แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ประวัติสำนักคิดมาตุรีดียะฮฺ

ประวัติสำนักคิดมาตุรีดียะฮฺ

ถ้าหากพิจารณาประวัติสำนักคิดมุตุรีดียะฮฺ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แนวคิดด้านเทววิทยาของเขาได้รับมาจากอบูฮะนีฟะฮฺ (Abu Hanifa) เพราะก่อนที่เขาจะอธิบายถึงหลักกฎหมาย เขาได้อยู่ในแวดวงของเทววิทยามาก่อน
นับตั้งแต่วันที่ปัญหาด้านเทววิทยาได้ถูกอธิบายในแวดล้อมของอิสลาม มุสลิมได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มทันที
1. กลุ่มแรกคือ ชาวฮะดีซซึ่งเรียกว่า ฮัชวียะฮฺ สะละฟียะฮฺ และฮะนาบีละฮฺ กลุ่มทั้งหมดเหล่านี้คววามเชื่อของเขาได้ยึดมั่นอยู่กับภายนอกของโองการกุรอาน ซึ่งความเชื่อส่วนใหญ่ของของพวกเขาได้นำมากจากฮะดีซ แต่ไม่นิยมเหตุผลด้านสติปัญญา ด้งนั้น ในระหว่างพวกเขาถ้าหากมีความเชื่อเช่น ความคลางแคลงใน ความคล้ายเหมือน เรื่องร่าง การบังคับ การควบคุม โชคชะตาและการลิขิตได้เกิดกับการกระทำที่มาจากเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์  หรืออ้างการมองเห็นอัลลอฮฺได้ในวันกิยามะฮ์ ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นผลที่มาจากฮะดีซทั้งสิ้น ซึ่งได้เผยแพร่ระหว่างพวกเขา อันเป็นผลมาจากลายนิ้วมือของ อะฮฺบาร ยะฮูดีย์ และนักบวชของนัซซอรอ พวกเขายังมีทัศนะว่าพระวจนะของพระเจ้า (อัลกุรอาน)  เป็นดั้งเดิม ดังที่พวกยะฮูดีย์เชื่อว่า อัตเตารอต เป็นดั้งเดิมเช่นกัน หรือชาวคริสเตียนที่เชื่อว่า พระเยซูทรงอยู่นิรันดร ตลอดกาล ซึ่งพวกเขาก็ถือว่า อัล-กุรอาน เป็นของเก่าและนิรันดรด้วยเช่นกัน
2.มุอ์ตะซิละฮฺ ซึ่งมีแนวความคิดแบบเหตุผลนิยม ยอมรับและเห็นคุณค่าของภูมิปัญญา ดังนั้น ถ้าฮะดีซมีความขัดแย้งกับสติปัญญาหรือมีทัศนะตรงข้ามกันเขาจะละทิ้งฮะดีซทันที ส่วนความเชื่อของเขารับมาจากเหตุผลแน่นอนของอัล-กุรอานและซุนนะฮฺ และฮุกุ่มของสติปัญญา
สิ่งที่พวกเขามีน้อยมากเกินไปคือ ยึดมั่นกับสติปัญญามากจนเกินเหตุ ทำให้พวกเขาต้องละทิ้งฮะดีซและรายงานต่างๆ จำนวนมากที่กล่าวไว้ในหลักชะรีอะฮฺ ด้วยเหตุผลที่ว่าฮะดีซเหล่านั้นขัดแย้งกับเหตุผลของสติปัญญา
นับเป็นเวลานานหลายปีผ่านมาที่แนวความคิดของคน 2 กลุ่มนี้ ขัดแย้งและทะเลาะวิวาทกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งชัยชนะของแต่ละฝ่ายนั้นขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือผู้ปกครองในแต่ละยุคสมัย ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งจะทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง หรือพยายทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความอ่อนแอ และความขัดแย้งนี้ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนเริ่มต้นปี  ฮ.ศ. ที่ 300  แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 4 ได้มีบุคคลสำคัญ 2 คน ในสองพื้นที่ลุกขึ้นยืน และจัดตั้งสำนักคิดใหม่ที่ยึดสายกลาง อันเป็นผลที่เกิดจากสำนักคิดฮะดีซและมุอ์ตะซิละฮฺ
