แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ผลลัพธ์บั้นปลายแห่งภารกิจของท่านศาสดาอีซา (อ.)

ผลลัพธ์บั้นปลายแห่งภารกิจของท่านศาสดาอีซา (อ.)

บรรดาผู้ที่เจริญรอยตามหลักธรรมคำสอนของท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ วันแล้ววันเล่า แต่ยิ่งปริมาณของพวกเขามีมากขึ้นเท่าไร บรรดาชนชั้นนำของชาวยิวก็ยิ่งเพิ่มพูนการเป็นศัตรูต่อพวกเขามากขึ้นด้วยเช่นกัน จนในที่สุด พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะสังหารท่าน (อ.)
แต่ทว่า อัลลอฮฺได้ทรงอำพรางท่าน (อ.) จากการมองเห็นของพวกเขา ทำให้พวกเขาเข้าใจไขว้เขวด้วยการจับตัวผู้ที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับท่าน (อ.) ตรึงไม้กางเขน และได้เข้าใจผิดคิดว่าท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้ตายอย่างทรมานบนไม้กางเขนนั้นตราบถึงยุคปัจจุบัน
คัมภีร์กุรฺอานได้สาธยายข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
“และด้วยถ้อยคำ (ที่อวดอ้าง) ของพวกเขาว่า แท้จริง เราได้สังหารมะซีฮฺ – อีซา บุตรของมัรฺยัม (ที่พวกเขากล่าวหาว่าท่านได้อ้างตัวเป็น) ศาสนทูตของอัลลอฮฺ (แท้ที่จริง) พวกเขาหาได้ฆ่าเขาและหาได้ตรึงเขาบนไม้กางเขนไม่ แต่ทว่า ได้ถูกทำให้ละม้ายคล้ายคลึง (กับศาสนทูตอีซา) แก่พวกเขา และแท้จริง ที่พวกเขาพิพาทกันในเรื่องนี้ พวกเขาหาได้มีความรู้ที่แท้จริงไม่ นอกจากการคาดเดาเท่านั้น และพวกเขามิได้สังหารเขา (ศาสนทูตอีซา) แต่อย่างใด แท้จริง อัลลอฮฺได้ทรงเทิดเขา (ให้มีชีวิตอยู่) ณ พระองค์ และอัลลอฮฺคือผู้ทรงอำนาจยิ่ง ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ (ซูเราะฮฺนิสาอ์ 4 : 157 – 158)
ด้วยเหตุดังกล่าว เรื่องราวเกี่ยวกับไม้กางเขนและการไถ่บาปที่ขาดไร้ซึ่งหลักฐาน ข้อพิสูจน์และขัดกับหลักตรรกวิทยาที่ชาวคริสเตียนได้เสกสรรปั้นแต่งมันขึ้นมาด้วยการกล่าวว่า
“พื้นฐานของมนุษย์ทุกคนล้วนมีความผิดบาปติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าตลอดชั่วชีวิตของเขาจะไม่เคยประกอบความผิดบาปแม้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม ! ” แต่ทว่า ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้ยอมพลีอุทิศให้ตัวท่านเองถูกตรึงกับไม้กางเขนเพื่อที่จะไถ่ถอนบาปและปลดปล่อยพวกเขา (ที่ล้วนมีบาปติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด) ให้รอดพ้นจากการถูกลงทัณฑ์ในไฟนรก ! เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาทั้งสิ้น (เฏาะรีกุลหะยาต ดร.ฟุนดุรฺ ออลมอนี (ชาวเยอรมัน) หน้า 135 – 138)
อีซา-มะซีฮฺ (อ.) ผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ
สิ่งที่คัมภีร์กุรฺอาน หรือแม้กระทั่งคัมภีร์อินญีลบางฉบับ ซึ่งในปัจจุบันไม่หลงเหลือให้ชาวคริสเตียนได้มีโอกาสได้ศึกษาจากสารัตถะคำสอนอันบริสุทธิ์อีกแล้ว (อินญีลมัรฺกุส (St.Mark) หมวดที่ 12 บทที่ 29) ได้แจ้งกับเราว่า แท้จริงท่านมะซีฮฺ (อ.) จะแนะนำตัวท่านเองอยู่เสมอว่า ท่านนั้นเป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่เคารพภักดีพระองค์ และยังได้เชิญชวน ชี้นำประชาชาติของท่านให้ไปสู่การเคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะตลอดชั่วอายุขัยของท่านอีกด้วย
ท่าน (อ.) เคยกล่าวอยู่เสมอว่า “พระผู้อภิบาลของฉันและของพวกท่านคืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ ดังนั้น จงเคารพภักดีพระองค์เถิด เพราะหนทางที่เที่ยงตรงมีเฉพาะหนทางนี้เท่านั้น” (ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 3 : 51)
ท่านศาสดาอีซา (อ.) ไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นพระเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนกรณีที่ชาวคริสเตียนถือว่าท่านเป็นพระเจ้านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พวกเขาได้เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น
“นะฮฺโร” ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “พิจารณาประวัติศาสตร์โลก” ของเขาว่า
“ศาสดาอีซาไม่เคยเอ่ยอ้างถึงความเป็นพระเจ้าของท่านเลย แต่ทว่า ประชาชนต่างหากที่พึงพอใจและปรารถนาจะให้วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาถูกรู้จักในฐานะของพระเจ้า” (เล่ม 1 หน้า 200)
ท่านศาสดาอีซา (อ.) เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกับบรรดาศาสดาทั้งหลายที่อัลลอฮฺได้ทรงวิวรณ์ (วะหฺยู) สถาปนาท่านให้เป็นศาสดาเพื่อเชิญชวนประชาชาติในยุคนั้นให้ไปสู่ความสุขสันติที่แท้จริง
ถ้าหากท่านสำแดงปาฏิหาริย์ (มุอฺญิซาต) บรรดาศาสดาท่านอื่น ๆ ต่างล้วนได้สำแดงปาฏิหาริย์ด้วยเช่นกัน ถ้าหากท่านถือกำเนิดมาสู่โลกนี้โดยปราศจากการมีบิดา ท่านศาสดาอาดัม (อ.) มิยิ่งกว่าท่านดอกหรือที่ถูกให้บังเกิดมาโดยปราศจากบิดาและมารดา แล้วเหตุใดเล่าที่ไม่มีชาวคริสเตียนคนใดกล้าที่จะเอื้อนเอ่ยออกมาว่าท่าน (ศาสดาอาดัม) เป็นบุตรของพระเจ้าด้วยเช่นกัน ?
คัมภีร์กุรฺอานได้ดำรัสไว้ว่า
((“โดยแน่นอนยิ่ง พวกเขาเหล่านั้นได้ตกเป็นผู้ปฏิเสธ ที่พากันกล่าวว่า “แท้จริง อัลลอฮฺ ก็คือมะซีฮฺ (อีซา) บุตรของมัรฺยัม นั่นเอง” แต่ทว่า มะซีฮฺ กลับกล่าวว่า “โอ้วงศ์วานแห่งอีสรออีลทั้งหลาย จงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลของฉันและพระผู้อภิบาลของพวกท่านเถิด”
มะซีฮฺ (อีซา) บุตรของมัรยัม มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นศาสนทูตคนหนึ่ง แน่นอน บรรดาศาสนทูตก่อนหน้าเขาได้ล่วงลับไปแล้ว (จำนวนมากมาย) ส่วนมารดาของเขานั้นเป็นกุลสตรีผู้สัตย์จริง เขาทั้งสองบริโภคอาหาร (เยี่ยงสามัญชน)) ( ซูเราะฮฺมาอิดะฮฺ 5 : 73 และ 75)
โดยนัยดังกล่าว ท่านดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับปุถุชนทั่วไปที่มีความต้องการในปัจจัยสี่เช่นกัน
ความเป็นจริงดังกล่าวที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสาธยายไว้อย่างชัดเจนในคัมภีร์กุรฺอาน มีความสอดคล้องกับสติปัญญาของมนุษย์ ทั้งนี้ เนื่องจากไม่มีมนุษย์คนใดที่จะมีพลังอำนาจด้วยตัวของเขาเอง นอกจากสิ่งนั้นจะเป็นพระประสงค์จากพระผู้เป็นเจ้า ท่านศาสดาอีซา (อ.) ก็อยู่ในกฎเกณฑ์ข้อนี้เช่นเดียวกับบรรดาศาสดาและประชาชนทั่วไปที่ต้องพึ่งพาอาหาร การพักผ่อน หลับนอนในการดำเนินชีวิต เมื่อพิจารณาด้วยสติปัญญาที่สมบูรณ์ ย่อมไม่เป็นการคู่ควรอย่างยิ่งที่มนุษย์จะสักการะบูชามนุษย์ด้วยกันให้เป็นพระเจ้าของเขา เฉกเช่นที่ชาวคริสต์ได้มีต่อท่านศาสดาอีซา (อ.)
