แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. บทบาทของบรรดาศาสดาในฐานะผู้ชี้นำมนุษยชาติ

บทบาทของบรรดาศาสดาในฐานะผู้ชี้นำมนุษยชาติ

มนุษย์ถูกสรรสร้างมาเพื่อสิ่งใด
พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นประดุจดั่งอุปกรณ์ของรถยนต์ และทรงประสงค์ให้พวกเขาเป็นเพียงผลผลิตทางอุตสาหกรรมหนึ่งเท่านั้นหรือ ?
พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพียงเพื่อให้พวกเขาได้แสวงหาความสนุกสนาน เพลิดเพลิน หรือเสพสุขกระนั้นหรือ ?
หรือเพื่อให้พวกเขาแสวงหาความร่ำรวยทั้งโดยวิธีสุจริตและทุจริตเพื่อกอบโกยและสะสมทรัพย์สมบัติให้ได้มากที่สุดกระนั้นหรือ ?
ไม่มีเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่สูงส่งไปกว่านี้อีกแล้วหรือ ?
เนื่องจากมีผู้คนอีกมากมายที่ยังสัมผัสไม่ถึงซึ่งสารัตถะและธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ หรือยังมิได้ศึกษา วิเคราะห์เจาะลึก พวกเขาพิจารณาแค่เพียงรูปธรรมภายนอก ซึ่งเป็นแง่มุมทางวัตถุของมนุษย์เท่านั้น โดยหลงลืมและละเลยคุณค่าที่เป็นนามธรรมในทางจิตวิญญาณ ซึ่งเปรียบเสมือนเหรียญอีกด้านหนึ่งของมนุษย์ไปเสียสิ้น
นักมนุษย์วิทยาได้ให้ข้อสรุปว่า มนุษย์มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 องค์ประกอบด้วยกันคือ
1. ชีวิตส่วนตัวที่เป็นด้านวัตถุหรือรูปธรรม
2. ชีวิตทางสังคม
3. โลกแห่งจิตวิญญาณหรือนามธรรม
กลุ่มที่พิจารณาเฉพาะด้านที่หนึ่งเพียงด้านเดียว และถือว่ามนุษย์มีเจตนารมณ์เสรีอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด (ถึงแม้ว่าเจตนารมณ์เสรีนั้น จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย อัปยศ และสร้างความหายนะ ความตกต่ำและขาดทุนต่อมนุษย์เองก็ตาม) พวกเขาได้หลงลืมคุณสมบัติอันน่าทึ่งที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์เอง และละเลยสององค์ประกอบที่สำคัญไป
ส่วนกลุ่มบุคคลที่พิจารณาเฉพาะคุณค่าและองค์ประกอบด้านที่หนึ่งและด้านที่สองของมนุษย์ โดยไม่มองถึงองค์ประกอบด้านที่สาม พวกเขาได้สร้างสภาวะแวดล้อมที่ปราศจากคุณค่าทางศีลธรรมอันบริสุทธิ์ไป
นูวีน บี นักสังคมวิทยา และนักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ ได้กล่าวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวนิตยสารไลฟ์ ว่า
“ทุกคนต่างยอมจำนนต่อธรรมชาติแห่งวัตถุ อันมีผลทำให้เรามีความพอเพียงและอิ่มตัวต่อวัตถุ แต่เรากลับขาดแคลนคุณค่าทางศีลธรรมในทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง โดยส่วนตัวของข้าพเจ้า มีความตระหนักดีว่าเรายังพอมีเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงจากหนทางที่ผิดพลาดกลับไปสู่สารธรรมคำสอนของศาสนา” ( นิตยสารมะสาอิล อิหร่าน ฉบับเดือนเดย์ ปี 1347)
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่านักค้นคว้า นักวิจัยที่มีโลกทัศน์กว้างไกลและล้ำลึก ได้ก้าวล่วงผ่านองค์ประกอบที่หนึ่งและสอง โดยพวกเขาได้ทุ่มเทศึกษาถึงเป้าหมายและเจตนารมณ์ในการสร้างมนุษย์ทั้งสามองค์ประกอบ เนื่องจากโดยเหตุผลและข้อเท็จจริงแล้ว มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อให้มีชีวิตครบทั้งสามองค์ประกอบนั้นเอง ซึ่งหากไม่มีความเชื่อเช่นนี้ นับว่ามนุษย์ยังไม่ถูกค้นพบอย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้น การพิจารณาถึงด้านที่สาม ยังเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์มีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องในการเข้าสู่สนามแห่งการดำเนินชีวิต ทั้งโดยส่วนตัวและในทางสังคม รวมทั้งการออกจากสนามดังกล่าว และนี่คือทัศนะที่ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จำเป็นที่จะต้องก้าวสู่ความสมบูรณ์ในทุกด้านของตน และจะต้องรู้จักหนทางที่จะผลักดันเขาไปสู่มันด้วย เพราะว่าโดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเจตนารมณ์ดังกล่าวนี้เอง
บัดนี้ มาถึงคำถามที่ว่า จิตใต้สำนึกและธรรมชาติของมนุษย์สามารถที่จะชี้นำมนุษย์ให้ไปสู่องค์ประกอบทั้งสามประการนั้นได้หรือไม่ ?
