แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ผู้นำสำนักคิดอัชอะรียะฮฺ

ผู้นำสำนักคิดอัชอะรียะฮฺ

เมื่อเริ่มต้นฮิจญฺเราะฮฺศตวรรษที่ 4 อบุลฮะซัน อัชอะรียฺ ได้ลุกขึ้นต่อต้านแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ พร้อมกับปกป้องหลักความเชื่อของชาวฮะดีซ ในนครบัศเราะฮฺ และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาหลักเทววิทยาตามแนวคิดของสำนักคิดซุนนียฺก็เริ่มแตกออกเป็น 2 กลุ่ม
1) บุคลิกภาพและผลงานด้านวิชาการของอัชอะรียฺ
อบุลฮะซัน อัชอะรียฺ บิน อิสมาอีล อัชอะรียฺ ได้ถือกำเนิดในปี ฮ.ศ. ที่ 260 (เริ่มต้นยุคการเร้นกายในช่วงสั้นของท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.)) ณ เมืองบัศเราะฮฺ และเสียชีวิตในนครแบกแดด ระหว่างปี ฮ.ศ 324 – 330 บิดาของท่านมีนามว่า อิสมาอีล บิน อิสฮาก ซึ่งมีฉายานามเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ อบีบะชัร ท่านเป็นหนึ่งในผู้เจริญรอยตามแนวทางฮะดีซ ด้วยเหตุนี้ท่านอัชอะรียฺ จึงสนใจศึกษาฮะดีซและเจริญเติบโตบนหลักความเชื่อของฮะดีซ แต่พอเจริญวัยเข้าสู่วัยรุ่นท่านกับเลือกแนวคิดของ สำนักคิดอิอฺติดาล และได้ปฏิบัติตามแนวคิดนั้นอยู่นานจนกระทั่งอายุได้ 40 ปี แต่หลังจากท่านได้ยืนหยัดต่อสู้ตามแนวคิดของฮะดีซ ได้มีนักวิชาการกล่าวถึงท่านอัชอะรียฺว่า “อัชอะรียฺในวัยเด็กนั้นจัดว่าเป็นพวกของ มุตะชัรริอ์ ส่วนในช่วงวัยรุ่นจัดว่าเป็นพวกของ มุอฺตะซิลียฺ ส่วนวิถีชีวิตของเขานั้นไม่ถือว่าประสบความสำเร็จในการเป็นทั้งด้านโน้นและด้านนี้[1]
บรรดาผู้ติดตามอัชอะรียฺต่างมีความเลยเถิดในเรื่องความสำรวมตนและการอิบาดะฮฺของเขามาก พวกเขาต่างเล่าขานถึงเรื่องความระทุกข์ของอัชอะรียฺ[2] จากการศึกษาประวัติของอัชอะรียฺทำให้ได้รับบทสรุปว่า ตามความเป็นจริงแล้วอัชอะรียฺ เป็นนักคิดที่มีความสามารถคนหนึ่ง เป็นนักค้นคว้า นักวิชาการ และมีความเพียรพยายามสูงหรืออาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นหนึ่งในอัจฉริยะทั้งหลาย อัชอะรียฺพยายามที่จะขจัดความขัดแย้งระหว่างฝ่าย เหตุผลนิยม มุอฺตะซิละฮฺกับฝ่ายผัสสาการนิยมฝ่ายฮะดีซ เฮนรี กูเรน นักวิชาการชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “บางครั้งอาจกล่าวได้ว่าความพยายามของอัชอะรียฺ กำลังก้าวไปประสบความสำเร็จ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นเพราะการไม่มีอำนาจเพียงพอในการแก่ไขปัญหาเรื่องสิ่งพ้นญาณวิสัย ความพยายามของเขาจึงไปไม่ถึงจุดหมาย แต่อย่างไรก็ตามเขาเป็นคนมีจิตใจบริสุทธิ์สมบูรณ์คนหนึ่ง ที่ปกปักษ์รักษาอัล-กุรอานในมุมมองที่ว่า อัล-กุรอานเป็นสิ่งใหม่และเป็นความดั้งเดิมมาโดยตลอด”[3]
อัชอะรียฺมีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการปราศรัยและการวิภาษ ซึ่งการวิภาษที่โด่งดังของเขาคือ การวิภาษระหว่างเขากับ อบูอลีญับบาอียฺ และคำปราศรัยที่มีชื่อเสียงของเขาคือ คำปราศรัยประจำวันศุกร์ในมัสญิดญามิอ์แห่งเมืองบัศเราะฮฺ อัชอะรียฺ เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญด้านวิชาการ และถ้าหากจะพิจารณาด้านหนังสือแล้วเขาก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขาได้เผยแพร่หลักความเชื่ออันเป็นทัศนะของตน อิบนุอะซากิรได้รวบรวมรายชื่อหนังสือได้ถึง 98 เล่ม ที่เป็นผลงานเขียนของอัชอะรียฺจนถึงปี ฮ.ศ ที่ 320 แต่ผลงานอันมีชื่อเสียงของเขาที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันเพียง 4 เล่มเท่านั้น ได้แก่
1) มะกอลอต อิสลามียีน ถือได้ว่าเป็นผลงานเขียนที่มีชื่อเสียงของอัชอะรียฺเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งนับได้ว่าเป็นแหล่งอ้างอิงที่โด่งดังในวิชา มิลัลวันนิฮัลอีกต่างหาก ซึ่งแตกต่างไปจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ตารีคฟัลสะฟะฮฺ ในโลกอิสลาม[4] มะกอลาตอิสลามียีน ไม่นับว่าเป็นผลงานเล่มแรกที่โดดเด่น เนื่องจากว่าก่อนหน้าอัชอะรียฺ สะอฺ บิน อับดุลลอฮฺ อัชอะรียฺ (เสียชีวิตเมือ ฮ.ศ. 301) ได้เขียนหนังสือชื่อว่า อัลมะกอลอต วัลฟิร็อก และเนาบัคตียฺ ได้เขียนหนังสือชือ อัลออรออ์ วัดดิยานาต ไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
2) อิสติฮฺซาน อัลเคาฎ์ ฟี อิลมิลกะลาม หนังสือเล่มนี้ดังที่ชื่อหนังสือประจักษ์ชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นหนังสือที่วิจารณ์และหักล้างแนวคิดของ ผัสสาการนิยม ซึ่งเขาถือว่าบทพิสูจน์ด้านเทววิทยาของพวกเขาเป็นสิ่งอุปโลกน์ และเป็นฮะรอม นอกจากนั้นเขายังได้เขียนบทความแยกต่างหากอีกหลายครั้งภายใต้ชื่อหนังสือ อัลลุมะอฺ
3) อัลลุมะอฺ ฟี อัลร็อด อะลา อะฮฺลิ อัซซัยฆ์ วัลบะดะอ์
4) อัลอิบานะฮฺ อัน อุซูล อัดดิยานะฮฺ หนังสือทั้งสองเล่มนี้มีความแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างที่สำคัญของหนังสือทั้งสองเล่มอยู่ที่ว่า ประการแรก หนังสือ อัลลุมะอ์ เป็นหนังสือในแนวของการใช้ เหตุผลนิยม ส่วนหนังสือ อัลอะบานะฮฺ เป็นหนังสือในแนวของการอ้างอิงเหตุผลจากแหล่งอ้างอิง ประการที่สอง หนังสืออะบานะฮฺ เป็นหนังสือที่พิทักษ์แนวคิดด้านเทววิทยาของ ญะนาบิละฮฺ และชาวฮะดีซทั้งหลาย แต่ส่วนหนังสือ อัลลุมะอ์ กับเป็นหนังสือที่พิสูจน์ด้านเหตุผลนิยมของอัชอะรียฺ โดยไม่ได้อิงอาศัยเหตุผลความเชื่อของชาวฮะดีซแม้แต่น้อย
2) อิลลัล อิอฺติซาล เชคจากสำนักคิด อิอฺติซาน
เกี่ยวกับเหตุผลที่ว่า เป็นเพราะใดอัชอะรียฺ จึงติดตามสำนักคิดอิฮฺติซาน มีความเห็นแตกต่างกัน กล่าวคือ ชะฮฺริสตานียฺ กล่าวว่า อาจเป็นเพราะว่า การวิภาษของเขากับอาจารย์ของเขา อบูอะลี ญะนาอียฺ ซึ่งอาจารย์ไม่สามารถตอบคำถามของอัชอะรียฺได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้ผละละทิ้งของอาจารย์และหันหน้าไปปฏิบ้ติตามแนวคิด อัลอฮฺติซาน ดังคำกล่าวที่ว่า “มุอฺตะซิละฮฺ และสะลัฟมีความขัดแย้งกันในเรื่อง