แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. บรรดาศาสดาล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์

บรรดาศาสดาล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์

ด้วยเหตุผลอันใด ? และอะไรคือความหมายที่แท้จริงของมัน ?
พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตาและทรงวิทยปัญญาได้ทรงแต่งตั้งบรรดาศาสดาเพื่อให้สังคมมนุษย์สามารถจำแนกแนวทางที่เที่ยงตรงออกจากหุบเหวแห่งความหายนะด้วยการชี้นำของพวกเขา อีกทั้งสามารถก้าวไปสู่จุดสูงสุดของเกียรติยศที่แท้จริง ให้มีความสง่างามและสู่ความสมบูรณ์และคุณลักษณะอันดีงามได้
ด้วยเจตนารมณ์ดังกล่าว พระองค์จึงได้ทรงประทานบรรดาศาสดาและผู้สื่อสาสน์ของพระองค์ที่ได้รับการพิทักษ์ให้พ้นจากการประกอบความผิดบาปทั้งปวง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ พระองค์ทรงประทานความเป็นมะอฺศูม (ผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทินและความผิดบาป) แก่พวกเขา เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติภารกิจชี้นำประชาชาติโดยปราศจากข้อผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง
หรือเราอาจจะกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า หลักฐานที่พิสูจน์ถึงความจำเป็นในการแต่งตั้งบรรดาศาสดานั่นเอง ที่บ่งชี้ว่าจะต้องได้รับการพิทักษ์รักษาให้พ้นจากมลทินและความผิดบาปทั้งปวง และได้รับการคุ้มครองให้สะอาดบริสุทธิ์ ทั้งนี้ เนื่องจากเป้าหมายและเจตนารมณ์ในการแต่งตั้งบรรดาศาสดา ก็เพื่อที่จะให้พวกเขาได้ทำหน้าที่ชี้นำและขัดเกลาสังคม ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ผลได้ก็โดยที่บรรดาศาสดาเหล่านั้นจะต้องถูกพิทักษ์รักษาให้อยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งความเป็นอิศมะฮฺ (ความสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทินและความผิดบาป) เท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นที่ชัดเจนและยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ถ้าหากผู้ทำหน้าที่ชี้นำและตักเตือนประชาชาติกลับกลายเป็นผู้ที่ประกอบความผิดบาปเสียเอง หรือแค่เพียงประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่น่ารังเกียจ ย่อมจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือศรัทธา และทำให้ประชาชนต้องรังเกียจและหนีเตลิดออกจากพวกเขา ซึ่งในที่สุด เป้าหมายและเจตนารมณ์อันสูงส่งดีงามในการชี้นำและขัดเกลาสังคม ก็จะประสบกับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
เราต่างทราบดีว่า ไม่มีผู้มีสติปัญญาคนใดจะกระทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับเป้าหมายของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะทำทุกอย่างที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวสัมฤทธิ์ผล ตัวอย่างเช่น บุคคลหนึ่งต้องการจะเชื้อเชิญบรรดาผู้มีเกียรติเข้าร่วมในงานมงคล ซึ่งเขาตระหนักดีว่าโดยปราศจากการเชื้อเชิญที่แสดงถึงการยกย่องให้เกียรติแล้ว บุคคลดังกล่าวจะไม่เข้าร่วมในงานนั้นอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ในการเชื้อเชิญแขกผู้มีเกียรติแต่ละคน