แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. นิซอรียะฮฺ และมุสตะอ์ลียะฮฺ

นิซอรียะฮฺ และมุสตะอ์ลียะฮฺ

อับดุลลอฮฺ มะฮฺดีย ในปี ฮ.ศ. ที่ 296  เขาได้ก่อการจลาจลขึ้นในแอฟริกา ได้ได้เชิญชวนไปสู่แนวทางอิสลมาอีลีอละอิมามัติของตน พร้อมกับได้จัดตัองรัฐบาลฟาฏิมียะฮฺ หลังจากเขา
Aqabsh แห่งอียิปต์อียิปต์ได้ก่อตั้ง ดารุลคิลาฟะฮฺ  จนถึงคนที่ 7 ติดต่อกันโดยปราศจากสถาบันการปกครอง และสาขาของอิมามัติอิสมาอีลีละฮฺ แต่หลังจากกาหลิบคนที่ 8 ไปแล้วการหลิบฟาฏิมีย์ มุสตันซิร บิลลาฮฺ สะอฺด์ บิน อะลี (ฮ.ศ.ที่ 427-487) กับบุตรชายสองคนของเขา นิซอร และ มุสตะอ์อะลี ได้ทะเลาะวิวาทกันเรื่องตำแหน่งกาหลิบและอิมาม  หลังจากความขัดแย้งและการนองเลือดกันอย่างรุนแรงแล้ว มุสตะอ์อะลี เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ เขาได้จับกุมพีชายของตนและจำคุกเอาไว้ ผลของความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกันนั้นเองเป็นสาเหตุทำให้แนวทางอิสมาอีลียะฮฺ แตกแยกภายในที่ใหญ่ที่สุด ขบวนการอิสมาอีลและผู้ปฏิบัติตามแนวคิดของฟาฏิมีย์ต้องแตกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่กล่าวคือ กลุ่มนิซอรียะฮฺ และมุสตะอ์ลียะฮฺ[1]
มีการกล่าวถึงแนวคิดในการแยกทั้งสองพี่น้องเอาไว้ว่า ก่อนที่มุสตันซิรจะสิ้นชีพเล็กน้อย บุตรขายของอมีร อัลญะยูช  (Amir Aljyvsh) บัดรุลญะมาลีย์ (Badr Aljmaly) หมายถึง อัฟฏ็อล เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแทนบิดาของตน บัดร์ได้สมรสกับบุตรีของเขามุสตะอ์อะลี เขาเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นมากกว่านิซอร เขาจึงได้รับเลือกจากบิดาให้เป็นตัวแทน และเมื่อมุสตะอ์อะลี ประสบความสำเร็จได้นั่งบัลลังก์อิมามัต เขายังคงรักษาความดีงาม อันเป็นสาเหตุทำให้สถานการณ์เลวร้าย และยุ่งยากยิ่งกว่าในอดีตที่ผ่านมา แต่อัฟฏ็อลได้ดำเนินตามแผนการดังกล่าว และเมื่อนิซอรได้ยินว่ามุสตันซิร ก่อนจะสิ้นใจตายนั้นได้แต่งตั้ง มุสตะอ์อะลี ให้เป็นตัวแทนสืบทอดตำแหน่งของตน เขาก็ได้หลบหนีไปหา Alexandria โดยทันที ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของกองกำลังก่อกบถ ซึ่ง Badr,ได้ทำการปราบปรามจนหมดสิ้น[2] และเขาได้ขอความช่วยเหลือจาก Aftgyn ตุรกีและจากชนเผ่าอาหรับ ประชาชนกับ Alexandria ได้ให้สัตยาบันกับเขา และยกย่องเขาเป็นผู้ปกครองโดยขนามนามว่า มุสเฏาะฟา ละดัยนุลลอฮฺ เขาได้กล่าวเทศนากับประชาชน พร้อมกับสาปแช่ง  อัฟฏ็อล และขายังได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง