แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. 1. การขัดเกลาจิตวิญญาณ

1. การขัดเกลาจิตวิญญาณ

ธรรมชาติโดยทั่วไปของมนุษย์ คือ ชอบผู้ที่มีมารยาทดีงาม มีความประพฤติเรียบร้อย และมักจะเอาใจใส่ต่อความดีงามเหล่านั้นทั้งส่วนตัวและสังคม ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ค่อยพบเห็นผู้มีมารยาทดีงาม แต่ไม่มีผู้ให้ความเคารพหรือเกรงใจ
ความใส่ใจของมนุษย์ต่อมารยาทอันดีงามถือเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ ส่วนคำแนะนำของอิสลามเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นที่ชัดเจน เนื่องจากผู้ให้การอบรมสั่งสอนมารยาทในอิสลาม คือ ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) ซึ่งจวบจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีบุคคลใดสามารถค้นหาข้อบกพร่อง หรือความผิดพลาดของท่านได้แม้แต่นิดเดียว อัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ตรัสว่า
“ขอสาบานกับดวงจิต (และพระเจ้า) ผู้ซึ่งได้สร้างมันขึ้นมาและหลังจากนั้น ทรงดลให้เขารู้ถึงความดีและความชั่วทั้งหลาย แน่นอน คนที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่ขัดเขลาจิตใจ และผู้ที่ขาดทุน คือ ผู้ที่สั่งสมความชั่ว” (อัล-กุรอาน บท อัชชัมช โองการที่ 10)
ท่านอิมามซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ทาน) ได้กล่าวอธิบายโองการข้างต้นว่า  “แท้จริงอัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ทรงตรัสอย่างชัดเจนแก่มนุษย์ทั้งปวงว่า : พวกท่านจงปฏิบัติการงานที่ดี และละเว้นการงานที่ไม่ดี
การขัดเกลาจิตใจตนเองถือว่าเป็นการกระทำที่ได้ถูกเน้นไว้อย่างมากมายในทุกศาสนาและทุกนิกาย จะต่างกันตรงที่ว่าเป้าหมายของการขัดเกลาจิตใจ และขั้นตอนของมัน
อิสลามเป็นหนึ่งในศาสนาที่สอน และกล่าวเน้นถึงเรื่องนี้ไว้อย่างหน้าชื่นชมที่เดียว อีกทั้งมีการนำเสนอรูปแบบและวิการต่างๆ มากมายจุดประสงค์ก็เพื่อโน้มนำมนุษย์ให้ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าให้มากที่สุด ขณะเดียวกันให้ออกห่างจากพระเจ้าจอมปลอม และอารมณ์ใฝ่ต่ำที่เกิดจากอำนาจจิตของตนเอง
ณ ตรงนี้ขอนำเสนอการกระทำบางอย่างที่นำมนุษย์ไปสู่การขัดเกลาตนเองเพื่อยกระดับจิตใจ อันเป็นผลจากคำสอนของอิมามผู้บริสุทธิ์ และจากกระทำของผู้รู้และนักปราชญ์ทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จในหนทางนี้ อาทิเช่นท่านอายะตุลลอฮฺ อาริฟ ชัยค์ฮะซันซอเดะฮฺ ออมูลีย์
๑. ให้ครองวุฎู (น้ำนมาซ) ตลอดเวลา
ท่านดีลัมมีย์ ได้เล่าจากท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ว่า พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสว่า “ใครก็ตามที่ได้ทำให้วุฏูของตนเสีย และไม่ได้ทำวุฎูใหม่ เท่ากับได้ดูถูกฉัน
ใครก็ตามตามที่ได้ทำให้วุฏูของตนเสีย และได้ทำวุฎูใหม่ ถ้าเขาไม่ได้ทำนมาซอย่างน้อย ๒ ระกะอัตเท่ากับได้ดูถูกฉัน
ใครก็ตามตามที่ได้ทำให้วุฏูของตนเสีย และได้ทำวุฎูใหม่ พร้อมกับทำนมาซ ๒ ระกะอัต แต่ไม่ยอมขอดุอาอฺจากฉัน เท่ากับได้ดูถูกฉัน
ใครก็ตามตามที่ได้ทำให้วุฏูของตนเสีย และได้ทำวุฎูใหม่ พร้อมกับทำนมาซ ๒ ระกะอัต ขอดุอาอฺในสิ่งที่ตนปารถนาทั้งโลกนี้และโลกหน้า ถ้าฉันไม่ตอบรับดุอาอฺของเขา ถือว่าฉันดูถูกเขา และฉันพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกไม่ชอบดูถูกบุคคลอื่น”