ซึ่งหนึ่งในสองบุคคลสำคัญนั้นคือ อบุลฮะซัน อัชอะรียฺ (260-324) เขาได้จัดตั้งสำนักคิดสายกลางขึ้นที่อิรัก ซึ่งเขาได้แนะนำตัวเองว่าเป็นผู้ช่วยเหลืออะฮฺมัด บิน ฮันบัล และในเวลาเดียวกันนั้นเขาได้นับถือนิกายฮันบะลีย และในที่สุดสำนักคิดดังกล่าวได้ค่อยๆ กลายเป็นสำนักคิดอย่างเป็นทางการของซุนนีย์ ดังจะเห็นว่าสำนักคิดด้านนิติศาสตร์ทั้งสี่ได้ค่อยๆ กลายเป็นสำนักคิดของฝ่ายซุนนีย์ไปโดยปริยาย
อีกคนหนึ่งคือ อบูมันซูร มาตุรีดีย์ (Abu Mansur Matrydy) ซามาร์คันด์ (250-333)  ได้เกิดในโลกอิสลามแถบตะวันออก เขาได้ยึดถือแนวทางฮะดีซ ซึ่งวิธีการของเขาไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากวิธีการของอัชอะรีย์ แม้แต่นิดเดียว แต่สิ่งที่น่าแปลกเป็นอย่างยิ่งคือ ทั้งสองผู้ก่อตั้งอยู่ร่วมสมัยเดียวกัน มีหลักการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่มีใครรู้ถึงแผนงานในการทำงานของแต่ละคน
แถบภาคตะวันออกของอิสลามในวันนั้นคือ ศูนย์กลางของการวิภาษด้านเทววิทยา ดังที่บัศเราะฮ์ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ อัชอะรีย์ เขาได้เผชิญกับมุมมองและความคิดด้านความเชื่อแปลกๆ นอกจากนั้นแล้วแนวคิดที่เป็นของชาวต่างชาติ ก็ได้ถูกนำเข้ามาในประเทศอิสลาม ในช่วงที่อิสลามกำลังขยายตัวพอดี
ในด้านหลักกฎหมาย (ฟิกฮฺ) จะเห็นว่าสำนักคิดฮะนะฟีย์ มีการแพร่หลายและเจริญเติบโตเต็มที่ในแถบ โคราซอน (Khorasan) ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในบัศเราะฮฺยังนับถือสำนักคิด ชาฟิอีย์ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ว่าพวกมาตุรีดีย์นั้นนิยมสำนักคิดฮะนะฟีย์มากกว่า (Hanafi)  ในขณะที่ทั่วไปของพวกอัชอะรีย์ (Ash’ari) นั้นนิยมสำนักคิดชาฟิอีย์ พวกมาตุรีดีย์นั้นความเชื่อด่านเทววิทยาพวกเขาส่วนหนึ่งรับมาจากอบูฮะนีฟะฮฺ (Abu Hnyfh) และใช้หนังสือฟิกฮฺ อักบัร (Fiqh Akbar) ซึ่งเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหลักความเชื่อผโดยเฉพาะและหนังสือดังกล่าวมีผลกระทบอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาพวกที่ติดตามสำนักคิดมาตุรีดีย์ ในโคราซาน (Khorasan) จึงใช้หลักกฎหมาย (ฟิกฮฺ) ของสำนักคิดฮะนะฟีย์ เช่น
1 ฟัครุลอิสลาม มุฮัมมัด บิน อับดุลกะรีม เบซูดดีย (493)
2  อบูฮิฟซ์ อุมัร บิน มุฮัมมัด เนซฟีย์ (573)
3 สะอ์ อัดดีน ตัฟตาซานีย์  (791)
4  กะมาลุดดีน อะฮฺมัด บัยยาฎีย์ (ศตวรรษที่ 11)
5 กะมาลุดดีน มุฮมัมมัด บิน ฮิมามุดดีน (861)