เพื่อจะค้นหาคำตอบดังกล่าว เราจำเป็นจะต้องพินิจพิเคราะห์กันอย่างถี่ถ้วน
จิตใต้สำนึกและธรรมชาติของมนุษย์
นักจิตวิทยาบางพวกได้ปฏิเสธจิตใต้สำนึก โดยพวกเขาเข้าใจว่าสิ่งที่เราขนานนามมันว่า จิตใต้สำนึกหรือธรรมชาตินั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นผลพวงมาจากการได้รับการอบรมบ่มเพาะนับตั้งแต่วัยเด็กนั่นเอง
มีนักจิตวิทยาอีกเป็นจำนวนมากที่มีความคิดตรงกันข้ามกับกลุ่มแรก เช่น ฌอง ฌาร์ก รุสโซ่ รุสโซ่ กล่าวว่า สมมุติว่าเราไม่อาจจะค้นพบธรรมชาติและธาตุแท้แห่งจิตใต้สำนึกได้ แต่ทว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในตัวเราได้เป็นสักขีพยานว่าแท้จริง สิ่งนั้นมีอยู่จริงในตัวของเรา (อัมยัล หน้า 207) พวกเขาต่างมีความเชื่อว่าในความลึกล้ำของมนุษย์นั้น ยังมีพลังที่ซ่อนเร้นที่สามารถจำแนกระหว่างสิ่งที่เป็นความดีงามกับความชั่วร้ายได้ เด็กที่ยังไม่ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย หรือจิตใต้สำนึกของพวกเขายังไม่ถูกชักนำให้ไปสู่ความหลงผิด พวกเขาสามารถสำเหนียกได้ว่า ความดีงามและความเลวร้ายนั้นคือคุณลักษณะที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ มิได้เกิดจากการกำหนดมันขึ้นมาโดยมนุษย์แต่อย่างใด
เรายอมรับว่าความดีงามและความน่ารังเกียจบางประการ จะคล้อยตามขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมในสังคมหนึ่ง ๆ ดังตัวอย่างในเรื่องรสนิยมในการแต่งกาย การกิน ชนิดหรือประเภทของอาหาร ฯลฯ ในสภาพแวดล้อมของสังคมหนึ่ง หรือในช่วงเวลาหนึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม และได้รับการยอมรับ แต่อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และไม่เป็นที่ยอมรับกับสภาพสังคมอื่น ๆ หรือในช่วงเวลาอื่นก็ได้ บุคคลใดที่สั่งสมความคิด มีประสบการณ์และทัศนะที่กว้างไกลและใช้สติปัญญาไตร่ตรอง เขาไม่อาจจะยอมรับได้ว่าความดีงามและความไม่เหมาะสมทั้งหมด จำกัดอยู่แค่เพียงประเภทดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากความรับผิดชอบ ความยุติธรรม การรักษาคำมั่นสัญญา การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ยากไร้ การรับใช้สังคม ความเป็นภราดรภาพ ความเสมอภาค ฯลฯ ล้วนมีรากแก้วที่ฝังอยู่ภายใต้จิตสำนึกซึ่งตรงข้ามกับการกดขี่ การบิดพลิ้วไม่รักษาคำมั่นสัญญา การทรยศหักหลัง ความเห็นแก่ตัวและอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและชั่วร้ายทั้งสิ้น ไม่ว่ามันจะอยู่ภายใต้สภาวการณ์เช่นไร และเกิดขึ้นในยุคสมัยใดก็ตาม และไม่อาจจะยอมรับได้ว่าความน่ารังเกียจและความชั่วร้ายดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยมนุษย์
ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยอมจำนนถึงการมีอยู่จริงของจิตใต้สำนึกของมนุษย์ ในขณะเดียวกัน จะต้องรำลึกเสมอว่า ลำพังจิตใต้สำนึกเพียงอย่างเดียว ไม่อาจชี้นำมนุษย์ไปสู่ความสูงส่งและความสมบูรณ์ที่แท้จริงได้ ทั้งนี้ เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์นั้นยังต้องการการอบรม และขัดเกลา เฉกเช่นแร่ธาตุที่จำเป็นจะต้องได้รับการเจียระไน มิฉะนั้นแล้ว มนุษย์จะถลำไปสู่ทางหลง และจะเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลและสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย จนกระทั่งนักจิตวิทยาบางส่วนไม่อาจจะรู้จักมัน และปฏิเสธการมีอยู่จริงของมันในที่สุด และนี่คือรหัสแห่งความปรารถนาของมนุษย์ที่จะต้องมีบรรดาศาสดาผู้มีความบริสุทธิ์มาเป็นผู้ชี้นำสู่วิถีทางอันเที่ยงตรง และเพื่อที่จะขัดเกลาพวกเขาให้ไปสู่ความสูงส่งและความสมบูรณ์