Alexandria อีกต่างหาก[3]  แต่อย่างไรก็ตามไม่นานนักเขาก็พ่ายแพ้และถูกจับกุม เมื่อเขาถูกส่งตัวกลับไปยังไคโร (Cairo) เขาได้ถูกจำคุกตัวจึงเป็นสาเหตุทำให้การกบฏสิ้นสุดลงด้วย ประหนังว่าไม่มีเหตุการณ์หรือไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย แม้ว่าในภายหลังจะพบว่ามีกลุ่มที่อ้างตนว่าเป็น นิซอร อยู่บ้างก็ตาม แต่กลุ่มชนเหล่านั้นก็ไมได้มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับกลุ่ม นิซอร ที่เป็นชาวพื้นเมือง หรือคนนอกถิ่นแต่อย่างใด ประกอบกับไม่มีบุตรชายคนใดคนหนึ่งและหลานของเขา จะแสดงตนเป็นผู้นำที่จัดตั้ง หรือผู้นำพิธีในการรำลึกถึง นิซอรแต่อย่างใด[4]
นิกายอิสมาอีลียะฮฺ หลังจากอิมามัติของมุสตะอ์อะลีสิ้นสุดลงแล้ว อิสมาอีลียานจากตะวันออก ได้ถูกรู้จักอย่างเป็นทางการ ในนามของกาหลิบคนใหม่ เขาได้ประกาศตนเป็นสาวกผู้ปฏิบัติตามนิซอรและลูกหลานของเขา ต่อมาเขาได้ประกาศตัดความสัมพันธ์กับองค์กรอ่อนแอของฟาฏิมียานในอียิปต์ ในปี 525 หลังจาก อามิร บุตรชายและตัวแทนของมุตะอ์อะลี ได้ถูกสังหารโดยน้ำมือของเหล่าสาวกของนิซอร  ส่วนอีสมาอีลียานที่เหลือหลังจากการยอมรับกาหลิบใหม่แล้วพวกเขายังอาศัยอยู่ในอียิปต์ต่อไป การปฏิเสธประกอบความเชื่อมั่นที่ว่าบุตรคนหนึ่งของ อามีร นามว่า ฏ็อยยิบ ซึ่งหายตัวไป เขาคืออิมามที่เร้นกายและเป็นผู้ถูกรอคอย ซึ่งหลังจากเขาแล้วจะไม่มีอมามตนต่อไปอีก[5]
ในปี 567 หมายถึงในเวลานั้นเองที่ อัลอาฎิด กาหลิบคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์ฟาฏิมียะฮฺ (ฮ.ศ. 555-567) ได้อำลาจากโลกไป ขณะนั้นผู้นำ เซาะลาฮุดดีน อัยยูบี ในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการที่แท้จริงของอียิปต์ในเวลานั้น ได้อนุญาตให้เทศนาธรรมเทศนาภายใต้ชื่อ อับบาซซี ได้ เขาเป็นผู้สั่งให้รวบรวมหนังสือของอิสมาอีลและนำไปเผาทิ้งเสีย ด้วยเหตุนี้เองจะเห็นว่าอียิปต์หลังจากผ่านไป 2 ศตวรรษก็ได้ตกไปอยู่ในมือของอะฮฺลิซซุนนะฮฺอีกครั้งหนึ่ง[6]
แต่ในพื้นที่อื่น ๆ นิกายอิสมาอีลียะฮฺ ได้แบ่งออกเป็น 2 สาขาหลัก ภายหลังจากมุสตันซิรได้เสียชีวิตลง ซึ่งทำให้พวกเขามีชีวิตสืบมาจนถึงปัจจุบัน : หนึ่งในสาขานั้นก็คือ มุสตะอ์ละวียาน ซึ่งส่วนมากของพวกเขายังคงอยู่ในประเทศเยเมนและอินเดีย และในประเทศอินเดียนั้นจะถูกรู้จักดีในนามของ โบฮ์รา หรือ โบฮ์เราะฮฺ  หลักความเชื่อของ Ismaili เป็นไปตามที่ทราบกันดีในหมู่พวกเขา ตามประเพณีแบบฉบับความเชื่อของอิสมาอีลในยุคของฟาฏิมียะฮฺ ซึ่งเรียกว่า การเชิญชวนแบบเก่า (ดะอ์วะตลเกาะดีม) แต่หลังจากการเชิญชวนแบบเก่าล้มเหลวลง พวกเขาก็ได้เลือกเขา การเชิญชวนแบบใหม่ เป็นหลักการ ซึ่งมีองค์กรนั้นได้ถูกก่อตั้งขึ้นในนามบุคคลในนามว่า ฮะซันเซาะบาฮฺ [7]
