แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ผู้ตามที่หลงทาง

ผู้ตามที่หลงทาง

ในหมู่มนุษย์มีผู้โต้แย้งเกี่ยวกับอัลลอฮฺโดยไม่มีความรู้ และปฏิบัติตามมารที่ดื้อรั้นทุกตน ได้ถูกกำหนดเกี่ยวกับมารร้าย ว่า ผู้ใดยึดมารเป็นผู้พิทักษ์คุ้มครอง (และปฏิบัติตามมัน) แน่นนอน มารจะทำให้เขาผู้นั้นหลง อีกทั้งจะนำเขาไปสู่การลงทัณฑ์ในเปลวไฟนรกอันร้อนแรง ฮัจญฺ 3-4
กุรอานได้กล่าวถึงบุคคลสามจำพวกที่จะประสบกับการลงทัณฑ์อันเจ็บปวดไว้ในโองการที่ ๓-๑๔  ซึ่งบุคคลเหล่านี้ประกอบด้วย ผู้ตามที่หลงทาง ผู้นำที่หลงทาง และผู้มีศรัทธาอ่อนแอ
กุรอานได้กล่าวถึงสภาพของบุคคลกลุ่มแรกว่าเป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญาที่โต้แย้งเกี่ยวกับอัลลอฮฺ และคุณลักษณะของพระองค์  โดยอาศัยการยึดถือความเชื่อของบรรพบุรุษอย่างมืดบอด ความมีอคติ หรือการปฏิบัติตามความเชื่องมงายและอำนาจฝ่ายต่ำ บางครั้งพวกเขาโต้แย้งเกี่ยวกับความเป็นเอกะของอัลลอฮฺและการไร้ภาคีใดๆ ของพระองค์  บางครั้งเกี่ยวกับพลานุภาพของพระองค์ในการทำให้มนุษย์ฟื้นคืนชีพใหม่อีกครั้งในวันปรโลก ซึ่งในทุกๆ กรณีนั้น พวกเขาไม่มีหลักฐานยืนยันคำพูดของตนแต่อย่างใด และเป็นธรรมดาอยู่เองที่บุคคลดังกล่าวซึ่งไร้ตรรกะและความรู้ที่ถูกต้อง ย่อมจะปฏิบัติตามมารที่ดื้อรั้นและหยิ่งผยอง ไม่ว่าจะเป็นมารในร่างของมนุษย์ สรรพสัตว์ หรือญินที่ปราศจากความดีงามใดๆ  เขาย่อมถูกชักนำไปสู่ความเฉไฉนานาประการ อีกทั้ง บุคคลดังกล่าวจะปฏิบัติตามสิ่งโมฆะและเทียมเท็จอยู่ตลอดเวลา  สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า มารแต่ละตนมีเล่ห์กลและกับดักแตกต่างกันอย่างมากมายจนกระทั่งมนุษย์ไม่สามารถแยกแยะได้ นอกจากปวงบ่าวที่แท้จริงของอัลลอฮฺที่อยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งการพิทักษ์ปกป้องของพระองค์เท่านั้น ดังที่พระองค์ได้ทรงตรัสกับอิบลีสว่า “เจ้าจะไม่มีอำนาจใดๆ เหนือปวงบ่าวของข้าได้เป็นอันขาด เว้นแต่ผู้หลงผิดที่ปฏิบัติตามเจ้าเท่านั้น และนรกย่อมเป็นสถานที่ที่ถูกสัญญาไว้สำหรับพวกเขาทั้งหมด”
แน่นอนที่สุด บุคคลใดยอมรับอำนาจและการคุ้มครองของมารที่มีลักษณะดังกล่าวและเลือกที่จะปฏิบัติตามมัน ชะตากรรมของเขาผู้นั้นย่อมจะไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากการหลงทางและการถูกลงทัณฑ์อันแสนสาหัสยิ่งเท่านั้น
ดังนั้น การเป็นผู้ตามที่ดีจึงหมายถึงการเชื่อฟังปฏิบัติตามผู้นำ ด้วยสติปัญญาและการยั้งคิด มิใช่ตามเยี่ยงคนหูหนวกตาบอด สิ่งที่อิสลามและอัลกุรอานเน้นย้ำเสมอคือ สติปัญญา หมายถึงว่าก้าวแรกของการก้าวไปสู่ความสำเร็จคือ การใช้สติปัญญาให้เป็นประโยชน์ที่สุด อิสลามจึงมิใช่ศาสนาที่เชื่อฟังแล้วปฏิบัติตามโดยไม่ยั้งคิด ทว่าอันดับแรกต้องคิดใคร่ครวญด้วยปัญญาเสียก่อน แล้วจึงเชื่อและปฏิบัติตาม
