แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. นิกายและสำนักคิดในอิสลาม

นิกายและสำนักคิดในอิสลาม

คำสำคัญ : นิกาย ลัทธิ ชีอะฮฺ เคาะลิฟะฮฺ
ดัชนี : จุดประสงค์คำว่าชีอะฮฺ หมายถึงใคร
ท่านศาสดาถูกประทานลงมาเพื่อเป็นเมตตาธรรมแก่ประชาโลก นั่นหมายความว่าท่าน เป็นสมบัติของคนทุกหมู่เหล่า
ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า : แท้จริงประชาชาติของศาสดามูซา (อ) ได้แตกออกภายหลังจากเขาเป็น 71 จำพวก มีหนึ่งกลุ่มเท่านั้นที่รอด ส่วนอีก 70 อยู่ในไฟนรก และประชาชาติของศาสดาอีซา (อ) ได้แตกออกภายหลังจากเขาเป็น 72 จำพวก มีหนึ่งกลุ่มเท่านั้นที่รอด ส่วนอีก 71 อยู่ในไฟนรก และแท้จริงประชาชาติของฉัน จะแตกออกภายหลังจากฉันเป็น 73 จำพวก มีกลุ่มเดียวเท่านั้นที่รอด ส่วนอีก 72 จะอยู่ในไฟนรก ( หนังสือบิฮารุล อันวาร เล่มที่ 28 หน้า 4 บาบที่ 1 อิฟติรอกุลอุมมะติ บ๊ะอ์ดัน-นบี (ซ็อล ฯ)”
ซึ่งเมื่อมีผู้ถามว่า “โอ้ เราะสูลของอัลลอฮฺ พวกเขา (ที่ได้เข้าสรรค์นั้น) เป็นใคร” ท่านตอบว่า “อัล ญะมาอะฮฺ” (รายงานโดยอิบนุมาญะฮฺ 2/1322) ในบางสำนวนท่านนบี (ซ็อล ฯ) ได้เปิดเผยกลุ่มที่รอดเอาไว้ว่า”  มีคนถามว่า กลุ่มนั้นคือใครกัน โอ้เราะซูลของอัลลอฮฺ ท่านตอบว่า สิ่งที่ฉันและเซาะฮาบะฮฺของฉันดำรงอยู่” (รายงานโดยอัตติรมิซียฺ 5 /26, รายงานโดยอัล-ฮากิม 1 / 128)
นักวิชาการอิสลาม มีทัศนะแตกต่างกันในการแบ่งจำนวนนิกายต่างๆในโลกอิสลาม.
1. บางท่านตีความหมายของคำว่า 73 จำพวกในที่นี้ว่าหมายถึงมุสลิมจะแตกแยกกันมากมายหลายกลุ่ม ไม่ได้เจาะจงว่าต้องแตกออกเป็น 73 จำพวกพอดีตามตัวบทวจนะของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
2. บ้างกล่าวว่ามีมากกว่า 73 กลุ่ม
3. บ้างว่ามีน้อยกว่า 70 กลุ่ม
อย่างไรก็ตามไม่ว่าศาสนาอิสลามจะแตกออกเป็นหลายกลุ่ม แต่ศาสนาอิสลามที่ถูกต้องมีเพียงกลุ่มเดียวส่วนกลุ่มอื่นที่แตกแนวนั้นถือเป็นกลุ่มนอกศาสนา เพราะที่อยู่ของเขาเหล่านั้นคือไฟนรก ดังนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่า ศาสนาอิสลาม มีนิกายเดียว (เพราะนิกายอื่นๆนั้นไม่ใช่อิสลาม ณ.ที่ อัลลอฮฺ) อันเนื่องจากว่าท่านศาสดามิได้ถูกส่งลงมาเพื่อมวลมุสลิมเพียงอย่างเดียว ตามที่อัลกุรอานระบุไว้ ท่านศาสดาถูกประทานลงมาเพื่อเป็นเมตตาธรรมแก่ประชาโลก นั่นหมายความว่าท่าน เป็นสมบัติของคนทุกหมู่เหล่า ตามความหมายดังกล่าวประชาชาติในยุคสุดท้ายทั้งหมดจึงจัดได้ว่าเป็นประชาชาติของท่านศาสดาทั้งสิ้น และหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) จากไปแล้วก็จะไม่มีศาสดาองค์ใดถูกประทานลงมาอีกอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า อิสลาม เป็นประชาชาติเดียวกัน ถึงแม้จะมีความคิดผิดเพี้ยนต่างกันออกไปบ้าง แต่ทั้งหมดก็ยังคงยึดอยู่บนหลักการของอิสลามอย่างเหนียวแน่น นั้นคือ นับถือในพระเจ้าองค์เดียวกัน นับถือศาสดาองค์เดียวกัน และมีคัมภีร์เล่มเดียวกัน