Hassan Sabbah และแนวการเชิญชวนใหม่
ระหว่างการดำรงตำแหน่งกาหลิบของ มุสตันซิร ฟาฏิมีย์ ในช่วงนั้นได้มีบุคคลหนึ่งที่เขารับหลักการของอิสมาอีล นามว่า Hassan Sabah เขาเป็นคนจากเมือง Ray ฮะซันระหว่างปี ฮ.ศ.ที่ 430 และ 440 ฮะซันได้ถือกำเนิดภายในครอบครัวชีอะฮฺ 12 อิมาม ณ เมืองเรย์นั้นเอง ซึ่งครอบครัวของเขาเป็นราชวงศ์อาหรับเยเมน บิดาของเขา “ซาบาห์” ได้เดินทางจากเยเมนเพื่อไปกูฟะฮฺ (Kufa) และจากที่นั่นมาเขาได้เดินทางต่อมายังเมืองกุ่ม (Qom) และเรย์ตามลำดับ จนกระทั่งเขาได้ให้กำเนิดฮะซันที่เมืองเรย์นั่นเอง นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกประวัติลายตระกุลของฮะซันไว้เช่นนี้ว่า: Hasan bin Ali bin Muhammad bin Jafar bin al – Hussein bin Mohammad Al – Sabah Alhmyry ถ้าถือตามรายงานแรกฮะซันนับถือนิกายชีอะฮฺ 12 อิมามอยู่ก่อน[8]  แต่ได้รับการเชิญชวนจาก ซอฮิบุล นักฎ์ มะญีด และมะญีด ซอเดะฮฺ ซึ่งได้รับการประสานงานจาก ตาจญุลมุลก์ [9]
จากรายงานที่แตกต่างกันได้รับบทสรุปว่าเขาเป็นชีอะฮฺจากเมืองกุ่ม แต่เนื่องจากการใฝ่หาความรู้ เขาได้เดินทางไปเมืองเรย์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเกิดของเขาเท่าไหร่นัก เขาได้ศึกษาหาความรู้ที่นั่นจนเกิดความชำนาญ และได้รับความรู้กว้างขวางขึ้น
ฮะซัน ได้เขียนชีวประวัติของตนเองไว้ว่า : เขาได้เริ่มศึกษาหาความรู้ตั้งแต่เด็กด้วยวัยเพียง 7 ปีเท่านั้น ฉันนับถือนิกายชีอะฮฺสิบสองอิมาม และในเมืองเรย์นั้นฉันได้พบกับคนๆ หนึ่งนามว่า อมีร เฎาะรอบ, ตามความคิดของกาหลิบแห่งอียิปต์ เขาได้รับประโยชน์อย่างสูง ซึ่งก่อนหน้าเขานั้นเขาได้พบกับ นาซิร โคซโร และ ญิต โคราซอนนี[10] แต่ไม่สามารถได้รับประโยชน์อันใดมากมายนัก แต่ในสมัยของสุละต่านมะฮฺมูด อบูอะลี ซีมญูร และผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ยึดแนวทางนั้น และนะซีร บิน อะฮฺมัด ซามอนีย์ พร้อมกับกลุ่มผู้หลักผู้ใหญ่นามว่า บุคอรอ ได้ยอมรับหลักความเชื่อนั้น ฉันพูดว่า ฉันไม่เคยสงสัยในความเป็นมุสลิมเลยแม้แต่น้อย แม้แต่การมีอยู่พระเจ้า, การดำรงอยู่, ความสามารถ, การได้ยิน, การมองเห็น ศาสดาและอิมาม ตลอดจนสิ่งอนุมัติและไม่อนุมัติ สวรรค์และนรก การกำชับเตือนและการสางห้าม ฉันได้รับการตักเตือนเสมอว่า ศาสนานั้นและความเชื่อนั้นมีทั้งหลักการทั่วไป และหลักการอันเฉพาะเจาะจงพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีอะฮฺ และฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันได้ออกนอกความเป็นมุสลิมแม้แต่เล็กน้อย นิกายอิสมาอีลเป็นปรัชญา และผู้ปกครองอียิปต์ก็เป็นนักปรัชญา Amir Zarabi เขาเป็นคนที่มีจริยธรรมดีงาม เป็นคนใจกว้าง ครั้งแรกที่พบกับฉันเขากล่าวว่า อิสมาอีลกล่าวอย่างนั้น และกล่าวอย่างนี้ : ฉันบอกว่า: โอ้ อะมีร เอ๋ยอยู่พูดถึงคำพูดของเขาดีกว่า เพราะมันจะทำให้ออกนอกหลักการและขัดแย้งกับความเชื่อ ซึ่งพวกเราได้ร่วมกันในการอภิปรายและแลกเปลี่ยนทัศนะกัน เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายหักล้างฉัน แต่ฉันก็ไม่เคยยอมรับในเหตุผลเหล่านั้น แต่ภายในใจก็คิดว่าคำพูดของเขานั้นมีผลต่อฉัน หลังจากนั้น ฮะซัน ซะบาฮฺ ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดของคนๆ นั้น และในที่สุดเขาก็ได้เปลี่ยนนิกายความเชื่อ และกลายเป็นผู้นับถือ อิสมาอีล ในตอนท้ายเขาได้กล่าวว่า  ในเดือนรอมฏอน ปี ฮ.ศ. 464 ขณะนั้น อับดุลมาลิก อะฏอช ซึ่งเป็น ดาอี อยู่ในอิรัก เขาได้เดินทางมาเมืองเรย์ และยอมรับฉัน เขาได้กล่าวกับฉันว่า คุณต้องเป็นกาหลิบของนิกายนี้ [11]
ดาอี อัลดุลมาลิก ผู้เป็นหัวหน้าเชิญชวนของฟาฏิมี ได้นำเอา ฮะซัน ซะบาฮฺ เข้าไปยู่ในองค์กรของเจา เขาได้ให้การสนับสนุนโดยให้เดินทางไปอียิปต์ เพื่อไปพบดาอีคนอื่นๆ นอกจากนั้นเขายังมีส่วนช่วยเหลือ ในการวงระบบในประเทศอียิปต์ ซึ่งสมัยนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของฟาฏิมียะฮฺ
ฮะซัน ในปี ฮ.ศ.ที่ 469 เขาได้เดินทางไปอียิปต์อีกครั้งหนึ่ง แต่อันดับแรกเขาได้เดินทางไปเมืองเอซฟาฮาน จากที่นั้นได้เดินทางต่อไปยังอาเซอร์ไบจัน และซีเรียตามลำดับ ในปี ฮ.ศ. ที่ 471 เขาได้เดินทางเข้าอียิปต์ เขาได้อยู่ที่อียิปต์นานเกือบปีครึ่ง ซึ่งในซุมเราะฮฺได้มีคนยอมตนเป็นสาวกของ กาหลิบนิซอร พวกเขาเชื่อว่าสายตระกูลชั้นที่หนึ่งนั้นคือ ตัวแทนของบิดา
พวกเขากล่าวว่า ในช่วงเวลาที่อยู่ในอียิปต์นั้นแม้ว่าเขาจะไม่ด้เข้าใกล้ มิสตันซิร ก็ตาม แต่เขาก็รู้ถึงสภาพของฉันเป็นอย่างดี เขาได้กล่าวยกย่องฉัน ซึ่งอมีร อัชญะยูซ ได้ครอบคลุมกองทัพของเขาและปาวนาตนเป็นผู้นำตลอดกาล ขณะนั้น ซะฮัร บุตรชายคนสุดท้องของมุสตะอ์อะลี ซึ่งมุสตันซิรได้ยกย่องเขาว่าเป็นเป็นสายเลือดชั้นที่สองและตั้งให้เป็นรัชทายาท ส่วนฉันได้เชิญชวนไปตามหลักความเชือของนิกายของฉัน นิซอร ด้วยเหตุนี้เอง อะมีร อัลญุยูช เขาได้แสดงพฤติกรรมไม่มีกับฉัน และตั้งใจจะปิดฉัน[12]
