แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยุติธรรม

พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยุติธรรม

จากบทที่ผ่านมาเราได้ศึกษาและเรียนรู้มาแล้วว่า
1. สรรพสิ่งที่มีอยู่ และระบบระเบียบต่าง ๆ ล้วนเป็นสักขีพยานยืนยันถึงการมีอยู่ของผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงรอบรู้และทรงปรีชาญาณ
2. ความรอบรู้และปรีชาญาณของผู้ทรงสร้าง มิอาจจะคาดคะเนด้วยความคิดหรือสติปัญญาที่จำกัดของเราได้ เนื่องจากสิ่งที่เราได้รับรู้ และสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าถึงพระปรีชาญาณและความรอบรู้อันไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนและเทียบเทียมได้นั้น เสมอแค่เพียงซอกมุมเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับสิ่งถูกสร้างอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดของพระองค์ ซึ่งแต่ละสิ่ง ล้วนเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงพระปรีชาญาณ มหิทธานุภาพ และความรอบรู้อันไม่จำกัดของพระองค์ทั้งสิ้น
3. พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่เหนือความต้องการและการพึ่งพิงสรรพสิ่งทั้งมวลอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งล้วนมีความต้องการและพึ่งพิงพระองค์เสมอ
4. พระองค์ทรงกรุณาปรานีอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด และทรงประทานความโปรดปรานให้แก่ปวงบ่าวอยู่ตลอดเวลา พระองค์ทรงตรัสในคัมภีร์กุรฺอานว่า
“อัลลอฮฺคือผู้ทรงประทานพื้นพสุธาให้เป็นที่พำนักสำหรับสูเจ้า และให้ชั้นฟ้าเป็นหลังคา และทรงสรรสร้างสูเจ้าให้มีรูปทรงที่สวยงาม (สมส่วน) ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่สูเจ้าจากสิ่งที่ดีมีประโยชน์ทั้งหลาย นั่นคือ อัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลของสูเจ้า ความจำเริญยิ่งแด่อัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก” (สูเราะฮฺมุอ์มิน 40 : 64)
เราลองตั้งคำถามดูซิว่าสติปัญญาจะยอมจำนนได้อย่างไร ที่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทานความโปรดปรานอันเหลือคณานับเพื่อประโยชน์ต่อปวงบ่าวของพระองค์ จะทรงกดขี่และอธรรม ?
เราต่างตระหนักดีว่าการกดขี่และความอธรรมสืบเนื่องจากความอวิชชา หรือไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้ที่ต้องการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้วนี้ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความบริสุทธิ์และความจำเริญของพระองค์ทั้งสิ้น
ถ้าหากเราจะวิเคราะห์ถึงรากเหง้าของการกดขี่และความอธรรมแล้ว เราจะพบว่ามีที่มาจากสิ่งต่อไปนี้ คือ
1. ความกลัวการล่มสลาย
เจ้าของโรงงานที่เล็งเห็นว่ากำไรและผลประโยชน์ในกิจการของตน กำลังตกอยู่ในห้วงภยันตรายและอาจจะประสบกับความล้มละลายเนื่องจากมีโรงงานคู่แข่งที่มีฝีมือ ประสิทธิภาพในการผลิต และมีฐานะที่เหนือกว่า เขาจะต้องทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อเผชิญหน้าและคว่ำคู่แข่ง เว้นเสียแต่เขาจะเป็นผู้ที่มีจริยธรรม คุณธรรม และจิตใต้สำนึกที่ดีงามเท่านั้น
2. การสูญเสีย
บางครั้งการที่บุคคลหนึ่งต้องประสบกับการถูกกดขี่และถูกคุกคามจนไม่อาจจะเรียกร้องสิทธิใด ๆ จากผู้ที่สร้างความอธรรมได้ เขาจะมีสภาพสุดโต่ง เลยเถิด และจะพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างความเสียหายและความพ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายตรงข้าม