ฉะนั้น ไม่ว่าศาสนาอิสลามจะมีกี่จำพวกก็ตาม แต่คัมภีร์ อัลกุรอาน ที่ทุกกลุ่มใช้ยึดถือนั้นมีข้อความเหมือนกันทุกตัวอักษร ไม่มีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดใช้คัมภีร์ของตนเอง เพราะคัมภีร์ อัลกุรอาน คือคัมภีร์ที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ทรงให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ เราจะเห็นได้ว่า คัมภีร์อัลกุรอาน เป็นคัมภีร์เดียวในโลกที่ไม่เคยถูกสังคายนา ไม่ว่าจากกลุ่มนิกายใดก็ตามเพราะคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นคำพูดของพระเจ้าไม่ขัดแย้งในตัวเอง ดังที่อัลกุรอานกล่าวว่า “แท้จริงเราเป็นผู้ประทานอัล-กุรอานลงมา และเราจะเป็นผู้พิทักษ์อย่างแน่นอน” (อัลกุราอน บทฮิจญฺร์ 9)
นิกายหรือกลุ่มในศาสนาอิสลามสามารถแบ่งกลุ่มแกนนำหลักๆได้ 5 กลุ่มดังนี้คือ
กลุ่มแรก ซุนนี่ หรืออะฮ์ลุสสุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์
กลุ่มที่สอง ญับบะรียะฮ์
กลุ่มที่สาม ค่อวาริจญ์
กลุ่มที่สี่ มุรญิอะฮ์
กลุ่มที่ห้า ชีอะฮ์
ในบทความนี้จึงขอนำเสนอลัทธิชีอะฮฺเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย
จุดประสงค์คำว่าชีอะฮฺ หมายถึงใคร
คำตอบ : ชีอะฮฺ ในภาษาอาหรับหมายถึง ผู้ปฏิบัติตาม อัล-กุรอานกล่าวว่า “และแท้จริง ผู้ที่ดำเนินตามแนวทางของเขา (นูฮฺ) นั้น คืออิบรอฮีม” (อัลกุรอาน บทซอฟาต 83)
ชีอะฮฺ ตามความหมายของนักปราชญ์และมวลมุสลิมทั้งหลายหมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ไปนั้นท่านได้ทำการแต่งตั้งตัวแทน (เคาะลิฟะฮฺ) ปกครองประชาชาติมุสลิมเอาไว้โดยกล่าวเป็นสุนทรพจน์ในวาระต่าง ๆ เช่น วันที่ 18 เดือนซุลฮิจญฺ ปี ฮ.ศ. ที่ 10 ซึ่งเรียกวันนี้ว่า วันเฆาะดีรคุม เป็นวันที่มีประชาชาติมุสลิมจำนวนมากมาย (แสนกว่าคน) ได้มารวมตัวกัน และท่านได้ประกาศแต่งตั้งท่านอะลีเป็นตัวแทนของท่านอย่างเป็นทางการขึ้นในวันนี้ และแนะนำว่าตัวแทนของท่านคือ สถานที่ย้อนกลับของการเมือง ความรู้ และศาสนาภายหลังจากท่าน
ภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มุฮาญิรีนและอันซอร ได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มกล่าวคือ
1. กลุ่มที่มีความเชื่อว่าท่าน ไม่ได้ละเลยการแต่งตั้งให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นตัวแทน ทำหน้าที่ปกครองประชาชาติภายหลังจากท่าน ซึ่งตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้ง คือท่านอะลี บุตรของอะบูฏอลิบ ผู้ที่ได้มีศรัทธาเลื่อมใสท่านเป็นคนแรก ชนกลุ่มนี้มีทั้งพวกมุฮาญิรีน และอันซอร บุคคลในชั้นแนวหน้าของกลุ่มเป็นผู้อวุโสที่มาจากตระกูลบะนีฮาชิม และบรรดาเซาะฮาบะฮฺในชั้นแนวหน้าเช่นกัน เช่น ท่านซัลมานฟารซียฺ ท่านอะบูซัร ท่านมิกดาร ท่านค็อบบาน บิน อะริซ และบุคคลอื่นที่อยู่ในฐานะเดียวกัน