แน่นอน เจ้าภาพจะไม่มอบภาระหน้าที่ดังกล่าวแก่คนที่เป็นที่รังเกียจของแขกเหล่านั้นเป็นอันขาด แต่เขาจะให้ความสำคัญด้วยการคัดเลือกหรือพิจารณาแต่งตั้งผู้มีเกียรติเพื่อทำหน้าที่เรียนเชิญแขกเหล่านั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากแขกผู้ถูกเชื้อเชิญเหล่านั้น ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ภารกิจดังกล่าวย่อมจะขัดแย้งกับวิทยปัญญา มิหนำซ้ำยังกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและไม่เป็นที่ยอมรับอีกด้วย
ในทำนองเดียวกัน พระองค์ทรงคำนึงถึงสาระสำคัญขั้นพื้นฐานในการชี้นำและขัดเกลาสังคมมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่ประสงค์ให้ประชาชนคล้อยตามกลุ่มชนที่ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ และหมกมุ่นอยู่กับความชั่วช้าสามานย์ เพราะจะทำให้พวกเขาหันห่างจากวิถีทางสู่ความสมบูรณ์ที่แท้จริงของตน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงต้องประทานบรรดาศาสดาที่เป็นมะอฺศูมเพื่อทำหน้าที่ชี้นำและขัดเกลาสังคมด้วยแบบอย่างและวิถีทางที่ดีที่สุด
ต่อไปนี้ เรามาทำความเข้าใจในรายละเอียดกันว่าเพราะสาเหตุอันใดที่บรรดาศาสดาจะต้องเป็นมะอฺศูมด้วย
1. พื้นฐานของการอบรมขัดเกลา
เราได้ทำความเข้าใจในบทก่อนหน้านี้แล้วว่า เจตนารมณ์ในการแต่งตั้งบรรดาศาสดานั้นก็เพื่อการขัดเกลามนุษยชาติ และเราต่างทราบดีว่าการอบรมขัดเกลาที่ผู้ให้การอบรมได้ปฏิบัติตนให้เป็นแบบฉบับจะให้ผลลัพธ์ดีกว่าการชี้นำด้วยวาจาของเขา
แบบอย่างจากการปฏิบัติของครูหรือผู้ให้การอบรมเลี้ยงดู สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงมนุษย์ได้อย่างล้ำลึก ทั้งนี้ เนื่องจากมนุษย์จะมีธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่สำคัญในทางจิตวิทยา คือ “การลอกเลียนแบบ” ซึ่งพวกเขาจะค่อย ๆ ซึมซับทีละเล็กที่ละน้อย จนกระทั่งสามารถปฏิบัติตามแบบอย่างทางด้านจริยธรรมจากครูผู้ฝึกสอนได้ในที่สุด เปรียบประหนึ่งผิวน้ำใสสะอาดที่สะท้อนภาพท้องฟ้าเบื้องบน
ลำพังแค่เพียงคำพูดไม่สามารถที่จะแทรกซึม และมีผลที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่ทว่าในการอบรมขัดเกลาประชาชาติ ซึ่งเป็นอุดมการณ์และหัวใจสำคัญของการส่งศาสดา พวกเขาจะต้องเพียบพร้อมด้วยจริยธรรมและคุณสมบัติที่ดีงามด้วย โดยจะต้องไม่เกลือกกลั้วกับสิ่งที่น่ารังเกียจ และความผิดบาปทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง เพื่อที่จะสามารถดึงดูดชาวโลกให้ไปสู่เป้าหมายที่บริสุทธิ์ตามเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างแท้จริง
เป็นที่ชัดเจนว่าบุคคลที่สัมผัสกับความชั่วและความผิดบาป จะไม่มีพลังจิตวิญญาณที่เข้มแข็งพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลง โน้มน้าวหรือมีอิทธิพลต่อหัวใจของประชาชนได้ ถึงแม้ว่าการประกอบกรรมชั่วของเขาจะปิดบังซ่อนเร้นจากสายตาของผู้คนก็ตาม
ผู้ที่ดื่มสุราเมรัย จะใช้วิทยปัญญา และคำพูดที่เป็นสัจธรรมเพื่อหักห้ามสมาชิกในวงเหล้าจากการดื่มมันได้อย่างไร ? เขาจะมีเจตจำนงที่สูงส่งเพื่อห้ามปรามความชั่วร้ายจากการดื่มเหล้านั้นได้อย่างไร ?