แน่นอนยิ่งโอ้พี่น้องของฉัน แท้จริงวุฎูนั้นเป็นนูรฺ รัศมีการทำให้ตัวเรามีวุฎูอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ตัวของเรามีนูรฺรัศมี จิตใจสะอาดผ่องแผ่วเสมอ และเป็นสาเหตุทำให้ใกล้ชิดกับโลกอันบริสุทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า และพึงสังวรไว้เถิดว่าการกระทำเช่นนี้ มีบะร่อกัต (ความจำเริญ) และเป็นประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จของบรรดานักปราชญ์ที่ทรงเกียรติทั้งหลาย
ดังนั้นโอ้ผู้ขัดเกลาทั้งหลายสิ่งจำเป็นที่ท่านต้องปฏิบัติคือ
๑. ท่านต้องปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ให้เป็นนิจศีล
๒. ท่านจงอดทนสูง ตั้งมั่นและมีขันติธรรมตลอดเวลา
หลังจากนมาซเสร็จเรียบร้อยแล้วจงวิงวอนขอในสิ่งที่คงถาวร และมีความจำเริญทั้งโลกนี้ และโลกหน้าและจงวิงวอนขอต่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียว อย่าได้ใฝ่ใจต่อผู้อื่น จงสนทนากับพระองค์ด้วยความรู้สึกที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเช่นพูดว่า “โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดที่สามารถตั้งความหวังกับเขาได้นอกจากพระองค์ โปรดเอื้ออำนวยแก่ปวงบ่าวที่เขายังไม่ได้ลิ้มรสความรักจากพระองค์”
เพราะผู้ที่ได้ลิ้มรสในความรักของพระองค์เขาไม่สามารถเบี่ยงเบนหัวใจไปให้คนอื่นได้ ยิ่งไปกว่านั้นจิตใจของเขาจะไม่ปรารถนาใครอื่นนอกจากพระองค์ ทุกสิ่งคือศูนย์พลังแห่งการเปิดเผยพระนานอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ฉะนั้นเมื่อเขาได้เข้าถึงยังแก่นแห่งอาตมันสากลของพระองค์ สิ่งที่เป็นเปลือกภายนอกเขาก็จะได้รับไปโดยปริยาย
เรื่องราวของลัยลากับมัจนูนย่อมสะท้อนภาพของความรักได้เป็นอย่างดี ซึ่งฝ่ายหนึ่งได้เป็นบ้าไปเพราะความรักที่มีต่อลัยลา อันเป็นความรักที่ไม่จีรังและไม่สมหวังแต่มัจนูนก็ได้เป็นบ้าเพระความรักนั้น เพราะเขาไม่สามารถปันใจไปรักหญิงอื่นได้ ขณะที่ความรักที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าเป็นความรักที่ไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุด เป็นความรักที่จีรังถาวรผู้ที่รักพระองค์จึงยอมพลีทุกอย่างเพื่อคนรักของเขา เพียงเพื่อหวังว่า ให้เขานั้นได้ใกล้ชิดกับคนรักของเขาดุจดังเช่นเหตุการณ์การพลีชีพแห่งกัรฺบะลา เป็นการพลีบนความรักที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นที่รักของพวกเขา
ทำไมเราจึงมักมุ่งมั่นอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่แก่น เป็นเพียงเปลือกและองค์ประกอบภายนอกเท่านั้น จิตใจของมนุษย์ทำไมจึงมุ่งมั่นอยู่กับสรวงสวรรค์ ทุกคนอยากได้สัมผัส อยากได้เข้าไปและพำนักอยู่ในนั้นตลอดไป ทำไมเราจึงไม่ใส่ใจต่อพระผู้สร้างสรวงสวรรค์ผู้เป็นแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่ง
ดังนั้นเมื่อท่านทำนมาซเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ทำสัจดะฮฺด้วยจิตใจที่นอบน้อมพร้อมทั้งกล่าวว่า
اَللَّهُمَّ ارْزُقْنِي حَلاَوَةً ذِكْركَ وَلَقائك والحُُضُوْرُ عِنْدَ كَ..