ถ้าหากพิจารณาประวัติสำนักคิดมุตุรีดียะฮฺ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แนวคิดด้านเทววิทยาของเขาได้รับมาจากอบูฮะนีฟะฮฺ (Abu Hanifa) เพราะก่อนที่เขาจะอธิบายถึงหลักกฎหมาย เขาได้อยู่ในแวดวงของเทววิทยามาก่อน และในเวลานั้นเขาได้เริ่มมีสัมพันธ์กับ ฮิมาด บิน อบีสุลัยมาน เขาจึงละทิ้งการวิภาษด้านเทววิทยาและหันไปศึกษาด้านกฎหมาย (ฟิกฮฺ) แทน
ไม่ใช่สำนักคิดมาตุรีดีย์เพียงฝ่ายเดียวที่รับแนวคิดด้านเทววิทยามาจากอบูฮะนีฟะฮฺ แต่ทว่าคนร่วมสมัยเดียวกันกับเขา เช่น อบูญะอ์ฟัร ฏ็อลฮาวีย์ (Abu Jafar Thavy)  (321) ผู้เขียนหนังสือ หลักความเชื่อฏ็อลฮาวีย์ ก็ได้นำหลักความคิดด้านเทววิทยามาจากอบูฮะนีฟะฮฺเช่นกัน แม้กระทั่งในช่วงเริ่มต้นหนังสือของเขา เขากล่าวว่า : นี่คือหนังสือหลักความเชื่อของบรรดาฟุกะฮาอิสลาม (นักปราชญ์อิสลาม) ในเวลานั้นเขาได้เอ่ยนามของอบูฮะนีฟะฮฺ และอีก 2 คน ซึ่งเป็นสานุศิษย์ที่มีชือเสียงของเขา ได้แก่อบูยูซุบ (Abu Yusuf) และมุฮัมมัด บิน ฮะซัน ชัยบานีย์[1]
อับดุลกอเฮร แบกแดด ผู้เขียนหนังสือ อัลฟิร็อก บัยนัลฟิร็อก และในหนังสือเล่มอื่น ๆ ของเขาชื่อว่า หลักการศาสนา (อุซูลลุดดีน) ได้มีการย้ำเตือนว่าอบูฮะนีฟะฮฺมีหนังสือชื่อว่า อัลฟิกฮูลอักบัร ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนวิจารณ์และปฏิเสธแนวคิดของก็อดรียะฮฺ (Qdryh)  และหนังสือเล่มอื่นได้สนับสนุนแนวอะฮฺซุนนะฮฺในปัญหาต่างๆ[2]  แต่อย่างไรก็ตามหนังสือที่เป็นมรดกตกทอดมาจากอบูฮะนีฟะฮฺนั้นมีมากกว่า 2 เล่มที่กล่าวมา
นับตั้งแต่ปัญหาเรื่องเทววิทยาของอบูฮะนีฟะฮฺได้ขาดการเชื่อมโยงและปราศจากวินัย กะมาลุดดีน บัยยาฎี, ในศตวรรษที่ 11 ของอิสลาม ก็ได้เริ่มปรับและจัดระบบของประเด็นดังกล่าวให้มีความเป็นระเบียบยิ่งขึ้น เขาได้เขียนหนังสือชื่อ “อัลอิชารอต อัลมะรอม มิน อิบารอติลอิมาม”  และในหนังสือดังกล่าวเขาได้กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้ฉันได้นำมาจากหนังสือ (1) อัลฟิกฮุลอักบัร (Alfqh Alakbr) 2,หนังสืออัรริซาละฮฺ (Alrsalh) 3,หนังสือ อัลฟิกฮุลอับซัต ( Alfqh Alabst)  4, หนังสือ อัลอาลิมวัลมุตะอัลลิม 5,หนังสืออัลวะซียะฮฺ ซึ่งทั้งหมดได้คัดลอกมาจากอบูฮะนีฟะฮฺและฉันเป็นคงจัดวางให้เป็นระเบียบ [3]
หนังสือต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงนั้นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รากที่มาของสำนักคิด มาตุรีดีย์ นั้นมาจากอบูฮะนีฟะฮฺ ดังที่เราจะได้เห็นต่อไปว่า สำนักคิดนี้คือแนวทางที่เกิดใหม่อันเป็นแนวทางสายกลางที่ผสมผสานระหว่าง สำนักฮะดีซกับอัลอิอ์ติซาน และเราจะได้เห็นว่าสำนักคิดนี้นิยมในเหตุผลด้านสติปัญญามากกว่า สำนักฮะดีซ
วิถีชีวิตของมาตุรีดีย์