หลักฐานและข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งถึงสิ่งที่บรรดาศาสดาผู้ทรงเกียรติทั้งหลายต่างมีความรู้สึกรังเกียจต่อความผิดบาปทุกชนิดจากก้นบึ้งของหัวใจ ก็คือการแสดงความไม่พอใจ โดยท่าทีและสีหน้าของพวกเขาจะเปลี่ยนไปเมื่อทราบข่าวหรือประสบกับสิ่งที่ประชาชนได้ประกอบกรรมชั่ว หรือผิดครรลองคลองธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม () ในขณะที่ตัวของท่านเหล่านั้นก็ไม่เคยย่างกรายเข้าใกล้ความผิดบาปทั้งหลาย
เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ภารกิจของพวกเขาสามารถก้าวรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งก็คือความสอดคล้องตรงกันระหว่างคำพูดกับการกระทำของพวกเขานั่นเอง ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้เองที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงพื้นฐานด้านความคิดของมนุษยชาติได้สำเร็จ และสามารถชี้นำสังคมให้ไปสู่ความมีเกียรติยศได้ในที่สุด
2. ความเชื่อมั่นและการตอบรับ
ยิ่งประชาชนมีความศรัทธาและเชื่อมั่นต่อผู้ชี้นำมากเท่าใด พวกเขาจะยิ่งให้การตอบรับคำเรียกร้องเชิญชวนของบุคคลผู้นั้นเพิ่มมากขึ้นทวีคูณ และในทางกลับกัน หากพวกเขาหมดความเชื่อถือศรัทธา ก็จะพากันปฏิเสธคำเรียกร้องเชิญชวนนั้นทันที
ด้วยเหตุผลดังกล่าว บรรดาศาสดาผู้ถูกส่งมาเพื่อสร้างความกระจ่างและอรรถาธิบายพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า และห้ามปรามประชาชาติมิให้ถลำลงสู่ความชั่วและความผิดบาป ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านเหล่านั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม สูงส่ง มีเกียรติ และได้รับการขัดเกลาให้หลุดพ้นจากการเข้าใกล้ความผิดบาปทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งจะทำให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองมีรอยด่างพร้อยจากการมีส่วนในความผิดบาป ทั้งนี้ เพื่อที่จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น และศรัทธาต่อพวกเขามากยิ่งขึ้น และให้การตอบรับเสียงเรียกร้องเชิญชวนและการชี้นำ ตลอดจนการเข้าไปมีบาทบาทและมีส่วนร่วมในภารกิจปฏิรูปสังคมตามคำสอนของศาสนา และยอมจำนนต่อการชี้นำของพวกเขาด้วยจิตสำนึกและจากส่วนลึกของหัวใจของพวกเขา ซึ่งจะทำให้การชี้นำมนุษยชาติให้ไปสู่ความสูงส่งและสมบูรณ์ สามารถบรรลุสู่เป้าหมายที่แท้จริงในการแต่งตั้งศาสดาได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เจตนารมณ์ดังกล่าวจะไม่สามารถดำเนินไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับวิทยปัญญาของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงรอบรู้
ด้วยคุณสมบัติที่สูงส่งทางด้านจริยธรรม คุณธรรม และความสะอาดบริสุทธิ์ของบรรดาศาสดานี้เอง ที่มีผลทำให้ประชาชนยอมจำนนต่อพวกเขา แม้กระทั่งยอมเสียสละชีวิตด้วยความรัก ความศรัทธาที่เกิดจากส่วนลึกของหัวใจ
ส่วนคำถามและข้อสงสัยที่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถปกป้องตนเองให้พ้นไปจากความผิดบาปได้นั้น คือประเด็นที่เราจะพิจารณาดังต่อไปนี้
ก. รักแท้ที่มอบเฉพาะแด่พระองค์
บรรดาศาสดาล้วนเป็นผู้ที่มีความรักต่อพระผู้อภิบาลผู้ทรงเมตตา จะมิให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ? เนื่องจากพวกเขามีทัศนะและมุมมองที่กว้างไกล และมีญาณวิสัยที่ล้ำลึก รู้จักและยอมสยบต่อความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร และมีความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างใกล้และลึกซึ้งกว่าปุถุชนทั่วไป พวกเขายังได้ตระหนักอีกว่าเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่มีคุณค่าคู่ควรต่อการมอบความรักและเชื่อฟังปฏิบัติตาม และพวกเขาจะปฏิบัติภารกิจที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ นอกจากความรัก ความเมตตา และความพึงพอพระทัยจากพระองค์เท่านั้น พวกเขาไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใดนอกจากพระองค์ และจะยอมพลีอุทิศทุกอย่างในวิถีทางของพระองค์ เนื่องจากพวกเขาต่างตระหนักดีว่าผู้ที่พวกเขาให้การเคารพภักดีนั้นมีค่าคู่ควรและเป็นผู้ทรงสิทธิอย่างแท้จริงต่อการเคารพภักดี
ด้วยเหตุนี้เองที่บรรดาศาสดาต่างน้อมรับและพร้อมที่จะเผชิญกับอุปสรรคในการเผยแผ่สาสน์ของพระผู้เป็นเจ้าด้วยใบหน้าที่อิ่มเอิบ เบิกบานใจที่ได้รับใช้ภารกิจอันเป็นที่รักในวิถีทางแห่งสัจธรรม ไม่ว่าอุปสรรคและวิกฤตเหล่านั้นจะหนักหน่วงรุนแรงเพียงใดก็ตาม
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกให้เราได้รับรู้ถึงการเสียสละ และความเพียรพยายามของบรรดาศาสนทูตผู้เป็นดวงประทีปส่องนำทางมนุษยชาติ และพฤติกรรมอันฉ้อฉลของเหล่าอันธพาลที่ได้ขัดขวางบรรดาสนทูตเหล่านั้น แรงบันดาลใจที่ทำให้พวกเขายืนหยัดอย่างมั่นคงต่อความยากลำบาก และอุปสรรคปัญหานานัปการ หากมิใช่เนื่องจากความรักแท้ และความปรารถนาที่จะปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์แล้ว ยังจะมีแรงบันดาลใจอื่นใดอีกกระนั้นหรือ ?