คุณลักษณะของพระเจ้าทั้งสองยุคสองสมัย สะลัฟ ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงด้านการตีความเรื่อง คุณลักษณะของพระเจ้าแต่เขาไม่ได้เลื่อกใช้แนวคิดด้านเทววิทยาของมุอฺตะซิละฮฺเลยแม้แต่นิด เขายอมรับแนวคิดของ อักนาอียฺ เพียงอย่างเดียว ซึ่งยึดมั่นอยู่กับอัล-กุรอานและซุนนะฮฺ เพียงอย่างเดียว จนกระทั่งว่าระหว่างอบุลฮะซัน อัชอะรียฺ กับอาจารย์ของเขา อบูอะลีญุบาอียฺ ได้วิภาษกันในบางเรื่องเกี่ยวกับปัญหา ความดีและความชั่ว ซึ่งอัชอะรียฺได้มีชัยชนะเหนืออาจารย์ของตน ในที่สุดอัชอะรียฺ ได้ท้วงติงเขาและหักล้างเขาในเรื่องนั้น และในที่สุดเขาได้หันไปปฏิบัติตามแนวคิดของ สะละฟียฺ และได้ปกป้องแนวคิดด้านเทววิทยาของพวกเขา”[5]
เฮนรียฺ กูเรน ถือว่าปัจจัยสำคัญ 2 ประการนี้คือตัวการสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวอัชอะรียฺ ซึ่งปัจจัย 2 ประการนั้นได้แก่
1) แนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ ซึ่งนิยมเรื่องเหตุผลนิยมเพียงอย่างเดียว ซึ่งปัญหาศาสนาทั้งหมดจะจบลงที่เหตุผลด้านสติปัญญา เนื่องจากสติปัญญาคือตัวแทนของพลังศรัทธาที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อใดก็ตามที่สติปัญญาสามารถควบคลุมเหนือมวลมุสลิมได้ เวลานั้นพลังศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า และสิ่งที่พระองค์ประทานลงมาจะยังมีประโยชน์ต่อไปอีกหรือ
2) ในทัศนะของอัล-กุรอาน ความศรัทธาที่มีต่อสิ่งเร้นลับถือได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับความอยู่รอดของศาสนา ซึงความศรัทธาที่มีต่อสิ่งเร้นลับนั้นอยู่เหนือเหตุผลของสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ การยึดมั่นในเหตุผลแห่งสติปัญญาเพียงอย่างเดียวว่า เป็นเหตุผลสมบูรณ์ในศาสนาถือว่าไม่เข้ากันกับพลังศรัทธาที่มีต่อสิ่งเร้นลับทั้งหลาย แต่ในสำนักคิดของอัชอะรียฺนั้นจะเห็นว่า นอกจากจะยึดถือเหตุผลในเชิงของการอ้างอิงด้วยหลักฐานแล้ว เขายังยึดมั่นเหตุผลทางสติปัญญาอีกด้วยว่าเป็นสิ่งมีคุณค่าอย่างยิ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากแนวคิดของพวกผัสสาการ หรือฝ่ายที่นิยมในหลักเหตุผลอ้างอิงฝ่ายฮะดีซแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งอัชอะรียฺนั้นถือว่าการพึ่งพิงเหตุผลด้านสติปัญญาไม่เป็น บิดอะฮฺและไม่เป็นพวกซินดิเกาะฮฺ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเชื่อว่าสำหรับมุสลิมแล้วสติปัญญาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เหตุผลสมบูรณ์สำหรับศาสนา[6]
แต่ทั้งสองสภาพที่กล่าวถึงถือว่าไม่ถูกต้องในทัศนะของมุอฺตะซิละฮฺ เนื่องจากพวกเขายอมรับว่าสติปัญญานั้นครอบคลุมเหนือภายนอกของศาสนาไม่ใช่ครอบคลุมอยู่เหนือมุสลิมที่ยอมรับศาสนา นอกจากนั้นแล้วพวกเขายังยอมรับว่าสติปัญญาคือเหตุผลจำเป็น ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอ ซึ่งจะเห็นว่ารากฐานสำคัญของสำนักคิด อิอฺติซาลคือการยอมรับความดีและความชั่วว่าอยู่ในมุมมองของเหตุผลนิยม และคำกล่าวอ้างของพวกเขาอยู่ในประเด็นของการตอบรับสิ่งที่เป็นรายละเอียด ไม่ใช่การตอบรับทั้งหมด