ผู้สูญเสียบางคนจะแสดงปฏิกิริยาก้าวร้าว รุนแรง ถึงขั้นซาดิสต์ด้วยการก่ออาชญากรรม กล่าวคือ เมื่อเขาได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ ภายหลังจากที่เคยมีฐานภาพที่ต่ำต้อยในสังคม เขาจะเริ่มล้างแค้นด้วยการก่อกวน อาละวาด และจะรู้สึกสะใจที่สามารถเข่นฆ่าหรือได้เผาทำลายกลุ่มคนที่เคยสร้างความอธรรมและก่ออาชญากรรมขึ้น และจะมีความสุขอภิรมย์หากได้ยินเสียงร้องไห้ คร่ำครวญของผู้ที่ถูกอธรรมนั้น
3. ความอวิชชา
กฎเกณฑ์ และกติกาต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยสมองและน้ำมือของมนุษย์ มักจะหนีไม่พ้นความเหลื่อมล้ำ การกดขี่ และความอยุติธรรมเสมอ ทั้งนี้ เนื่องจากสติปัญญาของมนุษย์นั้นมีขอบเขตจำกัด ในขณะที่โลกแห่งความคลุมเครือได้ครอบคลุมเขาอยู่
แง่มุมหนึ่งของความอยุติธรรมอย่างรุนแรงที่ได้ประสบกับชนผิวดำนั้น เกิดจากฝ่ายหนึ่งหลงภาคภูมิใจว่าเกียรติยศและความประเสริฐของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับสีผิวเป็นสรณะ จึงเหยียบย่ำทำลายสิทธิของชนผิวดำ ในขณะที่โดยสัจธรรมแล้ว บรรทัดฐานแห่งความดีงามและความประเสริฐของมนุษย์นั้นคือคุณธรรม จริยธรรม และความศรัทธาต่างหาก ส่วนสีผิวดำขาวนั้น หาใช่มาตรฐานที่จะใช้วัดความดีงามและความประเสริฐของมนุษย์แต่อย่างใดไม่ กล่าวคือ ทั้งสองมีค่าเสมอเหมือนและเท่าเทียมกัน
ประเด็นดังกล่าว ซึ่งล้วนเกิดจากความอวิชชา ความไร้สมรรถภาพ และความอ่อนแอนั้น มิอาจจะบังเกิดกับซาต (อาตมัน) อันบริสุทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งได้เลย ทั้งนี้ เนื่องจากพระองค์คือผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงวิทยญาณอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ผู้ทรงสมบูรณ์ปราศจากการพึ่งพิงสรรพสิ่งทั้งปวง จึงมิทรงหวาดหวั่นต่อการสูญเสียใด ๆ เพื่อจะนำมาชดเชยส่วนที่ขาดหายไป ด้วยเหตุนี้ จึงมิอาจจะเป็นไปได้ด้วยประการทั้งปวงที่พระองค์จะทรงอธรรมต่อสิ่งถูกสร้างซึ่งเป็นปวงบ่าวของพระองค์เอง
ที่กล่าวมาข้างต้น ย่อมเป็นสิ่งที่ชัดเจน ส่วนผู้ที่ยังมีข้อคลางแคลงอยู่ในหัวใจ อาจจะเกิดจากการไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราได้นำเสนอ หรือมิฉะนั้น เขาอาจจะยังมิได้สัมผัส หรือเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “ความยุติธรรม” ที่แท้จริง
อะไรคือความยุติธรรม ?
ความยุติธรรม คือการที่สิทธิขั้นพื้นฐานของปัจเจกชนในสังคมได้รับการพิทักษ์รักษาโดยไม่มีความเหลื่อมล้ำหรือถูกเลือกปฏิบัติโดยปราศจากสาเหตุ ตัวอย่างเช่น ในการสอบไล่ของนักเรียนชั้นหนึ่ง ศิษย์คนใดที่สามารถทำคะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ย่อมมีสิทธิอย่างเต็มภาคภูมิที่จะขยับฐานภาพขึ้นไปเรียนในระดับที่สูงขึ้น