จะให้เราเชื่อได้อย่างไรว่าผู้ที่ยอมพลีอุทิศไปในวิถีทางที่ตนรักและพึงพอใจ และจะไม่เอื้อนเอ่ยวาจาหรือปฏิบัติภารกิจใด ๆ นอกจากที่เป็นวิวรณ์จากพระองค์ และในความนึกคิดของพวกเขาไม่มีช่องว่างใด ๆ หลงเหลืออยู่แม้เพียงอณูเดียว นอกจากการรำลึกถึงพระองค์เท่านั้น ว่าพวกเขาจะกล้าฝ่าฝืน หรือดื้อดึงต่อคำบัญชาของพระองค์ ? หรือมีจิตใจที่โน้มเอียงไปสู่ความชั่วร้ายได้ ?
ได้มีผู้ถามท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) ว่า ด้วยสาเหตุอันใดที่ท่านทุ่มเทความพยายามในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยความยากลำบากถึงเพียงนี้ ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากมลทินและความผิดบาปทั้งปวง ?
ท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ (ซ็อลฯ) ได้กล่าวตอบว่า จะมิให้ฉันเป็นบ่าวผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์กระนั้นหรือ ? (นูรุษษะเกาะลัยนฺ เล่ม 3 หน้า 367)
ท่านอมีรุลมุอ์มินีน (ผู้นำแห่งบรรดาศรัทธาชน) อะลี (อ.) ได้กล่าวถึงคุณสมบัติที่สูงส่งของท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม () ไว้อย่างมากมาย ในตอนหนึ่งท่านได้กล่าวว่า
“พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรรมุหัมมัด () ให้เป็นศาสนทูตของพระองค์เพื่อแจ้งข่าวดีและเตือนสำทับปวงบ่าวของพระองค์ ในขณะที่อยู่ในวัยเด็ก ท่านเป็นผู้ประเสริฐที่สุด และเมื่อย่างสู่วัยหนุ่ม ท่านเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญมากที่สุด ท่านเป็นผู้ที่มีจริยธรรมและคุณธรรมที่สูงส่ง และบริสุทธิ์กว่าบรรดาผู้ขัดเกลาตนเองทั้งมวล สายฝนแห่งความการุณย์และความเอื้ออาทรของท่านที่หลั่งชโลมลงมา (สู่เพื่อนมนุษย์) มีมากกว่าบรรดาผู้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทั้งหลาย” ( ตารีคเฏาะบะรีย์ เล่ม 5 หน้า 2269 – 2271)
“ท่านคือผู้นำของปวงบ่าวผู้ยำเกรง และเป็นดวงประทีปส่องทางแก่ผู้ได้รับการชี้นำ” (นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ โดย ฟัยฎุลอิสลาม คุฏบะฮฺที่ 115 หน้า 354)
ดังนั้น ด้วยการรู้จักพระผู้เป็นเจ้าอย่างสมบูรณ์ ความรัก และความสัตย์จริงที่บรรดาศาสดาได้มอบต่อพระองค์ มีผลทำให้ท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านั้นมีความบริสุทธิ์จากความผิดบาปทั้งปวง ซึ่งไม่เพียงแต่พวกเขาจะสามารถหักห้ามตนเองให้หันห่างจากความชั่วทั้งหลายเท่านั้น แต่พวกเขายังสามารถยับยั้งมิให้มีความนึกคิด หรือจินตนาการในทางชั่วร้ายได้อีกด้วย
ข. วิสัยทัศน์และความเข้าใจที่ลึกซึ้งและสมบูรณ์ของบรรดาศาสดา