Hassan ในอียิปต์เป็นผู้สนับสนุนแนวคิดของ นิซอร และบัดรุลญะมาลี ได้จับกุมเขาไว้ในเรือนจำ หลังจากนั้นถูกเนรเทศออจากอียิปต์[13]  ฮะซันได้กลับมาอิหร่านอีกครั้งด้วยความสิ้นหวังในปี ฮ.ศ. 473 ต่อมาเขาได้อุทิศเวลาเพื่อการเดินทาง;โดยเริ่มเดินทางไปเมืองยัซ (Yazd) เครมอน (Kerman) คูซิซตาน (Khuzestan) และอิรัก Ajam (อะรัก ในปัจจุบัน) เขาได้เดินทางไปยังจุดต่างๆ ทางตะวันตกของอิหร่าน และได้รับการรับรองจากองค์กรที่เชื่อถือได้ของรัฐบาลซัลญูกีย์ (Seljuk) และหลังจากหลายปีติดต่อกัน ในปี ฮ.ศ.ที่ 473 เขาได้พยายามจัดหาสำนักงานใหญ่เพื่อจะจัดงานเฉลิมฉลองให้กับ นิซอรีย์ ในช่วงนั้นฮะซันได้ขึ้นไปบนยอด”ป้อมปราการอัลเมาต์” ซึ่งหมายถึงรังนกอินทรีย์ใกล้ Qazvin Rudbar เขาได้บรรลุการเชิญชวนของตนในนามของ มุสตันซิร “หลังจากการตายของเขาใน 487 ภายใต้ชื่อว่า นิซอร (Nazar) ซึ่งนอียิปต์นั้นเขาไม่ได้เป็นตัวแทนของฟาฏิมียะฮฺ การเชิญชวนของอิสมาอีลีภายใต้การนำของ Hassan Sabbah ถือได้ว่าเป็นอิสระจากกาหลิบฟาฏิมียะฮฺ[14]
ตามคำบอกกล่าวของ ฮัมดุลลอฮฺ (Hamdollah Mostowfi) : นิซอร บิน มุสตันซิรเด็กคนหนึ่งที่เป็นบุตรของเขา ได้ถูกมอบแก่เขา ซึ่ง Hassan Sabbah ได้นำเด็กคนนั้นกลับมาอิหร่านด้วยและเลี้ยงเขาจนเติบใหญ่[15]
ฮะซัน ได้ส่งบรรดาดาอีย์ทั้งหลาย เพื่อไปสอนสั่งและให้คำแนะนำไปยัง มุฮาฟิซอตุลเมาต์ ซึ่งมีกอยินนี เป็นผั้รับผิดชอบคำสั่งการเชิญชวนของ มุฮาฟิซอตุลเมาต์ ครั้นเมื่อคนได้ตอบรับเชิญแล้ว ฮะซันจะเดินทางไปที่นั้นด้วยตัวเอง แต่เนืองจากว่าระบบการปกครองของ อัลมุลก์ อบูมุสลิม รอซีย์ ผู้ว่าราชการเมืองเรย์ในสมัยนั้นได้มีความเข็มงวดมาก จึงทำให้การดำเนินกิจกรรมในช่วงนั้นเป็นได้ค่อนข้างยากมาก แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ติดตามเขาต่างได้เดินทางมายังเมือง แกซวีน และสาวกที่อยู่กับเขาได้ถูกแยกออกเป็นกลุ่ม บ้างก็ถูกส่งไปยัง อัลเมาต์ เพื่อว่าเขาก็จะได้อำพรางตัวไปจนไปถึง อัลเมาต์ เช่นกัน ซึ่งนามชื่อของป้อมปราการแห่งนั้นตอนแรกมีนามว่า อิลาฮุน อุมูต หมายถึงรังนกอินทรีย์[16]
ในเวลานั้น ป้อมปราการอัลเมาต์ ฝ่ายสุละต่านซูลญูกีย์ ( Seljuk Sultan) ได้ส่งผู้ปกครองอัลละวีคนหนึ่ง มีชื่อว่า มะฮฺดีย์ เขาเป็นชีอะฮฺซัยดี และคนสายกลาง, Hassan Sabbah บอกกับเขาว่า:”เนื่องจากป้อมปราการนี้ไม่ใช่อาณาจักรของฉัน ดังนั้น การจะทำกิจกรรมอันใดก็ไม่สะดวก ถ้าหากท่านคิดว่าเหมาะสมก็จะขายพื้นดินใน เกาพูซตี ซึ่งมีหลายแห่งด้วยกันให้แก่ฉัน เพื่อว่าฉันจะได้สร้างป้อมปราการและดำเนินกิจกรรมของเรา มะฮฺดี ได้ดัดแปลงพื้นที่ดังกล่าว และกล่าวว่าป้อมปราการทั้งหมดที่จัดพิธีมะฮฺดี อัลละวีย์ ไม่ได้ถูกห้าม [17]