สำนักคิดต่าง ๆ ของมนุษย์
นับตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันที่มนุษย์ได้นำเสนอแนวคิดและทฤษฎีหลากหลายและแตกต่างกันออกไปในอันที่จะปรับปรุง ปฏิรูปสังคมและตนเอง แต่เนื่องจากมนุษย์เองไม่สามารถสัมผัสหรือเข้าถึงซึ่งความเร้นลับแห่งความผาสุกทั้งทางด้านจิตวิญญาณและด้านวัตถุได้อย่างสมบูรณ์ และยังมีสิ่งที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นจากการรับรู้ของมนุษย์อีกมากมาย มนุษย์ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการนำเสนอแนวคิดใด ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดของธรรมชาติส่วนลึกของพวกเขาเองได้
ดร.ฟีลเลอร์ บรู๊ซ กล่าวว่า เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเคยได้ยินเซอร์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวที่ปรินซตัน ว่า
“วิทยาการจะทำให้เราตระหนักถึง “สิ่งที่มีอยู่” แต่ทว่าศาสนา (ดีน หรือ วะหฺยู – การดลใจหรือการวิวรณ์) จะทำให้เราตระหนักในสิ่งที่ “จำเป็นจะต้องมี” ( ประโยชน์และความจำเป็นของศาสนา หน้า 5 บันทึกจาก “อัษษะกอฟะตุลอิสลามียะฮฺ” (วัฒนธรรมอิสลาม) บทความของ ดร.ฟีลเลอร์ บรู๊ซ ภายใต้ชื่อเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับความรู้ในทัศนะอิสลาม”)
วีกเตอร์ ฮูโก้ กล่าวว่า “ยิ่งมนุษย์มีความก้าวหน้าและวิวัฒนาการมากเท่าใด พวกเขายิ่งมีความจำเป็นต่อศาสนามากขึ้นเท่านั้น” (ประโยชน์และความสำคัญของศาสนา หน้า 8 บันทึกจาก “อออีนเน สุคันวะรีย์” เล่ม 2 เขียนโดยซุกาอุลมะลิก ฟุรูฆีย์)
ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ สิ่งที่สติปัญญาของมนุษย์สามารถค้นพบ หากมีความถูกต้องอย่างสมบูรณ์ แต่ทว่ายังคงปราศจากหลักประกันที่จะนำสู่การปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้ มนุษย์จำนวนมากมายที่ประจักษ์ถึงหลักฐานและข้อพิสูจน์ทั้งในทางสติปัญญาและทางวิทยาศาสตร์ถึงโทษภัยและความชั่วร้ายของสุราเมรัย การพนัน การลักขโมย การประพฤติผิดประเวณี การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น และการก่ออาชญากรรม ฯลฯ แต่ทว่าพวกเขากลับเป็นผู้ที่ประกอบมันขึ้นมาเสียเอง
ในปัจจุบันนี้เราต่างประจักษ์แล้วว่าองค์การสหประชาชาติซึ่งมีสมาชิกทั่วโลกถึง 120 ประเทศ ยังคงไร้ความสามารถ มติและข้อเสนอแนะจำนวนมากมายกลายเป็นเพียงเศษกระดาษเปื้อนหมึกที่มิได้ถูกนำสู่ภาคปฏิบัติ ทั้งนี้ เนื่องจากสติปัญญาและความคิดของมนุษย์นั้น มิได้มีหลักค้ำประกันในการนำสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงแต่อย่างใด แม้กระทั่งสิ่งที่พวกเขาเห็นชอบ ยอมจำนนและมีมติร่วมกันว่าเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม พวกเขาก็ยังไม่ยึดมั่นและนำไปสู่ภาคปฏิบัติอย่างแท้จริงแต่อย่างใด
แต่สำหรับสิ่งที่ถูกประทานลงมาจากพระเจ้า เนื่องจากมีจุดกำเนิดมาจากความรอบรู้ที่ปราศจากจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของพระองค์ผู้ทรงปรีชาญาณ ย่อมไม่เปิดช่องว่างที่จะให้ความผิดพลาดเล็ดลอดเข้ามาได้เลย และเนื่องจากปฐมบทของมัน มิได้ก่อกำเนิดมาจากสามัญชนธรรมดาโดยทั่วไป แต่มันได้ถูกประทานบนกลางดวงใจอันบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตผู้ผ่านการเลือกสรรแล้ว จึงย่อมจะมีผลในทางปฏิบัติมากขึ้นตามลำดับอย่างไม่ต้องสงสัย