วิสัยทัศน์และความเข้าใจของมนุษย์นั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน ผู้ที่รู้ว่ามีเชื้อโรคอยู่ในแก้วน้ำ และรู้ถึงพิษภัยและอันตรายของเชื้ออหิวาตกโรค เขาจะไม่มีวันแตะต้องแก้วน้ำใบนั้นอย่างเด็ดขาด ส่วนผู้ที่ไม่รู้ถึงพิษภัยและอันตรายของมัน เขาอาจจะหยิบน้ำแก้วนั้นขึ้นดื่ม อาจจะด้วยความสวยงามจากรูปภายนอกของแก้วใบนั้น เด็ก ๆ ที่ไม่สามารถจำแนกแยกแยะระหว่างสิ่งที่มีคุณประโยชน์กับสิ่งที่มีโทษ อาจเป็นไปได้ที่พวกเขาจะดื่มกินสิ่งสกปรก แต่สำหรับบุคคลที่มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะกระทำสิ่งดังกล่าว ในทำนองเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่มักจะไม่ให้ความสำคัญกับภยันตรายที่ค่อย ๆ คืบคลานทีละเล็กทีละน้อย ในขณะที่พวกเขามักจะรณรงค์และให้ความสำคัญกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและน่าเกรงกลัวด้วยการระมัดระวังและป้องกันอย่างสุดความสามารถ ตัวอย่างเช่น บางคนมักจะไม่ให้ความสำคัญและใส่ใจที่จะไปหาทันตแพทย์เมื่อรู้ว่าฟันเริ่มผุ ด้วยการผัดวันประกันพรุ่ง แต่เมื่อเริ่มรู้สึกปวดจนไม่สามารถจะอดทน หรือเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา จึงเริ่มคิดที่จะไปหาทันตแพทย์ แต่บุคคลเดียวกันนี้เอง หากมีอาการไส้ติ่งอักเสบและคาดว่าอาจจะเป็นอันตรายร้ายแรงโดยเฉียบพลันแล้ว เขาจะรีบรุดไปพบแพทย์เพื่อทำการผ่าตัดโดยเร็ว
ถ้าหากนายแพทย์ต้องป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังเสียเอง สาเหตุก็เนื่องจากเขาไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงถึงพิษภัยทางด้านจิตวิญญาณของมัน และไม่ได้ใส่ใจต่ออันตรายที่ค่อยเป็นค่อยไปมากไปกว่าความอยากและอารมณ์ใฝ่ต่ำที่มองเห็นแค่เพียงความสนุกสนานชั่วแล่นของเขาเท่านั้น
ประชาชนโดยทั่วไปมักจะมองดูความผิดบาปอย่างผิวเผินโดยมิได้ใส่ใจต่อผลลัพธ์ของมันที่จะเกิดขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย วัตถุ ทรัพย์สิน และด้านจิตวิญญาณ แต่บรรดาศาสดาผู้มีความรู้เหนือกว่าบุคคลทั่วไป ด้วยการช่วยเหลือของพลังหนึ่งที่เหนือกว่า อีกทั้งเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งและสมบูรณ์ต่อผลลัพธ์ทั้งมวลของความผิดบาป แม้กระทั่งพวกเขาต่างได้เคยเห็นผลลัพธ์ของความผิดบาปดังกล่าวที่จะปรากฏในปรโลกด้วยญาณวิสัยพิเศษมาแล้วนั้น พวกเขาจะไม่ยอมสยบและตกเป็นทาสอารมณ์ใฝ่ต่ำเป็นอันขาด และจะไม่กล้ำกรายเข้าใกล้ความชั่วร้าย หรือแม้กระทั่งสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถจะเข้ามาแผ้วพานในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาได้เลย
บรรดาศาสนทูต (ซ็อลฯ) สามารถมองเห็นผลลัพธ์ของการประกอบกรรมชั่วในอาลัมบัรฺซัค* และโลกอาคิเราะฮฺ **ได้ ซึ่งพวกเขาจะแจ้งข่าวแก่ประชาชาติ ดังเช่นที่ได้มีรายงานอย่างมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้จากท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) โดยเราจะขอหยิบยกมาเพียงบางตัวอย่างดังต่อไปนี้
*โลกที่อยู่ระหว่างโลกนี้และโลกหน้า หรือโลกภายหลังความตายเพื่อรอการฟื้นคืนชีพในวันตัดสินพิพากษา
ปรโลก หรือโลกหน้า
ท่านอมีรุลมุอ์มีนีน (อ.) กล่าวว่า
วันหนึ่ง ฉันกับฟาฎิมะฮฺ (อ.) ได้ไปหาท่านศาสดา () และพบว่าท่านกำลังร้องไห้อย่างหนัก ฉันจึงกล่าวว่า บิดาและมารดาของฉันขอพลีเพื่อท่าน โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ! ท่านร่ำไห้ด้วยสาเหตุอันใด ?