ดังนั้น ทั้งสติปัญญา ทั้งหลักฐานข้อพิสูจน์จากคัมภีร์กุรฺอาน หรือแม้แต่คัมภีร์อินญีลที่อยู่เบื้องหน้าของชาวคริสเตียนในปัจจุบัน ฉบับของ St.Mark รวมทั้งข้อยืนยันของบรรดานักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงที่ได้กล่าวว่า
“อีซา (อ.) เป็นบ่าวและศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า ท่านไม่เคยเอ่ยอ้างตนเองว่าเป็นพระเจ้าเลย”
แต่ทว่า ภายหลังจากท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้จากไป หลักธรรมคำสอนอันบริสุทธิ์ของท่านก็พลอยอันตรธานหายไปกับท่านด้วย การตั้งภาคีและการบูชาเจว็ดได้เข้ามาแทนที่  แม้กระทั่งวีล ดูรองต์ ยังได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์อารยธรรม” ของเขาว่า  “นอกจากชาวคริสเตียนจะไม่ได้ช่วยกำจัดการตั้งภาคีให้สูญสลายไปแล้ว  ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พวกเขากลับให้การยอมรับมัน” (เล่ม 3 ส่วนที่ 3 หน้า 239 – 240)
ใครก็ตามที่ได้ศึกษาค้นคว้าถึงหลักความเชื่อถือศรัทธาของชาวคริสเตียนแล้ว เขาจะต้องเห็นด้วยกับนักประวัติศาสตร์ผู้นี้ว่า เขาได้อรรถาธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในทางประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ เนื่องจากหลักความเชื่อดังกล่าวในหมู่ชนที่อ้างตนว่าพวกเขากำลังเจริญรอยตามท่านศาสดาอีซา (อ.) ยังคงดำเนินต่อมาอย่างแพร่หลายตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ที่พวกเขาต่างเชื่อว่า
1. ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้แยกตัวออกมาจากอาตมัน (ซาต) ของพระเจ้า และท่านหาใช่สิ่งถูกสร้างเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปไม่ โดยพวกเขาต่างพากันขนานนามท่านว่า “บุตรแห่งพระเจ้า” ! ( ประวัติศาสตร์ศาสนาในอดีต หน้า 244)
2. ท่านศาสดาอีซา (อ.) เป็นมนุษย์ที่พระเจ้าได้ทรงสถิตในตัวท่าน ! (นิซอมุตตะอฺลีม ฉบับพิมพ์เบรุต ปี ค.ศ.1888 เล่ม 2 หน้า 204)
3. ท่านศาสดาอีซา (อ.) คือพระเจ้าที่จำแลงร่างลงมาในรูปของมนุษย์ ! ( อ้างแล้ว หน้า 189 – 201)

เราทุกคนต่างทราบดีว่าอัลลอฮฺนั้นมิใช่สสาร พระองค์ไม่ทรงมีเรือนร่างที่จะต้องพึ่งพิงสถานที่ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพระองค์จะแยกออกมาเพื่อที่จะให้ชาวคริสเตียนขนานนามส่วนนั้นว่าเป็น “บุตรของพระเจ้า” และด้วยสติปัญญา ยังทำให้เราประจักษ์อีกว่า พระองค์ไม่ทรงพึ่งพิงสถานที่เพื่อจะได้เข้าไปสิงสถิตในเรือนร่างของมนุษย์ หรือจำแลงร่างมาในรูปของมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ พระองค์ทรงอยู่เหนือทั้งกาลเวลาและสถานที่นั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น จะเป็นไปได้อย่างไรกันสำหรับพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่พึ่งพิงสิ่งใด จะยังมีความต้องการอาหาร การพักผ่อนหลับนอน และเครื่องนุ่งห่ม ? !