กูเรน กล่าวถึงเหตุผลที่สองของตนคือ เป็นการผสมปะปนระหว่างความศรัทธาในสิ่งเร้นลับ และการรู้จักแก่นแท้ของสิ่งนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องมีศรัทธาด้วยคือสภาพความเป็นจริงของสิ่งเร้นลับ ซึ่งบางส่วนของสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ของสติปัญญาตามลำพัง ส่วนบางส่วนของสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับเหตุผลของชัรอฺ และสิ่งที่อยู่นอกเหนือสติปัญญาคือ การรู้จักแก่นแท้ทั้งหมดของสิ่งเร้นลับ ด้วยเหตุนี้ การรู้จักวิชาการขั้นสูงสุดของพระเจ้า สติปัญญาทั่วไปที่มีขอบเขตจำกัดจึงไร้ความสามารถในการรู้จักสิ่งนั้น ต้องอาศัยการชี้นำของวะฮฺยูในการรู้จัก และเป็นที่แน่นอนว่าวะฮฺยูนั้นดีกว่าสติปัญญา
ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อที่เป็นเอกเทศเกี่ยวกับวิชาการของพระเจ้าด้วยสติปัญญาที่ไร้ความสามารถ และมีขอบเขตจำกัด ซึ่งต้องอาศัยการชี้นำของวะฮฺยู มันจะไม่ขัดแย้งกับการมีอยู่อย่างเด็ดขาด การอำพรางหรือการซ่อนเร้นแก่นแท้ของความเป็นจริงนั้น จะไม่สรร้างความประหลาดใจให้แก่นักค้นคว้าอย่าง เฮนรียฺ กูเรน เด็ดขาด
3) อีกนัยหนึ่งที่กล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้คือ อัชอะรียฺต้องการแก้ไขหลักความเชื่อของชาวฮะดีซ ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ ที่ในสมัยนั้นแนวคิดของเขาครอบคลุมเหนือประชาชนส่วนใหญ่ อัชอะรียฺได้ยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งนั้น เนื่องจากว่าหลักความเชื่อในช่วงเวลานั้นที่ครอบคลุมความคิดของมุสลิมส่วนใหญ่นั้น ได้ผสมปนเปรอเข้ากับแนวคิดที่หลงทางและเป็นภาคีกับพระเจ้า เนื่องจากการมีเรือนร่างและความคล้ายเหมือนประกอบกับการลิขิตและการบังคับจากพระเจ้านั่นเอง แน่นอน การแก้ไขของพวกเขาจะไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด นอกจากประกาศว่าอัชอะรียฺได้ออกไปจากสำนักคิดของมุอฺตะซิละฮฺแล้ว ขณะเดียวกันเขาได้แสดงความจงรักภักดีกับหลักความเชื่อของสำนักคิอะฮฺลิฮะดีซแล้ว[7]
บทสรุปที่ได้รับจากคำกล่าวอ้างข้างต้นคือ จะเห็นว่าอัชอะรียฺไม่ได้ขัดแย้งหรือไม่ได้เห็นด้วย กับหลักความเชื่อตามแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺแต่อย่างใด ซึ่งการที่เขาได้ออกไปจากสำนักคิดมุอฺตะซิละฮฺไปนั้น ก็เพื่อการปรับปรุงแนวคิดด้านเทววิทยาสำหรับมุสลิมทั้งหลาย เพื่อจะได้ช่วยเหลือให้พวกเขารอดพ้นจากความเชื่อว่าพระเจ้ามีเรือนร่าง และมีความคล้ายเหมือนซึ่งความเชื่อลักษณะนี้นับว่าเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์กับคำกล่าวอ้างข้างต้นนั้น ไม่เข้ากันอย่างยิ่งเนื่องจาก.