เมื่อพิจารณาหนังสือ ตะรอญิม แล้วทำให้มั่นใจว่าผู้ก่อตั้งสำนักคิดนี้ในช่วงสมัยของเขา ยังไม่มีชื่อเสียงเต็มตัวและหลังจากนั้นก็พบว่ามีการแปลหรือบันทึกเกล็ดชีวิตของเขาไว้น้อยมาก ขณะที่ส่วนใหญ่ได้บันทึกและกล่าวถึงเกล็ดชีวิตของอัชอะรีย์ (Ashari) เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสาเหตุที่มีการกล่าวถึงเกล็ดชีวิตของ มาตุรีดีย์ ไว้น้อยมากนั้น เนื่องจากว่าในช่วงนั้นเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงของอิสลามในวันนั้น (อีรัก) ในขณะที่ อัชอะรีย์ ได้เกิดในเมืองหลวงอิสลาม และได้เสียชีวิตในเมืองหลวงนั้นเอง ทั้งที่ทั้งเพื่อนและศัตรูต่างได้กล่าวขานถึงเขา
อิบนุนะดีม (เสียชีวิตเมื่อ 388) ในบทนำของหนังสือของตนได้กล่าวถึง มาตุรีดีย์  เอาไว้ ขณะที่เขาได้แปลบทเฉพาะกาลสั้นๆ ของอัชอะรีย์เอาไว้ด้วย หนังสือของเชค ตอลฮาวีย์ ผู้นำฮะนะฟี ในอียิปต์ได้ให้ความอนุเคราะห์พิเศษโดยเขียนถึงเขาได้มากเป็นพิเศษ ในขณะที่งานเกี่ยวกับหนังสือของมาตุรีดีย์ นั้นไม่ค่อยได้รับการตอบรับเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้จึงจะเห็นว่า งานแปลและเรียบเรียงเช่นผลงานของ
1. อิบนุคุลฆอน (681) เจ้าของหนังสือ วะฟะยาต อัลอะอ์ยาน
2. เซาะลาฮุดดีน ซ็อฟดี (754) เจ้าของหนังสือ อัลวาฟี บิลวะฟะยาต
3. อิบนุชากิร กัตบี (764) เจ้าของหนังสือ ฟะวาต อัลวะฟะยาต
4. ตะกีย์ อัดดีน อิสลามี (774) เจ้าของหนังสือ อัลวะฟะยาต
5. อิบนุ คัลดูน (808) ผู้เขียนหนังสือ มุก็อดดิมะฮฺ (บทนำ) และประวัติศาสตร์
6. ญะลาลุดดีน ซุยูฏีย์ (911) เจ้าของหนังสือ ตะบะกอต อัลมุฟัซซิรีน และนักเขียนคนอื่น ๆ จาก มาตรีดีย์ ที่ไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ ในขณะที่บรรดาผู้ไม่ค่อยมีความรู้ได้ถูกกล่าวเอาไว้ หรือแม้แต่ผู้ที่แปลตำราของเขาก็ไม่ได้ได้เรียนรู้อะไรเป็นพิเศษ เพื่อที่ผู้เขียนหนังสือจะได้สามารถเขียนเกี่ยวกับชีวิตของเขาได้
วันเกิด
ผู้แปลวิถีชีวิตของมาตุรีดีย์ กล่าวว่าเขาเกิดในปี 333 ในขณะที่ตั้งแต่การเกิดของพวกเขาไม่ได้รายงานสิ่งใดเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตามสามารถกล่าวได้ว่าเขาเกิดประมาณปี 248 หรือ 250 เป็นเพราะเขาได้รายงานฮะดีซมาจาก นะซีรุ บิน ยะฮฺยา บัลฆี (Nasir bin Yahya Balkhi) และเขาได้เสียชีวิตในปี 268 ปี ถ้าในวันนั้นเขามีอายุ 20 ปี ดังนั้นวันเกิดของเขาก็คือ วันที่ได้กล่าวถึงนั่นเอง
บ้านเกิดของเขา
เขาเกิดในเขตพื้นที่ว่า มาตุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ซามาร์คันด์ เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในเอเชียกลาง ตั้งอยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน หลังจากนั้นได้ถูกรู้จักในนามของ มาตุรีดี ซามาร์คันด์ หรืออะละมุลฮุดา แต่ถ้าพิจารณาในทัศนะของเชื้อสายแล้ว เขาจะสืบไปถึงอบูอัยยุบ อันซอรีย์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพต้อนรับศาสดาผู้ทรงเกียรติ[4]