ท่านจึงกล่าวว่า ในค่ำคืนหนึ่ง ญิบเราะอีล (ขอความศานติจากพระองค์ทรงมีแด่ท่าน) ได้นำฉันขึ้นสูฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) ณ ที่นั่น ฉันได้เห็นสตรีจากประชาชาติของฉันกลุ่มหนึ่งกำลังถูกลงทัณฑ์อย่างหนัก
สตรีผู้หนึ่งกำลังถูกดึงผมแขวนห้อยลงมาในขณะที่มันสมองกำลังเดือดทะลักด้วยความร้อน
สตรีอีกคนหนึ่งถูกดึงลิ้นแขวนห้อยลงมาในขณะที่ถูกน้ำอันเดือดพล่านกรอกลงไปในลำคอของนาง
สตรีอีกคนหนึ่งกำลังกินเนื้อของตนเองในขณะที่ไฟกำลังลุกโชนอยู่ใต้เท้าของนาง
ในขณะที่สตรีอีกคนหนึ่งถูกมัดมือมัดเท้าอยู่นั้น ได้มีงูที่มีพิษร้ายและแมลงป่องจากขุมนรกจำนวนมากมายกำลังรุมกัดนางอยู่
สตรีอีกคนหนึ่งกำลังถูกตัดเนื้อด้วยกรรไกรไฟ
สตรีอีกคนหนึ่งปรากฏกายในสภาพของสุนัข ในขณะที่ไฟกำลังเข้าทางทวารของนาง และออกมาทางปากของนาง โดยมีเหล่าเทวทูตแห่งการลงทัณฑ์กำลังใช้กระบองไฟ ฟาดกระหน่ำไปที่ศีรษะและลำตัวของนาง
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺบุตรีของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จึงได้ถามท่านว่า สตรีเหล่านั้นเคยประกอบกรรมชั่วอะไรในโลกนี้หรือ พระองค์จึงได้ทรงลงโทษทัณฑ์พวกนางถึงขนาดนั้น ?
ท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติแห่งอิสลาม() จึงกล่าวว่า
สตรีที่ถูกดึงผมแขวนห้อยลงมา เนื่องจากนางมิได้ใส่ใจที่จะปกปิดศีรษะของนางให้พ้นจากสายตาของผู้ที่มิได้เป็นญาติใกล้ชิดของตน
ส่วนสตรีที่ดึงลิ้นแขวนห้อยลงมา เนื่องจากนางชอบพูดจาก้าวร้าว และไม่ให้เกียรติต่อสามีของนาง
สำหรับสตรีที่กินเนื้อตนเอง เนื่องจากนางชอบแต่งตัวโอ้อวดเรือนร่างให้กับชายแปลกหน้าที่มิใช่สามีของนาง
สตรีที่โดนมัดมือมัดเท้าโดยมีงูที่มีพิษร้าย และแมลงป่องรุมกัดกินนางนั้น เนื่องจากนางมิเคยให้ความสำคัญในเรื่องของการทำวุฎุอ์ (อาบน้ำนมาซ) การทำความสะอาดเสื้อผ้า การอาบน้ำฆุสุลญินาบะฮฺ (การอาบน้ำภายหลังจากการร่วมประเวณีกับสามี) และหัยฎฺ (การอาบน้ำภายหลังจากสะอาดจากประจำเดือน) และนางไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนมาซ
ส่วนสตรีที่ใช้กรรไกรตัดเนื้อตัวเองนั้น เนื่องจากพวกนางได้เคยปล่อยตัวให้เป็นสมบัติของชายแปลกหน้า โดยไม่ได้เข้าสู่พิธีสมรสตามบทบัญญัติของศาสนา
สำหรับสตรีที่ปรากฏในสภาพของสุนัขในขณะที่ไฟได้เข้าไปทางทวาร และออกมาทางปากของนางนั้น เนื่องจากพวกนางเคยเป็นนักร้องมาก่อน
แล้วท่านศาสนทูตผู้ทรงเกียรติแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) ได้กล่าวว่า
ความวิบัติจงบังเกิดแก่สตรีที่ทำให้สามีของนางขุ่นเคือง
และช่างเป็นความโชคดี สำหรับสตรีที่สามีของนางมีความพึงพอใจต่อนาง ( บิหารุลอันวารฺ เล่ม 18 หน้า 351)
ท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) ยังได้กล่าวอีกว่า
ฉันได้พบกับชนกลุ่มหนึ่งกำลังถูกแขวนไว้กับตะขอไฟ
ฉันจึงได้ถามญิบเราะอีล (ขอความศานติจากพระองค์ทรงมีแด่ท่าน) ว่าพวกเขาคือใคร ?