ดังนั้น มาตรแม้นชาวคริสเตียนจะได้หยุดสำรวจตรวจสอบความคิดของพวกเขาอย่างรอบคอบแล้ว พวกเขาจะต้องยอมรับความจริงว่า แท้จริงแล้วท่านศาสดาอีซา (อ.) ก็คือบ่าวคนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้าเหมือนกับบรรดาศาสดาทั้งหลาย และความเชื่อที่เกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าของท่าน หาได้มีหลักตรรกวิทยาและหลักฐานรองรับแต่อย่างใดไม่
คัมภีร์กุรฺอานได้สาธยายถึงกรณีนี้ว่า
“แท้จริง บรรดาผู้ที่กล่าวว่า “อัลลอฮฺก็คือมะซีฮฺ (อีซา) บุตรของมัรฺยัมนั่นเอง พวกเขาได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน จงกล่าวเถิดว่า “ใครเล่าที่จะมีสิทธิ์ (ปลดปล่อยผู้อื่น) ให้พ้นจากอัลลอฮฺได้ เมื่อพระองค์ทรงประสงค์จะทำลายมะซีฮฺ (อีซา) บุตรของมัรฺยัม และมารดาของเขา ตลอดทั้งสิ่งที่อยู่บนพื้นปฐพีทั้งมวล ? อัลลอฮฺทรงเป็นจอมราชันย์ ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน และสรรพสิ่งที่อยู่ระหว่างมันทั้งสอง พระองค์ทรงสร้างสรรค์ในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺ ทรงเดชานุภาพเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล” (ซูเราะฮฺมาอิดะฮฺ 5 : 17)
วจนะอันตรึงใจของท่านศาสดาอีซา (อ.)
ท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (อ.) ได้วจนะไว้ว่า “บรรดาอัครสาวกของท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้ถามท่านว่า “พวกเราควรจะสร้างสายสัมพันธ์กับใครบ้าง ?