จากตัวอย่างข้างต้น ครูประจำชั้นหรือผู้จัดการโรงเรียนไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะเลือกปฏิบัติหรือสร้างความเหลื่อมล้ำในระหว่างเด็กนักเรียนในชั้น ด้วยการอนุญาตให้ศิษย์กลุ่มหนึ่งสามารถผ่านชั้นขึ้นไปเรียนในระดับที่สูงกว่า ในขณะเดียวกัน กลับยับยั้งมิให้ศิษย์อีกจำนวนหนึ่งได้รับสิทธิดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผล ทั้งนี้ เนื่องจากบรรทัดฐานในการวัดความสามารถของศิษย์ก็คือผลคะแนนเฉลี่ยที่ถูกกำหนดอยู่ในกฎระเบียบของโรงเรียนหรือกฎกระทรวง ดังนั้น ศิษย์คนใดที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว เขาย่อมจะมีสิทธิอย่างเต็มภาคภูมิที่จะได้เลื่อนชั้นที่สูงขึ้น ถ้าหากเขาถูกกีดกัน นั่นเท่ากับความอธรรมและการกดขี่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว
แต่ในกรณีที่มิได้เกี่ยวข้องกับสิทธิโดยตรง เช่นกรณีเกี่ยวกับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งมนุษย์มีสิทธิที่จะเลือกปฏิบัติกับใครก็ได้ที่เขาพึงใจ ดังนั้น ถ้าหากบุคคลหนึ่งต้องการจะแสดงความเอื้ออาทรต่อผู้ที่เขามีความพึงพอใจ จึงไม่อาจถือได้ว่าเขาสร้างความอธรรมและกดขี่ ตัวอย่างเช่น เศรษฐีคนหนึ่งต้องการจะเลี้ยงอาหารผู้ยากไร้ ถ้าเขาจะเลือกปฏิบัติกับพวกเขาบางคนด้วยการให้เกียรติอย่างเต็มที่ ไม่อาจจะกล่าวตำหนิว่าเขาได้สร้างความอธรรมต่อผู้อื่น ทั้งนี้ เนื่องจากแขกทุกคนมิได้มีสิทธิใด ๆ ที่จะทำให้เขาต้องถูกลิดรอนแต่อย่างใด แต่ที่พวกเขาได้รับการเชื้อเชิญนั้นเกิดจากความกรุณาและความเอื้อเฟื้อของเจ้าภาพต่างหาก
การรักษาความยุติธรรมและความเสมอภาค ถือเป็นสิ่งจำเป็นในกรณีที่ทุกคนต่างมีสิทธิร่วมกันในสิ่งหนึ่ง แต่ในกรณีที่บุคคลมิได้มีสิทธิใด ๆ เลย แน่นอน ความเท่าเทียมและความยุติธรรมก็ย่อมไม่มีอยู่เช่นกัน ดังนั้น ถ้าหากมีการเลือกปฏิบัติระหว่างบุคคลในกรณีนี้ จึงมิอาจจะกล่าวหาว่าเขาได้สร้างความอธรรมและความเหลื่อมล้ำได้เลย
ด้วยเหตุนี้เอง บุคคลที่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมพระผู้เป็นเจ้าจึงไม่ทรงสร้างสรรค์สรรพสิ่งทั้งมวลบนโลกนี้ให้เสมอเหมือน และมีความเท่าเทียมกันเล่า ?
เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงประทานเกียรติยศ ฐานะทางสังคมและทรัพย์สินให้เสมอเหมือนกันหมดทุกคนเล่า ?
นี่ย่อมพิสูจน์ให้เห็นถึงความเอนเอียงและไม่ยุติธรรมของพระองค์ !
พวกเขาต่างตกอยู่ในความเข้าใจที่ไขว้เขว สับสน และยังมิได้สัมผัสสารัตถะที่แท้จริงของคำว่า “ความยุติธรรม” ทั้งนี้ เนื่องจากสรรพสิ่งทั้งมวลบนโลกนี้ ต่างมิได้เคยมีสิทธิใด ๆ มาก่อน ที่จะสามารถใช้สิทธิเหล่านั้นท้วงติงในสิ่งที่เป็นปมด้อยหรือความไม่เท่าเทียมกันในการสร้างสรรค์และในการประทานสรรพสิ่งว่าพระองค์ไม่ทรงยุติธรรม
ทั้งนี้ หากพระองค์ไม่ทรงสร้างมนุษย์คนใดขึ้นมาบนโลกนี้แม้แต่เพียงคนเดียว หรือหากพระองค์จะทรงสร้างให้มีความหลากหลาย ก็มิได้ทำให้สิทธิของบุคคลใดต้องถูกลิดรอนลงไป อันจะเป็นสาเหตุให้ถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นความอยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำได้
แต่เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ทรงรอบรู้ และทรงมีวิทยญาณ พระองค์จะไม่ทรงกระทำสิ่งใดที่ขัดแย้งกับวิทยปัญญาและผลประโยชน์สูงสุดของมนุษย์เอง ดังนั้น จึงมีคำถามติดตามมาว่า ด้วยสาเหตุอันใดหรือที่พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งให้มีความหลากหลายและแตกต่างกัน ?
ความแตกต่างทั้งหลายจำเป็นจะต้องบังเกิดบนโลกใบนี้ด้วยหรือ ?
หากไม่มีความแตกต่างดังกล่าว จะไม่เป็นการเหมาะสมกว่าหรือ ?
ขอให้เรามาค้นหาคำตอบจากข้อสงสัยเหล่านี้จากบทต่อไป