ประการต่อมา การมีบทลงโทษต่าง ๆ สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน และคำมั่นสัญญาที่จะมอบรางวัลตอบแทนสำหรับผู้ที่เชื่อฟัง ที่ได้ถูกบัญญัติเอาไว้ในสารธรรมคำสอน ย่อมจะทำให้คำสอนเหล่านั้นมีผลในทางปฏิบัติได้ชะงัดกว่าอย่างแน่นอน ดังนั้น สติปัญญาและความคิดของมนุษย์เพียงลำพังอย่างเดียว ไม่สามารถจะเป็นหลักค้ำประกันให้มีผลในทางปฏิบัติได้ แต่จำต้องได้รับการส่งเสริมโดยพลังที่พ้นญาณวิสัยด้วย
ด้วยสาเหตุดังกล่าว จิตใต้สำนึกและความคิดของมนุษย์จึงไม่สามารถที่จะชี้นำมนุษย์ให้ไปสู่ความสูงส่งและความผาสุกที่แท้จริงโดยลำพังได้ แต่จิตใต้สำนึกและสติปัญญาถือเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานที่จำต้องได้รับการหล่อหลอมโดยสารธรรมคำสอนของพระเจ้าที่ได้วิวรณ์แก่บรรดาศาสดาเท่านั้น จึงจะสามารถนำมนุษย์ไปสู่ความผาสุกที่แท้จริงโดยปราศจากความเฉไฉได้

ท่านอิมามอฺะลี () ได้กล่าวถึงเป้าหมายในการส่งบรรดาศาสดาลงมาในทุก ๆ ประชาชาติไว้ในบทแรกของนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ ว่า
“พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานบรรดาศาสดาเพื่อมาตักเตือนประชาชาติให้หวนรำลึกถึงความโปรดปรานทั้งหลายของพระองค์ ที่พวกเขาได้ลืมเลือนไปแล้ว เพื่อบ่มเพาะความคิดและสติปัญญาที่แฝงเร้นอยู่ให้เบ่งบานออกมา และผลักดันให้มนุษย์ได้ใช้ความคิดและสติปัญญา” (8)…….(8) นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ โดย ฟัยฎุลอิสลาม หน้า 24
ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้มนุษยชาติจะมีแนวคิดที่ถูกต้องตามครรลองอย่างแท้จริงก็ตาม แต่พวกจักรวรรดินิยม หรือผู้ปกครองทรราชที่ต้องการจะครอบครองโลก จะปล่อยให้ประชาคมโลกมีอิสระอย่างเพียงพอที่จะใช้ความสามารถจำแนก แยกแยะสัจธรรมออกจากสิ่งที่เป็นโมฆะธรรมกระนั้นหรือ ? ในทางปฏิบัติที่เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาคมโลก พวกที่ต้องการจะสวาปามโลกได้ทุ่มเททุกวิถีทางที่จะโฆษณาชวนเชื่อด้วยสื่อสารมวลชนที่อยู่ในกำมือและการควบคุมของมันเพื่อปิดบังซ่อนเร้นทัศนะที่ถูกต้องเที่ยงธรรม ทั้งนี้ ก็เพื่อจะทำให้ประชาคมโลกไม่สามารถที่จะจำแนกสัจธรรมออกจากสิ่งที่โป้ปดมดเท็จได้ เพื่อจะได้คลานไปอยู่ภายใต้อุ้งเท้าของพวกมันในที่สุด
ในทางกลับกัน หากเป็นบทบัญญัติที่ถูกประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ประชาชนมีอิสรเสรีที่จะทำความรู้จักสัจธรรม สิ่งที่ถูกต้องเที่ยงธรรมได้โดยผ่านบรรดามุอฺญิซาต (9) ………(9) ปาฏิหาริย์ที่อยู่นอกเหนือสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ธรรมดาหรือสามัญชนทั่วไป) และสัญญาณต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงความสัจจริงที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานให้แก่บรรดาศาสนทูตของพระองค์ และเพื่อให้พวกเขาได้น้อมรับและยอมจำนน ขณะเดียวกัน เพื่อที่จะให้เป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่สมบูรณ์แก่ประชาชาติทั้งมวล แม้กระทั่งกลุ่มบุคคลที่คัดค้านและตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ก็ตาม และเพื่อจะปิดกั้นมิให้พวกที่ดื้อด้านสามารถยกเป็นข้ออ้างและข้อแก้ตัวได้ว่า พวกเราไม่เคยรู้จักสัจธรรมมาก่อน
ความจำเป็นในการแต่งตั้งบรรดาศาสดา
เนื่องจาก :
ก. เจตนารมณ์และเป้าหมายที่แท้จริงในการสร้างมนุษย์ ก็เพื่อให้พวกเขาก้าวไปสู่ความสูงส่งและความสมบูรณ์ทั้งทางด้านส่วนตัว สังคม และจิตวิญญาณ
ข. ลำพังเพียงธรรมชาติและจิตใต้สำนึก ไม่เพียงพอที่จะทำให้มนุษย์ก้าวไปสู่ความสูงส่งและความสมบูรณ์ที่แท้จริงได้
ค. แนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ของมนุษย์ ไม่สามารถที่จะให้คำตอบที่สมบูรณ์ต่อความปรารถนาที่เป็นธรรมชาติส่วนลึกของพวกเขาได้ทั้งหมด และไม่มีเครื่องค้ำประกันต่อการนำสู่ภาคปฏิบัติแต่อย่างใด