ญิบเราะอีล กล่าวตอบว่า
พวกเขาคือกลุ่มชนที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทำให้พวกเขามีความพอเพียงในสิ่งที่หะลาล (อนุมัติ) โดยไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต่อสิ่งหะรอม (ต้องห้าม) แต่พวกเขากลับพึงพอใจประกอบสิ่งที่หะรอม (ต้องห้าม) นั้น
และฉันยังได้พบกับชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ผิวหนังของพวกเขาถูกเย็บด้วยเชือกไฟ ฉันจึงได้ถามญิบเราะอีลว่า ชนกลุ่มนี้คือใคร ?
ญิบเราะอีล กล่าวตอบว่า
พวกเขาเคยมีความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องตามศาสนบัญญัติกับสตรีในโลกดุนยา ( บิหารุลอันวารฺ เล่ม 18 หน้า 333)
และท่านยังได้กล่าวอีกว่า
บุคคลใดที่กินดอกเบี้ย พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเติมไฟนรกในท้องของเขา
เท่ากับจำนวนดอกเบี้ยที่เขาได้กินเข้าไป ( ษะวาบุลอะอฺมาล วะ อิกอบุลอะอฺมาล หน้า 336)
ในทำนองเดียวกัน ในสิ่งที่ได้ชี้แจงถึงผู้ที่ดื่มสุรา และความผิดบาปอื่นๆ ไว้ซึ่งสามารถที่จะหักห้ามมนุษย์มิให้ประกอบกรรมทำชั่วได้ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ท่านศาสนทูตแห่งอิสลามและบรรดาศาสดาทั้งหลายที่ได้มีโอกาสเห็นผลลัพธ์และร่องรอยของความผิดบาปในมิติของโลกบัรฺซัค และโลกอาคิเราะฮฺด้วยสายตาของท่าน จะกล้าฝ่าฝืนประกอบกรรมชั่วและความผิดบาปเหล่านั้น ?
กล่าวโดยสรุปได้ว่า การรำลึกถึงปรโลก (อาคิเราะฮฺ) และการมองเห็นผลลัพธ์ของการประกอบกรรมชั่วในมิติของโลกอาคิเราะฮฺนั้น ถือเป็นสาเหตุและปัจจัย
ที่สำคัญที่สุดที่ปกป้องบรรดาศาสดาจากความผิดบาปและมลทินทั้งหลาย
พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสาธยายไว้ในคัมภีร์กุรฺอานของพระองค์ว่า
โอ้ศาสนทูตของเรา) จงรำลึกถึงปวงบ่าวของเรา อิบรอฮีม และอิสห๊าก และยะอฺกู๊บ ผู้มีอำนาจและมีวิสัยทัศน์ (ที่กว้างไกล) และแน่นอนยิ่งเราได้ทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ด้วยการมอบคุณสมบัติพิเศษเฉพาะแก่พวกเขา นั่นคือการรำลึกถึงปรโลก และแท้จริง พวกเขาคือส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรรที่ประเสริฐที่สุดสำหรับเรา”) (สูเราะฮฺศอด 38 :45-47)