“โอ้อัลลอฮฺ โปรดประทานความหวานชื่นในการรำลึกถึงพระองค์ การได้พบกับพระองค์ และความนบนอบต่อพระองค์ แก่ข้าฯเถิด”
๒. หลีกเลี่ยงการรับประทานมาก
อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสว่า     وكُلُواْ وَاشْرَبُواْ وَلاَ تُسْرِفُواْ إِنَّهُ لاَ يُحِبُّ الْمُسْرِفِينَ
ความว่า “จงกินและจงดื่ม แต่จงอย่าฟุ่มเฟือย แท้จริงพระองค์ไม่ชอบบรรดาผู้ที่ฟุ่มเฟือย” (ซูเราะฮฺ อะอฺรอฟ/ ๓๒)
โอ้ศรัทธาชนทั้งหลายไม่ต้องสงสัยเลยว่า การรับประทานมากเป็นเหตุทำให้หัวใจต้องทำงานหนักผิดปรกติ จิตวิญาณห่อเหี่ยวไม่กระตือรือร้น และน้ำหนักตัวเพิ่มโดยใช่เหตุ แต่พึงรู้ไว้ว่า ความหิวเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับผู้ศรัทธา (มุอฺมิน)
ท่านยะห์ยา บินมุอาซ ได้กล่าวไว้อย่างสวยหรูว่า “หากมอบให้มลาอิกะฮฺทั้งเจ็ดชั้นฟ้าผู้ให้ชะฟาอัต บรรดาศาสดาอีก ๑๒๔,๐๐๐ ท่าน และคัมภีร์ทั้งหมดของพระองค์เป็นสื่อ ในการละทิ้งอารมณ์ใฝ่ต่ำและความศิวิไลซ์ของโลก อีกทั้งนำเสนอกฏเกณฑ์ต่างๆของอัลลอฮฺ เขาก็จะไม่ยอมรับมัน แต่ถ้าใช้ความหิวโหยเป็นสื่อ เขาจะยอมรับอย่างง่ายดายและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  (กูวะตุลกุลูบ อบูฏอลิบ มักกีย์ พิมพ์ที่อียิปต์ หน้าที่ ๒๑๕)
ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ท้องคนเรา เมื่อรับประทานมากมันจะสร้างความอึดอัดและเหนื่อยหน่าย ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปวงบ่าว ในการแสดงความเคารพภักดีคือ ช่วงเวลาที่ท้องของเขาปราศจากอาหาร และช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของปวงบ่าว ในการแสดงความเคารพภักดีคือ ช่วงเวลาที่ท้องของเขาเต็มไปด้วยอาหาร”  (บิฮารุลอันวาร ๖๖/๓๓๖)
๓. หลีกเลี่ยงการพูดมาก
ท่านเชคฏูซีย์ได้เล่าหะดีษบทหนึ่งที่มาจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า “นอกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ แล้วอย่าพูดมาก เพราะการพูดมากที่ไม่ใช่การรำลึกถึงอัลลอฮฺ เป็นสาเหตุทำให้หัวใจแข็งกระด้าง คนที่มีหัวใจแข็งกระด้างเป็นคนที่ห่างไกลอัลลอฮฺมากที่สุด”  (อัล-อะมาลีเขคฏูซีย์ หะดีษที่ ๑)
ท่านเชคกุลัยนีย์ ได้เล่าหะดีษของท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่าท่านอิมามได้กล่าวว่า “ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้กล่าวว่า นอกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺแล้วไม่ควรพูดมาก เพราะการพูดมากที่ไม่ใช่การรำลึกถึงอัลลอฮฺ จะทำให้จิตใจแข็งกระด้าง แม้ว่าเขาคนนั้นจะไม่รู้ตัวก็ตาม”   (อุศูลกาฟีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๑๔)