ง. ด้วยการมาของบรรดาศาสดาที่ได้รับการพิสูจน์แล้วด้วยสื่อแห่งมุอฺญิซาต ทำให้สัจธรรมถูกจำแนกออกจากโมฆะธรรมและได้รับการรู้จัก ในที่สุดจะไม่มีใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่ดื้อด้าน สามารถจะยกเป็นข้ออ้างและข้อแก้ตัวได้อีกต่อไปว่าสัจธรรมมิได้เคยถูกสาธยายมาก่อน
เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การมาของบรรดาศาสดาเพื่อยกระดับและพัฒนามาตรฐานของมนุษย์ให้ก้าวไปสู่ความสูงส่งและความสมบูรณ์นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดเสียมิได้ และรหัสที่บรรดาศาสดาได้ถูกประทานลงมาก็เนื่องจากว่ามนุษยชาติมีความจำเป็นที่จะพัฒนาตนเองไปสู่วิถีทางที่สูงส่งและสมบูรณ์ ด้วยการอาศัยสื่อจากบรรดาผู้มีเกียรติและทรงคุณธรรมเหล่านั้น เพื่อพวกเขาจะได้ก้าวเดินไปสู่ความโชคดีและความไพบูลย์ที่แท้จริง และมิอาจจะจินตนาการได้เลยว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงวิทยญาณจะปล่อยให้มนุษย์ต้องระหนอยู่ในโลกนี้ด้วยการไม่ประทานสารธรรมคำสอน บทบัญญัติ และภาระหน้าที่ความรับผิดชอบแต่อย่างใด หรือปล่อยให้พวกเขาต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของเหล่าอันธพาลหรือพวกจักรวรรดินิยมทั้งหลายที่ต้องการจะปกครองโลก เพื่อพวกมันจะได้ชักนำมนุษยชาติให้ไปสู่ความต้องการที่ไร้สาระและเป็นโมฆะ และสร้างอุปสรรคเพื่อปิดกั้นหนทางที่จะผลักดันมนุษย์ให้ไปสู่ความสูงส่งและความสมบูรณ์ที่แท้จริง
บูอฺะลี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ชิฟาอฺ” ของท่านว่า
“ความจำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งบรรดาศาสดาเพื่อคงคุณค่าของมนุษย์ และการได้มาซึ่งความสมบูรณ์ในการดำรงอยู่ของเขานั้น มีมากกว่าการงอกเงยของขนตาและขนคิ้ว และรอยบุ๋มกลางฝ่าเท้าเสียอีก” ( อิลาฮียาต กิตาบชิฟาอฺ ฟัศลฺนุบูวัต)
ดังนั้น เพื่อให้ถึงซึ่งเป้าหมายแห่งการสร้างสรรค์และความสมบูรณ์ทั้งทางวัตถุและจิตวิญญาณ พระผู้ทรงสร้างผู้ทรงรอบรู้ จึงจำเป็นต้องส่งกลุ่มบุคคลหนึ่งในฐานะศาสดา นับตั้งแต่ปฐมฤกษ์ในการสร้างมนุษย์เป็นต้นมา ด้วยกับดวงประทีปที่ส่องแสงแห่งวิวรณ์ (วะหฺยู) เพื่อชี้นำมนุษย์ให้ก้าวไปสู่หนทางที่เที่ยงธรรม
ฮิชาม อิบนิหะกัม กล่าวว่า “ท่านอิมามศอดิก () ได้ตอบคำถามของผู้ที่ไม่เชื่อในการมีอยู่จริงของพระผู้เป็นเจ้า ที่ได้ถามว่า จะสามารถพิสูจน์ถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการแต่งตั้งศาสดาได้อย่างไร ? ว่า
เมื่อเราได้พิสูจน์แล้วว่ามีผู้สร้างเราขึ้นมา มหาบริสุทธิ์ยิ่งจากคุณลักษณะต่าง ๆ (ศิฟาต) ของผู้สร้างอื่น ๆ ผู้ทรงวิทยญาณ ทรงสูงส่ง และทรงอยู่เหนือคุณลักษณะของบรรดาผู้สร้างทั้งหลาย ในขณะที่ประชาชนไม่สามารถมองเห็นพระองค์หรือสัมผัสพระองค์ (ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า) หรือไม่อาจจะสนทนากับพระองค์ (เฉกเช่นการสนทนาระหว่างมนุษย์ด้วยกัน) เพื่อจะไถ่ถามถึงภารกิจและหน้าที่ที่พวกเขาพึงมีต่อพระองค์ จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าจำเป็นจะต้องมีศาสนทูตหรือตัวแทนของพระองค์ในท่ามกลางประชาชาตินั้น ๆ เพื่อเป็นสื่อกลางหรือตัวแทนระหว่างพระองค์กับบ่าวของพระองค์ เพื่อชี้นำพวกเขาไปสู่สิ่งที่เป็นผลประโยชน์และความดีงามสำหรับพวกเขา ซึ่งการดำรงอยู่และความหายนะของพวกเขา ขึ้นอยู่กับการยึดถือปฏิบัติและการละทิ้งสิ่งดังกล่าวนั่นเอง
