แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. 2. การศึกษาหาความรู้

2. การศึกษาหาความรู้

คุณสมบัติประการหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับของคนโดยทั่วไป คือ ความรู้ ซึ่งความประเสริฐของความรู้มีอยู่เหนือความโง่เขลาทั้งหลาย
อาจกล่าวได้ว่า อิสลามเป็นศาสนาเดียวที่ให้การสนับสนุนการแสวงหาความรู้มากกว่าศาสนาอื่น และมากกว่าทุก ๆ การปกครองทั้งในระบบเก่าและระบบใหม่ อิสลามถือว่าการแสวงหาความรู้นั้นเป็นรากฐานอันสำคัญของสังคมที่มีอารยธรรมที่ดีงาม และเรียกสังคมที่มีการศึกษาว่าเป็นสังคมที่มีชีวิต ในทางกลับกัน เรียกสังคมที่ปราศจากการศึกษาและมีความล้าหลังว่าเป็นสังคมที่ตายแล้ว และเป็นสังคมของอนารยชน ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงได้กำหนดว่า การแสวงหาความรู้เป็นข้อบังคับ (วาญิบ) ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และเกี่ยวกับเรื่องการแสวงหาความรู้นี้ ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) และอิมามท่านอื่น ๆ ได้มีคำสั่งกำชับไว้อย่างมากมาย เช่น
ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) ได้กล่าวว่า “การแสวงหาความรู้เป็นวาญิบ (ข้อบังคับ) สำหรับมุสลิมทุกคน” ซึ่งความรู้ในความหมายของท่านศาสดาตามที่กล่าวมานั้น หมายถึง ความรู้ของทุกแขนง มิได้เฉพาะเจาะจงเฉพาะศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่ง หรือเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น และในการแสวงหาความรู้ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) ได้กล่าวอีกว่า “การแสวงหาความรู้เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน แน่แท้ อัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ทรงรักผู้แสวงหาความรู้”
ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ทาน) ผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธา กล่าวว่า “โอ้ประชากรทั้งหลาย พึงรู้ไว้เถิดว่าวุฒิภาวะของศาสนานั้นตั้งอยู่บนการแสวงหาความรู้และนำไปสู่การปฏิบัติ แท้จริงการแสวงหาความรู้เป็นข้อบังคับสำหรับท่านมากกว่าความพยายามในการแสวงหาเครื่องยังชีพ สำหรับเครื่องยังชีพของท่านได้ถูกจัดสรรและค้ำประกันโดยองค์แห่งความยุติธรรม และจะถูกนำมาให้แก่ท่านอย่างแน่นอน ความรู้ถูกเก็บรักษาไว้กับเจ้าของมันและท่านถูกบัญชาให้แสวงหามันจากพวกเขา”
ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ทาน) กล่าวอีกว่า “หลายคนอ้างถึงความรู้ แต่น้อยคนนักที่จะจำใส่ใจ ของขวัญที่สมบูรณ์ที่สุดของพระเจ้าคือ ให้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนความรู้”
“มีคนโง่จำนวนมากมายที่ทำให้ผู้รู้เกิดความกลัวอย่างมาก”
“ผู้รู้ย่อมเข้าใจในความเขลา เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยมีความเขลามาก่อน”
“ผู้มีความเขลาย่อมไม่เข้าใจในผู้รู้ เพราะเขามิได้เคยเรียนรู้ด้วยตนเอง”
“ผู้รู้ย่อมมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมวลชนที่โง่เขลา”
“ความรู้ให้ชีวิตแก่วิญญาณ”
“ความรู้ (ในพระเจ้า) เพียงเล็กน้อยย่อมทำลายความประพฤติ”
“ไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้ชีวิตบริสุทธิ์ได้ เว้นแต่แสงสว่างที่แท้จริง”
“การให้ความเคารพต่อผู้รู้ คือการเคารพพระผู้เป็นเจ้า”
“ความรู้ย่อมก่อกำเนิดความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า”
“การฝึกฝนตนในการปฏิบัติ ทำให้ความรู้เกิดความสมบูรณ์”
“ผู้รู้ที่แท้จริงนั้นคือ บุคคลผู้ซึ่งเข้าใจว่า สิ่งที่เขารู้นั้นแท้จริงแล้วมีเพียงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาไม่รู้”
ท่านอิมาม ญะอฟัร อัซซอดิก (ขอความสันติพึงมีแด่ทาน) ได้กล่าวถึงเรื่องการแสวงหาความรู้ไว้ว่า
“เป็นหน้าที่ของท่านต่อการเข้าใจเป็นอย่างดีในศาสนาของอัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ดังนั้น จงอย่าเป็นเยี่ยงบุคคลที่ระหกระเหินกลางทะเลทราย ในวันแห่งการตัดสิน อัลลอฮ จะไม่เหลียวแลพวกเขา ผู้ซึ่งมิได้ทำความเข้าใจต่อศาสนาของพระองค์ และจะไม่ทรงเพิ่มน้ำหนักใด ๆ เลยต่อการกระทำของพวกเขา”