พวกเขาได้ยึดมั่นอยู่กับความเชื่อดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้เรียกพวกเขาว่า ชีอะฮฺของอะลี (อ.) ซึ่งตามความเป็นแล้วจริงฉายานามดังกล่าว (ชีอะฮฺอะลี) ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เป็นผู้ตั้งให้แก่พวกเขาตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ครั้งหนึ่งท่านได้ชี้ไปที่ท่านอะลี (อ.) แล้วกล่าวว่า “ฉันขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า แท้จริงเขา (อะลี) กับชีอะฮฺของเขาคือผู้ประสบความสำเร็จในวันกิยามะฮฺ” (ญะลาลุดดีน ซุยูฏียฺ ,ดุรุลมันซูร เล่มที่ 6 ตอนอธิบายโองการที่ 7 ซูเราะฮฺบัยยินะฮฺ)
ฉะนั้น ชีอะฮฺ จึงหมายถึงมุสลิมในยุคแรกของอิสลามกลุ่มหนึ่ง ที่มีความเชื่อเรื่องการแต่งตั้งตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพวกเขาจึงถูกเรียกว่าชีอะฮฺ ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวได้สืบสานมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขายังยึดมั่นอยู่กับความเชื่อนั้น และดำรงการปฏิบัติตามอะฮฺลุลบัยตฺของท่านศาสดาตลอดเรื่อยมา ตำแหน่งและฐานะภาพของชีอะฮฺจึงถูกแนะนำด้วยแนวคิดดังกล่าว มิใช่ตามคำกล่าวอ้างของบางกลุ่มที่พูดว่า ชีอะฮฺได้เกิดหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ซึ่งริเริ่มโดยอับดุลลอฮฺ บินซะบะฮฺ ดังนั้น หากต้องการค้นคว้าที่มาของชีอะฮฺให้มากขึ้น ศึกษาได้จากหนังสือ อัซลุชีอะฮฺ วะ อุซูลุฮา. อัล-มุรอญิอาต หรือหนังสืออะฮฺยานุชชีอะฮฺ
2. กลุ่มที่มีความเชื่อว่าตำแหน่งคิลาฟะฮฺหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มิได้มาจากการแต่งตั้ง แต่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงให้สัตยาบัน (บัยอัต) กับท่านอบูบักรฺ และต่อมาได้ถูกเรียกชื่อว่า อฮฺลิซซุนนะฮฺ หรือ ตะซันนุน ดังนั้นสรุปได้ว่าชน 2 กลุ่มนี้มีจุดร่วมในเรื่องอุซูล (หลักการของอิสลาม)  แต่มีความขัดแย้งกันในเรื่องเคาะลิฟะฮฺ ผู้เป็นตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และการเริ่มต้นของชนทั้ง ๒ กลุ่มได้เริ่มต้นมาจากพวกมุฮาญิรีนและอันซอร
ชีอะฮฺ เป็นลัทธีหนึ่งในอิสลาม ซึ่งมีความแตกต่างกับซุนนีย์ในเรื่องของผู้นำสูงสุด หรือตัวแทนนบีมุฮัมมัด ว่าจะต้องมาจากการแต่งตั้งของอัลลอฮฺและนบีมุฮัมมัดเท่านั้น นั้นคืออิมามสิบสองคน อันได้แก่อิมามอะลีและบุตรหลานอีก 11 คน
ดังกล่าวไปแล้วว่า ชีอะฮฺ หมายถึงผู้ปฏิบัติตามหรือผู้ติดตาม ซึ่งบุคคลที่เป็นชีอะฮฺหมายถึง บุคคลที่เชื่อว่า ตัวแทนของศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) หลังจากท่านเสียชีวิต เป็นสิทธิของลูกหลานของท่านเท่านั้น ซึ่งพวกชีอะฮฺจึงยึดถือและปฏิบัติ ตามแนวทางของลูกหลานของท่านศาสดา (อะฮฺลุลบัยตฺ) ทั้งด้านความรู้ และการปฏิบัติ