2) บุคคลกลุ่มที่สองที่จะประสบกับการลงทัณฑ์อันแสนสาหัสของอัลลอฮฺ ได้แก่กลุ่มผู้นำมนุษย์ไปสู่ความหลงผิด ซึ่งกุรอานได้กล่าวถึงสภาพและชะตากรรมของพวกเขาทั้งในโลกนี้และปรโลกเอาไว้
บุคคลกลุ่มนี้ได้แก่กลุ่มบุคคลที่โต้เถียงเกี่ยวกับความเป็นจริงของอัลลอฮฺ และการฟื้นคืนชีพด้วยความยโส พร้อมกับหันหลังให้กับหลักฐานที่กินกับสติปัญญา คำชี้นำของผู้นำที่มาจากอัลลอฮฺ  และคัมภีร์ของพระองค์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้ผู้คนหลงจากทางของอัลลอฮฺ
ชะตากรรมที่พวกเขาได้ลิขิตไว้ด้วยกับน้ำมือของตนนั้น ได้แก่ความอัปยสอดสูในโลกนี้และไฟนรกอันคุไหม้ในปรโลก อัลลอฮฺจะทรงจัดการกับพวกเขาไปตามสิ่งที่พวกเขาได้สั่งสมไว้ พระองค์มิทรงลงโทษผู้ใดโดยไร้เหตุผลและมิทรงเพิ่มโทษแก่ผู้ใดโดยพละการ เพราะการลงโทษของอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่โดยปราศจากเหตุผลนั้น ถือเป็นความอธรรมอย่างยิ่ง
นับตั้งแต่อดีตเรื่อยมาเราได้เห็นผู้นำที่ปฏิบัติตามอำนาจฝ่ายต่ำของตน แสดงความยโสโอหัง อวดดี และอธรรมประชาชนของตน ในที่สุดแล้วบั้นปลายชีวิตของพวกเขาเป็นเช่นไร นับจากฟาโรห์ จักรพรรดิแห่งอียิปต์ผู้เรืองอำนาจสูงสุดในสมัยของตน นิมรูด อบูละฮับ อบูญะฮัลและคนอื่นอีกมากมาย หรือแม้แต่ผู้นำชั้นสถุลในยุคสมัยปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นซัดดัมฮุเซน ฮุสนี มุบาร็อก หรือล่าสุดนายพันกอดดาฟีย์ เหล่าผู้นำจอมเผด็จการทั้งหลาย พวกเขาตายอย่างไร?
ซึ่งวิถีระหว่างที่พวกเขาเรืองอำนาจกับตอนสิ้นอำนาจนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน ทั้งซัดดัมฮุเซน และผู้พันกอดดาฟีได้เรียกกลุ่มผู้ต่อต้านพวกเขาว่า “ไอ้พวกหนูสกปรก” แต่แล้วบั้นปลายชีวิตของทั้งสองก็ต้องไปแอบซ่อนตัวอยู่ในรูไม่ต่างอะไรไปจาหนูสกปรก ซึ่งใครจะเคยคิดบ้างว่าผู้ที่มีอำนาจล้นมือในประเทศของตน จะถูกอัลลอฮฺ (ซบ.) กระชากหน้าให้คว่ำขม้ำอย่างไม่เป็นท่า ช่างหน้าเวทนาเสียนี่กระไร แต่ก็ถือว่าเป็นบทเรียนสำหรับผู้อธรรมและเผด็จการคนต่อๆ ไปว่า จงดูไว้เถิดว่าจุดจบของคนเลวนั้นเป็นอย่างไร อัลกุรอานได้กล่าวถึงพวกเขาว่า “เขาประสงค์ที่จะให้ (ผู้คน) หลงจากทางของอัลลอฮฺด้วยความยโส โดยไม่แยแส (ต่อพระดำรัสของพระองค์และหลักฐานที่กินกับสติปัญญา) สำหรับเขาผู้นั้นคือความอัปยศในโลกนี้ และเราจะให้เขาลิ้มรสการลงโทษที่ร้อนแรงในวันปรโลก (และเราจะกล่าวกับเขาว่า ความอัปยศและโทษทัณฑ์) นี้เป็นการตอบแทนต่อสิ่งที่มือทั้งสองของเจ้าได้ก่อล่วงหน้าไว้ก่อน และเนื่องมาจากการที่อัลลอฮฺมิทรงอธรรมต่อปวงบ่าว” อัลกุรอาน บทฮัจญฺ 9-10
3) ชนกลุ่มที่สามคือ กลุ่มชนผู้ยืนอยู่บนปากเหวของการปฏิเสธศรัทธา หรือผู้มีศรัทธาอ่อนแอนั่นเอง
