาติหะฮฺเพียงอย่างเดียว แต่ถ้ารู้ว่าไม่มีเวลา อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้รอจนกว่าอิมามจะรุกูอฺ  หลังจากนั้นจึงเนียตตามอิมาม
2. อิมามกำลังรุกูอฺ ถ้าเนียตตามขณะอิมามรุกูอฺ ให้รุกูอฺไปพร้อมกับอิมามโดยไม่ต้องกล่าวฟาติหะฮฺหรือซูเราะฮฺ ส่วนนะมาซที่เหลือให้ทำเหมือนที่กล่าวมาแล้ว
เราะกะอัตที่ 4
1.ขณะที่อิมามกำลังกล่าวตัสบียฮฺไม่ใช่ซูเราะฮฺ อยู่ในเงื่อนไขเดียวกันกับเราะกะอัตที่สาม ดังนั้น เมื่ออิมาม นะมาซเราะกะอัตสุดท้ายขณะกล่าวตะชะฮุดและสลาม มะอฺมูมสามารถลุกขึ้นยืนและนะมาซคนเดียวให้เสร็จ หรือให้ลุกขึ้นครึ่งนั่งครึ่งยืน เมื่ออิมามกล่าวตะชะฮุดและสลามจบ ให้ยืนขึ้นนะมาซ
2. อิมามกำลังรุกูอฺ ให้รุกูอฺและซัจญฺดะฮฺไปพร้อมกับอิมาม ซึ่งอิมามอยู่ในเราะกะอัตที่ 4 ส่วนมะอฺมูมอยู่ในเราะกะอัตที่ 1  ฉะนั้น นะมาซที่เหลือให้ทำตามที่กล่าวมาแล้ว
เงื่อนไขนะมาซญะมาอะฮฺ
1. ถ้าอิมามญะมาอะฮฺนะมาซวาญิบประจำวันเวลาใดเวลาหนึ่ง  มะอฺมูมสามารถเนียตนะมาซวาญิบตามได้ทุกเวลา ด้วยเหตุนี้ สมมติว่าอิมามกำลังนะมาซอัซรฺ มะอฺมูมสามารถเนียตนะมาซซุฮรฺตามอิมามได้ หรือตนนะมาซซุฮรฺเสร็จแล้ว หลังจากนั้นนะมาซญะมาอะฮฺได้เริ่มขึ้น ดังนั้น สามารถเนียตนะมาซอัซรฺตามอิมามที่กำลังนะมาซซุฮรฺได้[22]
2. มะอฺมูมสามารถนะมาซเกาะฏอตามอิมามที่กำลังนะมาซในเวลาได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการเกาะฏอนะมาซวาญิบประจำวันเวลาอื่นก็ตาม เช่น อิมามกำลังนะมาซซุฮรฺ ส่วนมะอฺมูมเนียตเกาะฏอนะมาซซุบฮฺตามอิมาม[23]
3. นะมาซญะมาอะฮฺอย่างน้อยต้อง 2 คน คนหนึ่งเป็นอิมามส่วนอีกคนเป็นมะอฺมูม เว้นเสียแต่ว่าเป็นนะมาซญุมุอะฮฺ (วันศุกร์) นะมาซอีดุลฟิฏรฺ และนะมาซอีดุลกุรบาน [24]
4 นะมาซมุซตะฮับไม่สามารถทำเป็นญะมาอะฮได้ นอกจากนะมาซขอฝน[25]
 หน้าที่ของมะอฺมูมในนะมาซญะมาอะฮฺ
1. มะอฺมูม ต้องไม่กล่าวตักบีเราะตุลอิฮฺรอมก่อนอิมาม ทว่าอิฮฺติยาฏวาญิบ ถ้าตักบีรฺอิมามยังกล่าวตักบีรไม่จบ ไม่ให้กล่าว[26]
2. มะอฺมูมต้องกล่าวทุกอย่างในนะมาซยกเว้นฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺ แต่ถ้าเป็นเราะกะอัตแรกหรือ 2 สำหรับมะอฺมูม และเป็นเราะกะอัตที่ 3 หรือที่ 4 สำหรับอิมาม มะอฺมูมจำเป็นต้องกล่าวฟาติหะฮฺและซูเราะฮฺด้วย[27]
มะอฺมูมจะตามอิมามได้อย่างไร
1. การกล่าวต่าง ๆ ในนะมาซ เช่น ฟาติหะฮฺ ซูเราะฮฺ ซิกรฺ ตะชะฮุด ถ้าได้กล่าวนำหน้าหรือหลังอิมามไม่เป็นไร ยกเว้นตักบีเราะตุลอิฮฺรอม
2. การกระทำต่าง ๆ ในนะมาซ เช่น รุกูอฺ การเงยศีรษะขึ้นจากรุกูอฺและซัจญฺดะฮฺ ไม่อนุญาตให้ทำก่อนอิมาม หมายถึงต้องไม่รุกูอฺหรือเงยศีรษะขึ้นหรือซัจญฺดะฮฺก่อนอิมาม แต่ถ้าหลังอิมามซึ่งไม่มากจนเกินไป ไม่เป็นไร[28]
ประเด็นสำคัญ
ถ้าเนียตตามอิมามขณะที่อิมามกำลังรุกูอฺ อาจเป็นไปได้  2 กรณี กล่าวคือ
– ก่อนที่อิมามจะกล่าวซิกรฺรุกูอฺจบ ตนได้เนียตตามและทันรุกูอฺ นะมาซญะมาอะฮฺถูกต้อง
– เมื่อทันรุกูอฺอิมาม และอิมามกล่าวซิกรฺรุกูอฺจบพอดี แต่ยังอยู่ในท่ารุกูอฺ นะมาซญะมาอะฮฺถูกต้อง
– ลงรุกูอฺ แต่ไม่ทันรุกูอฺของอิมาม ถือว่านะมาซคนเดียวถูกต้อง และต้องนะมาซต่อให้เสร็จ