กล่าวว่าเมื่อเขามาถึงที่ป้อมปราการ Alamut แล้งจนทั้งเวลาผ่านไป 35 ปี เขาไม่เคยลงมาข้างล่างเลย เขาคงใช้สถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เมื่อมาถึงป้อมปราการ Alamut จนกระทั่งเขาเสียชีวิตไป เขาได้ออกจากบ้านไม่เกิน 2 ครั้ง และทั้งสองครั้งนั้นเขาไม่ได้ลงมาข้างล่างเลยเขาได้ขึ้นไปบนหลังคา ในตอนเริ่มแรกของการทำงานฮะซันได้มีกลุ่มทำงาน 2 กลุ่ม : กลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มที่เชิญชวนผู้คนไปสู่ อิสมาอีลียะฮ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีหน้าที่ขยายป้อมปราการออกไป ซึ่งเขาประสบความสำเร็จในการทำงานทั้งสองด้านของเขา ซึ่งเขาสามารถขยายแนวคิดออกไปกว้างนับจากโคราซอนจนถึงซีเรีย
เขียน predicates และมีส่วนร่วมในกิจการของวันเมื่อมาถึงป้อมปราการของ Alamut เมื่อพวกเขาเสียชีวิตมากกว่าสองครั้ง พบนอกบ้านของ เขาและทั้งสองครั้งกลับบ้านที่หลังคา เริ่มทำงานได้ ดีทั้งสองด้าน : หนึ่งคนคีชและอื่น ๆ ป้อมปราการ Ismaili เอาขึ้นไปพิชิต เขาพบความสำเร็จในการทำงานและป้อมปราการจากรอบค่ำบันทึก Khorasan
ฮะซัน ขณะอยู่ในป้อมปราการอัลเมาต์ เขาได้ถูกเรียกว่า ชัยคุลญะบัล หรือผ้าวุโสแห่งหุบภูเขา เขาเรียกว่าเจ้าหน้าที่ของเขาว่า ผู้เสียสละ ซึ่งเขาจะส่งเจ้าหน้าที่ของเขาไปรอบป้อมปราการ ซึ่งหนึ่งในดาอีของเขามีนามว่า Hussein Cain ได้ถูกส่งไปยัง กะฮิสตาน ซึ่งเขาได้อาศัยอยู่ที่นั้น ฮะซันนั้นมีความมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของสาวากบางคน เขาจึงส่งไปในบางพื้นที่ จนกระทั้งได้ตั้งป้อมปราการในพื้นเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จะเห็นว่าพื้นฐานของรัฐบาลอิสมาอีล นิซอร นั้นอยู่ในอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลนั้นได้เริ่มจากปี ฮ.ศ.ที่ 483 ปี และดำเนินต่อไปจนถึงปีที่ 654
การเริ่มต้นกิจกรรมใหม่ของอิสมาอีล ได้ดำเนินไปอย่างหนักหน่วงรุนแรง ซึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ นั่นเองเขาสามารถขยายแนวคิดและจัดตั้งป้อมปราการได้ในหลายพื้นที่ในอิหร่าน  เขาสามามารถครอบครองป้อมปราการที่นอกเหนือจากป้อมปราการของ Alamut แล้วก็คือ มัยมูน เซร ลัมบัสร์ ดีเระฮฺ อุสตูนาวัน เทือกเขาชัม และอื่น ๆ นอกจากนั้นแล้วแถบเทือกเขา อัลบูซ (Alborz) และใกล้กับเทือกเขา Grdkvh Damghan และ Tabas และ ตูน ตัรชีซ และซูซัน และฯลฯ และในกะฮิซตาน ชาฮฺ ดัซเดะคอน ลันญาน ใกล้ๆ กับเมืองเอซฟาฮาน นอกจากนั้นยังมี Kalat ตัตบูร และเทือกเขาอีกหลายแห่ง เช่น Fars และ Khuzestan Kalat ซึ่งในป้อมปราการแต่ละแห่งนั้นเขาได้ส่งคนไปปกครอง ซึ่งเรียกคนเหล่านั้นว่า Mohtasham[18]