การเริ่มต้นชีอะฮฺครั้งแรก เริ่มที่ชีอะฮฺของอะลี (อ.) ซึ่งฝ่ายชีอะฮฺเชื่อว่าท่านคือผู้นำคนแรกจากบรรดาผู้นำ (อิมาม) ที่บริสุทธิ์ทั้ง 12 ท่าน ภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ) ซึ่งชีอะฮฺของอะลีได้เริ่มต้นตั้งแต่ยุคที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ การเผยแพร่ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตลอด 23 ปีนั้นเป็นสาเหตุทำให้มีผู้คนจำนวนมากมายเข้ารับอิสลาม มีการเติบโตและเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วการเกิดกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เป็นเรื่องธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นในหมู่ของเหล่าเซาะฮาบะฮฺ (สาวก) ของท่านศาสดาเช่นกัน
อนึ่ง ชื่อกลุ่มแรกที่ถูกกล่าวในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือ ชีอะฮฺ ซึ่งหมายถึงท่าน ซัลมาน, อบูซัร, มิกดาด และอัมมาร บินยาซิร (ฮาฎิรุลอาลัมมิลอิสลามี 1 : 188)
ประการแรก ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในวันแรกของการแต่งตั้งได้มีบัญชาลงมาว่า ให้ท่านเชิญชวนครอบครัวของท่านเข้ารับศาสนาที่ท่านนำมาเผยแพร่
อัลกุรอานกล่าวว่า “สูเจ้าจงเตือนวงศ์ญาติที่ใกล้ชิดของจ้า” (อัชชุอะรออฺ : 214)
ในวันนั้นท่านได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “ใครก็ตามตอบรับคำเชิญชวนของท่านเป็นคนแรก ท่านจะแต่งตั้งให้เขาเป็นตัวแทนของท่านทันที” และท่านอะลี เป็นคนแรกที่ตอบรับคำเชิญชวนของท่านศาสดา ซึ่งศาสดาก็ได้ปฏิบัติตามคำสัญญาของท่าน
ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “ฉันได้กล่าวกับท่านศาสดาว่า ฉันเป็นเด็กกว่าใครเพื่อนและฉันจะได้เป็นตัวแทนของท่านหรือ ขณะนั้นท่านศาสดาได้เอามือมาแตะที่ต้นคอของฉันและกล่าวว่า เขาผู้นี้คือน้องชายของฉันและเป็นตัวแทนของฉัน จำเป็นที่พวกท่านทั้งหลายต้องปฏิบัติตามเขา ซึ่งประชาชนได้พากันหัวเราะเยาะท่านศาสดา และหันไปกล่าวกับอะบีฏอลิบผู้เป็นบิดาของท่านอะลีว่า มุฮัมมัดได้สั่งให้ท่านปฏิบัติตามลูกชายของท่าน”
(ตารีคฏ็อบรี 2 :321 ตารีคอะบิลฟิดาอฺ 1 :116 อัล-บิดายะฮฺวัลนิฮายะฮฺ 3 :39 ฆอยะตุลมะรอม หน้าที่ 320)
แน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่วันแรกของการเผยแพร่ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จะมีคำสั่งให้ผู้คนไปยึดถือ และปฏิบัติตามตัวแทนของท่าน ในวันนั้นท่านได้แนะนำเพียงแค่ว่า อะลีคนนี้ คือ ผู้นำและเป็นตัวแทนของฉันในวันข้างหน้า และตลอดระยะเวลาของการเผยแพร่อิสลาม ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่เคยถอดถอนท่านอะลีออกจากตำแหน่ง ขณะที่ท่านอะลี (อ.) ก็ไม่เคยแสดงตัวให้แตกต่างไปจากคนอื่น
ประการที่สอง ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวไว้หลายต่อหลายครั้ง (ทั้งริวายะฮฺที่เป็นมุสตะฟีฏและริวายะฮฺที่เป็นมุตะวาติรฺจากรายงานของซุนนีย์และชีอะฮฺ) ว่า “ท่านอะลีนั้นบริสุทธิ์จากความผิดบาปและไม่ผิดพลาดทั้งคำพูดและการกระทำ”
