แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. หน้าที่ของบุตรที่มีต่อบิดามารดา

หน้าที่ของบุตรที่มีต่อบิดามารดา

บิดามารดา คือบุพการีและอยู่ในฐานะของครูคนแรกที่ให้การอบรมสั่งสอนกริยามารยาทแก่บุตร บิดามารดาจึงมีบุญคุณอย่างล้นเหลือแก่บุตรและธิดาของตน อันเป็นบุญคุณที่มิอาจทดแทนได้ตราบชั่วชีวิตจะหาไม่ ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงได้กำชับไว้อย่างหนักแน่นว่า บุตรทุกคนมีหน้าที่ให้เกียรติ แสดงความเคารพยกย่อง และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของบิดามารดาอย่างเคร่งครัด ถึงขนาดที่อัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ได้กล่าวถึงการให้เกียรติต่อบิดามารดา หลังจากการกล่าวถึงการเคารพภักดีพระองค์ทันที นั่นแสดงให้เห็นว่า บิดามารดาอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งอันแท้จริง อัล-กุรอาน กล่าวว่า
وَقَضَى رَبُّكَ أَلاَّ تَعْبُدُواْ إِلاَّ إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَانًا
“พระผู้อภิบาลของเจ้าได้มีบัญชาว่า เจ้าจงอย่าเคารพภักดีต่อสิ่งอื่นใดนอกเหนือจาก อัลลอฮ และจงทำดีกับบิดามารดาทั้งสอง” (อัล-กุรอาน บท บนีอิสรออีล โองการที่ 23)
มีรายงานจำนวนมากมายที่กล่าวถึงบาปใหญ่หลังจากการตั้งภาคีกับอัลลอฮ คือ การประพฤติที่ไม่ดีกับบิดามารดา อัล-กุรอาน กล่าวว่า
إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِندَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلاَهُمَا فَلاَ تَقُل لَّهُمَآ أُفٍّ وَلاَ تَنْهَرْهُمَا وَقُل لَّهُمَا قَوْلاً كَرِيمًا
“และถ้าหากคนหนึ่งจากทั้งสองหรือทั้งสองท่าน ได้ถึงวัยชราภาพเจ้าก็จงอย่ากล่าวแก่ทั้งสองด้วยคำพูดที่ไม่ดี “อุฟ” เจ้าจงอย่าขู่ตะคอกแก่ทั้งสอง จงพูดกับทั้งสองท่านด้วยคำพูดที่อ่อนโยน นอบน้อมและอ่อนหวาน” (อัล-กุรอาน บท บนีอิสรออีล โองการที่ 23)
สิทธิของบิดามารดา
ฐานันดรของบิดามารดาที่มีต่อบุตรเปรียบเสมือนรากแก้วที่ทำหน้าที่ยึดลำต้นมิให้ล้มทลาย และเป็นที่มาของกิ่งก้านและดอกใบ บิดามารดา คือ ผู้สร้างฐานอันมั่นคงให้แก่บุตร เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่แท้จริงให้กับครอบครัวและเป็นเสาหลักที่สำคัญของสังคม
ความประพฤติไม่ดี การแสดงมารยาทที่ต่ำทราม หรือการกลั่นแกล้งท่านทั้งสอง ถือเป็นความอกตัญญูที่ไม่รู้จักบุญคุณของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุญคุณของบิดามารดาที่ไม่มีวันตอบแทนได้หมดสิ้น การแสดงกริยาไม่ดีกับบิดามารดา ประหนึ่งได้สลัดความเป็นมนุษย์ออกไปจากตนจนหมดสิ้น เป็นการทำลายคุณค่าของความเป็นคนและสังคมให้พินาศย่อยยับ บรรดาเยาวชนจะเป็นทรัพยากรที่ดีได้อย่างไรเมื่อพวกเขาประพฤติไม่ดีกับบิดามารดา ปรกติแล้วไม่มีบิดามารดาท่านใดที่ไม่ปรารถนาดีกับบุตรของตน ท่านทั้งสองปรารถนาที่จะเห็นบุตรและธิดาของตนมีความก้าวหน้า มีการพัฒนา เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และมีอนาคตที่สูงส่งและก้าวไกล โดยธรรมชาติของผู้เป็นบิดามารดา สามารถอดทนต่อความประพฤติที่ไม่ดีของบุตร มีความเจ็บปวดและมีความเป็นห่วงใยพวกเขาตลอดเวลา แม้ว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วก็ตาม จะเห็นได้ว่าไม่มีพลังแห่งความรักใดที่จะยิ่งใหญ่เกินไปกว่าพลังความรักของบิดามารดาที่มีต่อบุตร สิทธิของท่านทั้งสองที่มีต่อบุตรจึงมากมาย แม้ว่าท่านทั้งสองจะจากไปแล้วก็ตาม
ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า มารยาทที่สุภาพ นับเป็นมรดกตกทอดที่บิดาสืบต่อถึงบุตร
สิทธิของบุตรที่มีต่อบิดามารดา
มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเป็นของตนเองมากน้อยเป็นไปตามลำดับ ซึ่งสิทธิของแต่ละคนอยู่ภายใต้กรอบและเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้
มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ชั่วคราว หลังจากนั้นเขาต้องจากไป ด้วยเหตุนี้ พระผู้เป็นเจ้าจึงได้จัดวางระบบการเจริญพันธุ์ และระบบสืบวงศ์ตระกูลเอาไว้ในหมู่ประชาชาติ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มนุษย์สูญพันธ์ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างระบบความสัมพันธ์อันดีงามในสังคมจากบรรพชนมาสู่ลูกหลาน
โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วย่อมมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า บุตรและธิดาคือส่วนหนึ่งของเขา การคงอยู่ของบุตร คือ การคงอยู่ในฐานะตัวแทนของเขา มนุษย์จึงได้เพียรพยายามทุกอย่างเพื่อสร้างอนาคตและฐานะภาพอันมั่นคงทั้งทางโลกและทางธรรมเพื่อบุตรของตน เพราะเขารู้ดีว่าชื่อเสียงและเกียรติยศของตนจะสูญสิ้นไปก็ต่อเมื่อบุตรและธิดาได้สร้างความเสื่อมเสียภายหลังจากนั้น ในขณะที่ผู้เป็นบิดามารดาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ท่านทั้งสองปรารถนาให้ชื่อเสียงและวงศ์ตระกูลดำรงสืบต่อไป ฉะนั้น สาเหตุสำคัญทีจะทำให้ความหวังเป็นจริง จึงขึ้นอยู่กับการอบรมสั่งสอนของบิดามารดาที่มีต่อบุตรซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญ ขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิของบุตรที่พึงจะได้รับสิ่งเหล่านี้จากบิดามารดา เช่น
1. บิดามารดาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของกริยามารยาท และความประพฤติ สิ่งนี้ต้องถูกแสดงออกมาด้วยความจริงใจ มิใช่ภาพลวงตา เพื่อจะได้มั่นใจได้ว่าตนไม่ได้สร้างแนวทางที่เฉไฉให้กับบุตร  บิดามารดาต้องออกห่างจากการกระทำที่ไม่ดีอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการพูดโกหก ด่าทอ พูดจายาบคาย นินทา และว่าร้ายผู้อื่น บิดามารดาต้องสรรสร้างแต่สิ่งที่ดีงามต่อหน้าบุตร เพื่อจะได้ให้เขาจดจำและลอกเลียนแบบ เช่น มีความตั้งใจและจริงจังต่อการงาน มีความอดทนอดกลั้น มีความยุติธรรม มีความเมตตาปรานี และรู้จักโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น บิดามารดาต้องออกห่างจากสิ่งที่ไร้สาระ มารยาทที่ต่ำทรามและความเห็นแก่ตัว
2. บิดามารดาต้องดูแลรักษาความสะอาดด้านสุขภาพพลานามัยของบุตรตลอดเวลา เพื่อจะได้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง สติปัญญาที่เฉลียวฉลาดพร้อมที่จะทำการศึกษาหาความรู้ต่อไป และต้องจัดหาปัจจัยยังชีพที่พอเพียงแก่พวกเขา
3. เมื่อบุตรเข้าสู่วัยที่ต้องเรียนรู้อย่างโดยปกติเริ่มตั้งแต่ 7 ขวบ เป็นต้นไปผู้ปกครองต้องส่งบุตรเข้าโรงเรียน และฝากฝังแก่ครูที่ดีมีคุณภาพ เพราะคำพูดและการสอนของครูมีผลกับเด็กอย่างมาก ถ้าเป็นคำพูดที่ดี คำพูดเหล่านั้นก็จะฝังอยู่ในจิตใจของเด็กตลอดไป และเป็นบรรทัดฐานสำหรับเด็กที่จะจดจำไปปฏิบัติเพื่อขัดเกลากริยามารยาทของเขาในวันข้างหน้า เพราะวัยนี้คือวัยของการจดจำ ถ้าเขาจดจำสิ่งที่ดีและอยู่กับคนดี เขาก็ย่อมเป็นคนดี แต่ถ้าไม่เช่นนั้นเขาก็ คือ มารร้ายของสังคมในอนาคต จึงเป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องสอดส่องดูแลและเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
4. เมื่อบุตรเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ซึ่งต้องพบปะกับผู้คนมากขึ้นเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง ต้องพาพวกเขาไปสู่สังคมที่มีบรรยากาศของคุณธรรมความ คอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาหารือ พร้อมกับปลูกฝังความคิดที่ดีแก่เขา สอนให้เขารู้จักการใช้เหตุผลและการจำแนกแยกแยะสิ่งใดควรและไม่ควร
5. เป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องอบรมสั่งสอนศีลธรรมแก่บุตร ทั้งหลักความศรัทธา  หลักการปฏิบัติ  และสอนให้เขารู้จัก อ่าน อัล-กุรอาน
ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวถึงความสูงศักดิ์ว่า
1. คุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ต่าง ๆ นำไปสู่ความสูงศักดิ์ และมิใช่กระดูกผุ ๆของบรรพบุรุษ
2. คุณธรรมที่บุตรมีต่อบิดามารดานับเป็นเครื่องพิสูจน์ของชาติกำเนิดที่ดี
3. ตำแหน่งอันสูงศักดิ์ ย่อมควบคู่ไปกับความปราดเปรื่องของความคงแก่เรียน ซึ่งมิใช่เป็นเรื่องของศักดิ์ตระกูลและทรัพย์สฤงคาร
4. มนุษย์มักมีความละม้ายคล้ายคลึงกับผู้คนที่อยู่ร่วมสมัยกับพวกเขามากกว่าบิดาของเขาเสียอีก
5. บุตรที่เลวคนหนึ่ง ย่อมทำลายเกียรติยศทั้งมวลของบุคคลผู้หนึ่งและทำให้บรรพบุรุษของเขาต้องได้อาย