จากรายการข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการปกครองของอิสมาอีล นิซอร ไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่เดียวเท่านั้น ทว่าได้กระจายออกไป แต่พื้นสำคัญคือแถบเทือกเขา อัลบูซ (Alborz Mountain) และกูฮิซตาน
ดังนั้น สิ่งที่เราะชีดุดดีน ฟัฎลุลอฮฺได้นำมา,กล่าวว่า บั้นปลายสุดท้ายฮะซันได้ล้มป่วยลง แต่เขาไม่เปิดเผยอาการป่วยไข้ของเขา กิจกรรมสำคัญที่เขาได้กระทำลงไป เช่น ว่าด้วยการป้องกันบ่อน้ำ และการนำน้ำขึ้นมาทำเกษตรกรรม ฟาร์ม และสวนของอัลเมาต์  เขาได้จักสร้างด้วยความแข็งแรงและรักษามันไว้อย่างมั่นคง เพื่อเผชิญกับกองกำลังของ Seljuk อย่างไรก็ตาม ขณะที่พำนักอยู่นั้นเขากระจายแนวคิดของนิซอรออกไปอย่างกว้างขวาง และเมื่อถึงความจำเป็นเขาได้ส่งหญิงสาวไปยังป้อมปราการที่ห่างไกลโดยให้พำนักอยู่ที่นั่น ทำงานเพื่อรับค่าจ้างรายวันสำหรับการดำเนินชีวิต อิสมาอีล มุฮฺตะชัมมี ขณะทำสงครามนั้นภรรยาไม่ได้อยู่กับเขา คงมีแต่บุตรชายสองคน ซึ่งทั้งสองนั้นได้มีอำนาจทางการเมือง แต่ในเวลาต่อมาหนึ่งในสองนั้นต้องได้รับโทษอาชญากรรม ซึ่งต่อมารู้ว่าเป็นการใส่ร้าย ส่วนอีกคนต้องโทษเนื่องจากดื่มสุรา
ฮัมดุลลอฮฺ มุสเตาฟี ได้กล่าวถึงสาเหตุการสังหารสองคนนั้นว่า เป็นเพราะดื่มสุราและล่วงประเวณี[19] แต่ตามคำกล่าวของ เราะชีดดุดดีน ฟัฎลุลลอฮฺ และญุวัยนี ฮะซันได้สังหารบุตรชายทั้งสอง ซึ่งหลังจากการตายแล้วผู้คนจะได้ไม่คิดว่าเขาทั้งสองได้รับอนุญาตให้เชิญชวนเพื่อเขา และมีจุดประสงค์ดังนั้น [20]
ความแข็งกร้าวของเขาไปถึงระดับที่ว่า มีคนในป้อมปราการได้ส่งเสียงตะโกนดั้งลั่น เขาได้ไล่ออกไปและไม่อนุญาตให้เขามาในป้อมปราการอีก และเมื่อลูกศิษย์ของเขาได้เขียนจดหมายท้วงติง เขาได้เอาจดหมายเหล่านั้นไปล้างในสุรา และแสดงความไม่พอใจ พร้อมกับกล่าวว่า ฉันเป็นบ่าวเฉพาะสำหรับอิมาม ฉันรักอิมามยิ่งกว่าบุตรของฉันเสียอีก(20
Hassan Sabah ได้ก่อตั้งองค์กรของเขาบนพื้นฐานของความกตัญญู ความยำเกรง การกำชับความดีงามและห้ามปรามความชั่วร้าย ขณะที่เขาพำนักอยู่ในป้อมปราการนั้นนานถึง 35 ปีด้วยกัน ภายใต้การปกครองของเขาไม่มีผู้ใดสามารถดื่มสุราอย่างเปิดเผยได้ ขณะที่บุตรชาย 2 คนของเขาถกกล่าวหาคนหนึ่งได้ดื่มสุรา ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นล่วงประเวณี ซึ่งทั้งสองได้ถูกสังหารภายใต้ไม้ [21]