ท่านหญิงอุมมุสะลามะฮฺ กล่าวว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวว่า อะลีนั้นอยู่กับสัจธรรมและอัลกุรอาน และสัจธรรมและอัลกุรอานนั้นอยู่กับอะลีโดยที่ทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันจนกว่าจะถึงวันกิยามะฮฺ”ฮหะดีซดังกล่าวนี้มีรายงานจากซุนนีย์ถึง 15 สายรายงาน และจากชีอะฮฺ 11 ส่ายรายงาน ซึ่งมีท่านหญิงอุมมสะลามะฮฺ ท่านอิบนุอับบาส ท่านอบูบักร์ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านอะลี อบูสะอีดคุดรีย์ อบูลัยลา และอบูอัยยูบอันซอรีย์เป็นผู้รายงาน (ฆอยะตุลมะรอม หน้าที่ 539-540)
ท่านศาสดาได้กล่าอีกว่า “และทุกๆ คำพูดหรือการกระทำที่อะลีได้ทำล้วนตรงกันอย่างสมบูรณ์กับคำเชิญชวนของศาสนา อะลีเป็นผู้ที่มีความรู้ในหลักชะรีอะฮฺ (หลักปฏิบัติ) และความรู้ทั้งหลายของอิสลาม มากที่สุดในหมู่ของประชาชน”
และกล่าวอีกว่า “วิทยปัญญานั้นมี 10 ส่วน 9 ส่วนนั้นอยู่ที่อะลี และอีก 1 ส่วนกระจัดกระจายอยู่ในหมู่ของประชาชน” (อัล-บิดายะฮฺวัลนิฮายะฮฺ 7 :359)
ประการที่สาม อะลีได้รับใช้อิสลามไว้อย่างมากมาย และการเสียสละของท่านนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหาสิ่งในมาเทียบเคียงได้ เช่น ท่านเสียสละนอนแทนที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในคืนของการอพยพหรือในสงครามต่างๆ เช่น สงครามอุฮุด คอนดัก คัยบัรฺ และอื่นๆ ซึ่งสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าถ้าในสงครามเหล่านั้นไม่มีท่านอะลีอยู่ แน่นอนอิสลามคงไม่เติบโตจวบจนถึงปัจจุบัน และคงตกไปอยู่ภายใต้อำนาจของศัตรู หรือถูกขุดรากถอนโคนไปนานแล้ว
อนึ่ง เมื่อผู้ปฏิเสธชาวมักกะฮฺตัดสินใจว่า ต้องฆ่าท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) โดยได้มาล้อมบ้านตั้งแต่หัวค่ำ ท่านศาสดาจึงตัดสินใจอพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺ และก่อนไปท่านได้สั่งแก่ท่านอะลีว่า “อะลีเจ้าพร้อมที่จะนอนแทนที่ฉันไหม เพื่อจะได้อำพรางพวกศัตรูว่า ฉันยังนอนหลับอยู่พวกเขาจะได้ไม่ติดตามฉัน”ท่านอะลีได้ตอบรับคำของท่านศาสดาด้วยความกล้าหาญทั้งที่มีความเสี่ยงสูง และเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ประการที่สี่ เหตุการณ์เกี่ยวกับเฆาะดีรคุม เป็นเหตุการณ์ที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ทำการแต่งตั้งท่านอะลีให้เป็นตัวแทนของท่านต่อหน้าสาธารณชนอย่างเป็นทางการ และถือว่าท่านอะลี คือ “ผู้สืบตำแหน่งของท่าน”
ฮะดีซเกี่ยวกับเฆาะดีรคุม เป็นฮะดีซที่ชัดเจนอย่างยิ่งในหมู่ของ ซุนนีย์และชีอะฮฺซึ่งได้มีเซาะฮาบะฮฺเกินกว่า 100 คนเป็นผู้รายงานด้วยตัวบทและสายรายงานที่แตกต่างกัน และมีบันทึกไว้ทั้งในตำราของซุนนีย์และชีอะฮฺ หารายเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ ฆอยะตุลมะรอม หน้าที่ 79, หนังสืออัลเฆาะดีร อัลลามะฮฺอามีนี