ดังนั้น ความจำเป็นที่จะต้องมีผู้นำที่จะเรียกร้องมนุษยชาติให้ไปสู่ความดีงาม และห้ามปรามพวกเขามิให้ปฏิบัติสิ่งชั่วร้าย ผู้ซึ่งคือตัวแทนหรือผู้สื่อสาสน์จากพระผู้อภิบาลผู้ทรงรอบรู้และทรงวิทยญาณในท่ามกลางประชาชาตินั้นจึงเป็นสิ่งที่แน่นอนสามารถพิสูจน์ได้และกินกับสติปัญญา ซึ่งพวกเขาก็คือบรรดาศาสนทูตผู้ถูกเลือกสรร ผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้โดยตรงจากพระองค์ (อิลมฺ ละดุนนีย์ – Divine Knowledge) ทรงสนับสนุนและให้การช่วยเหลือพวกเขาด้วยวิทยญาณและมหิทธานุภาพของพระองค์ ถึงแม้ว่าในแง่การสร้างสรรค์ทางกายภาพ พวกเขาจะไม่มีข้อแตกต่างกับประชาชนทั้งหลายก็ตาม แต่ทว่า ในแง่ของจิตวิญญาณแล้ว มนุษย์ทั่วไปมิอาจจะเทียบเคียงกับพวกเขาได้เลย พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงวิทยญาณและทรงรอบรู้ ทรงให้การสนับสนุนด้วยวิทยปัญญาของพระองค์ และพิทักษ์รักษาพวกเขาให้มีความบริสุทธิ์ (มะอฺศูม) ทรงขัดเกลาและพิทักษ์พวกเขาให้พ้นจากมลทินและความผิดบาป ดังนั้น จำเป็นจะต้องรู้ว่าหนทางในการรู้จักและจำแนกระหว่างบรรดาศาสดาผู้สัตย์จริง กับผู้ที่แอบอ้างตนเป็นศาสดา ซึ่งได้ปรากฏในทุกยุคสมัย และในทุกประชาชาตินั้น ก็ด้วยหลักฐานและข้อพิสูจน์ และสัญลักษณ์ที่สัตย์จริงต่าง ๆ (มุอฺญิซาต) ที่พวกเขาได้สำแดงต่อประชาชาติของพวกเขาเอง ทั้งนี้ เพื่อมิให้แผ่นดินต้องว่างเว้นจากผู้เป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่สัตย์จริง (ที่ควบคู่ไปกับสัญลักษณ์และปาฏิหาริย์ที่ยืนยันถึงความสัตย์จริงทั้งด้านคำพูดและการกระทำของพวกเขา ( อุศูลุลกาฟีย์ เล่ม 1 หน้า 168 ฉบับพิมพ์ออคูนดีย์)
แน่นอน สารธรรมคำสอนที่ถูกประทานจากฟากฟ้า จะไม่จำเพาะเจาะจงหรือวางบรรทัดฐานเน้นหนักไปด้านใดด้านหนึ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากในการอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์นั้น มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องทั้งด้านการเมือง การปกครอง การทหาร ความยุติธรรม การตัดสินพิพากษา เศรษฐกิจ วิทยาการ การศึกษา การอบรม ขัดเกลา สุขอนามัย ความสะอาด ความมีเกียรติ ความเป็นภราดรภาพ ความเสมอภาค ภาระหน้าที่ต่อตนเอง ต่อสังคม ต่อพระผู้เป็นเจ้า รวมทั้งบทบัญญัติกว้าง ๆ ที่จะสร้างความกระจ่างชัดให้กับประเด็นปลีกย่อยต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนมีเป้าหมายและเจตนารมณ์ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในอุดมการณ์ของศาสนาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักธรรมคำสอนสุดท้าย (อันได้แก่อิสลาม) และบนพื้นฐานของสิ่งดังกล่าว จะสามารถสร้างสรรค์มนุษย์ให้ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน เพื่อให้พวกเขาก้าวไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และสูงส่งอย่างแท้จริง (12) ………….(12) แน่นอนว่าเจตนารมณ์แห่งหลักธรรมคำสอนที่มาจากฟากฟ้าและเป็นศาสนาที่ยังไม่ได้ถูกบิดเบือนหรือสังคายนาโดยน้ำมือของมนุษย์แต่อย่างใด กล่าวคือ เป็นศาสนาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงเท่านั้น