เขาได้พำนักอยู่ในป้อมปราการ Alamut จนกระทั่งถึงเวลาตาย ร่างของเขาได้ถูกฝังไว้ในห้องใต้ดิน ซึ่งเป็นห้องอ่านหนังสือ ห้องบรรยายเพื่อเชิญชวน และเป็นห้องบริหารจัดการกิจกรรมในประเทศ[22]
อิบนุ อะซีร ได้กล่าวว่าเขาคือ ผู้มีความสามารถ เป็นนักปราชญ์ที่รอบรู้ในวิชาเรขาคณิต คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์และศาสตร์ด้านอื่น ๆ อีกมากมาย [23] และยังได้เขียนอีกว่า ฮะซัน คือนคนที่ปฏิบัติจริง เป็นนักเขียน นักคิด ซึ่งนักขียนฝ่ายซุนนีได้รักษาผลงานสองชิ้นของเขาเอาไว้แก่เรา : หนึ่งในนั้นคือจดหมายของเขา และอีกอย่างคือบทสรุปจากหนังสือด้านเทววิทยาของเขา[24]

แหล่งอ้างอิง :
[1] Rashid al – Din Fazlullah  ญามิอุตตะวารีค, ภาคอิสมาอีลียะฮฺ; Jovain, ตารีคฌะฮอนกุชอย : 3 / 179
[2] นิกายอิสมาอีลียะฮฺ หน้า 83 แปล : ฟะรีดูน บัดร์
[3] อิบนุ อะซีร, กามิล: 8 / 173, เหตุการณ์ ปี 487
[4] นิกายอิสมาอีลียะฮฺ, หน้า 83
[5] มัชกูร ตารีคชีอะฮฺ และนิกายต่างๆ ในอิสลาม จนถึงทศวรรษที่สี่, หน้า. 223
[6] อ้างแล้วเล่มเดิม
[7] Fadaiyan Ismaili, Bernard Lewis, แปล : ฟารีดูน บัดร์ หน้า. 49-55; ฏออิฟะฮฺ อัลอิสมาอีล, หน้า. 61
[8] โลฆัตนอเมะฮฺ เดะฮฺโคดา ลำดับต่อเนื่องที่ 48, ลำดับอักษร ฮา”: 5, หน้า. 596
[9] อันนักฎ์, หน้า 91
[10] Hojjat หนึ่งในขั้นการเชิญชวนของ Fatemi
[11] ญามิอุตตะวารีค, ภาคอิสมาอีลียะฮฺ, หน้า 97, โดยความพยายามของนักวิชาการมุฮัมมัด มุดัรริซซี ซันญานี พิมพ์ที่บันเกาะฮฺ แปลโอย ; Jovain,ตารีค Jhangshay: 3 / 189
[12] ญามิอุตตะวารีค Jhangshay Jovain : 3 / 189
[13] อ้างแล้วเล่มเดิม
[14] Rashid al – Din Fazlullah  ญามิอุตตะวารีค, ภาคอิสมาอีลียะฮฺ,หน้า. 97-137; Fadaiyan Ismaili 57 1994, Abbas Hamdani, รัฐบาลฟาฏิมียะฮฺ, หน้า. 67-21
[15] ตารีค กุซีเดะฮฺ หน้า. 518
[16] ฮัมดุลลอฮฺ มุสเตาฟี ตารึคกุซีเดะฮฺ, หน้า. 518; ตารีค Jhangshay Jovain : 3 / 193
[17] ตารีค กุซีเดะฮฺ หน้. 518
[18] Rashid al – Din Fazlullah  ญามิอุตตะวารีค, ภาคอิสมาอีลียะฮฺ,หน้า, หน้า. 97 เป็นต้นไป Brown, ประวัติวรรณคดีอิหร่าน จาก Ferdowsi จนถึง Saadi แปลโดย มุจญฺตะบาอีย์, หน้า 296, พิมพ์องค์กรหนังสือ; Ptrvshfsky อิสลามในอิหร่าน, หน้า. 316
[19] ตารีค กุซีเดะฮฺ หน้า 521
[20] ญามิอุตตะวารีค, หน้า 124; ตารีค Jhangshay : 3 / 210
[21] Marshall K. สามสิบ Hajsn, สำนักคิดอิสมาอีล หน้า  66
[22] ตารีค Jhangshay : 3 / 210
[23] ญามิอุตตะวารีค,, หน้า 133; ตารีค กุซีเดะฮฺ หน้า 521
[24] อิบนุ อะซีร อัลกามิล: 8 / 317, เหตุการณ์ในปี ฮ.ศ. ที่ 518