แน่นอน อะลีนั้นมีความประเสริฐเฉพาะตัว ที่แตกต่างไปจากคนอื่น ซึ่งเป็นที่เห็นพร้องต้องกันของทุกฝ่ายดังที่มีบันทึกไว้ในตำราต่างๆ มากมายเช่น ตารีคยะอฺกูบีย์ พิมพ์ที่นะญัฟ 2 :138 –140, ตารีคอะบิลฟิดาอฺ 1 : 156, เซาะฮีย์บุคคอรีย์ 4 : 107 ,มุรูญุซซะฮับ 2 : 437 ,อิบนุอะบิลหะดีด 1 : 127, และหน้าที่ 161 เป็นต้น
ความรักแบบสุดโต่งที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มีต่อท่านอะลี ซึ่งท่านได้แสดงอย่างออกหน้าออกตามีบันทึกอยู่ใน (เซาะฮีย์มุสลิม 15 : 176 เซาะฮีย์บุคคอรีย์ 4 : 207 มุรูญุซซะฮับ 2 : 23 – 2 : 437 ตารีคอะบิลฟิดาอฺ 1 : 127 และหน้าที่ 181 )
โดยธรรมชาติแล้วเซาะฮาบะฮฺส่วนหนึ่งที่มีความเข้าใจถึงแก่นแท้ของความจริง เกิดความหวัง และรอคอยว่า วันหนึ่งข้างหน้าพวกเขาจะได้ปฏิบัติตามท่านอะลีเหมือนกับวันนี้ที่พวกเขาได้ปฏิบัติตามท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แต่มีเซาะฮาบะฮฺอีกส่วนหนึ่ง ไม่พอใจต่อการกระทำของท่านศาสดา
และนอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาแล้วนามของชีอะฮฺอะลี หรือชีอะฮฺอะฮฺลุลบัยตฺได้ถูกท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวเรียกไว้อย่างมากมายหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน ท่านญาบีรฺกล่าวว่า ฉันได้นั่งอยู่ใกล้ๆ กับท่านศาสดา และขณะนั้นได้เห็นท่านอะลีเดินมาแต่ไกลซึ่งท่านศาสดาได้กล่าวขึ้นว่า “ฉันขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในฝ่ามือของเขาว่า ชายผู้นี้และชีอะฮฺของเขาคือผู้สัตย์จริง ที่จะได้รับความช่วยเหลือในวันกิยามะฮฺ”
ท่านอิบนุอับบาสกล่าวว่า เมื่อโองการที่ว่า “แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธา และประพฤติสิ่งดีงามต่างๆ พวกเขาเหล่านั้นเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด” (อัล-บัยยินะฮฺ: 7) ได้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า หลักฐานที่ยืนยันถึงโองการดังกล่าวคือเจ้าและชีอะฮฺของเจ้า ซึ่งในวันกิยามะฮฺเจ้าจะพึงพอใจในพระองค์ และพระองค์ทรงพึงพอพระทัยต่อเจ้า” (ฮะดีซทั้งสองกับอีกหลายฮะดีซมีกล่าวไว้ใน ตัฟสีรฺอัด-ดูรุลมันษูรฺ 6 : 379 และฆอยะตุ้ลมะรอม หน้าที่ 326 )
หลักศรัทธาของชีอะฮฺ
ศาสนาอิสลามมีหลักความเชื่อ อันเป็นรากหลักอยู่ 3 ประการ ซึ่งมุสลิมทุกคนมีความจำเป็นต้องเชื่อ และปฏิบัติตามหลักการทั้งสามนั้นอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะสังกัดนิกายใดก็ตาม ซึ่งหลักการ 3 ประการนั้นได้แก่
1. เตาฮีด (เอกภาพ) คือศรัทธาว่า อัลลอฮฺทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์ ศรัทธาว่าพระองค์มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงเป็นพระผู้ทรงสร้าง และพระผู้ทรงกำหนด