นอกจากนั้น อุดมการณ์ของศาสนาที่มาจากฟากฟ้า จะต้องไม่มีลักษณะที่เป็นวิสัยทัศน์ที่จำเพาะเจาะจงเฉพาะชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งในสังคมเท่านั้น แต่ทว่าจะครอบคลุมทุกชนชั้นในสังคมจะต้องมีสิทธิ และพิทักษ์สิทธิของมนุษย์ทุกชนชั้น ดังนั้น บุคคลที่มีมโนภาพว่า “ดีน” (ศาสนา) คือปฐมเหตุที่ชนชั้นผู้ปกครอง เศรษฐี พวกศักดินา หรือนายทุนได้อุปโลกน์มันขึ้นมา เพื่อจะรักษาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง นับว่าเป็นมโนภาพและความนึกคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ และผู้ที่มีมโนภาพเช่นนี้ หาได้ศึกษาและพิจารณาถึงเป้าหมาย เจตนารมณ์ และรายละเอียดของดีนอย่างถ่องแท้ไม่ เพราะนอกจากดีนจะไม่สอดคล้องตรงกันกับมโนภาพดังกล่าวแล้ว ประวัติศาสตร์ยังได้เป็นสักขีพยานยืนยันและพิสูจน์แล้วว่า นอกจากกลุ่มชนที่มีเกียรติในสังคม และเศรษฐีจะไม่เคยมีส่วนร่วมและเข้าแทรกแซงในขบวนการต่อสู้ของบรรดาศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ในทางตรงกันข้าม ทุกศาสนาที่มาจากฟากฟ้า ยังได้เผชิญหน้าและได้ต่อสู้ตลอดหน้าประวัติศาสตร์กับเหล่าบรรดาผู้ปกครอง ชนชั้นศักดินา นายทุนขุนศึกทั้งหลายที่มีความอธรรมและกดขี่ประชาชน
บรรดาผู้ปกครอง นักปราชญ์ ชาวชนบท ผู้ยากไร้ และชนชั้นต่าง ๆ ในสังคมที่ยอมจำนนต่อศาสนานั้น เนื่องมาจากพวกเขาได้ประจักษ์ชัดว่าความปรารถนาและความโน้มเอียงทางธรรมชาติของพวกเขาสอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนที่ถูกบรรจุไว้อย่างชัดเจนในศาสนานั่นเอง และพวกเขายังประจักษ์อีกว่าลำพังเฉพาะศาสนาเท่านั้นที่สามารถจะชี้นำพวกเขาให้ไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จและความสมบูรณ์ได้อย่างแท้จริง การยอมจำนนของมนุษยชาติที่มีต่อศาสนา ไม่มีรหัสหรือเคล็ดลับอื่นใดเลย นอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น
เป็นสิ่งที่น่ายินดีว่าในยุคสมัยปัจจุบัน ที่บรรดาปัญญาชนต่างได้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งศาสนามากยิ่งขึ้น และพวกเขาต่างมีความเชื่อมั่นว่าสันติภาพและความสงบสุขที่แท้จริง และการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์นั้น จะต้องพึ่งพาและอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งศาสนาและการมีความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
ความจำเป็นที่จะต้องมีมุอฺญิซาต

ภายหลังจากที่มนุษยชาติได้ประจักษ์แล้วว่าวิถีที่จะก้าวไปสู่ความสูงส่งและความผาสุกในทุก ๆ ด้านของตนได้นั้น พวกเขามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการได้รับการชี้นำจากบรรดาศาสดา อีกทั้งด้วยกับสารธรรมคำสอนและความเพียรพยายามในการชี้นำของบรรดาศาสดาเท่านั้นที่อาคารอันยิ่งใหญ่ถาวรแห่งความสมบูรณ์ของมนุษย์จะได้รับการวางรากฐานขึ้นอย่างมั่นคง มนุษยชาติย่อมจะรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาและเกิดความรักความผูกพันกับผู้ชี้นำที่มีความปรารถนาดี เสียสละ และปราศจากมลทินเหล่านั้นอย่างแน่นอน
ความปรารถนาและความศรัทธาดังกล่าวของประชาชน บางครั้งจะมีมากจนทำให้พวกเขาไม่รั้งรอที่จะเสียสละในทุกรูปแบบในวิถีทางที่จะทำให้ภารกิจของบรรดาศาสดาได้บรรลุสู่เป้าหมาย แม้กระทั่งในหลายต่อหลายครั้งที่พวกเขาได้ยึดถือเป้าหมายและอุดมการณ์ของบรรดาศาสดาเป็นสรณะเหนือกว่าความปรารถนาส่วนตัวของพวกเขาเอง
แต่ทว่า การปกครองและอิทธิพลอันกว้างขวางของบรรดาศาสดา อีกทั้งความรักและความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพวกเขานี้เองที่ทำให้ผู้ที่โลภโมโทสันในอำนาจกลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสแอบอ้างตนเป็นศาสดาเพื่อสนองตัณหาราคะของตนเอง
ด้วยเหตุนี้เอง หากมีบุคคลใดเอ่ยอ้างถึงความเป็นศาสดาขึ้นมา โดยมีผู้ให้การตอบรับ สนับสนุน และเสนอตัวเป็นบริวารรับใช้เขา จะต้องไม่รีบด่วนตัดสินใจตอบรับและศรัทธาในทันทีทันใด โดยปราศจากการศึกษา วิเคราะห์ให้ถ่องแท้เสียก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากอาจจะเป็นไปได้ว่า เขาผู้นั้นจะโป้ปดมดเท็จ อ้างตนขึ้นเป็นศาสดาของพระองค์ ดังเช่นที่ได้มีบุคคลจำนวนมากมายได้เคยเอ่ยอ้างถึงความเป็นศาสดาของพวกเขาตั้งแต่ยุคอดีตตราบถึงปัจจุบัน โดยได้มีประชาชนขานรับคำอ้างที่โกหกพกลมของคนเหล่านั้นเป็นจำนวนมากมายเช่นเดียวกัน