กรณีที่มะอฺมูมลืม และได้ทำก่อนอิมาม เช่น
1. รุกูอฺก่อนอิมาม วาญิบต้องเงยขึ้นและรุกูอฺไปพร้อมกับอิมาม
2. ถ้าเงยศีรษะขึ้นจากรุกูอฺก่อนอิมาม ต้องรุกูอฺใหม่ แล้วเงยศีรษะขึ้นพร้อมกับอิมาม แม้ว่ารุกูอฺจะเป็นรุกนฺของนะมาซ กรณีนี้แม้ว่าจะทำรุกูอฺเพิ่มแต่ไม่ทำให้นะมาซบาฏิล
3. ถ้าซัจญฺดะฮฺก่อนอิมาม วาญิบต้องเงยขึ้นแล้วซุญูดใหม่พร้อมกับอิมาม
4. ถ้าเงยศีรษะขึ้นจากซัจญฺดะฮฺก่อนอิมาม ต้องซัจญฺดะฮฺใหม่[29]
ถ้าบริเวณที่มะอฺมูมยืนสูงกว่าอิมาม ซึ่งส่วนสูงนั้นเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปเหมือนในอดีต ไม่เป็นไร เช่น อิมามยืนนะมาซอยู่ในลานมัสญิด ส่วนมะอฺมูมตามอิมามอยู่บนหลังคา แต่ถ้าตึกสูงหลายชั้นเหมือนในปัจจุบัน  นะมาซยังมีปัญหาอยู่[30]
มุซตะฮับและมักรูฮฺนะมาซญะมาอะฮฺ
1. มุซตะฮับ ให้อิมามยืนตรงกลาง ส่วนแถวแรกเป็นนักปราชญ์ ผู้รู้ ผู้มีอีมานสมบูรณ์ และมีความยำเกรง
2. มุซตะฮับ ต้องจัดแถวนะมาซให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และในแถวเดียวกันต้องไม่ทิ้งช่องว่างให้ห่างกัน
3. ถ้าในแถวนะมาซยังมีที่ แต่ปลีกตัวไปยืนคนเดียว เป็นมักรูฮฺ
4. มักรูฮฺ ถ้ามะอฺมูนกล่าวซิกรฺเสียงดังจนกระทั่งอิมามได้ยิน[31]
[1] เล่มเดิม ข้อที่ 1370-1371
[2] เล่มเดิม ข้อที่ 1372
[3] เล่มเดิม ข้อที่ 1374, 1383
[4] เล่มเดิม ข้อที่ 1375
[5] เล่มเดิม ข้อที่ 1388
[6] เล่มเดิม ข้อที่ 1368
[7] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 224 ข้อที่ 5 , อัล อุรวะตุลวุซกอ เล่มที่ 1 หน้าที่ 734 ช้อที่ 10
[8] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่  1368
[9] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 293 ข้อที่ 1 , อัล อุรวะตุลวุซกอ เล่มที่ 1 หน้าที่ 734 ช้อที่ 10
[10] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 1387
[11] เล่มเดิม ข้อที่ 1390
[12] เล่มเดิม ข้อที่ 1390-1392
[13] เล่มเดิม ข้อที่ 1391
[14] เล่มเดิม ข้อที่ 1395
[15] เล่มเดิม ข้อที่ 1398
[16] มุสตัดร็อก อัล-วาซาอิล  เล่ม 6 หน้า 466)
[17] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่1399
[18] เล่มเดิม ข้อที่ 1402
[19] เล่มเดิม ข้อที่ 1401
[20] อัล อุรวะตุลวุซกอ  เล่มที่ 1 หน้าที่ 7
[21] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 1427
[22] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 1408
[23] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 265, อัล อุรวะตุลวุซกอ เล่มที่ 1 หน้  765  ข้อที่ 3
[24] อัลอุรวะตุลวุซกอ หน้าที่ 766 ข้อที่ 8
[25] อ้างแล้ว เล่มที่ 1 หน้าที่ 764 ข้อที่ 2
[26] เตาฎีฮุลมะซาอิ ข้อที่ 1467
[27] อ้างแล้ว ข้อที่ 1461
[28] อ้างแล้ว  ข้อที่ 1467, 1469, 1470, อัลอุรวะตุลวุซกอ เล่มที่ 1 หน้าที่ 785
[29] อัล อุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 หน้า 786 ข้อที่ 12, เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 1428
[30] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 1416
[31] อ้างแล้ว ข้อที่ 197 – 198