ประการแรก เรือนร่างและความคล้ายเหมือนเฉพาะบางกลุ่มของชาวฮะดีซเท่านั้นที่ยอมรับ ซึ่งบางครั้งพวกเขาเรียกสิ่งนั้นว่า ฮะชูวียะฮฺ ซึ่งหลักความเชื่อของพวกเขาไม่เป็นที่ยอมรับของชาวฮะดีซทั้งหมด ดังที่ คุซัยมะฮฺ กล่าวว่า
“เราได้พิสูจน์คุณลักษณะของพระเจ้า เพื่อพระองค์ตามที่พระองค์ได้พิสูจน์เพื่อพระองค์แล้ว เราได้มีศรัทธาต่อสิ่งเหล่านั้นและเราได้สารภาพถึงสิ่งเหล่านั้นด้วยคำพูด โดยที่เราไม่ได้เปรียบเทียบพระองค์ว่าคล้ายเหมือนกับสิ่งถูกสร้างใดที่ทรงสร้างขึ้นมา”[8]
ประการที่สอง หลังจากได้พิจารณาหนังสือและแนวคิดของอัชอะรียฺ ที่ยังหลงเหลืออยู่และตกมาถึงมือเราในปัจจุบันจะเห็นว่า ตามความเป็นจริงแล้วเขามีความคิดขัดแย้งและไม่เห็นด้วยกับ แนวคิดด้านหลักความเชื่อของมุอฺตะซิละฮฺ เพียงแต่แนวคิดของไม่เปิดเผยเป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง
4) ผู้เขียนหนังสือ ตารีคฟัลสะฟะฮฺในโลกอิสลาม กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า บางที่สาเหตุเพียงพอที่ปรากฏขึ้นในสังคมอิสลาม และความกลัวที่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นตัวทำลายศาสนา ขณะที่อัชอะรียฺเป็นบุรุษที่มีความสำรวมตนสูง เขาไม่ต้องการให้ศาสนาของพระเจ้าและซุนนะฮฺของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ต้องพังพินาศไปเพราะหลักความเชื่อของมุอฺตะซิละฮฺ การปฏิบัติตามสติปัญญา เป็นสาเหตุทำให้เขายึดถือเอาสติปัญญาเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักศรัทธา ทั้งที่อิสลามบนความถูกต้องไม่ได้ยอมรับสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว ทำนองเดียวกันอัชอะรียฺไม่ต้องการตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายฮะดีซ หรือฝ่ายที่ยอมรับในความคล้ายเหมือน ซึ่งพวกเขายอมรับแต่ภายนอกของโองการเท่านั้น ไม่ใช่แก่นแท้ของโองการ ซึ่งการยอมรับเช่นนี้เท่ากับเป็นการผลักดันให้ศาสนากลายเป็นความแข็งกระด้าง พึงสังวรไว้เถิดว่าสติปัญญาเองไม่ยอมรับ และความรู้สึกก็ไม่อาจครอบคลุมเหนือคำสอนศาสนาได้ อัชอะรียฺต้องการเลือกสรรทางสายกลางระหว่างฝ่ายเหตุผลนิยมกับผัสสาการนิยม เพื่อเป็นแนวทางช่วยเหลืออิสลาม และความป่าเถื่อนโหรร้ายของมุสลิมส่วนใหญ่[9]
วิเคราะห์และวิจัยปัญหา
ในที่นี้จำเป็นต้องแยกสองประเด็นออกจากกันกล่าวคือ ประเด็นแรกเพราะสาเหตุใดที่อัชอะรียฺแยกตัวอออกจากสำนักคิดมุอฺตะซิละฮฺ อีกประการหนึ่งคือ แนวคิดของเขาในการประกาศความขัดแย้งกับมุอฺตะซิละฮฺ และจัดตั้งสำนักคิดใหม่คืออะไร