การศึกษาของพระองค์
เขาได้เรียนรู้แนวความคิดเรื่องเทววิทยาและฟิกฮฺจากอิมามประจำนิกายของเขา อบูฮะนีฟะฮฺ และยังได้เรียนรู้จากบุคคลเหล่านี้อีก เช่น
1.อบูบักร์ อะฮฺมัด บิน อิสฮาก  2.อบูนัซร์ อะฮฺมัด บิน อัลอิยาฎ  3. นะซีร บิน ยะฮฺยา ติลมีซ ฮัฟซุ บิน ซาลิม  4. มุฮัมมัด บิน มะกอติล[5]
ซึ่งแนวคิดด้านเทววิทยาของซุนนีย์ได้รับการอบรมมาจากบุคคลสำคัญ 2 คน หนึ่งในนั้นคือ ฮะนะฟีย์ และชาฟิอีย์ ฮะนะฟีย์คือ อบูมันซูร มาตุรีดีย์ และชาฟิอีย์ อบูลฮะซัน อัชอะรีย์[6]
มุสลิฮุดดีน กิซตะลานีย์ (Mosleh al – Din Qstlany) กล่าวว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในวิชาการด้านเวทวิทยาส่วนใหญ่อยู่บนแผ่นดินโคราซาน (Khorasan) อิรัก และชาม ซีเรีย ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในครอบครองของ อบุลฮะซัน อัชอะรีย์ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเป็นของ อบูมันซูร มาตุรีดีย์
ซุบัยดี กล่าวว่า เมื่อกล่าวถึงอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัตถุประสงค์คือ อะชาอิเราะฮฺ และมาตุรีดียะฮฺ [7]
สานุศิษย์ของเขา
กลุ่มสานุศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดด้านเทววิทยาจากเขา ได้แก่
1 อบุลกอซิม อิสฮาก บิน มุฮัมมัด มีชื่อเสียงในนามของ ฮะกีม ซามาร์คันด์ (340)
2. อิมามอบูล เลซ บุคอรีย์
3. อบู มุฮัมมัด อับดุล กะรีม บิน มูซา เบซูดี (Abu Muhammad ibn Musa Abdolkarim Bzdvy)
เขาเป็นปู่ของคุณพ่อ มุฮัมมัด บิน มุฮัมมัด บิน อัลฮุซัยน์ บิน อับดุลกะรีม เบซุดี เจ้าของหนังสือ อุซูลลุดดีน ในหนังสือเล่มนี้เขากล่าวว่า : ฉันได้เห็นหนังสือ เตาฮีดของ อบูมันซูร ซามาร์คันด์ ดีแล้ว ซึ่งตรงกับสำนักคิดของซุนนีย์ ซึ่งบิดาของฉันได้รับมาจากปู่ของเขา อับดุลกะรีม บินมูซา กะรอมาตตีย์ และรับมาจากอบูมันซูร มาตุรีดีย์ เขากล่าวว่าบรรพบุรุษของเราได้เรียนรู้หนังสือ มะชายิค และหนังสือเตาฮีด และตะวีลลาตจากอบูมันซูร มาตุรีดีย์[8] แต่สิ่งที่หนังสือเตาฮีด มาตุรีดีย กล่าวไว้นั้น ไม่มีสิ่งใดว่างเปล่าไปจากความเลยเถิดเลย แต่ถ้าไม่เลยเถิดเราคงยึดถือหนังสือดังกล่าวนั้นเพียงเล่มเดียว
ผลงานของมาตุรีดีย์
อบูมันซูร มีผลงานมากมายที่เป็นของตนเอง แต่สิ่งที่ยังตกค้างอยู่ในขณะนี้มีหนังสือไม่เกินสามเล่ม ซึ่งสองเล่มได้พิมพ์แจกจ่ายออกไปแล้ว ส่วนอีกเล่มหนึ่งยังคงถูกเก็บรักษาต้นฉบับเอาไว้