“บรรดานักปราชญ์ คือ ทายาทของบรรดาศาสดา สำหรับท่านศาสดามิได้ทิ้งไว้ซึ่งความมั่งมีทางทรัพย์สมบัติ แต่ทว่าท่านได้ละทิ้งไว้ซึ่งจารีตประเพณี และผู้ใดก็ตามรับมันไว้เขาจะเป็นผู้มั่งมี แต่พึงระวังไว้ว่า ท่านได้รับมันจากใคร แท้จริงในทุก  ๆ ยุคสมัยย่อมมีผู้ยุติธรรมคนหนึ่งจากพวกเรา ครอบครัวของท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) จะเป็นผู้คุ้มครองศาสนาให้พ้นจากความบิดเบือนที่บ้าคลั่ง นักโกหกที่ชอบขโมยความคิดของผู้อื่น และนักตีความไร้สาระ”
“บุคคลที่แสวงหาความรู้แล้วนำไปปฏิบัติและสั่งสอนคนอื่น ๆ เพื่อพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะยกเขาขึ้นสู่สถานภาพที่ศักดิ์สิทธิ์และกล่าวว่า : เจ้าเรียนเพื่ออัลลอฮ ปฏิบัติเพื่ออัลลอฮและอบรมสั่งสอนผู้อื่นเพื่อพระองค์”
ผู้รู้คือผู้ปฏิบัติเพื่อส่งเสริมคำพูดของเขา”
“การสนทนากับนักปราชญ์บนกองขยะ ย่อมดีกว่าการสนทนากับคนเขลาบนพรมชั้นดี”
“จงระวังสองสิ่งที่ทำลายมนุษย์ การใช้ทัศนะทางคดีความในเรื่องที่เป็นความนึกเอาเดาว่า และผูกติดอยู่กับบางสิ่งด้วยความเชื่อ (ในศาสนา) โดยปราศจากความรู้”
“ความตายของบุคคลผู้ไร้ศรัทธา มิได้ทำให้ซาตานมารร้ายยินดีเหมือนกับนักปราชญ์คนหนึ่ง”
ฉะนั้น การแสวงหาความรู้จึงเป็นสุดยอดของการขวนขวายและพากเพียรทั้งหลาย อิสลามถือว่าเป็นภาระของทุกคน โดยไม่ได้กำหนดว่าเป็นหญิงหรือชาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการแสวงหาความรู้ก็คือ มาตรการของสังคมนั่นเอง
ขณะเดียวกัน อิสลามไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุดของการแสวงหาความรู้เอาไว้ ดังคำกล่าวของท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) ที่ว่า “จงศึกษาตั้งแต่ในเปลนอนจนถึงหลุมฝังศพ”
ทุก ๆ ข้อบังคับในศาสนาจะมีเวลาที่เฉพาะ ซึ่งผู้ที่จะปฏิบัติมีเงื่อนไขอยู่ว่า ต้องบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ ถ้ามิเช่นนั้นถือว่าไม่เป็นข้อบังคับใด ๆ สำหรับเขา และในบางครั้งกฎและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นข้อบังคับก็ถูกยกเว้นสำหรับเด็ก คนชราและผู้ที่ไร้ความสามารถ แต่สำหรับการแสวงหาความรู้ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งให้เริ่มศึกษาตั้งแต่คลอดออกจากครรภ์ของมารดาเป็นต้นไปจนถึงวันตาย กล่าวคือ การศึกษาหาความรู้เป็นข้อบังคับตลอดอายุไขของตน และทุก ๆ วันต้องมีความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นมา ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) ยังได้กำชับอีกว่า “จงแสวงหาความรู้ไม่ว่ามันจะอยู่ไกลถึงเมืองจีนก็ตาม”
อิสลามได้แนะนำให้ทำการเรียนรู้ถึงความเร้นลับของการสร้างท้องฟ้า แผ่นดิน ธรรมชาติของมนุษย์ ประวัติศาสตร์ของบรรพชนในอดีต (ปรัชญา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา) และทำการใคร่ครวญให้มาก ขณะเดียวกันต้องเรียนรู้และจดจำจริยธรรมและกฎมายของอิสลาม ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ถึงวิธีการหาปัจจัยเพื่อการดำรงชีพ จะเห็นได้ว่าท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรท่านและครอบครัวของท่าน) ได้ให้ความสำคัญต่อการศึกษาหาความรู้อย่างมากซึ่งในครั้งหนึ่งในสงครามบะดัร บรรดาทหารมุสลิมได้จับพวกปฏิเสธเป็นเชลย ต่อมาท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) ได้สั่งว่า ถ้าพวกศัตรูได้นำเงินมาไถ่ตัวเชลยก็จงรับและปล่อยตัวเขาไป ยกเว้นเชลยที่อ่านออกเขียนได้ ไม่ต้องเสียค่าไถ่ตัว แต่มีเงื่อนไขว่าเชลยหนึ่งคนต้องสอนหนังสือให้กับมุสลิม 10 คน
การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของชั้นเรียนครั้งนั้น ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ได้เกิดขึ้นตามคำสั่งของท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) และถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่สำหรับมุสลิม แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ถือเป็นครั้งแรกและอาจเป็นครั้งสุดท้ายในโลกที่มีการไถ่ตัวเชลยสงคราม ด้วยการเรียนการสอน ซึ่งก่อนหน้าท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) และหลังจากนั้น ไม่ได้มีการทำเช่นนั้นอีกเลย
นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งบันทึกไว้ว่า มีสตรีคนหนึ่งนามว่า “อัช-ชะฟาอ” ซึ่งได้ทำการเรียนรู้หนังสือก่อนยุคสมัยของอิสลาม และเธอเป็นผู้มาสอนหนังสือให้แก่ภรรยาของท่านศาสดา ณ ที่บ้านของท่าน
ตามไปลำดับเช่นกัน”