คำตอบแรก สิ่งจำเป็นต้องกล่าวคือ อัชอะรียฺ ไม่ยอมรับหลักความเชื่อและแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ ในปัญหาต่างๆ ด้านเทววิทยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องความเป็นเอกภาพของพระเจ้า และความยุติธรรมของพระองค์ ซึ่งอัชอะรียฺถือว่ามุอฺตะซิละฮฺมีความในเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง ซึ่งเหตุผลของเขาที่กล่าวว่าความเชื่อของมุอฺตะซิละฮฺไม่ถูกต้องนั้น จะพบได้ในหนังสือด้านเทววิทยาของเขา และในหนังสือมิลัลวันนิฮัล ดังคำวิภาษของเขากับอบูอลี ญะบาอียฺ ผู้เป็นอาจารย์
ส่วนคำตอบที่ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงเขาประกาศความขัดแย้งกับมุอฺตะซิละฮฺ ไม่มีเหตุผลชัดเจนในประเด็นนี้ ครั้นเมื่อพิจารณาทัศนะของเขาเกี่ยวกับเรื่องเทววิทยา ในประเด็นขัดแย้งกันระหว่างมุอฺตะซิละฮฺและอะฮฺลิฮะดีซ ซึ่งเขาไม่เห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย ประเด็นนี้สามารถมองได้ว่าการที่เขาจัดตั้งสำนักคิดใหม่นั้น ก็เพื่อต้องการแก้ไขหลักความเชื่อศาสนาที่ออกนอกลู่นอกทางไป บนแนวคิดของฝ่ายเหตุผลนิยม และฝ่ายผัสสาการนิยม ซึ่งเขาพยายามหาแนวทางสายกลางเพื่อการปรับปรุงแก้ไข ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าแนวคิดประเด็นหลังนั้นดูว่าจะแข็งแรงกว่าเหตุผลอื่นทั้งหมด และบางทีอาจเป็นไปได้ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาต้องการปรับปรุงแก้ไข ในปัญหาฟิกฮฺเขาจึงไม่เข้าข้างฝ่ายใดทั้งสิ้น ซึ่งบางคนกล่าวว่าเขาเป็นชาฟิอียฺ บางคนกล่าวว่าเขาเป็นมาลิกียฺ และบางคนก็กล่าวว่าเขาเป็นฮันบะลียฺ ประหนึ่งว่าเขามีแนวคิดว่าต้องการดึงดูดความสนใจของทุกสำนักคิดฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ดังที่ อิบนุ อะซากิร ได้กล่าวถึงเขาเอาไว้ว่า “เขากล่าวว่าทั้งหมดเป็นมุจญฺตะฮิด และทั้งหมดนั้นถูกต้อง พวกเขาไม่มีความขัดแย้งกันในเรื่องอุซูล แต่มีขัดแย้งกันในเรื่องฟุรูอฺ”[10]
แหล่งอ้างอิง หนังสือฟิร็อกวะมะซอฮิบ กะลาม โดยคัดลอกมาจากเวปไซต์
www.hawzah.org
เชิงอรรถ
[1] ซีรฟัลสะฟะฮฺ ดัร อิหร่าน อิกบาล ลาโฮรียฺ หน้า 57
[2] บิฮุซ ฟี อัลมิลัลวันนิฮัล เล่ม 2 หน้า 16-17
[3] ตารีลฟัลสะฟะฮฺอิสลาม เฮนรี กูเรน แปลโดย อะสะดุลลอฮฺ มุบัชชิรียฺ หน้า 161-162
[4] ตารีคฟัลสะฟะฮฺ ในโลกอิสลาม ญินา อัลฟา คูรี, และเคาะลีล อัลญุร แปลโดยอับดุลมุฮัมมัด อายะตียฺ เล่ม 1 หน้า 147
[5] มิลัลวันนิฮัล ของชะฮฺริสตานียฺ เล่ม 1 หน้า 32
[6] ตารีค ฟัลสะฟะฮฺ อิสลามี หน้า 158
[7] บะฮุซ ฟิลมิลัลวันนิฮัล เล่ม 2 หน้า 23
[8] อัตเตาฮีด วะอิซบาต ซิฟัต อัรร็อบ หน้า 11
[9] ตารีคฟัลสะฟะฮฺในโลกอิสลาม เล่ม 1 หน้า 146-147
[10] อ้างแล้วเล่มเดิม หน้า 147