โองการกล่าวถึงผู้ที่มีศรัทธาอ่อนแอ และมีความเชื่อที่แปดเปื้อนไปด้วยการตั้งภาคี ซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มที่สามนี้จะประสบกับการลงทัณฑ์อันแสนสาหัสของอัลลอฮฺ เช่นเดียวกัน
ผู้ที่มีศรัทธาอ่อนแอและขาดหลักยึดที่แน่นอนมักปรากฏให้เห็นอยู่ในทุกๆ สังคม บุคคลกลุ่มนี้วัดความถูกต้องของศาสนาโดยอาศัยการให้ประโยชน์ทางวัตถุเป็นเกณฑ์ กล่าวคือ หากการนับถือศาสนาทำให้ชีวิตสุขสบายขึ้น  ความศรัทธาของพวกเขาก็จะมั่นคงขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่หากทำให้ชีวิตประสบกับความทุกข์ยากและการทดสอบนานาประการ บุคคลดังกล่าวจะหันกลับไปสู่การปฏิเสธ ทั้งนี้เนื่องจาก ความศรัทธาของพวกเขาแปดเปื้อนไปด้วยการตั้งภาคีและการบูชาเจว็ด แต่ทว่า เจว็ดของพวกเขาไม่ใช่รูปเคารพ แต่กลับกลายเป็นคู่ครอง บุตรหลาน ทรัพย์สมบัติ ปศุสัตว์ และเรือกสวนไร่นา ความศรัทธาเช่นนี้ย่อมอ่อนแอและบอบบางยิ่งกว่าใยแมงมุม ดังนั้น พวกเขาจึงสูญเสียทั้งโลกนี้และโลกหน้า และนี่ถือเป็นการขาดทุนที่ชัดเจนที่สุดที่คนๆ หนึ่งทั้งศาสนาของเขา และสิ่งที่ควรเก็บเกี่ยวในโลกนี้ของเขาต้องเสียไปโดยไร้ประโยชน์
หลังจากหันเหออกจากเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า (เตาฮีด) บุคคลกลุ่มนี้จะหวนกลับไปหาเจว็ด ที่นอกจากจะไม่ให้คุณใดๆ แก่พวกเขาและไม่มีพิษภัยใดๆ แก่ศัตรูแล้ว ยังให้โทษแก่พวกเขาอีกเสียด้วยซ้ำไป เพราะในโลกนี้เจว็ด และพระเจ้าที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นเหล่านั้น จะฉุดดึงความคิดของพวกเขาลงสู่ความถดถอยและความเชื่องมงายในโลกนี้ และจะหยิบยื่นไฟนรกอันร้อนแรงให้แก่พวกเขาเป็นของกำนัลในปรโลก    หากพวกเขาต้องการผลประโยชน์ทางวัตถุและยึดถือศาสนาด้วยแรงจูงใจดังกล่าวแล้วไซร้ เพราะเหตุใดจึงหันเข้าหาเจว็ดที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นเล่า ?  ใช่แล้ว การหลงผิดนี้เป็นการหลงผิดที่ไกลลิบจากเส้นทางเที่ยงตรง จนกระทั่งความหวังว่าพวกเขาจะหวนกลับมาสู่สัจธรรมอีกครั้งหนึ่งนั้น ช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน
อัลกุรอาน ยังได้กล่าวถึงศรัทธาชนผู้ประกอบกุศลกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีคุณสมบัติตรงข้ามกับกลุ่มผู้มีศรัทธาอ่อนแอโดยสิ้นเชิงว่า พวกเขามีแนวความคิดที่ถูกต้องและมั่นคง และมีพฤติกรรมที่ดีงามและถูกต้อง ส่วนผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือของพวกเขาก็มีความแตกต่างจากเจว็ด และพระเจ้าที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นที่ปราศจากข้อดีของผู้มีศรัทธาอ่อนแอโดยสิ้นเชิง  เพราะเจ้าของพวกเขาคือพระผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง ผู้ทรงปรารถนาแต่สิ่งที่ถูกต้องและดีงาม และทรงจัดเตรียมความโปรดปรานอันเลอเลิศที่สุดไว้สำหรับพวกเขา