ดังนั้น เพื่อที่จะให้เป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนระหว่างตำแหน่งศาสดาที่ถูกต้องเที่ยงธรรม กับผู้ที่อ้างตนเพื่อผลประโยชน์ทางโลก จำเป็นที่เขาจะต้องสำแดงหลักฐานเพื่อยืนยันถึงความเป็นศาสดาที่แท้จริงของเขา เพื่อที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในคำพูด และยอมรับเขาในที่สุด และด้วยสื่อดังกล่าวนี้เอง ที่สามารถจะจำแนกระหว่างศาสดาผู้สัตย์จริงกับพวกที่อ้างตนเป็นศาสดา
หลักฐานและสัญลักษณ์ที่จะเป็นตัวผลักดันให้ประชาชาติได้รู้จักกับบรรดาศาสดาที่แท้จริงนั้น เรียกมันว่า “มุอฺญิซะฮ” (ปาฏิหาริย์) ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่ง ทรงประทานให้แก่บรรดาศาสดาทุกคนของพระองค์ เพื่อที่จะมิให้ปวงบ่าวของพระองค์ต้องตกอยู่ในความงุนงง หลงผิด และได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเหล่านักต้มตุ๋นและหลอกลวงทั้งหลาย ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะทำให้โฉมหน้าของความจริงแท้ไม่ถูกปิดบังซ่อนเร้นไปจากสายตาของประชาชนนั่นเอง
ถึงตรงนี้ เราต่างได้เรียนรู้แล้วว่าบรรดาศาสดาของพระผู้เป็นเจ้านั้น จำต้องมีมุอฺญิซะฮฺ เพื่อที่จะให้ประชาชนโดยทั่วไปมั่นใจว่าพวกเขาคือตัวแทนที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง และทุกสิ่งที่พวกเขาประกาศ ย่อมเป็นสัจธรรมเสมอ และเพื่อที่จะทำให้ประชาชนสามารถรับฟังและเรียนรู้ถึงคำสั่งสอนของพวกเขา หลังจากนั้น จึงนำคำสอนเหล่านั้นไปปฏิบัติตามหลักความเชื่อถือศรัทธาได้อย่างมั่นใจ
มุอฺญะซะฮฺคืออะไร ?
มุอฺญิซะฮฺ คือปาฏิหาริย์ที่บรรดาศาสดาได้สำแดงออกมาเกินวิสัยที่สามัญชนทั่วไปจะสามารถสำแดงออกมาได้ ทั้งนี้ โดยอนุมัติของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นศาสดาและผู้สื่อสาสน์ของพระองค์ และทำให้ศัตรูหมดสมรรถภาพที่จะโต้ตอบด้วย

มุอฺญิซะฮฺ ใช้เฉพาะเพื่อพิสูจน์ความเป็นศาสดาเท่านั้น
ชนบางกลุ่มมิได้มีจุดประสงค์ที่จะพิสูจน์ถึงความเป็นศาสดาของผู้เป็นศาสดาแต่อย่างใด พวกเขาเพียงต้องการจะขัดขวางและเป็นปฏิปักษ์กับผู้สื่อสาสน์ของพระองค์เท่านั้น ด้วยการท้าทายให้พวกท่านเหล่านั้นได้สำแดงปาฏิหาริย์ออกมา แม้กระทั่ง บางครั้งได้ท้าทายให้สำแดงในสิ่งที่เป็นไปได้ในทางสติปัญญา แต่เนื่องจากบรรดาศาสดาได้เคยสำแดงปาฏิหาริย์เพื่อพิสูจน์ความเป็นศาสดาของพวกเขามาก่อนหน้านั้นอย่างเพียงพอแล้ว จึงมิได้ตอบรับคำท้าท้ายของพวกเขาแต่อย่างใด และได้แถลงให้พวกเขาได้เข้าใจว่า ภาระหน้าที่แห่งตำแหน่งศาสดานั้น ก็เพื่อแจ้งข่าวดี ชี้นำและตักเตือนเท่านั้น ส่วนปาฏิหาริย์นั้น เป็นอนุมัติและพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่จะทรงประทานเมื่อมีวิกฤตการณ์ที่จำเป็นเท่านั้น ดังเช่นที่คัมภีร์กุรฺอานได้ตอบโต้กับกลุ่มชนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้มาแล้วว่า
“โอ้มุหัมมัด จงกล่าวเถิดว่า แท้จริง บรรดาสัญญาณต่าง ๆ (ปาฏิหาริย์) นั้น อยู่ ณ อัลลอฮฺ และแท้จริง ฉันเป็นเพียงผู้ตักเตือนที่ชัดแจ้งเท่านั้น” (สูเราะฮฺ อังกะบูต 29 : 50)
พระองค์ยังทรงตรัสอีกว่า
“ไม่มีศาสดาคนใดมีสิทธิที่จะนำสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) ใด ๆ เว้นแต่โดยอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น” (สูเราะฮฺอัรฺเราะอฺดุ 13 : 38)