1 หนังสือเตาฮีด นับว่าเป็นแหล่งอ้างอิงใหญ่ที่สุดสำหรับด้านความเชื่อ ของสำนักคิดมาตุรีดีย์ ในหนังสือด้งกล่าวเขาได้พิสูจน์แนวคิดของเขา โดยใช้ประโยชน์จากคัมภีร์กุรอาน ซุนนะฮฺของศาสดา และภูมิปัญญา และบางครั้งจะใช้ ปัญญาเสียเป็นส่วนใหญ่ หนังสือดังกล่าวพิมพ์ในปี  1390 ที่เบรูต จำนวนหน้า 412 หน้า  ต่อมา ดร.ฟัตฮุลลอฮฺ เคาะลีฟ (Fathollah Khlyf) ได้ทำการวิเคราะห์และวิจัยเนื้อหาของหนังสือ เช่นเดียวกับที่ผู้เขียนหนังสือ อุซูลลุดดีน ได้กล่าวเอาไว้ ว่าไม่มีสิ่งใดเกินเลยไปจากความเลยเถิด
2. ตะวีลาตอะฮฺลุซซุนะฮฺ หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนเพื่อตีความอัล-กุรอาน และในหนังสือยังได้กล่าวถึง หลักความเชื่อของซุนนีย์และแนวคิดด้านฟิกฮฺ (หลักกฎหมาย) ของอิมามอบูฮะนีฟะฮฺ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือแนวคิดด้านหลักความเชื่อและฟิกฮฺ และการตีความอัล-กุรอาน และญุซสุดท้าย  และจากบทอัลมุนาฟิกูนจนถึงบทสุดท้าย ซึ่งดร. อิบรอฮีม เอวะฎัยน์ ได้ตีพิมพ์ในกอเฮเราะฮฺ ประเทศอียิปต์ โดยได้รับความร่วมมือจากบุคคลอื่นด้วย และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่า หนังสือทั้งสองเล่ม ในเรื่องหลักความเชื่อ นั้นมีเนื้อหาสาระและคำพูดเกี่ยวกับหลักเทววิทยาใกล้เคียงกัน
3. อัลมะกอลอต ผู้วิจัยหนังสือ อัตเตาฮีด กล่าวว่า ต้นฉบับหนังสือถูกบันทึกอยุ่ในห้องสมุด ในยุโรป แต่ผลงานของเขาซึ่งมีชื่อกล่าวในหนังสือแปลได้แก่  อัคซุลชะรออิฮฺ อัลญะดัล ฟี อุซูลุลฟิกฮฺ บะยานุน วะ ฮุม อัลมุอ์ตะซิละฮฺ ร็อด กิตาบ อัลอุซูล อัลคัมซะฮฺ ลิลบาฮิลี ร็อด อัลอิมามะฮฺ ลิบะอ์ฎิ อัรรเราะวาฟิฎ อัรร็อด อะลา อุซูล อัลกิรอมะเฏาะฮฺ ร็อด ตะฮฺซีบ อัลญะดัล ลิลกะอ์บี ร็อด วะอีด อัลฟุซาก ลิลกะอ์บิ ร็อด อะวาอิล อัลอะดิลละฮฺ ลิลกะอ์บี
ซึ่งผลงานหนังสือเหล่านี้ไม่ได้ตกมาถึงมือเราในปัจจุบัน

แหล่งอ้างอิง : ฟัรฮังก์ อะกออิด วะ มะซอฮิบ อิสลามี เล่ม 4

[1] รูฮุลอะกีดะฮฺ อัตตอลฮาวีย ( Rh Alqydh Althavyh), หน้า 25, เขียนโดยเชคอับดุลเฆาะนีย์ ดามัสกัส, เสียชีวิตเมื่อ 1298
[2] วัตถุประสงค์ของ “การแสดงความใกล้ชิดของพลังกับการกระทำ หรือการนำเอาพลังไว้เหนือการกระทำ”  ในประเด็นนี้อบูฮะนีฟะฮฺมีความคิดเห็นเหมือนกับซุนนีย์คนอื่นๆ กล่าวคือ ความใกล้เคียงกันกับการกระทำ
[3] อิชารอต อัลมะรอม  (Almram) หน้า 21-22, หนังสือดังกล่าวเป็นหนึ่งในแหล่งอ้างอิงสำคัญของสำนักคิด มาตุรีดีย์  และก่อนหน้านี้หนังสือต่างๆ ของพวกเขาคือ อัตเตาฮีด วัลตัฟซีร  และหลังจากทั้งสองก็คือหนังสือ อุซูลลุดดีน
[4] ยัยยาฎี อิชารอต อัลมะรอม หน้า 23
[5] อิชารอต อัลมะรอม หน้า 23
[6] มิฟตาฮุล สะอาดะฮฺ วะมิซบาฮุล ซิยาดะฮฺ เล่ม 2 หน้า 22-23
[7] อิตติฮาฟ อัซซะอาดะฮฺ อัลมุตตะกีน เบชัรฮฺ อัสรอร อะฮฺยา อุลูมมุดดีน 2/8 พิมพ์ที่ กอเฮเราะฮฺ อียิปต์
[8] กิตามบ เตาฮีด และ ตะวีลาต อะฮฺลิซซุนนะฮฺ เป็นผลงานของ อบูมันซูร ซึ่งเป็นปู่ของบิดา เบซูดี ซึ่งทั้งสองคนได้เรียนรู้จากเขา และเขาได้ย้อนไปยังหนังสือ อุซูลลุดดีน