อัลกุรอาน ยังได้สาธยายถึงสภาพจิตใจและอีกโฉมหน้าหนึ่งของกลุ่มบุคคลที่มีศรัทธาอ่อนแอ ซึ่งในประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นคนกลุ่มหนึ่ง จากเผ่าบะนีอะสัดและเผ่าบะนีฆ็อฏฟานที่ได้ให้สัตยาบันกับท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อล ฯ) แต่ต่อมาภายหลังกลับกล่าวว่า พวกเราหวั่นเกรงว่าในท้ายที่สุดแล้ว อัลลอฮฺจะไม่ทรงช่วยมุฮัมมัด ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับชาวยิวก็จะขาดสะบั้นลง และพวกเขาจะไม่ให้เครื่องบริโภคแก่เรา โองการดังกล่าวจึงได้รับการประทานลงมาเพื่อตำหนิพวกเขา    บ้างกล่าวว่า มุสลิมบางคนละทิ้งการปฏิบัติตามท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เพราะเกรงว่าสัญญาของอัลลอฮฺที่จะทรงช่วยศาสนทูตของพระองค์นั้น จะไม่เกิดขึ้น อัลกุรอานจึงประทานลงมาเพื่อตำหนิพวกเขา
บุคคลที่มีศรัทธาอ่อนแอและมีความอดทนต่ำ เมื่อใดที่พบกับทางตันในชีวิต พวกเขาจะด่วนตัดสินใจกระทำการใดๆ อย่างขาดสติ บางครั้งถึงกับคิดฆ่าตัวตายและทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อขจัดโทสะและความขุ่นเคืองใจของตน ในขณะที่หากพวกเขาอดทนและกัดฟันสู้อีกสักนิด อุปสรรคปัญหาก็จะคลี่คลายและการงานของพวกเขาก็จะง่ายดายขึ้น
คุณสมบัติของผู้มีศรัทธาอ่อนแอนั้น จะเห็นว่าไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดก็ตาม การกระทำนั้นจะปราศจากความจริงใจ และไร้ซึ่งความบริสุทธิ์ใจ ถ้าหากไม่มีผลประโยชน์หยิบยื่นให้ไม่ว่าจะเป็นวัตถุปัจจัย หรือตำแหน่งลาภยศสรรเสริญ หรือแม้แต่ชื่อเสียงเพียงเล็กน้อยเขาก็จะไม่กระทำสิ่งใดเด็ดขาด สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักได้ยินจากคำพูดของพวกเขาก็คือ จะทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วคนอื่นได้ดี
นอกจากจะไม่มีความจริงใจแล้ว พวกเขายังมีความอิจฉาริษยาเป็นชีวิตจิตใจ เห็นใครทำสิ่งใดก็จะทำด้วย อยากจะทำคนเดียว เมื่อทำแล้วก็ใคร่อยากได้ยินเสียงสรรเสริญเยินยอจากคนอื่น หรือคำกล่าวชม ขณะเดียวกันก็จะมีคำพูดถากถางงานของคนอื่นอยู่เสมอ
นอกจากนี้ผู้ที่ศรัทธาอ่อนแอมักคุยโวโอ้อวดสรรพคุณความดี และชอบแสดงผลงานของตน ยกตนข่มท่านถ้าตนเป็นคนดีแล้วคนอื่นก็ต้องไม่ดี ยิ่งถ้าบุคคลอื่นที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับตนแล้ว ยิ่งเป็นคนเลวที่สุดเสียด้วยซ้ำไป ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของคนอื่นนอกจากตัวเอง ชอบพูดกร่นด่าผลงานของคนอื่นเรื่อยไป ยกเว้นตัวเอง ไม่เคยชื่นชนผู้ใดนอกจากตัวเอง
ดังนั้น ขออัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงโปรดให้พวกเรามีศรัทธามั่นคนต่อพระองค์ ยืนหยัดอยู่ในหนทางของพระองค์ตลอดไปด้วยเทอญ.