ท่านได้วจนะว่า “จงสร้างสายสัมพันธ์กับบุคคลที่เมื่อท่านได้พบปะกับเขาแล้ว ทำให้ท่านหวนรำลึกถึงอัลลอฮฺ และคำพูดของเขาได้เพิ่มพูนความรู้แก่ท่าน และความประพฤติของเขาได้เพิ่มพูนความปรารถนาของท่านในการปฏิบัติเพื่อโลกหน้า” (อุศูลุลกาฟีย์ เล่ม 1 หน้า 39)
อิมามศอดิก (อ.) ได้วจนะว่า “บรรดาอัครสาวกของท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้ขอให้ท่านช่วยชี้นำพวกเขา ท่านจึงกล่าวว่า
“ท่านศาสดามูสา กะลีมุลลอฮฺ (อ.) ได้เตือนพวกท่านว่า “ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ท่านทั้งหลายจงอย่าสาบานเท็จ แต่ฉันขอเตือนสำทับท่านทั้งหลายว่า “ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ พวกท่านจงอย่าสาบาน แม้จะด้วยความสัตย์จริงก็ตาม”
บรรดาอัครสาวกได้ขอให้ท่าน (อ.) ตักเตือนพวกเขาอีก ท่านจึงกล่าวว่า
“ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ มูสา กะลีมุลลอฮฺ (อ.) ได้ยับยั้งพวกท่านว่า “จงอย่าประพฤติผิดประเวณี ”
แต่ฉันขอเตือนสำทับพวกท่านว่า “จงอย่าได้กระทำ แม้กระทั่งความนึกคิดที่จะประพฤติผิดประเวณี ทั้งนี้ เนื่องจากใครก็ตามที่สะสมความคิดที่จะประพฤติผิดประเวณีอยู่ในสมองของเขา เสมือนหนึ่งบุคคลที่ได้จุดไฟในห้องที่มีภาพวาดระบายสีแขวนอยู่ ถึงแม้ไฟจะไม่เผาไหม้ห้องนั้น แต่ทว่า ควันเขม่าของมันจะสร้างรอยด่างดำให้ติดกับภาพนั้นอย่างแน่นอน” (บิฮารุลอันวารฺ เล่ม 14 หน้า 331)
ท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี อิบนิอบีฏอลิบ (อ.) กล่าวว่า
“ท่านมะซีฮฺ (อีซา) บุตรของมัรฺยัมเคยวจนะว่า “ช่างโชคดีสำหรับบุคคลที่ความเงียบของเขา คือการใคร่ครวญ และการมองของเขาเป็นอุทาหรณ์และบทเรียน เขาจะตรวจสอบความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของตน และบุคคลทั่วไปได้รับความปลอดภัยจากมือและลิ้นของเขา” (อ้างแล้ว หน้า 320)
ท่านผู้นำผู้ทรงเกียรติ อิมามศอดิก (อ.) กล่าวว่า
“ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้กล่าวกับบรรดาอัครสาวกของท่านว่า “โอ้บุตรของอาดัมเอ๋ย จงหนีจากดุนยาไปสู่อัลลอฮฺเถิด และจงอย่าให้จิตใจของท่านพันธนาการกับมัน เพราะแท้จริงท่านมิได้ถูกสร้างมาให้อยู่แค่บนโลกดุนยานี้เท่านั้น ในขณะที่มันก็มิได้คู่ควรกับท่านเช่นกัน มันได้ล่อลวงให้ผู้คนต้องหลงทางและพบกับความพินาศมามากมายเท่าไหร่แล้ว บุคคลใดที่มีทัศนคติที่ดีและมีความเชื่อมั่นต่อมัน (โลก) เขาจะประสบกับความวิบัติ ส่วนใครที่หลงใหลมัน เขาก็จะประสบกับความหายนะ” (อ้างแล้ว หน้า 288)
หะดีษจากท่านอิมามศอดิก (อ.) เช่นกัน ที่ท่านได้กล่าวว่า
“ท่านศาสดามะซีฮฺ (อีซา) ได้วจนะกับสาวกของท่านว่า “ท่านทั้งหลายจงหลีกห่างจากการมองภรรยาผู้อื่น อันจะส่งผลให้เมล็ดพันธ์แห่งตันหาราคะงอกเงยในจิตใจของพวกท่าน ซึ่งเพียงพอที่จะสร้างความวิบัติแก่พวกท่าน”
“โอ้ อนิจจา บุคคลที่ความสะดวกสบายแห่งโลกดุนยา คือเป้าหมายปลายทางของเขา และความผิดบาปคือพฤติกรรมของเขา”
“มีใครในหมู่พวกท่านรู้บ้างว่า พรุ่งนี้กิยามะฮฺ (ปรโลก) เขาจะเผชิญต่อเบื้องพระพักตร์ของอัลลอฮฺในสภาพที่อัปยศเช่นไร ? (อ้างแล้ว หน้า 324)