2. นุบูวะฮฺ (ศาสดาพยากรณ์) คือศรัทธาว่าอัลลอฮฺได้ทรงส่งศาสนทูตต่าง ๆ มายังหมู่มนุษย์ หนึ่งในจำนวนนั้นคือนบีมุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ที่ได้รับคัมภีร์อัลกุรอาน ในนั้นมีคำสั่งสอนให้มนุษย์ ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะฮฺ ทาสผู้รับใช้อัลลอฮฺ มีบทบัญญัติ และพงศาวดารของประชาชาติในอดีต เพื่อเป็นข้อคิดและอุทาหรณ์สำหรับมวลมนุษย์
3. มะอาด (การกลับคืน) ศรัทธาในวันฟื้นคืนชีพ คือหลังจากสิ้นโลกแล้ว มนุษย์จะฟื้นขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ได้ทำไปบนโลกนี้
ส่วนอีก 2 ประการ ถือว่าเป็นหลักความเชื่ออันเป็นเอกลักษณ์ของแนวทางชีอะฮฺ ซึ่งมีทีมาจากอัลกุรอานเช่นเดียวกันได้แก่
1. อะดาละฮฺ (ความยุติธรรม) คือศรัทธาว่าอัลลอฮฺทรงยุติธรรมยิ่ง
2. อิมามะฮฺ (การเป็นผู้นำ) ศรัทธาว่าผู้นำสูงสุดในศาสนาหลังจากท่านศาสดา จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ (ซบ.) และศาสดามุฮัมมัดเท่านั้น จะเลือกหรือแต่งตั้งกันเองไม่ได้ เพราะอิสลามเป็นศาสนาของพระเจ้า ผู้ที่มีสิทธิ์ในการแต่งตั้งผู้นำหรือตัวแทนของศาสดาคือพระเจ้า ท่านศาสดาได้กล่าวฮะดีซที่เชื่อถือได้และรายงานไว้ทั้งฝ่ายซุนนีย์และชีอะฮฺว่า “ภายหลังจากฉันแล้วจะมีผู้นำอีก 12 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวกุเรช” ซึ่งฝ่ายชีอะฮฺเชื่อว่าผู้นำทั้ง 12 คนคือ อะลี บินอะบีฏอลิบและบุตรหลานของอะลีที่เกิดจากฟาฏิมะฮฺอีก 11 คน
เหล่านี้เป็นความเชื่อโดยสรุปตามแนวทางชีอะฮฺ 12 อิมาม ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอย่างอื่น ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากตำราต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย หรือส่งคำถามมาตามที่อยู่ของเว็บไซต์
ทัศนะคติที่ใส่ร้ายชีอะฮฺ
ทัศนะที่หลายฝ่ายมีต่อชีอะฮฺ ผู้ยึดตามครอบครัวของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวหาว่า ชีอะฮฺนั้นเป็นคนตกศาสนา โดยมีเหตุผล 3 ประการใหญ่ๆดังนี้
1.ชีอะฮฺได้สาปแช่งบรรดาสหายผู้ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคเมื่อครั้งท่านศาสดาอยู่เมือง มักกะฮฺ ว่าตกศาสนา
2. ชีอะฮฺด่าทอเหล่าภรรยาของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยเฉพาะท่านหญิงอาอิชะฮฺผู้เป็นหนึ่งหนึ่งในภรรยาของท่าน
3.ชีอะฮฺไม่ยอมรับว่า คัมภีร์อัลกุรอาน ฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ถูกต้องสมบูรณ์ เนื่องจากตอนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาในช่วงแรกๆ เหล่าสหายที่ชีอะฮฺบอกว่าเป็นคนตกศาสนานี่ละ ที่เป็นคนบันทึกอัลกุรอานไว้ เนื่องจากท่านศาสดาไม่รู้หนังสือไม่สามารถเขียนหนังสือได้
ส่วนชีอะฮฺ ได้ตอบข้อสงสัยนี้อย่างไร จะขอนำเสนอในบทความต่อไป  อินชาอัลลอฮฺ